- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 251 - ประสิทธิภาพการขนส่ง
251 - ประสิทธิภาพการขนส่ง
251 - ประสิทธิภาพการขนส่ง
251 - ประสิทธิภาพการขนส่ง
หลังจากไถหว่านพืชฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้น แต่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวพืชฤดูร้อน สำหรับราษฎรแล้วก็ถึงเวลานับเม็ดข้าวในโอ่ง เตรียมใจว่าจะต้องกินรำผสมฟางเพื่อประทังชีวิต ซึ่งคนเรียกกันว่า “ช่วงข้าวสารหมดคลัง”
เฟิงหยงเองก็ไม่อยากซื้อเสบียงในช่วงที่ราคาสูงที่สุดของปี แต่เจ้าเฒ่าจูเก๋อกำหนดเวลาให้เขาไว้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น
เขาจะทำอะไรได้อีกเล่า
ทำได้เพียงกัดฟันทิ้งกำไรบางส่วนเท่านั้น
ในช่วงปีนี้ พวกตระกูลใหญ่มัวแต่ยุ่งอยู่กับการบุกเบิกที่ดิน เจ้าเฒ่าจูเก๋อก็เอาแต่สนใจเก็บขนแกะ
ไม่มีใครมีเวลาหรือพร้อมที่จะปั่นขนแกะให้กลายเป็นผืนผ้า เฟิงหยงก็เลยฉวยโอกาสในช่วงช่องว่างนี้ทำธุรกิจที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้
ธุรกิจนี้มันทำเงินได้มากขนาดนั้น ทั้งที่ราชสำนักก็รัดเข็มขัดกันแทบตาย เจ้าเฒ่าจูเก๋อจะปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร
ถ้าเฟิงหยงไม่รีบขยายโรงทอผ้าให้ใหญ่ขึ้น จะรอให้เจ้าเฒ่าจูเก๋อว่างแล้วมาแย่งงานจากเขาอย่างนั้นหรือ
โรงทอผ้าจะโตขึ้นได้ก็ต้องการคนมากขึ้น
คนมากขึ้น ปริมาณอาหารที่ต้องใช้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เจ้าเฒ่าจูเก๋อตกปากรับคำแล้วว่าจะให้เขารับสตรีหนึ่งพันคนจากหนานจง อีกทั้งยังขายชายหนุ่มชาวเผ่าอีกสองพันคนให้
รวมกับคนที่มีอยู่เดิม นั่นหมายความว่าอำเภอหนานเซียงจะมีคนเพิ่มขึ้นมาเกือบสามพันคนโดยไม่ทันตั้งตัว
ถึงตอนนี้เฟิงหยงก็อดยกย่องวิสัยทัศน์ของตนเองไม่ได้ ที่ก่อนหน้านี้ให้จ้าวควงกับหวังซวินออกไปสำรวจพื้นที่ทำกิน แล้วระหว่างทางก็จับพวกชนเผ่าที่ตาถั่วมาบ้างบ้าง
เขาจะส่งต่อให้รัฐได้อย่างไรเล่า
ในเมื่อพวกตระกูลใหญ่ยังจับพวกชนเผ่ามาใช้แรงงานส่วนตัวได้ แล้วเหตุใดเขาจะทำไม่ได้บ้าง
ดังนั้นส่งคนที่จับมาได้ไปใช้เป็นแรงงานที่หนานเซียงก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
หวงอู่เตี๋ยแม้จะเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของฮั่นจง แต่จะให้ฮั่นจงที่กันดารเช่นนั้นร่ำรวยได้แค่ไหนกันเชียว ด้วยทรัพย์สินของนาง ต่อให้มากเพียงใด ก็เลี้ยงคนหลายพันคนได้ไม่กี่มื้อหรอก
ถ้าเป็นตระกูลใหญ่ในจิ่งเฉิงยังพอทำได้อยู่บ้าง
เฟิงหยงคิดคำนวณอยู่พักหนึ่ง ก็รู้ตัวว่าตนคงต้องไปเก็บเสบียงจากจิ่งเฉิงจริงๆ
โชคดีที่เมื่อปลายปีก่อน เขาเก็บขนแกะมาได้ล็อตหนึ่ง แม้ผ้าที่ทอเสร็จแล้วจะต้องแบ่งครึ่งกับฮั่นจง แต่อย่างไรก็ยังมีอีกครึ่งเป็นของตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงเหอหวางจะเป็นสุนัขบ้าที่คอยจ้องหาเรื่องตระกูลหลักของเขา แต่กับคนที่ช่วยให้เขาแก้แค้นได้ เขากลับเป็นคนที่มีน้ำใจอยู่ไม่น้อย
อีกอย่าง เฟิงหยงก็เพิ่งส่งหัวของหวงเฮ่าไปให้เขาใช้สร้างชื่อเสียง ดังนั้นตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา อำเภอจวี้ก็ส่งขนแกะมาให้เป็นระยะๆ
แม้ดูเผินๆ จะเป็นของเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อรวมตลอดทั้งฤดูหนาวก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างไรตอนนั้นราชสำนักก็ยังไม่ได้ประกาศห้ามซื้อขายขนแกะเป็นการส่วนตัว เขาในฐานะขุนนางหนุ่มที่มีผลงาน ก็ถือเป็นการลองทางให้ราชสำนักเพื่อออกนโยบายเก็บขนแกะในปีต่อไปเพื่อสะสมประสบการณ์ แล้วมันผิดตรงไหนกัน
ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ใครๆ ก็สบายใจไม่ใช่หรือ
ไม่เหมือนกับหม่าซู่ ที่เปิดปากก็พูดถึงแต่แบ่งเจ็ดส่วนให้เขาสามส่วน ชิ!
ถ้าชอบเลขสามเจ็ดนัก ทำไมไม่ไปอยู่หนานจงล่ะ?
ที่นั่นมีสมุนไพร “ซานชี”(สามเจ็ด) เยอะแยะ ทั้งช่วยห้ามเลือด ลดอาการบวม และบรรเทาอาการปวดได้ตั้งมากมาย ดีจะตายไป
“พี่ใหญ่ทำอะไรอยู่น่ะ?”
ตอนนี้ข้างกายเฟิงหยง นอกจากกวนจี้มีแค่หลี่ชิว
ช่วงนี้กวนจี้แทบไม่ปรากฏตัว แต่หลี่ชิวนั้นตามติดเฟิงหยงทุกวัน
พูดก็พูดเถอะ ที่ว่าหลี่ชิวเป็นนายอำเภอหนานเซียงน่ะ สบายเหลือเกินทั้งวันไม่เห็นมีงานอะไรจริงจัง
เอาแต่โผล่มาที่โรงทอผ้า ซึ่งเป็นเสาหลักของอำเภอทุกวัน
“ลับล้อให้กลมหน่อย อย่าให้ตอนเข็นแล้วเข็นไม่ไป”
เฟิงหยงหันไปตะโกนกำชับพวกช่าง แล้วจึงหันกลับมาตอบ “รถเข็น”
“รถเข็น?”
หลี่ชิวรีบเดินเข้าไปดูอย่างสนใจ พิจารณาอยู่นานแล้วเอ่ยว่า “รูปร่างแปลกตาดี ดูคล้ายเกวียนกวางอยู่นิดหน่อย”
“ใช่แล้ว นี่คือเกวียนกวางที่ดัดแปลงใหม่”
เฟิงหยงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
เกวียนกวางนั้นมีมานานแล้ว จะถือว่าเป็นต้นแบบของรถเข็นก็ได้ แต่เพราะข้อจำกัดด้านการออกแบบ ทำให้บรรทุกของได้ไม่มากนัก ปกติจะบรรทุกได้เพียงน้ำหนักราวหนึ่งถึงสองคนเท่านั้น
(เกวียนกวางคือรถเข็นล้อเดียวเหมือนรถเข็นตักทรายตักปูนในไซต์งานก่อสร้าง)
แต่รถเข็นที่เฟิงหยงกำลังทำอยู่นั้น กลับเป็นแบบที่ถูกพัฒนาและใช้มานับพันปีในภายหลัง ซึ่งบรรทุกน้ำหนักได้อย่างน้อยเท่ากับคนหกคน
ถ้าปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย แล้วเพิ่มอุปกรณ์ลากด้านหน้าให้คนช่วยดึงพร้อมกับคนเข็นด้านหลัง น้ำหนักที่บรรทุกได้ก็จะเพิ่มขึ้นอีก
รถสองล้อที่ใช้สัตว์ลากนั้นก็ใช้งานดี แต่ก็ต้องใช้ถนนที่ดีพอสมควร
ไม่เหมือนรถเข็นแบบนี้ ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนเส้นทางแคบ ซอกหลืบ คันนา หรือแม้แต่สะพานไม้ ยิ่งในโรงทอผ้า รถเข็นสามารถใช้ขนส่งเส้นขนแกะไปให้ช่างปั่นและช่างทอได้สะดวกนัก
เมื่อมีเจ้านี่แล้ว ประสิทธิภาพการขนส่งภายในโรงทอผ้าก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
พอรวมกับการขนส่งในเหมืองแล้ว บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด
ในฐานะเจ้าของกิจการที่มีหัวใจของ “นายทุนแบบมีคุณธรรม” เจ้าบ้านนอกเฟิงนคิดว่าหากไม่ยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน แล้วจะกล้าเรียกตัวเองว่านายทุนได้อย่างไร
ยังคงย้ำประโยคเดิม หากไม่รีบใช้เวลาเพียงหนึ่งปีที่เจ้าเฒ่าจูเก๋อมอบให้ลงรากฐานให้มั่นคง ปีหน้าก็ได้แต่นั่งร้องไห้แน่
ในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำมัน รถเข็นคนนี้คือวิธีที่ดีที่สุดที่เฟิงหยงคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขนส่งในโรงทอผ้าและเหมือง
อย่ามองข้ามเจ้านี่เชียว รถเข็นที่ใช้แรงคนเป็นพลังขับเคลื่อนนี้ ในยุคก่อนการขนส่งสมัยใหม่แพร่หลาย เคยเป็นเครื่องมือขนส่งหลัก โดยเฉพาะในแถบเหนือ มันมีความสำคัญไม่แพ้ลาเลยทีเดียว
แม่ทัพใหญ่เฉินในยุคหลังยังเคยกล่าวไว้ว่า “ชัยชนะในยุทธการ*ไหวไห่ ได้มาจากที่ชาวชานตงใช้รถเข็นช่วยกันลำเลียง” ที่พูดถึงก็คือรถเข็นชนิดนี้นี่เอง
*(เป็นยุทธการขนาดใหญ่ระหว่างกองทัพแดงกับกองทัพรัฐบาลก๊กมินตั๋ง)
“ใช้วิธีการเดียวกับเกวียนกวางหรือไม่”
หลี่ชิวเดินวนไปรอบๆ รถเข็นพลางถาม
เฟิงหยงพยักหน้า “ใช่แล้ว แต่บรรทุกของได้มากกว่า และใช้งานสะดวกกว่าเยอะ”
หลี่ชิวฟังแล้วก็ยิ่งตื่นเต้น เงื้อมือยกชายเสื้อ “ให้ข้าลองเข็นดูหน่อยเถอะ”
“คันนี้ยังไม่เสร็จ ใช้งานไม่ได้ แต่ตรงโน้นมีอีกคัน เพิ่งทำเสร็จ แม้จะมีตำหนิอยู่บ้าง แต่ก็พอใช้ได้”
เฟิงหยงเองก็แค่เคยเห็นรถแบบนี้ตั้งแต่ยังเด็ก อยู่ตรงมุมห้องเก็บเครื่องมือของบ้าน ได้ยินว่าปู่เคยใช้
แต่พอมาถึงรุ่นพ่อของเขาก็ไม่ได้ใช้แล้ว เขาเองก็เลยต้องให้พวกช่างไม้ลองทำทีละนิดทีละหน่อย
ถ้าไม่ถูกใจก็ให้รื้อทำใหม่ได้อยู่แล้ว เพราะเขามีแรงงานอยู่เต็มมือ
“พอใช้ได้ก็พอแล้ว”
หลี่ชิวจับคันบังคับ ลองเข็นไปสองสามก้าว แล้วพึมพำอย่างทึ่ง “หน้าตาดูคล้ายเกวียนกวาง แต่พอได้ลองจริงๆ แล้วรู้สึกต่างออกไปมาก ใช้งานง่ายกว่ามากนัก”
คิดไปครู่หนึ่งจึงหันไปถามเฟิงหยง “ข้าอยากเข็นออกไปลองข้างนอกสักหน่อย พี่จะว่าอย่างไรหรือไม่”
“ตามสบาย แถมยังจะได้ช่วยดูด้วยว่ามีข้อบกพร่องตรงไหน”
เฟิงหยงคิดว่ามีคนมาลองให้เปล่าๆ แบบนี้ ใครจะไปขัดได้
“อย่างนั้นข้าขอละ”
หลี่ชิวได้ยินดังนั้นก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป ผลักรถเข็นออกไปทันที เฟิงหยงมองตามจากด้านหลัง เห็นเขาเข็นรถไปริมถนน ลองไปสองสามก้าว แล้วเข็นกลับมาที่กลางถนน จากนั้นก็เข็นไปเข็นมาเป็นวงกลม ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะยังไม่คล่องหรือจงใจทำ
เห็นช่างไม้ยังทำรถเข็นใหม่ไม่เสร็จในเร็วๆ นี้ เฟิงหยงจึงเดินไปยืนที่ประตู มองดูหลี่ชิวที่กำลังเข็นรถออกไปด้วยท่าทางซุกซน
แต่ไม่ทันไร เจ้าบ้านนอกเฟิงนก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ เมื่อเห็นหลี่ชิวเข็นรถไปจอดริมทาง แล้วแบกก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นวางบนรถ จากนั้นเข็นไปอีกสองสามก้าว ก็หยิบก้อนหินอีกก้อนขึ้นวาง แล้วเข็นต่อจนค่อยๆ ลับสายตาไปสุดถนน…
ไอ้หนุ่มนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ รู้จักทดสอบน้ำหนักบรรทุกด้วย!
……………………