เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

229 - จางจี๋? จางจ้งจิ่ง?

229 - จางจี๋? จางจ้งจิ่ง?

229 - จางจี๋? จางจ้งจิ่ง?


229 - จางจี๋? จางจ้งจิ่ง?

“วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ นับเป็นการต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและฉลองปีใหม่ การกินผักห้าชนิดนี้สามารถกระตุ้นพลังในอวัยวะทั้งห้าได้”

อาเหมยมองเห็นนายของตนทำหน้าประหลาดใจ พลางจัดเรียงสำรับบนโต๊ะไปพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“นายท่านควรกินให้มากหน่อยเจ้าค่ะ แล้วก็แกงท้อถ้วยนี้ด้วย นี่คือคุณหนูกวนที่ออกไปเก็บกิ่งท้อกลับมาต้มน้ำตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เป็นน้ำใจของคุณหนูกวนที่มอบให้นายท่านในวันปีใหม่นี้ นายท่านดื่มเยอะๆ เถอะเจ้าค่ะ”

เฟิงหยงได้ยินดังนั้นก็เหลือบตาลงมองไปทางกวนจี้ เห็นนางเพียงยกแขนเสื้อขึ้นบังหน้าแล้วก้มหน้ากินอาหาร ไม่แม้แต่จะเหลียวมามองเขาเลยสักนิด

“วันขึ้นปีใหม่ก็ถือเป็นปีใหม่ด้วยหรือ?” เฟิงหยงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย

ในความทรงจำของร่างนี้ แทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการฉลองเทศกาลเลย

คนที่เป็นเพียงผู้อพยพไร้บ้านไร้ดิน ย่อมไม่มีสิทธิ์ฉลองเทศกาลใดๆ

กระทั่งภายหลังครอบครัวมีที่ดินอยู่ร้อยมู่ ก็เพียงหลุดพ้นจากสถานะผู้อพยพ ได้กินข้าวประทังชีวิตเท่านั้น แต่ตลอดทั้งปีส่วนใหญ่ก็ยังคงกินไม่อิ่ม ไหนเลยจะมีอารมณ์ไปฉลองเทศกาล

คนที่ได้กินผักห้าชนิดนี้ ครอบครัวอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง

“แน่นอนว่าวันขึ้นปีใหม่ก็คือปีใหม่ และปีใหม่ก็ต้องดื่มแกงท้อ ว่ากันว่าจะช่วยปัดเป่าภูตผีร้อยชนิดได้”

จ้าวควงยกถ้วยแกงท้อขึ้น ดื่ม “กรึ๊บๆ” จนหมด

เฟิงหยงได้แต่ทอดถอนใจในใจ ลูกหลานรุ่นหลังนี่ช่างอกตัญญู!

ที่แท้วันขึ้นปีใหม่ในยุคนี้ ไม่เหมือนวันขึ้นปีใหม่ในยุคหลังเลยสักนิด

เขามองแกงในถ้วยที่มีสีออกเขียวปนสีน้ำตาล พลางรู้สึกต่อต้านในใจ แต่เมื่อเหลือบมองไปยังกวนจี้ เขาก็สูดหายใจลึก หลับตาปี๋ แล้วยกถ้วยขึ้นดื่ม “อึกๆ” ไปสองสามคำ

จ้าวควงหยิบแผ่นแป้งขึ้นมา วางผักห้าชนิดที่อยู่บนจานห่อไว้ด้านใน แล้วกัดคำโต เคี้ยวสองสามครั้ง กลืนลงคอ ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง

“แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดวันขึ้นปีใหม่ต้องกินผักห้าชนิด คำที่ว่ากินแล้วกระตุ้นพลังในอวัยวะทั้งห้านั้น อาเหมยรู้ได้อย่างไร?”

อาเหมยที่เพิ่งจัดสำรับเสร็จ ยืนอยู่ด้านหลังเฟิงหยงเพื่อรอรับใช้ พอได้ยินจ้าวควงถาม นางก็โค้งตัวตอบ “เรียนท่านจ้าว บ่าวได้ยินจากท่านพ่อเจ้าค่ะ ท่านพ่อของบ่าวเป็นหมอ”

ท่านพ่อของอาเหมยในตอนนั้น ก็เพราะเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าลึกนั่นเอง จึงได้พบและรู้จักกับมารดาของนาง

“ถึงว่า…”

จ้าวควงกินแผ่นแป้งหมดไปในสองสามคำ โดยไม่สนใจมารยาทบนโต๊ะอาหารใดๆ แต่ก่อนอาจจะมีอยู่บ้าง ทว่าพออยู่กับเจ้าบ้านนอกเฟิงนานๆ แม้จะเคยมีก็หายไปหมดแล้ว

“ข้าก็ว่าอยู่ เหตุใดเจ้าถึงทำเกี๊ยวจันทร์เสี้ยวได้”

เกี๊ยวจันทร์เสี้ยว ก็คือเกี๊ยวในยุคหลังนั่นเอง

อาหารชนิดนี้ ในยุคนี้ถือว่าเป็นกึ่งยากึ่งอาหาร

ที่มาของมัน เกิดจากจางจ้งจิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเป็นแผลหนาวตามใบหู จึงได้คิดทำขึ้นมา

ดังนั้นในยุคนี้ เกี๊ยวจึงมักถูกเชื่อมโยงกับหมอเสมอ

จางจ้งจิ่งผู้นี้ คือหมอผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

อย่างน้อยในสายตาเฟิงหยง เขายิ่งใหญ่กว่าฮั่วถัว(ฮูโต๋)เสียอีก

ในยุคนี้ “หมอ” ยังไม่ได้ถูกเรียกว่าหมอ แต่ถูกเรียกว่า “อีอง” หรือ “อีเจียง” ซึ่งอยู่ในชนชั้นเดียวกับช่างฝีมือ เป็นคนชั้นต่ำในสังคม ต่ำกว่าคนธรรมดาเสียอีก ห่างไกลจากภาพลักษณ์ “นางฟ้าในชุดขาว” ของยุคหลัง

บางทีฝีมือของฮั่วถัวอาจจะเหนือกว่าจางจ้งจิ่ง แต่เพราะอาชีพนี้ถูกคนดูแคลน ฮั่วถัวจึงมักคร่ำครวญอยู่เสมอที่ตนเองเป็นเพียงหมอเท่านั้น

แต่จางจ้งจิ่งนั้นไม่เหมือนกัน เขาเกิดมาในตระกูลใหญ่ มีพื้นเพที่ดีพอจะนับเป็นบุตรตระกูลผู้ดีได้

แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับสนใจอาชีพที่ถูกดูถูกนี้ และยอมฝึกวิชาแพทย์อย่างหนักเพื่อรักษาชาวบ้าน

บุตรตระกูลผู้ดีมักจะมีโอกาสได้เป็นขุนนาง และจางจ้งจิ่งก็ได้เป็นขุนนางจริง แต่เขากลับไม่สนใจเส้นทางในราชสำนัก

กระทั่งเมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองฉางซาแล้ว เขายังกล้าทำในสิ่งที่สะเทือนทั้งแผ่นดิน ด้วยการเปิดศาลให้ชาวบ้านเข้ามาตรวจรักษาได้เปล่าๆ ทุกวันขึ้นหนึ่งและวันขึ้นสิบห้าค่ำของทุกเดือน และเขายังนั่งตรวจคนไข้ด้วยตนเอง

เรื่องนี้ในยุคนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ผู้คนตื่นตะลึง

คำว่า “หมอนั่งตรวจในศาล” ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากจางจ้งจิ่งผู้นี้เอง

เมื่อเทียบกับฮั่วถัวที่มักเสียใจที่เลือกอาชีพหมอ จางจ้งจิ่งกลับถูกคนมองว่า “ยอมตกต่ำด้วยตนเอง”

แต่เขากลับไม่สนใจคำครหา เพียงต้องการช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากโรคภัยเท่านั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาสูงส่งอย่างยิ่ง

“นายท่าน อาหารไม่ถูกปากหรือเจ้าคะ? ให้บ่าวไปตักแกงข้าวหมักมาให้ดีหรือไม่?”

อาเหมยเห็นเฟิงหยงมองเกี๊ยวจันทร์เสี้ยวด้วยสายตาเหม่อลอย จึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“อ๋อ ไม่ใช่ อร่อยดี”

เฟิงหยงเรียกสติกลับมา แล้วหันไปถามหลี่อี๋ว่า “ซานเหนียง ข้าอยากถามอะไรสักอย่าง”

“ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่อยากถามเรื่องอะไรหรือ?”

กวนจี้ได้ยินดังนั้นก็วางอาหารในมือลง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับริมฝีปาก ก่อนจะลดแขนเสื้อที่บังใบหน้าแล้วนั่งหลังตรงเรียบร้อย หันหน้ามองเฟิงหยง

ต้องยอมรับว่าหลายครั้ง กวนจี้ก็สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่โดยแท้

ใบหน้างามสะอาดสะอ้าน ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ ยามปกติก็เงียบสงบ ท่วงท่าการนั่งเดินดูสง่างาม ... ถ้าไม่นับว่างานฝีมือของนางนั้นย่ำแย่เกินไป

“เมื่อครั้งที่ท่านจางจวินโหวประจำการอยู่ที่จิงโจว ซานเหนียงเคยได้ยินชื่อท่านจางจ้งจิ่งซึ่งเป็นผู้ว่าฉางซาบ้างหรือไม่?”

ยุคสมัยนี้ บางคนอาจไม่เห็นค่าหมอ แต่เจ้าบ้านนอกเฟิงน่ะกลัวตาย!

ทว่าความรู้ที่เฟิงหยงมีต่อจางจ้งจิ่งนั้น ก็แค่รู้ว่าเขาเคยเป็นผู้ว่าฉางซาเท่านั้น ... เพราะในตำราประวัติศาสตร์ก็จารึกไว้เพียงเท่านี้

หลังจากนั้น หมอเทวดาผู้นั้นหายไปไหน หรือเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เขากลับจำอะไรไม่ได้อีก

เพราะต่อมา ดินแดนจิงโจวกลายเป็นเวทีของเหล่าบุคคลใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นหลิวเปี่ยว หลิวเป่ย เฉาเชา ซุนฉวน... คนตัวเล็กๆ อย่างหมอคนหนึ่ง จะมีใครว่างไปสนใจเล่า

“จางจ้งจิ่ง?” กวนจี้ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ที่พี่ใหญ่พูดถึงนั้น ใช่ท่านจางจี๋หรือไม่?”

“จางจี๋?”

เฟิงหยงอึ้งไปชั่วครู่ คิดในใจว่า จางจ้งจิ่งนี่ชื่อจริงว่าอะไรนะ? ราวกับเขาไม่เคยใส่ใจเลย

คนในภายหลังต่างก็เรียกกันแต่ชื่อรองว่า ‘จ้งจิ่ง’ ส่วนชื่อจริงคืออะไร ใครจะไปรู้?

“จางจี๋ ใช่คนเดียวกับจางจ้งจิ่งหรือไม่? เขาก็เคยเป็นผู้ว่าฉางซาด้วยหรือ?”

เฟิงหยงถามขึ้น

กวนจี้พยักหน้ารับพลางตอบ “ท่านผู้ว่าจางมีนามว่าจี๋ ชื่อรองว่าจ้งจิ่ง เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฉางซา ต่อมาเพราะหนีภัยสงคราม จึงลาออกไปพำนักอย่างสงบที่หลิ่งหนาน เมื่อครั้งนั้นท่านพ่อถูกพิษจากลูกศร ได้ยินว่าท่านจางจี๋มีวิชาแพทย์เป็นเลิศ จึงส่งคนไปเชิญเขามารักษาพิษลูกศร”

“ขูดกระดูกถอนพิษ?!”

เฟิงหยงเผลออุทานออกมา

“ใช่แล้ว”

กวนจี้ยืดอกขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับกำลังนึกถึงความองอาจไม่หวั่นเกรงความตายของท่านพ่อ

“เมื่อครั้งท่านจางจี๋ยังเป็นผู้ว่าฉางซา เคยเปิดศาลให้ชาวบ้านเข้ามารักษาโรค จนชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วจิงโจว ท่านพ่อก็ได้ยินข่าวนี้ จึงได้เชิญเขามารักษา”

“เดี๋ยวก่อน ขูดกระดูกถอนพิษ ไม่ใช่ว่าฝีมือของฮั่วถัวหรือ?”

เฟิงหยงรู้สึกสับสนขึ้นมา

“วิชาของฮั่วถัวนั้น เลื่องชื่อไปทั่วหล้าเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ตอนนั้นเขาอยู่ฝ่ายเฉาเชา และถูกเฉาเชาสังหารไปนานแล้ว ตอนที่ท่านพ่อถูกลูกศรพิษก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เขาจะมาปรากฏตัวที่จิงโจวได้อย่างไรกัน?”

กวนจี้กล่าวพลางมองเฟิงหยงด้วยสายตาฉงน

ให้ตายสิ!

เฟิงหยงถึงกับมึนงงไปทั้งใบหน้า

นี่ข้าไม่น่าละเลยการอ่านหนังสือเลยจริงๆ!

เรื่องขูดกระดูกถอนพิษของกวนอูนั้น หลายคนเชื่อว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้น

ทว่าเฟิงหยงในชาติก่อนเคยไปค้นบันทึกใน “พงศาวดารสามก๊ก” เพื่อใช้เถียงกับคนอื่นเรื่องที่ว่ากวนอูคู่ควรแก่สมญา “ผู้สั่นสะเทือนแผ่นดินจีน” หรือไม่ เขาจึงรู้ว่ามีบันทึกถึงเรื่องนี้จริง

เพียงแต่ในบันทึกนั้นไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนลงมือผ่าตัดให้กวนอู เขาไม่คิดเลยว่าจะเป็นจางจ้งจิ่ง

เมื่อคิดดูแล้ว ก็สมเหตุสมผล ถึงแม้ฝีมือของเขาอาจไม่เทียบเท่าฮั่วถัวที่มี “หม่าเฟยซ่าน” แต่การขูดกระดูกถอนพิษย่อมทำให้เสียเลือดมาก หากไร้ฝีมือที่เชี่ยวชาญ กวนอูคงเสียเลือดตายไปแล้ว

และท่านจางจี๋ก็คือหนึ่งในคนส่วนน้อยที่มีฝีมือพอจะทำได้

…………………….

จบบทที่ 229 - จางจี๋? จางจ้งจิ่ง?

คัดลอกลิงก์แล้ว