- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 288 - สิทธิ์ในการสืบพันธุ์
288 - สิทธิ์ในการสืบพันธุ์
288 - สิทธิ์ในการสืบพันธุ์
288 - สิทธิ์ในการสืบพันธุ์
หลี่จี้ทหารผ่านศึกวัยเกือบสี่สิบ(ยุคโบราณถือว่าแก่แล้ว) มองหญิงสาวตรงหน้าที่มีท่าทางเขินอาย ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มโง่งมออกมา ประหนึ่งชายหนุ่มที่ได้เห็นคนรัก
"ซื่อเหนียงเอ๋ย เมื่อไม่นานมานี้นายท่านออกไปข้างนอก นำวัวกับแกะกลับมามากมาย มีอยู่หลายตัวที่บาดเจ็บหนักจนช่วยไม่ไหว ก็เลยเชือดเอามาทำอาหาร"
"ข้าจึงแบ่งหมั่นโถวเนื้อมาให้สองชิ้น คิดว่าเจ้าคงไม่ได้กินเนื้อแกะมานานแล้ว เลยขอจากพ่อครัวมาให้เจ้าลองกินดู"
ว่าพลาง หลี่จี้ก็ยื่นหมั่นโถวเนื้อในมือให้
"พี่หลี่ ข้ากินดีอยู่ดีอยู่แล้ว ท่านเมื่อคราวอยู่ในสนามรบเคยบาดเจ็บ สูญเสียเลือดลมไปมาก ควรกินเนื้อเยอะๆ เพื่อบำรุงร่างกาย"
เติ้งซื่อไม่ได้รับหมั่นโถวเนื้อจากมือของหลี่จี้ แต่ดันมันกลับคืนไป
"กินข้าวฟ่างทุกวันจะมีอะไรดีนัก"
หลี่จี้คว้ามือเติ้งซื่อเอาไว้ แล้วบังคับยัดหมั่นโถวเนื้อใส่มือของนาง
"ร่างกายข้าดีอยู่แล้ว ไม่ต้องบำรุง"
เขามองไปยังเหล่าคนงานทอผ้าที่เดินเข้าโรงอาหารกันหมดแล้ว จึงยังไม่ปล่อยมือจากเติ้งซื่อ พลางลูบเบาๆ พร้อมทั้งทำตาเจ้าเล่ห์แล้วกระซิบว่า "ต่อไปเจ้าก็จะเข้าใจเอง"
แก้มของเติ้งซื่อขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่ถึงอย่างนั้นนางที่เติบโตมากับชาวเผ่าต่างถิ่นตั้งแต่เล็ก ก็ไม่ได้ขี้อายเหมือนหญิงชาวฮั่น กลับจ้องตากลมโตใสแจ๋วแล้วถามว่า "พี่หลี่ เรื่องของพวกเรา เจ้าบอกกับนายท่านแล้วหรือยัง"
หลี่จี้จึงค่อยๆ ปล่อยมือเกาศีรษะพลางกล่าวว่า "ยังหรอก เมื่อวานนายท่านเพิ่งกลับมา บอกว่าจะพักผ่อนอยู่สักสองสามวัน แต่ซื่อเหนียงอย่าห่วงไปเลย นายท่านเป็นคนจิตใจดี ต้องยอมให้พวกเราได้แต่งงานกันแน่"
"นายท่านนั้นใจดีเป็นแน่ แต่ถึงข้าจะได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ก็ยังทำสัญญาเป็นเวลาห้าปี แถมท้ายที่สุดแล้วข้าก็ยังมีสายเลือดต่างเผ่า ไม่รู้ว่านายท่านจะอนุญาตให้ท่านแต่งกับข้าหรือไม่"
ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเติ้งซื่อก็มักจะแฝงแววกังวล
นางคุ้นชินกับการถูกดูถูกมาตั้งแต่เด็ก แม้พักหลังจะกลายเป็นคนที่เหล่าหญิงสาวต่างเผ่าอิจฉา แต่ลึกๆ ใจก็ยังมีปมด้อยอยู่
"อย่าพูดเหลวไหลเลย ขึ้นทะเบียนแล้วก็เท่ากับเป็นคนฮั่นแล้ว จะยังเป็นหญิงเผ่าอีกได้อย่างไร"
หลี่จี้ตอบกลับ "คำพวกนี้อย่าได้พูดอีก หากมีคนได้ยินเข้า พวกเขาจะหัวเราะเยาะเอา นายท่านยังประกาศแล้วว่าเจ้าก็เป็นคนฮั่น ต่อให้ใครอยากเอ่ยปากดูถูก ก็จับมันไปให้นายท่านจัดการ ตีให้ตายไปเลย"
"ไม่มีใครพูดหรอก เพียงแต่เป็นความคิดในใจข้าเท่านั้น"
เติ้งซื่อรีบปลอบ "ท่านลองหาโอกาสพูดกับนายท่านดูเถิด หากนายท่านยังไม่เอ่ยปาก ข้าก็ไม่มีทางวางใจได้เลย"
"ได้" หลี่จี้พยักหน้า "เข้าไปเถิด กินกับข้าวฟ่างแล้วจะอร่อยมาก"
"ข้ารู้แล้ว"
เติ้งซื่อพยักหน้ารับ เดินไปถึงประตูโรงอาหาร แต่ก็หันกลับไปมองอีกครั้ง
เห็นเพียงหลี่จี้ที่ยังคงทำหน้าทะเล้นมองนางอยู่ ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นอีก จึงรีบหมุนตัวเดินเข้าไปในโรงอาหารทันที
หลี่จี้ถึงได้ทำหน้าเสียดายแล้วบ่นในใจว่าต่อไปต้องหาโอกาสให้ซื่อเหนียงกินเนื้อมากหน่อย จะได้เลี้ยงให้อวบขึ้นหน่อย ไม่อย่างนั้นดูจากสะโพกแค่นั้น จะมีลูกได้สักกี่คนกัน
ในใจคิดไปก็เดินกลับไปด้วย แต่พอเลี้ยวหัวมุม กลับเห็นนายท่านของตนกำลังนั่งยองๆ อยู่ริมทางอย่างไม่สนภาพลักษณ์ จ้องมองมาทางตนเองอยู่
"ข้าน้อยคารวะนายท่าน เหตุใดนายท่านถึงมาอยู่ที่นี่"
หลี่จี้รุดเข้าไปคำนับ
เฟิงหยงทำหน้าว่างเปล่า มองหลี่จี้อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถาม "นานเท่าไรแล้ว"
"อะไรนานเท่าไรหรือ"
หลี่จี้ขมวดคิ้วอย่างงงงัน
"นั่นอย่างไร" เฟิงหยงเงยคางพยักพเยิดไปทางโรงอาหาร "เจ้ากับซื่อเหนียงนั่น นานเท่าไรแล้ว"
หลี่จี้มองเฟิงหยงอย่างระวังแล้วเอ่ยถาม "นายท่านรู้แล้วหรือ"
"ข้าหมอบอยู่นี่เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไร"
เฟิงหยงเหลียวมองหลี่จี้ซ้ายขวา สีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยไม่อาจปกปิดได้อีก "พวกเจ้าสองคนนี้ชอบพอกันจริงๆ หรือ"
มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย!
เฟิงหยงคิดในใจว่า หญิงสาวอย่างเติ้งซื่อที่อยู่ในช่วงดอกไม้แรกแย้ม เหตุใดถึงจะมาสนใจทหารเฒ่าผู้เกรียมกร้านอย่างนี้ได้
หลี่จี้ทำหน้าละอายใจ "มันเป็นความจริงที่เราถูกชะตากัน"
ว่าพลางยังเหลือบมองเฟิงหยงอย่างระแวดระวัง "ข้าน้อยตั้งใจว่าจะหาโอกาสเรียนให้นายท่านทราบอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่านายท่านจะมาพบเข้าเสียก่อน ข้าน้อยมิได้ตั้งใจจะปิดบังเลย"
เฟิงหยงโบกมือ "เรื่องเช่นนี้ หากสองคนพึงใจกัน ข้าก็มิได้ห้าม แต่มีเงื่อนไขข้อเดียว ห้ามบังคับหรือใช้กำลัง พวกหญิงสาวทอผ้าเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่น่าสงสาร"
"ถ้าใครคิดใช้วิธีสกปรกละก็ ข้าจะหักขามันสามท่อนแล้วโยนออกไปพ้นเขตหนานเซียง เจ้าเข้าใจหรือไม่"
เมื่อคนมากขึ้น ปัญหาความสงบเรียบร้อยย่อมตามมา
เฟิงหยงไม่คิดเสียเวลาไปตั้งกฎข้อบังคับมากมาย เพราะหญิงสาวทอผ้าเหล่านี้คือเสาหลักของโรงทอ หากใครทำให้พวกนางอยู่อย่างไม่มีความสุข ก็เท่ากับมาขัดขวางการทำเงินของเขา คนเช่นนั้นสมควรถูกเฆี่ยนตายให้จบสิ้น
"เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว นายท่านมีใจเมตตา ใครเล่าจะไม่รู้"
หลี่จี้ยิ้มกว้าง "นายท่านวางใจได้ ข้ากับซื่อเหนียงนั้น ต่างก็มีใจให้กัน ข้าน้อยบอกกับนางไปนานแล้ว ว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่เพราะนางกังวล จึงคอยเร่งรัดให้ข้าน้อยมารายงานต่อนายท่าน"
เฟิงหยงคิดในใจ นางเติ้งซื่อผู้นี้ ข้าสร้างให้นางเป็นตัวอย่างที่ดีไม่เสียเปล่า ความคิดอ่านช่างสูงส่งนัก
"ว่าไปสิ" เฟิงหยงทำหน้าสนใจอยากซุบซิบ "ใครเป็นฝ่ายชอบใครก่อนกัน"
"แน่นอนว่าข้าน้อยเป็นฝ่ายชอบนางก่อน หากไม่ใช่ข้าน้อยที่ชอบนาง ซื่อเหนียงจะกล้าทำดีกับข้าน้อยหรือ"
ทหารเฒ่าวัยเกือบสี่สิบผู้เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วนในสนามรบ ถึงกับเกาศีรษะด้วยท่าทีซื่อๆ "มิใช่จะโอ้อวดไปเองนะ ขอบอกว่าที่โรงทอนี้ มีหญิงสาวไม่น้อยที่อยากทำดีกับข้าน้อย"
"อย่ามาอวดดีนักเถอะ!"
เฟิงหยงถึงกับหัวเราะลั่น "เจ้าดูอายุของตัวเองก่อนเถอะ นางยังสาวนัก เจ้าได้มีคนหนึ่งที่เห็นใจเจ้า ก็นับว่าบุญแล้ว จะไปหวังมีหลายคนอีกหรือ"
หลี่จี้หน้าแดงซ่าน "นายท่าน ข้าน้อยพูดจริงมิได้ล้อเล่นเลย ที่โรงทอนี้มีหญิงสาวมากมาย แม้พวกนางจะพึ่งบุญคุณนายท่าน ถึงจะไม่มีบุรุษก็ยังอยู่รอดได้ แต่หากบ้านมีบุรุษอยู่ด้วย ย่อมมีที่พึ่ง ไม่ใช่หรือ"
"ก็จริงอยู่"
เฟิงหยงพยักหน้า "พวกทหารเฒ่าอย่างพวกเจ้าส่วนมากก็ต่างอยู่คนเดียว หากบ้านมีหญิงคอยดูแล อย่างน้อยครัวก็จะไม่เงียบเหงา แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับการที่นางจะเลือกเจ้าล่ะ"
"เหตุใดจะไม่เกี่ยวเล่า"
หลี่จี้หัวเราะหึหึ "พวกหญิงสาวในโรงทอ หากอยากแต่งงานกับบุรุษเช่นนายท่าน ย่อมไม่กล้าหวังไกลนัก นอกจากทหารเฒ่าอย่างพวกข้าน้อยแล้ว จะมีบุรุษอื่นให้เลือกอีกหรือ"
แน่นอนว่ายังมีบุรุษที่เป็นเชลยต่างเผ่าอยู่บ้าง...
แต่สำหรับพวกเชลยเหล่านั้น หากอยากได้สิทธิ์ในการสืบพันธุ์ มันจะง่ายดายเสียเมื่อไร
เว้นเสียแต่พวกเขาจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนในระบบเสียก่อน
ในมุมมองของสังคมแล้ว หญิงสาวทอผ้าในสังกัดของเฟิงหยง แทบจะนับได้ว่าเป็นชนชั้นทำงานชั้นสูงในยุคนี้
และบรรดาทหารเฒ่าทั้งหลายก็คือเป้าหมายแรกที่พวกนางหมายตาไว้
แม้ทหารเฒ่าเหล่านี้จะอายุมากกว่านางหลายปี แต่ด้วยประสบการณ์ผ่านความอดอยาก หนาวเหน็บ และสภาพชีวิตที่ย่ำแย่จนแทบสิ้นหวัง พวกนางย่อมรู้ดีว่าตนเองต้องการสิ่งใดที่สุด
…………………