- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 290 - มารดาและบุตรี
290 - มารดาและบุตรี
290 - มารดาและบุตรี
290 - มารดาและบุตรี
ด้านหนึ่งของโรงเรียนคือเรือนที่เฟิงหยงและคนของเขาอยู่อาศัย ส่วนอีกด้านหนึ่งคือศูนย์เลี้ยงเด็ก
ในเวลานั้น หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเร่งฝีเท้ามาที่ประตูศูนย์เลี้ยงเด็ก เคาะประตูเบาๆ
ครู่หนึ่ง ประตูส่งเสียงเอี๊ยดแล้วเปิดออก หญิงชราผู้หนึ่งยื่นศีรษะออกมา พอเห็นหญิงสาวก็ยิ้มพลางถามว่า "คุณหนูเล็กมาดูลูกอีกแล้วหรือ เข้ามาเถอะ"
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูเล็กยิ้มพลางพยักหน้า กล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้าไป
ศูนย์เลี้ยงเด็กก็เป็นเรือนล้อมรั้ว แม้จะไม่กว้างใหญ่เท่าโรงเรียน แต่ก็ถือว่ากว้างพอตัว
ภายในถูกแบ่งเป็นลานใหญ่และลานเล็กสองส่วน
ลานใหญ่สำหรับเด็กที่มีอายุราวสี่ถึงห้าปี ที่เริ่มมีสติรับรู้ได้บ้าง
เด็กเหล่านั้นที่นี่จะได้เรียนรู้การพูดภาษาฮั่นพื้นฐาน
ส่วนลานเล็กนั้นสำหรับเด็กที่ยังเล็กเกินไป ไม่มีแรงจะเดินหรือลุกเองได้ เด็กที่โตที่สุดก็เพียงกำลังหัดเดินเท่านั้น
แม้จะมีคนในโรงทอผ้ามาก แต่เด็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าปีกลับมีไม่มากนัก
ท้ายที่สุดนี่คือยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความอดอยาก อีกทั้งยังไม่มีสุขอนามัยที่ดี
ตั้งครรภ์ได้ก็ใช่ว่าจะคลอดได้ คลอดได้ก็ใช่ว่าจะรอด รอดแล้วก็ใช่ว่าจะเลี้ยงจนโตได้...
ดังนั้น ในสายตาของคนทั้งโรงทอและคอกเลี้ยงสัตว์ กลุ่มเรือนที่รวมทั้งโรงเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็ก และเรือนเล็กของเฟิงหยงและคนของเขา จึงเป็นสถานที่สำคัญที่สุด
เพราะที่นี่ทำให้พวกเขามั่นใจได้เป็นครั้งแรกว่า ลูกๆ จะไม่ต้องหิวโหยและมีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่
อาหารวันละสามมื้อ แม้แต่พ่อแม่เองก็ยังไม่อาจดูแลลูกๆ ได้ดีเท่านี้
"ท่านแม่"
คุณหนูเล็กเดินเข้าสู่ลานเล็ก เอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
"เจ้าเด็กนี่ มาดูอีกแล้วsinv"
เสียงนั้นมาจากสตรีวัยกลางคนที่กำลังอุ้มทารกกล่อมให้หลับ พอหันมาเห็นว่านั่นคือสะใภ้ของตนก็เอ่ยขึ้น
"เจ้ามาดูลูก"
คุณหนูเล็กก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะสังเกตได้ว่าทารกที่อยู่ในอ้อมแขนนั้นไม่ใช่ลูกของตน
"ลูกหลับแล้ว อยู่ตรงนั้น"
หญิงวัยกลางคนพยักพเยิดไปอีกด้าน
"เดี๋ยวข้ากล่อมให้เอง เจ้าคุยกับคุณหนูเล็กเถอะ"
หญิงอีกคนเดินเข้ามา รับทารกไปอุ้มแทน
"ท่านแม่ ข้ามีแผ่นแป้งไส้เนื้อมาให้ท่านกิน"
คุณหนูเล็กยื่นหมั่นโถวไส้เนื้อในมือให้
หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้ว มองสะใภ้พลางถาม "เจ้ากินแล้วหรือยัง"
"กินแล้ว ตอนมื้อเที่ยงพวกเราก็ได้หมั่นโถวแป้งขาวหนึ่งลูกกับโจ๊กข้าวฟ่างหนึ่งถ้วยนี่ ท่านแม่เองก็รู้ดี"
"แล้วนี่ได้มาจากไหนอีก"
ใบหน้าของคุณหนูเล็กแดงระเรื่อ ก้มหน้าลงเล็กน้อย "พี่หลี่เป็นคนเอามาให้"
หญิงวัยกลางคนส่ายหน้า "เจ้าทำงานเหนื่อย ควรกินเสียหน่อยให้บำรุงร่างกาย ถึงแม้ตอนนี้ลูกจะเริ่มหย่านมแล้ว แต่วันหนึ่งเจ้าก็ยังต้องให้นมสักครั้งอยู่ดี เจ้าก็ต้องเหนื่อยอยู่ดี"
"ส่วนข้าที่อยู่ที่นี่ คอยดูลูกๆ ก็ไม่ใช่งานหนักอันใด ไม่จำเป็นต้องกินดีถึงเพียงนั้น"
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ หญิงวัยกลางคนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสมัยที่บ้านในหนานจงยังไม่ล่มสลาย ครอบครัวของนางแม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่เคยต้องกังวลเรื่องปากท้อง ไหนเลยจะต้องมานั่งเกรงใจกันเพราะแผ่นแป้งไส้เนื้อเพียงชิ้นเดียว
เพียงแต่เหตุการณ์น่าหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนในหนานจง ทำให้นางและสะใภ้ยังคงสะดุ้งตื่นกลางดึกด้วยความหวาดผวาอยู่บ่อยครั้ง
สองหญิงที่เป็นทั้งแม่ผัวและสะใภ้ เมื่อผ่านเส้นทางอันทุกข์ทนที่ไม่ต่างจากความตายมาด้วยกัน ทำให้สายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นเหนียวแน่นยิ่งกว่าสายเลือดของมารดาและบุตรี
เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีใครสนใจ หญิงวัยกลางคนก็ยัดแผ่นแป้งไส้เนื้อกลับคืนไปในมือของคุณหนูเล็ก พลางพูดเสียงแผ่วเบา "เจ้าหนูเอ๋ย เจ้าทั้งนิสัยดี หน้าตาก็งาม ฝีมือก็เป็นเลิศ เป็นเพราะบุตรชายของข้าเองที่ไร้วาสนา"
"สำหรับข้า ตอนนี้เจ้าก็ไม่ต่างจากบุตรีแท้ๆ หากบุตรีจะออกเรือน มารดาก็ย่อมอยากให้ได้สามีที่ดีกว่านี้ หากเจ้ามีที่พึ่ง ข้าย่อมดีใจ แต่เจ้ามั่นใจแล้วหรือ ว่าจะเลือกเขาจริงๆ"
คำพูดนั้นทำให้คุณหนูเล็กเผยรอยยิ้มเจือความขมขื่นในดวงตา "ท่านแม่เอ๋ย พวกเราหากมีคนยอมรับก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว จะให้กล้าเลือกมากมายอีกหรือ"
"อย่าพูดเช่นนั้น"
หญิงวัยกลางคนกุมมือนางแน่น "เรื่องเหล่านั้น เจ้ากับข้าไม่เอ่ย แล้วจะมีใครรู้เล่า"
"สวรรค์รู้ และข้าก็รู้"
คุณหนูเล็กยิ้มอย่างเศร้าสร้อย "คนที่รอดออกมาจากที่นั่น ไม่มีใครที่ร่างกายยังสะอาด เขา...พี่หลี่ เขาเคยไปรบที่หนานจงมาก่อน สิ่งที่เขาเห็นมา อาจมากกว่าพวกเราเสียอีก"
"เขารู้ว่าข้ารอดออกมาจากที่นั่น แต่ยังยินยอมที่จะรับข้า แม้แต่ลูกก็ยอมให้ใช้สกุลเดิม นั่นก็แปลว่าเขาจริงใจ"
"หลังจากผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมา ข้าก็เข้าใจแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับครอบครัวที่อยู่กันอย่างสงบสุข"
"แม้เขาจะขาเป๋ แต่เฟิงหยงคงไม่ให้เขาออกศึกอีก เขาจริงใจกับข้า และเราสามารถอยู่กันอย่างปลอดภัย นั่นดีกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น"
"ดี ดี ถ้าเจ้าเลือกแล้ว ก็แล้วแต่เจ้า"
หญิงวัยกลางคนรีบปลอบ "หากจะอยู่กินกับเขา ก็ต้องตั้งใจใช้ชีวิตด้วยกันให้ดี"
นางเหลือบตามองไปยังทารกที่นอนหลับ แล้วถอนหายใจ "ข้าคิดแล้วคิดอีก เห็นทีจะให้เด็กคนนี้ใช้สกุลของเขาดีกว่า ไม่อย่างนั้นเด็กที่ใช้แซ่อื่นมาอยู่ระหว่างพวกเจ้า มันดูไม่เหมาะ"
"อีกอย่าง ตอนนี้ในบ้านก็เหลือเพียงพวกเราหญิงสองคน ไม่มีบุรุษแล้ว จะยึดติดกับแซ่เดิมไปทำไมกัน เด็กไม่รู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว เลี้ยงดูเขาตั้งแต่เล็ก ให้เหมือนกับลูกแท้ๆ จะได้ไม่เกิดช่องว่างระหว่างกัน"
คุณหนูเล็กยกมือเช็ดน้ำตา แล้วยิ้มบาง "แล้วทำไมเมื่อคราวก่อนท่านแม่ถึงไม่ยอมให้เปลี่ยนแซ่"
"ข้าก็แกล้งเขา อยากให้เจ้ามีทางเลือกที่ดีกว่านี้ แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าเจ้าตั้งใจจริง และเขาก็พร้อมจะทำได้ถึงเพียงนี้ ข้าจะไปพูดอะไรอีก"
หญิงวัยกลางคนพูดเสียงขุ่น
"ข้ารู้ว่าท่านแม่หวังดีกับข้า"
คุณหนูเล็กเอ่ยเสียงอ่อนคล้ายออดอ้อน
"ไม่ถูกต้อง" หญิงวัยกลางคนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า "ไม่ถูกต้องจริงๆ"
"อะไรไม่ถูกต้องหรือ"
คุณหนูเล็กถึงกับใจหาย
"เมื่อไม่มีสามีแล้ว จะเรียกข้าว่า 'ท่านแม่'(แม่สามี) ทำไม"
หญิงวัยกลางคนถอนหายใจ แล้วมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน "ต่อไป เจ้าควรเรียกข้าว่า 'ท่านแม่' (มามา) เถิด"
"เจ้าค่ะ ท่านแม่"
คุณหนูเล็กยิ้มกว้างเอ่ยเรียกอย่างยินดี สำหรับทั้งสองคน นี่เป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติที่สุด
จากนั้นนางก็ยัดแผ่นแป้งไส้เนื้อกลับคืนไปในมือของหญิงวัยกลางคน "ท่านแม่ ท่านกินเถิด"
ครานี้หญิงวัยกลางคนไม่ปฏิเสธอีก ยิ้มรับแล้วกัดคำหนึ่ง กลืนลงไป ก่อนจะพูด "พอใจแล้วใช่หรือไม่"
คุณหนูเล็กยิ้มพยักหน้า
นางเดินไปนั่งยองๆ ข้างลูก มองใบหน้าลูกที่กำลังหลับสนิทในความเงียบ คิดอยู่ในใจว่า สีหน้าของลูกดีขึ้นกว่าตอนอยู่ในนรกแห่งนั้นมากนัก แก้มแดงระเรื่อ ดูช่างน่ารักเสียจริง
คิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข
"เจ้านี่นะ ต่อไปยามพักเที่ยงก็มาที่นี่ให้น้อยลงบ้าง ถึงแม้ที่นี่จะเปิดให้บิดามารดาเด็กเข้ามาได้ในตอนพักกลางวัน แต่ทำอย่างนี้ทุกวันก็ไม่ดี"
"ศูนย์เลี้ยงเด็กนี้ เป็นสิ่งที่นายท่านทำเพื่อให้พวกสตรีทำงานได้อย่างสะดวก หากมีคนพูดว่าที่เจ้ามาบ่อยๆ เป็นเพราะไม่ไว้วางใจนายท่าน จะทำอย่างไรเล่า"
…………………