- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 243 - รับคนงาน
243 - รับคนงาน
243 - รับคนงาน
243 - รับคนงาน
“สูตรนี้ แม้จะยังไม่ลงตัว แต่คิดว่าคงไม่ต่างไปจากนี้มากแล้ว”
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ส่วนผสมที่เฟิงหยงปรับแต่งอยู่นั้นอัตราส่วนไม่ได้ต่างไปมากนัก แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนเจ้าระเบียบ ยิ่งสิ่งที่ทดลองยิ่งใกล้เคียงกับตัวอย่างในยุคหลังมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เขาพอใจมากขึ้นเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริง ปูนซีเมนต์แบบนี้ ถ้านำไปผสมทำเป็นคอนกรีต ไม่ว่าจะเอาไปสร้างสิ่งใด ก็ล้วนเป็นงานก่อสร้างคุณภาพต่ำทั้งสิ้น
และยังเป็นของที่ใช้ได้แค่ในดินแดนทางใต้เท่านั้น
หากนำไปใช้ทางเหนือ ก็ไม่ต่างอะไรกับเอากระดาษไปปะ มลพิษจากอุณหภูมิที่แปรปรวนและความแห้งแล้งจะทำให้สิ่งก่อสร้างที่ใช้ปูนชนิดนี้พังเร็วขึ้นไปอีก
ในดินแดนทางใต้ยังพอทนได้สักเจ็ดถึงแปดปี แต่ทางเหนือ คงจะดีใจถ้าอยู่ได้ถึงสองหรือสามปีก่อนพัง
ดังนั้นในใจเฟิงหยงจึงยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่มีทางใช้มันทำคอนกรีตเด็ดขาด
จะใช้เพียงเป็นตัวประสานก่ออิฐ และต้องใช้สร้างแค่เรือนชั้นเดียวเท่านั้น
ส่วนจูเก๋อเหลียงต้องการจะนำมันไปใช้อย่างไร นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเฟิงหยงอีกต่อไป
ในเมื่อเจ้าทำศึกในดินแดนหนานจงยังใช้เวลาแค่ไม่ถึงปี ซีเมนต์นี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เจ้ามีเวลาเจ็ดถึงแปดปีเพื่อจัดการหนานจงใหม่อย่างรอบคอบ
เจ้าเก่งถึงเพียงนี้ เวลานั้นคงเกินพอแล้ว
“อีกไม่กี่วัน เหวินเซวียน เจ้าจงนำสูตรนี้พร้อมกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่าปูนซีเมนต์นี้ ไปมอบให้ท่านอัครมหาเสนาบดีที่จิ่งเฉิง”
สำหรับเฟิงหยงแล้ว สิ่งไร้ค่าพรรค์นี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขา จะมอบให้จูเก๋อเหลียงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
อย่างน้อย ถ้าวันหนึ่งตัวเขาเองใช้มันสร้างสิ่งก่อสร้างคุณภาพต่ำจนถล่มลงมา คงไม่ใช่เรื่องดีที่จะยื่นจุดอ่อนให้อัครมหาเสนาบดีนั่นเอาไปเล่นงาน
หลังจากทั้งกลุ่มเดินกลับถึงห้องโถงและนั่งลงเรียบร้อย เฟิงหยงจึงเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้ ข้าได้สอบถามท่านฮูหยินของอัครมหาเสนาบดีเกี่ยวกับเรื่องของจางจี๋ ตอนนี้ก็ได้ข่าวมาแล้ว”
“ท่านฮูหยินบอกว่า จางจี๋นั้นเดิมทีเป็นคนในสายสกุลย่อยของตระกูลจางแห่งหนานหยาง แต่ก็ถือว่าได้รับความสำคัญจากตระกูล ทว่าสุดท้ายเขากลับลาออกจากตำแหน่งแล้วไปทำงานเป็นหมอในดินแดนหลิงหนาน ทำให้ตระกูลจางเห็นว่าเป็นเรื่องขายหน้า จึงตัดสัมพันธ์กับเขา”
“แม้แต่ลูกหลานก็ไม่คบค้าสมาคม บางคนอยากกลับไปอยู่หนานหยาง บางคนก็ยอมอยู่ที่หลิงหนานต่อไป แต่ไม่ว่าทางไหน ดูเหมือนชีวิตพวกเขาจะลำบากไม่น้อย”
เฟิงหยงหยิบถ้วยน้ำขึ้นจิบเพื่อชุ่มคอ ก่อนจะพูดต่อ
“เหตุที่ข้าให้ความสำคัญกับจางจี๋ ก็เพราะเรื่องการแพทย์นี้เกี่ยวพันกับแผนการในอนาคตของข้า ถือเป็นหัวใจสำคัญ”
เฟิงหยงหันไปมองหลี่อี๋ “เหวินเซวียน เจ้าเป็นคนที่ข้าวางใจที่สุด หลังกลับไปถึงจิ่งเฉิงแล้ว คงต้องลำบากเจ้าเดินทางไปหนานจงอีกครั้ง เพื่อสืบหาว่าลูกหลานของจางจี๋อยู่ที่ไหน และมีใครที่ได้สืบทอดวิชาแพทย์หรือไม่”
ในยุคต่อมา เหตุใดประชากรถึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว?
นอกจากเพราะสิ้นสุดสงครามและผู้คนได้อยู่กันอย่างสงบสุขแล้ว การแพทย์และสุขอนามัยที่พัฒนาอย่างมากก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ถ้าคลอดมาสิบคน แต่ตายไปแปด จะมีประโยชน์อะไร?
หลี่อี๋แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่ใหญ่ถึงให้ความสำคัญกับหมอมากถึงเพียงนี้ แต่เขารู้ดีว่าพี่ใหญ่มักทำสิ่งที่คนคาดไม่ถึง และเมื่อเกี่ยวพันกับแผนการใหญ่ เขาก็พยักหน้ารับโดยไม่ลังเล
เมื่อหม่าซู่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฮั่นจง ภารกิจในฐานะทูตของเขาก็เสร็จสิ้นเช่นกัน ถึงเวลาที่ต้องกลับไปจิ่งเฉิงเพื่อรายงานผล
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่อี๋ก็พูดว่า “แต่การกลับไปจิ่งเฉิงครั้งนี้ แม้ข้าจะมีผลงานอยู่บ้าง แต่ถ้าท่านอัครมหาเสนาบดีมอบหมายหน้าที่อื่นให้ ข้าควรทำอย่างไรดี?”
“ไม่ต้องกังวล”
เฟิงหยงตอบอย่างมั่นใจ “ข้าส่งเจ้าไปพร้อมสิ่งนี้เพื่อไปพบอัครมหาเสนาบดี ก็เพื่อขอยืมตัวเจ้ามาทำงานนี้”
พูดจบ เขาก็มองหลี่อี๋อย่างจริงจัง “หลังทำงานนี้เสร็จ ไม่ว่าจะผลลัพธ์เป็นอย่างไร เหวินเซวียน เจ้าจะไปดูแลเมืองสักแห่ง หรือเข้าสู่ราชสำนักต่อไป ก็แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ”
หลี่อี๋กลอกตาไปมาแล้วแย้มยิ้ม “เช่นนั้นน้องย่อมขอถือโอกาสนี้เรียนต่อท่านอัครมหาเสนาบดี ขอให้ได้ติดตามพี่ใหญ่ไป จะเป็นอย่างไรเล่า”
เฟิงหยงได้ฟังเช่นนั้น ใจที่หนักอึ้งก็ผ่อนคลายลง พลางหัวเราะเสียงดัง “ข้าก็กลัวว่าจะทำให้เหวินเซวียนต้องเสียอนาคตไป”
“อนาคตของน้อง ขอมอบฝากไว้กับพี่ใหญ่แล้ว”
หลี่อี๋หัวเราะเบาๆ
หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ดินแดนหนานจงก็มีฝนสายบางโปรยปรายลงมาหลายครั้ง
ปีนี้ไม่เกิดลมหนาวสวนฤดู แม้จะยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่สำหรับราษฎรที่ทนทุกข์ผ่านพ้นฤดูหนาวมาได้ ก็พอให้ถอนหายใจโล่งอก เพราะช่วงเวลาอันหนาวเหน็บและหิวโหยนั้นได้สิ้นสุดลงเสียที
แม้ยังต้องทนความหิว แต่แค่ปลดเปลื้องความทรมานไปได้อย่างหนึ่งก็ยังนับเป็นเรื่องดี
สี่เมืองในดินแดนหนานจง นอกจากเมืองหยงชางแล้ว เมืองจ้างเคอ เยว่ซุ่ย และอี้โจวล้วนลุกฮือก่อกบฏทั้งสิ้น และเมืองผิงอี๋ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานผู้บัญชาการหนานจงก็กลายเป็นศูนย์รวมผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุด
เหล่าผู้คนไร้บ้านไร้เรือนต่างพากันหลั่งไหลมายังที่นี่ บ้างก็เดินทางต่อไปทางจิ่งเฉิง บ้างก็ไม่อยากจากบ้านเกิดเมืองนอนจึงปักหลักอยู่ที่นี่ คอยอย่างทนทุกข์ให้กองทัพปราบปรามของราชสำนักมาถึง
ผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล นำพามาซึ่งปัญหาไม่เพียงปากท้องนับไม่ถ้วน หากยังตามมาด้วยปัญหาความสงบเรียบร้อยอีกด้วย
ความอดอยากและความหิวโหยผลักดันให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องก้าวล้ำสู่เส้นทางอาชญากรรม
ทุกคืนย่อมมีผู้คนเสียชีวิตไปอย่างไร้สาเหตุ
และบรรดาสตรีผู้ไร้เรี่ยวแรง ซึ่งเป็นฝ่ายอ่อนแอตามธรรมชาติ บ้างก็ถูกบังคับ บ้างก็เต็มใจยอมพลีทุกสิ่งที่มี เพียงเพื่อแลกกับอาหารสักคำ
บางครั้ง เพียงแค่ยอมหลับนอนกับบุรุษแปลกหน้าเพียงหนึ่งคืน ก็อาจได้อาหารมากพอจะประทังชีวิตไปอีกวัน ซึ่งนับเป็นวาสนาแล้ว
ปัญหามากมายที่ยากจะคลี่คลายนี้ ทำให้หลี่ฮุย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหนานจงต้องปวดหัวอยู่ทุกวัน จนกระทั่งมีราชโองการจากฮองเฮามาประกาศรับคนเข้าทำงาน จึงได้ถอนหายใจโล่งอกเสียที
หลายปีต่อมา บรรดาช่างทอผ้าในฮั่นจงยังคงจดจำภาพวันนั้นได้อย่างชัดเจน วันที่ในเมืองผิงอี๋ทั้งในและนอกกำแพง มีป้ายจากโรงทอผ้าฮั่นจงถูกนำมาติดตั้งพร้อมกันหลายแห่ง บนธงที่ปักสะบัดนั้นมีอักษรสองตัวขนาดใหญ่เขียนว่า “รับคนงาน”
ใต้ธงเหล่านั้น ยังตั้งหม้อหุงข้าวฟ่างสีเหลืองทอง กลิ่นหอมกรุ่นของธัญพืชที่ถูกคนอยู่ตลอดเวลา ลอยอบอวลไปทั่ว จนผู้คนที่อดอยากอยู่ในเวลานั้นได้แต่สูดกลิ่นและกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้
“รับคนงานแล้ว รับคนงานแล้วนะ!”
ใต้ธงมีคนตะโกนประกาศเสียงดัง “บัดนี้โรงทอผ้าฮั่นจงรับช่างทอผ้า หากยินดีเดินทางไปทำงานที่ฮั่นจง จะมีอาหารและที่พักให้ครบ แถมยังมีหมอรักษาเวลาเจ็บป่วย…”
“ไม่ว่าจะทอผ้าเป็นหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ไปถึงที่นั่นแล้วจะมีคนสอนอย่างใกล้ชิด หากใครเป็นช่างฝีมืออยู่แล้ว ก็ยังสามารถรับค่าจ้างเพิ่มเติมได้…”
เงื่อนไขนั้นช่างดีงามเหลือเกิน ดีจนแทบไม่น่าเชื่อ มีเพียงระยะทางที่ต้องไปถึงฮั่นจงเท่านั้นที่ทำให้คนลังเล
ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไป แต่กลิ่นหอมของข้าวฟ่างกลับดึงดูดจนไม่อยากจะจากไป
ทว่าก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะมีทหารยืนถืออาวุธคมกริบเฝ้าอยู่ด้านข้าง
ท้ายที่สุด มีคนใจกล้าทนไม่ไหว เมื่อมองเห็นข้าวฟ่างสีทองนั้นแล้วละสายตาไม่ได้ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถามเสียงสั่น “ในใต้หล้านี้ยังมีเรื่องดีเช่นนี้อยู่อีกหรือ”
ทันใดนั้น คนดูแลการรับสมัครที่นั่งรออยู่ด้านข้างก็ปรายตามองมา พร้อมหัวเราะเยาะ
“เจ้ารู้อะไร นี่เพราะฮองเฮาทรงเห็นว่าหนานจงกำลังวุ่นวายจากสงคราม สตรีทั้งหลายต้องทนทุกข์ พระนางทรงเป็นห่วง จึงอธิษฐานให้องค์ชายในครรภ์ และคิดหาวิธีให้ท่านเฟิงแห่งฮั่นจงรับเหล่าสตรีผู้ลำบากไปอยู่ด้วย นี่คือมหากุศลแท้ๆ หากไม่เชื่อ ก็ไสหัวไปซะ!”
…………………..