เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

258 - บังเอิญถึงเพียงนี้

258 - บังเอิญถึงเพียงนี้

258 - บังเอิญถึงเพียงนี้


258 - บังเอิญถึงเพียงนี้

"พี่ใหญ่ เครื่องปั่นด้ายและกี่ทอผ้านี้ ท่านจะมอบให้ราชสำนักจริงหรือ"

หลังจากหม่าซู่จากไป หลี่ชิวก็เดินออกมาจากมุมหนึ่งแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำ

"มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่แรกข้าก็มิได้คิดว่าจะปิดเป็นความลับไปตลอด"

เฟิงหยงถอนหายใจ ในใจคิดว่าหากเป็นโรงงานเล็กๆ ของคนธรรมดา อาจจะยังพอเก็บเป็นความลับได้

แต่สำหรับโรงงานขนาดใหญ่เช่นตน จะเก็บความลับไว้ได้อย่างไรกัน

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับแผนการบุกเหนือของอสูรเฒ่าจูเก๋อ

แทนที่จะปิดบังแล้วถูกเปิดโปงในภายหลัง สู้ยกให้ไปอย่างเปิดเผยเสียดีกว่า

เช่นนี้ไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของอสูรเฒ่าจูเก๋อ แต่ยังถือโอกาสต่อรองได้ด้วย

"เหตุผลเหล่านี้ข้าก็เข้าใจดี เพียงแต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้"

หลี่ชิวเองก็หาใช่คนไม่รู้จักมองสถานการณ์ออก เพียงแค่ถอนหายใจอย่างเสียดายเท่านั้น

"เสียดายอะไร"

เฟิงหยงหัวเราะหึหึ สีหน้าปรากฏแววเจ้าเล่ห์ไม่ต่างจากคนที่กำลังวางแผน "เราทำกำไรปีนี้ก็พอแล้ว ปีหน้าพวกเราจะไม่ต้องไปง้อใครอีก ยังจะต้องกลัวอะไรอีกหรือ"

สำหรับเฟิงหยงแล้ว หากไม่ใช่การผูกขาดแล้วล่ะก็ เขาไม่เคยเห็นว่ารัฐวิสาหกิจจะเก่งกว่ากิจการของเอกชนเลย

ตราบใดที่ยังมีระบบขุนนางอยู่ ระบบราชการก็ไม่มีวันหายไป

ต่อให้อสูรเฒ่าจูเก๋อจะซื่อตรงและเข้มงวดเพียงใด ก็ทำได้แค่ลดความรุนแรงของระบบราชการ แต่ไม่มีวันกำจัดมันให้สิ้นไปได้

สิ่งที่สั่งสมมากว่าพันปี จะให้หายไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน

อีกอย่าง ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าวิธีการเลี้ยงแบบปิดที่เฟิงหยงคิดค้นขึ้นนี้ จะสร้างศักยภาพได้ถึงเพียงใด

การซื้อขนแกะจากเผ่าหูนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะยอมรับหรือไม่ แต่การจัดหาวัตถุดิบก็ยังต้องขึ้นอยู่กับน้ำใจของพวกเขาอยู่ดี

ต่อให้พวกเผ่าหูจะโง่เขลาเพียงใด ปีสองปีแรกอาจยังไม่รู้ถึงคุณค่าของขนแกะ แต่สามสี่ปีถัดไปพวกเขาจะไม่รู้เชียวหรือ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาขึ้นราคามา เจ้าจะขึ้นตามหรือไม่

ตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมเผ่าหูได้โดยสมบูรณ์ ความเสี่ยงนี้ก็จะคงอยู่ตลอดไป

แต่ถ้าหันมาเปิดทุ่งเลี้ยงแกะของตนเอง มันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขนแกะของตนเอง อยากเก็บเกี่ยวอย่างไรก็ทำได้ ไม่มีใครมาห้าม

ต่อให้เก็บเกี่ยวจนแกะร้องโหยหวน ก็แค่เสียงร้องของแกะ จะกลัวไปทำไมกัน

ดังนั้น ก่อนที่ใครจะรู้ว่าทุ่งเลี้ยงแกะของเฟิงหยงสามารถเลี้ยงได้มากแค่ไหน และก่อนที่ปัญหาการขาดแคลนขนแกะจะเกิดขึ้น สายตาของทุกคนก็จะยังคงจับจ้องอยู่ที่เครื่องปั่นด้ายและกี่ทอผ้า

เจ้าบ้านนอกเฟิงเองก็ไม่ใส่ใจนัก หลังจากปีนี้แล้ว ใครอยากได้ก็เอาไปเถิด ตนไม่กลัว

เพียงแต่ตอนนี้ เขายังไม่อาจอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้หลี่ชิวเข้าใจได้ จึงเอ่ยเพียงว่า "ซิ่นโฮ่ว วางใจเถิด เรื่องนี้ข้ามีแผนรับมืออยู่แล้ว"

แล้วเขาก็มองไปทางด้านหลังของหลี่ชิว เห็นว่ากวนจี้ไม่เคยปรากฏตัวออกมา จึงถอนหายใจแล้วถามขึ้นว่า "กวนจี้เล่า"

หลี่ชิวมองเฟิงหยงด้วยสีหน้าประหลาด ก่อนจะกระแอมแล้วตอบว่า "คุณหนูกวน เพิ่งจะออกไปคนเดียวเมื่อครู่"

ให้ตายสิ ไอ้ปากสว่างนั่น!

ที่เฟิงหยงยอมถอยก่อนหน้านี้ ก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งดึงดันอยู่ในประเด็นนั้นมากเท่าไร ก็ยิ่งแก้ตัวไม่ออก แล้วคนที่แอบฟังอยู่ด้านหลังกวนจี้จะคิดอย่างไร

ช่วงนี้ตนเพิ่งจะอุตส่าห์ทำให้กวนจี้อ่อนโยนหวานชื่นกับตนเหมือนคู่รัก แต่พอหม่าซู่โผล่มา ปากเดียวก็พังพินาศหมด

รู้อย่างนี้ควรให้กวนจี้รออยู่ที่ลานข้างนอกแท้ๆ

เจ้าบ้านนอกเฟิงถอนหายใจอย่างสิ้นหวังอยู่ในใจ

สุดท้ายก็ต้องรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปในเรือนของกวนจี้ ตะโกนเรียก "ซานเหนียง" อยู่หลายครั้ง แต่กลับไร้เสียงตอบรับ

เขาไม่ยอมแพ้ เคาะประตูเรือนอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะผลักประตูเข้าไปเอง แต่กลับพบว่าข้างในว่างเปล่าไร้เงาใคร

จนเมื่อเดินคอตกกลับไปที่เรือนของตนเอง ก็พบว่าอาเหมยรีบเดินเข้ามาแล้วบอกว่า "นายท่าน คุณหนูกวนรออยู่ในห้องเจ้าค่ะ"

เฟิงหยงได้ยินดังนั้นถึงกับดีใจสุดขีด ใจคิดว่ากวนจี้เป็นหญิงที่มีเหตุผลและใจกว้างนัก

"ซานเหนียง เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่"

เฟิงหยงผลักประตูเข้าไป เอ่ยปากถามด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่ทันจะได้พูดต่อ กวนจี้ลับชูของบางอย่างในมือขึ้นพร้อมเขย่าไปมา "พี่ใหญ่ สิ่งนี้เหตุใดถึงได้อยู่กับท่านเล่า"

เจ้าบ้านนอกเฟิงเพียงกวาดตามองก็รู้สึกว่าหนาวเยือกไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาทันที

"ซะ...ซานเหนียง เจ้า...เจ้าทำไมถึงไปขุดของพวกนั้นออกมาล่ะ"

เจ้าบ้านนอกเฟิงเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก

เพียงเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของกวนจี้ นั่นคือมีดพู่กันที่นางเคยทำหายที่หยางอันกวน

ครั้งนั้นที่กวนจี้ประมือกับหวงอู่เตี๋ย เจ้าบ้านนอกเฟิงฉวยโอกาสชุลมุนลักเอาสิ่งของล้ำค่าที่นางรักนักเก็บซ่อนไว้กับตัว

ตอนนั้นเฟิงหยงกับกวนจี้ยังไม่ได้สนิทสนมกันเช่นทุกวันนี้ ในสายตาของเจ้าบ้านนอกเฟิงนั้น เมื่อไม่ได้ครองใจนางหรือครอบครองตัวนาง อย่างน้อยเก็บสิ่งที่นางรักไว้แอบเพ้อฝันบ้างจะเป็นไรไป

คนบ้านนอกอย่างข้าจะมีความฝันบ้างไม่ได้หรือ

ดังนั้นในครั้งแรกที่กวนจี้มาขอยืมมีดพู่กันเขาจึงไม่คืนให้ วันต่อมาเมื่อเห็นนางยืนตามหามีดพู่กันอยู่ใต้กำแพงเมือง เขาก็ยังทำเฉย...

เหตุที่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นของรักของกวนจี้ แน่นอนเพราะเขาเคยหยิบมันออกมาลูบเล่นไม่ต่ำกว่าครั้งสองครั้ง และบนด้ามยังสลักคำว่า "อิ๋นผิง" ซึ่งเป็นชื่อจริงของกวนจี้

อีกทั้งหลังจากมีดพู่กันหาย วันรุ่งขึ้นนางยังไปตามหาอยู่ใต้กำแพงเมืองอยู่นาน ถ้าไม่ใช่ของรักของหวง นางจะใส่ใจถึงเพียงนี้หรือ

กวนจี้ปรายตามองเฟิงหยง พลางเอ่ยเสียงเรียบ "เมื่อครู่ได้ยินพี่ใหญ่ท่องบทกลอน บทนั้นดูเหมือนจะเป็นกลอนเยว่ฝู่ใช่หรือไม่"

"เยว่ฝู่? อ้อ...ใช่ ใช่ เยว่ฝู่ ข้าชอบกลอนเยว่ฝู่ ฮะ ฮะ..."

กลอนเยว่ฝู่คือบทกวีที่รุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ฮั่น บท "ฉางอันสิง" ของหลี่ไป๋ก็เป็นกลอนที่เลียนแบบรูปแบบนี้

แม้ฤดูใบไม้ผลิยังคงมีลมเย็น แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงกลับรู้สึกเหงื่อท่วมไปทั้งร่าง

กวนจี้พยักหน้า กล่าวต่อ "เป็นเช่นนั้นจริง แต่ก่อนฟังบท 'สูเต้าหนาน' ของพี่ใหญ่ ก็รู้สึกว่าเป็นกลอนเยว่ฝู่ แต่ก็เหมือนจะมีบางอย่างต่างออกไป วันนี้ดูแล้ว บทนั้นก็คือกลอนเยว่ฝู่แท้ๆ"

"อา...หรืออย่างนั้นหรือ ข้าลืมไปแล้ว..."

เฟิงหยงหัวเราะแห้ง

"พี่ใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องบทความตำราก็เป็นเรื่องปกติที่จะลืม" กวนจี้เอ่ยเสียงเรียบ มือก็ลูบมีดพู่กันเบาๆ "ไม่อย่างนั้นบท 'สูเต้าหนาน' คงไม่เหลือเพียงครึ่งบท"

"เมื่อครู่พี่ใหญ่ท่องบทให้ท่านผู้ว่าการฟัง ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงบทที่ไม่สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงคิดว่า แทนที่จะถามพี่ใหญ่แล้วถูกบ่ายเบี่ยง สู้มาค้นหาที่ห้องพี่ใหญ่ดูว่ายังมีบทที่เขียนเสร็จอยู่หรือไม่ แต่ไม่คาดว่าจะได้เจอมีดพู่กันนี่แทน ท่านว่าบังเอิญหรือไม่"

"จริงหรือ...บังเอิญถึงเพียงนี้หรือ"

เฟิงหยงทำหน้าซังกะตาย ไม่รู้จะตอบอย่างไรต่อ

"ก็ใช่น่ะสิ บังเอิญจริงๆ"

กวนจี้วางมีดพู่กันลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินมาด้านหลังเฟิงหยง กดเขาให้นั่งลง มือวางบนไหล่ทั้งสองของเขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน "พี่ใหญ่พาท่านผู้ว่าหม่าดูโรงงาน เหน็ดเหนื่อยหรือไม่ ข้าจะบีบไหล่ให้ท่านเอง"

"โอ้ ไม่เหนื่อย...โอ้..."

เฟิงหยงดีใจจนทำอะไรไม่ถูก เพิ่งบอกไปว่าไม่เหนื่อย แต่ทันใดนั้นกลับรู้สึกปวดจนต้องครางยาวออกมา

"พี่ใหญ่ อย่าเปล่งเสียงดังนัก คนได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดนะ ตอนข้าเริ่มฝึกยุทธ์ใหม่ๆ ยังเจ็บกว่านี้อีก"

กวนจี้ระซิบชิดใบหู ลมหายใจหอมกรุ่น แต่แรงที่มือก็ยังไม่ผ่อนลง "ข้าจำได้ว่าพี่ใหญ่เคยสัญญาว่าจะท่องบท 'สูเต้าหนาน' ที่สมบูรณ์ให้ข้าฟัง ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่ใหญ่ท่องขึ้นใจแล้วหรือยัง"

"ขึ้นใจแล้วๆ!"

จบบทที่ 258 - บังเอิญถึงเพียงนี้

คัดลอกลิงก์แล้ว