- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 233 - การเปลี่ยนแปลงของจ้าวควง
233 - การเปลี่ยนแปลงของจ้าวควง
233 - การเปลี่ยนแปลงของจ้าวควง
233 - การเปลี่ยนแปลงของจ้าวควง
“อยากมีชีวิตรอดก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
จ้าวควงยืนขึ้น ยืนตรงหน้าเอ่อร์ไมเม่าซีอย่างไม่เกรงว่าอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสลุกฮือ
“เมื่อก่อนเป็นพวกเราที่ต้องมาขอร้องพวกเจ้า แต่ตอนนี้กลับเป็นพวกเจ้าที่ต้องมาขอร้องพวกเรา สถานการณ์เปลี่ยนไป การปฏิบัติก็ย่อมไม่เหมือนเดิม คนนั้น...เรียกอะไรนะ มู่อู่เจ๋อ ใช่ชื่อนี้หรือไม่”
“คนในเผ่าของมู่อู่เจ๋อ ตอนนี้อยู่ใต้การดูแลของพี่ใหญ่ข้าทั้งหมด ต่อให้เป็นสตรี ก็ยังได้กินอิ่มวันละสองมื้อ และไม่ต้องทำงานหนักด้วยซ้ำ”
จ้าวควงก้มมองเอ่อร์ไมเม่าซี พูดเสียงเย็น “ตอนนี้พวกเจ้าอยากมีชีวิตรอด ก็ไปทำงานให้พี่ใหญ่ข้า ส่วนจะได้กินอิ่มหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่บุญวาสนาของพวกเจ้าเอง”
“ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณนายท่าน! ฝูงวัวฝูงแกะในเผ่าของพวกเรา ข้ายินดีมอบให้ทั้งหมด...”
เอ่อร์ไมเม่าซีดีใจจนเกินห้าม รีบก้มหัวกระแทกพื้น
ทว่าจ้าวควงได้ยินแล้วถึงกับเดือดจัด เขายกเท้าถีบเต็มแรงจนเอ่อร์ไมเม่าซีกระเด็นออกไปนอกกระโจม
แล้วเสียงดุดันก็ดังออกมาจากในกระโจม “ถึงตอนนี้แล้ว เจ้ายังคิดว่าวัวแกะพวกนั้นเป็นของเจ้าอีกหรือ รีบกลิ้งกลับไปซะ แล้วรอดูว่าพอทัพใหญ่มาถึง เจ้าจะเก็บพวกมันไว้ได้สักกี่ตัว!”
“นายท่าน ข้าพูดผิดไปแล้ว...”
เอ่อร์ไมเม่าซีที่ถูกถีบออกมาเพิ่งจะยันตัวขึ้น กำลังจะคลานกลับเข้าไป แต่กลับถูกมือแข็งแรงข้างหนึ่งกดไว้ พร้อมกับเสียงนุ่มนวลที่ดังขึ้น “ท่านหัวหน้าเผ่า จ้าวหลางจวินบอกให้ท่านกลับไปได้แล้ว”
เอ่อร์ไมเม่าซีเงยหน้าขึ้น เห็นนายทหารหนุ่มที่เฝ้าอยู่ด้านนอกยิ้มบางเบาให้ น้ำเสียงดูสุภาพ แต่แรงกดบนบ่ากลับบอกอย่างชัดเจน ว่าไม่มีคำสั่งอนุญาตจากท่านจ้าว เขาจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปอีก
“ข้าให้เวลาห้าวัน ห้าวันถัดไป ถ้ายังไม่ตัดสินใจดีๆ เผ่าของพวกเจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะได้เลี้ยงวัวเลี้ยงแกะในแถบนี้อีก กลับไปซะ!”
เสียงเย็นเยียบของจ้าวควงดังออกมาจากในกระโจมอีกครั้ง
ชัดเจนแล้วว่าเขาไม่อยากเห็นหน้าเอ่อร์ไมเม่าซีอีก
“ได้ยินแล้วหรือไม่ ท่านหัวหน้าเผ่า เชิญทางนี้เถิด”
นายทหารหนุ่มทำมือเชิญอย่างสุภาพ แต่แฝงคำสั่งให้รีบออกไปให้พ้น
เอ่อร์ไมเม่าซีก้มหน้าลง ก้มหัวกระแทกพื้นอีกหลายครั้ง และในมุมที่ไม่มีใครเห็น แววตาเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“เจียงซู เข้ามา”
เมื่อเอ่อร์ไมเม่าซีออกไปแล้ว จ้าวควงเรียกขึ้น
“ท่านซือหม่า ข้าน้อยอยู่นี่”
นายทหารหนุ่มคนนั้นก็คือเจียงซู เมื่อได้ยินเสียงเรียก ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น รีบเดินเข้าไปในกระโจม คำนับรายงาน
“เจ้าพาคนไปไม่กี่คน ติดตามเอ่อร์ไมเม่าซีไป หาที่ตั้งหลักแหล่งของเผ่าพวกนั้นให้เจอ แล้วรีบกลับมารายงาน”
“ขอรับ!”
เจียงซูรับคำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “ท่านซือหม่า หากต้องการจับคนในเผ่านั้นทั้งหมดเกรงว่าเพียงเท่านี้อาจไม่พอ”
“อืม?” จ้าวควงเหลือบตามอง ถามกลับเสียงเรียบ “อย่างไรถึงจะว่าไม่พอ”
“ท่านซือหม่าอาจยังไม่ทราบ ผู้คนต่างเชื่อว่าชาวเผ่าเหล่านี้ไม่ถนัดเพาะปลูก แต่ความจริงแล้ว แต่ละเผ่าล้วนมีที่ลับที่ใช้ปลูกข้าวฟ่าง หากไม่ใช่เช่นนั้น กินแต่เนื้อกับนมล้วนๆ ต่อให้ท้องทำด้วยเหล็กก็ทนไม่ไหว”
“ทุกปีเมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาจะไปยังสถานที่เดิม หว่านเมล็ดข้าวฟ่าง ทิ้งคนเฝ้าบางส่วนไว้ รอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงค่อยกลับไปเก็บเกี่ยว แม้ผลผลิตจะไม่มากเท่าการเพาะปลูกของชาวฮั่น แต่ก็พอมีให้ประทังชีวิต รวมกับเนื้อและนมจากวัวแกะ ก็พอรอดชีวิตในฤดูหนาวได้”
เจียงซูพูดด้วยสีหน้ายิ้ม แต่คำพูดกลับเย็นเยียบจนชวนให้หนาวสะท้าน
“ดังนั้น หากจะล้างบางเผ่าหนึ่งให้สิ้นซากมันไม่ยาก แต่ถ้าต้องการไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว นั่นต่างหากที่ยาก”
แววตาของจ้าวควงวาบขึ้น ถามเสียงทุ้ม “เจ้ามั่นใจหรือว่าจะหาที่ปลูกข้าวฟ่างของพวกนั้นเจอ”
“ตอนนี้ก็เข้าฤดูใบไม้ผลิแล้ว อีกไม่เกินเดือนครึ่งก็จะถึงเวลาหว่านเมล็ดข้าวฟ่าง ตามวิถีของพวกนั้น เมื่อพ้นฤดูหนาวก็ต้องกลับไปยังที่เพาะปลูกเพื่อเตรียมหว่าน ดังนั้นที่ปลูกของเผ่านี้ไม่ควรอยู่ไกลจากที่นี่นัก”
“ถ้าหากผ่านไปห้าวันแล้วหัวหน้าเผ่ายังไม่ยอมมา เขาย่อมต้องกลับไปยังที่เพาะปลูก ที่นั่นย่อมมีคนของพวกมันอยู่ด้วย ดังนั้นแค่ปล่อยให้พวกมันกลับไป ก็จะหาตำแหน่งได้แน่”
แววตาเจียงซูปรากฏแสงโหดเหี้ยมวาบขึ้น
“ดี”
จ้าวควงจ้องเขา แววตาเย็นเฉียบ “เรื่องนี้ฝากเจ้าไปจัดการ ถ้าทำสำเร็จ ข้าจะเรียนท่านอาให้มอบความชอบให้ แต่ถ้าพลาดขึ้นมา ก็อย่าโทษว่ากฎทัพจะไม่ปรานี”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
เจียงซูขานรับด้วยเสียงดังชัดเจน
จ้าวควงมองตามแผ่นหลังของเจียงซูที่เดินออกจากกระโจมไป ก่อนจะนั่งลงช้าๆ เอ่ยเสียงเรียบ “เจียงซูผู้นี้ อายุอ่อนกว่าพวกเราทุกคน แต่กลับมีความคิดโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่พี่ใหญ่กำชับนักหนาให้เราใช้งานเขา แต่อย่าลืมระวังเขาไว้ด้วย”
เขาเอียงตัวเล็กน้อย สายตาหันไปมองชายชราที่ยืนอยู่ด้านข้างซึ่งทำท่าลังเลจะพูดอะไรบางอย่าง จ้าวควงยกยิ้มบาง “อาสาม ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้นหรอก คำพูดเหล่านี้ ข้าก็เรียนรู้มาจากพี่ใหญ่ อีกอย่าง ข้าติดตามพี่ใหญ่มานาน จะไม่เรียนรู้อะไรเลยก็คงไม่ได้”
ในใจลึกๆ จ้าวควงรู้ดีว่าตนทั้งเคารพและหวาดเกรงพี่ใหญ่คนนั้น
เคารพนั้นไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่ใครที่เคยอยู่ใกล้พี่ใหญ่คนนั้น ก็ล้วนรู้สึกเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
แต่ความหวาดเกรงนั้น มาจากจิตใจอันยากจะหยั่งถึงของพี่ใหญ่
หากจะว่าพี่ใหญ่มีใจอ่อน นั่นก็เป็นความจริง
ในสายตาคนทั่วไป พวกเผ่าเหล่านั้นมีค่าเป็นคนหรือ?
แต่ดูเอาเถิด หญิงเผ่าเหลียวอย่างอาเหมย กลับได้เป็นถึงอนุภรรยา แถมยังได้เรียนหนังสือติดตัว
หรือแม้กระทั่งเด็กๆ ของทาส เขาก็ยอมก้มตัวลงไปสอนพวกเขาอย่างอดทน
ทว่า หากจะว่าพี่ใหญ่มีจิตใจแข็งกระด้าง นั่นก็เป็นความจริงเช่นกัน
แม้เขาจะไม่เคยลงมือสังหารด้วยตัวเอง แต่เลือดของเผ่าหูที่แปดเปื้อนอยู่ในมือเขานั้น กลับมากมายจนล้างไม่ออก
ผ้าขนสัตว์ที่ถูกทอออกมานั้น แท้จริงก็ล้วนทอขึ้นมาจากเลือดและเนื้อของชาวเผ่าหู
ครั้งแรกที่เพียงใช้ปูนขาวล้างขนแกะ มือของชาวเผ่าหูต้องแช่อยู่ในน้ำปูนทั้งวัน เนื้อบนมือก็ลอกออกไปทีละชั้น
หากไม่ใช่เพราะกวนอาเจี่ยสงสารจนทนไม่ไหว แล้วขอให้พี่ใหญ่คิดหาวิธี จนสร้างเครื่องไม้สำหรับคนให้หมุนกวนปูนแทนมนุษย์ ป่านนี้คงมีหลายคนที่เนื้อมือเน่าจนเห็นกระดูก
ยังไม่นับคนที่ถูกฝังทั้งเป็นในเตาเผาอิฐ
ว่ากันว่าพักหลังๆ เพื่อขุดถ่านหิน ก็มีชีวิตของชาวเผ่าหูที่ถูกกลบฝังในเหมืองเกือบร้อยชีวิตแล้ว
ในฐานะที่เป็นสหายของพี่ใหญ่ จ้าวควงมักคิดเสมอว่า หากทำผิดกฎหมาย หรือขัดเคืองอัครมหาเสนาบดี อย่างมากที่สุดก็คือถูกตัดหัวตรงนั้น
แต่หากเป็นการล่วงเกินพี่ใหญ่แล้วละก็ ชีวิตนั้นคงเลวร้ายยิ่งกว่าตายเสียอีก
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าพี่ใหญ่ผู้นั้นมีความแค้นกับชาวเผ่าหูมากมายถึงเพียงใด
เมื่อได้เห็นมากขึ้น คิดมากขึ้น ใจของจ้าวควงก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
ชายชราที่ถูกเรียกว่าอาสามก้มเปลือกตาลง กล่าวเสียงแผ่ว “เห็นเอ้อหลางในตอนนี้ มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าก่อนมาก หากท่านเจ้าบ้านรู้เข้า คงต้องยินดีอย่างแน่นอน”
จ้าวควงยิ้มบาง แต่ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ “บางที... ท่านก็คงจะยินดีอยู่บ้างกระมัง”
…………………