- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 216 - ตั้งชื่อ
216 - ตั้งชื่อ
216 - ตั้งชื่อ
216 - ตั้งชื่อ
มีคนกล่าวว่าต้อง “เปลี่ยนเสื้อผ้า” ปกติแล้วก็คือหมายถึงไปเข้าห้องน้ำ
แน่นอนว่าก็มีบางคนใช้ข้ออ้างนี้เพื่อหนีเอาตัวรอด อย่างเช่นฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์ในงานเลี้ยงหงเหมินก็ใช้ข้ออ้างว่าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงสามารถหนีออกมาได้สำเร็จ เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็น “อุบายหนีด้วยของเสีย”
จางซิงก็เข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนเสื้อผ้าจริงๆ แต่เมื่อถูกพากลับถึงจวน พอเห็นเสื้อผ้าที่เปลี่ยนออกมาแล้วถึงพบว่ามีคราบเลือดติดอยู่
นางตกใจกลัวขึ้นมาทันที ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
“ซีเหนียงเป็นอะไรไป”
จางเซี่ยโหวซื่อที่ได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ด้านนอกรีบวิ่งพรวดเข้ามา
จางซิงพุ่งตัวเข้ากอดมารดาแล้วพูดทั้งน้ำตาว่า “ท่านแม่ ลูกป่วยแล้ว ใต้ล่างมีเลือดออก ลูกจะตายแล้วหรือไม่”
จางเซี่ยโหวซื่อที่เดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเรื่องนี้ จึงถอนหายใจโล่งอก พอฟังคำของบุตรีก็น้ำตาคลอหัวเราะทั้งน้ำตา ลูบแผ่นหลังปลอบ “ซีเหนียงอย่าร้อง นี่ไม่ใช่ป่วยหรอก แต่เป็นเพราะถึงคราวมีเทียนกุ่ยแล้ว”
“เทียนกุ่ย?”
จางซิงเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตาคลอ เบิกตาด้วยความมึนงง
“ใช่แล้ว” จางเซี่ยโหวซื่อย่อตัวลง ใช้มือเช็ดน้ำตาให้นางพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ซีเหนียงกำลังโตแล้ว จากนี้ไปเจ้าก็คือผู้ใหญ่แล้ว”
บุตรีคนเล็กเริ่มมีเทียนกุ่ย จางเซี่ยโหวซื่อรู้สึกทั้งดีใจและเศร้าใจปนกัน
ดีใจที่บุตรีกำลังเติบโต แต่ก็เศร้าเพราะเมื่อเติบโตแล้วก็ต้องแต่งออกไป ต้องจากอกตน ไม่รู้เลยว่าจะไปเป็นสะใภ้ตระกูลใด
“เอาล่ะๆ อย่าร้องแล้ว ไปเปลี่ยนชุดที่สะอาด แล้วเข้าไปพักในห้องด้านใน”
นางลูบศีรษะจางซิงอย่างอ่อนโยน กล่าวสั่ง
“แล้วท่านแม่เล่า”
จางซิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังจับมือมารดาไว้แน่น
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตที่เพิ่งพบครั้งแรก แม้จะได้รับคำอธิบายก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่ดี
“ว่าง่ายเถิด แม่จะไปสั่งให้คนต้มขิงให้ดื่ม จำไว้นะ อีกหลายวันต่อจากนี้อย่าได้แตะต้องสิ่งของที่เย็นหรือดิบเข้าใจหรือไม่ วันนี้ไม่ต้องเข้าวังแล้ว ร่างกายเจ้ายังไม่สบาย ไม่ควรออกไปข้างนอก”
จางซิงฟังแล้วจึงยอมปล่อยมือ
“แต่… แต่ลูกอยากไปวังไปหาอาเจี่ย…”
“อีกไม่กี่วัน พอร่างกายเจ้าดีขึ้นแล้วค่อยไปก็ได้…”
เอ่ยถึงตรงนี้ จางเซี่ยโหวซื่อพลันชะงักไปนิด นึกได้ว่าบุตรีโตแล้ว คงไม่สามารถเข้าออกวังตามอำเภอใจเหมือนก่อน
แม้ว่าฮ่องเต้จะเป็นพี่เขย แต่ระหว่างชายหญิงย่อมต้องมีความแตกต่างกัน
จางซิงไม่ทันสังเกตสีหน้ามารดา เมื่อฟังคำก็ยิ้มดีใจแล้วหันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
วันนี้จึงงดเข้าวัง บุตรีคนเล็กเพิ่งมีโลหิต บุตรีคนโตตั้งครรภ์ ทั้งสองพบกันก็ถือว่าไม่เป็นมงคลนัก
คิดดังนี้แล้ว จางเซี่ยโหวซื่อก็หมุนตัวออกไปเพื่อจัดแจงทุกอย่าง
จางซิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ กำลังจะออกไป แต่แล้วก็คิดขึ้นได้ หันกลับไปหยิบกางเกงขนแกะที่เพิ่งถอดออกมาเห็นคราบเลือดกองใหญ่ติดอยู่
นางเม้มปากแน่น น้ำตาแทบจะร่วงอีกครั้งด้วยความเสียดาย
กางเกงนี้เป็นของใหม่ที่เฟิงหลางจวินมอบให้ เพิ่งใส่ได้เพียงสองวันก็เลอะเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะซักออกหรือไม่
เหลียวมองดูไม่เห็นมารดา นางก็แอบเก็บกางเกงนั้นไว้ด้านหลัง จากนั้นแง้มประตูแอบชะเง้อมอง ซ้ายทีขวาที พบว่ามีเพียงสาวใช้ที่เฝ้าหน้าห้อง ไม่มีผู้อื่น
จางซิงถอนหายใจโล่งอก แล้วรีบสั่งสาวใช้ “ไป ตักน้ำร้อนมาที่ห้องข้าหน่อย”
แล้วก็รีบหอบกางเกงเดินเร็วๆ กลับเข้าห้อง
สาวใช้ยกน้ำร้อนมาให้อย่างรวดเร็ว จางซิงโบกมือให้สาวใช้ออกไปแล้วปิดประตู ล้วงกางเกงออกมาเอาส่วนที่เลอะโลหิตจุ่มลงในอ่างน้ำ ทำท่าเลียนแบบคนซักผ้า แล้วพยายามถูออกอย่างขยันขันแข็ง
กางเกงขนแกะกับเสื้อตัวนี้เป็นชุดเดียวกัน ตอนนี้ในเมืองจิ่นมีเพียงนางคนเดียวที่มี และเป็นของที่เฟิงหลางจวินสั่งตัดพิเศษให้
เฟิงหลางจวินเคยเขียนไว้ในจดหมายว่า นี่เป็นแบบที่เขาออกแบบเอง ไม่เหมือนของคนอื่นเลย
ด้วยเหตุนี้ จางซิงจึงร้อนรนอยากซักให้สะอาดด้วยตัวเอง ไม่อยากรอให้คนอื่นมาซักให้
แต่ด้วยความที่ฟังคำมารดาแล้วรู้ว่าช่วงนี้ห้ามแตะต้องของเย็น นางจึงคิดเอาเองว่าจะใช้น้ำร้อนซักแทน
ใครจะรู้ว่าคราบโลหิตนี้หากใช้ล้างด้วยน้ำเย็นกลับจะดีกว่า แต่พอถูกน้ำร้อนเข้า กลับยิ่งซักออกยาก
กางเกงตัวนั้นแม้คราบเลือดจะจางลงไปบ้าง แต่ไม่ว่านางจะถูแรงเพียงใด เฉดแดงจางๆ นั้นก็ยังฝังแน่น ล้างไม่ออกอยู่ดี
ยิ่งซักน้ำตาก็ยิ่งไหล หยดลงมาเปาะๆ
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูสองครั้ง “ต๊ก ต๊ก” จากนั้นเสียงจางเซี่ยโหวซื่อดังมาจากด้านนอก “ซีเหนียง เปิดประตู”
จางซิงสะดุ้งโหยง รีบใช้หลังมือปาดน้ำตา แล้วก็ร้อนรนยกอ่างน้ำไปซ่อนในมุมห้อง ก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตู
แม้ดวงตาจะบวมแดง แต่จางเซี่ยโหวซื่อเห็นบุตรีเพิ่งร้องไห้ไปเมื่อครู่ จึงไม่ได้คิดมากนัก หาได้ล่วงรู้ไม่ว่านางเพิ่งร้องไห้อีกรอบก่อนเปิดประตู
“มานี่ ดื่มน้ำขิงถ้วยนี้เสีย”
จางเซี่ยโหวซื่อวางถ้วยลงบนโต๊ะเล็ก แล้วกล่าวกับจางซิง
“เผ็ดจัง”
จางซิงซดไปสองสามอึก ลิ้นก็ร้อนผ่าว รีบแลบลิ้นออกมา หน้าตาบูดเบี้ยวพลางบ่นกับมารดาว่า
“ถึงจะเผ็ดก็ต้องดื่มให้หมด มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกอย่าง ฤดูหนาวดื่มน้ำขิงแล้วร่างกายจะอบอุ่นขึ้น”
จางเซี่ยโหวซื่อรอจนเห็นบุตรีดื่มหมดถ้วย จึงจูงมือนางมา แล้วค่อยๆ เอ่ยสั่งสอนเรื่องลับของหญิงสาวที่ควรรู้ให้ฟังทีละข้อ
จางซิงฟังไปก็รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าว ไม่รู้ว่าร้อนเพราะน้ำขิงหรือเพราะความเขินอายกันแน่
“ดังนั้น หญิงสาวทุกคนย่อมต้องมีครั้งแรกแบบนี้ จำไว้นะซีเหนียง โตแล้ว ก็อย่าเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป หญิงสาวต้องมีท่าทางที่สมกับเป็นกุลสตรี อย่าให้ผู้คนเอาไปหัวเราะเยาะได้”
กล่าวจบ จางเซี่ยโหวซื่อก็ลูบมือนางพลางเอ่ยต่อ “อีกอย่าง เมื่อโตแล้วก็ต้องตั้งชื่อที่เป็นทางการ จะเรียกชื่อเล่นไม่ได้อีกต่อไป ซีเหนียงอยากได้ชื่อแบบไหน”
“ท่านแม่อยากให้ลูกมีชื่อแบบไหนหรือ”
จางซิงโผเข้ากอดมารดา แล้วเงยหน้าขึ้นถามแก้มแดงๆ
การตั้งชื่อให้หญิงสาวถือว่าเป็นสัญลักษณ์ว่านางกำลังรอออกเรือน และเมื่อแต่งเข้าสกุลสามี สามีก็จะตั้งอักษรสมญาให้
“ตามธรรมเนียมแล้ว ชื่อนั้นควรให้บิดาเป็นผู้ตั้ง แต่บิดาเจ้าไม่อยู่แล้ว ก็ต้องให้พี่ชายเป็นคนตั้ง เพียงแต่ว่า เราเป็นตระกูลแม่ทัพนักรบ ไม่เหมือนตระกูลที่สืบทอดวิชาหนังสือ พี่ชายคนโตของเจ้าก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ เกรงว่าคงคิดชื่อที่ไพเราะไม่ได้”
จางเซี่ยโหวซื่อถอนหายใจเล็กน้อย แววตาแฝงร่องรอยเสียดาย
“แต่พี่ชายคนรองนั้นเรียนมามากพอสมควร อาจให้เขาช่วยคิดชื่อดีๆ ให้ได้”
“แล้วชื่อของอาเจี่ยก็เป็นพี่ชายคนรองตั้งให้หรือ”
จางซิงถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“ก็หาใช่ไม่ นางเป็นคนตั้งเอง” จางเซี่ยโหวซื่อหัวเราะเบาๆ “สมัยนั้นอาเจี่ยของเจ้าไม่ชอบชื่อตามที่บิดาตั้งให้ ก็เลยงอแงจะตั้งเอง”
“ตอนนั้นพอดีมีผีเสื้อหลากสีบินผ่านหน้าต่างของนาง นางเลยตั้งชื่อโดยเอาอักษรไฉ่มาใช้”
จางเซี่ยโหวซื่อเล่าด้วยแววตาเปี่ยมความทรงจำ ราวกับย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีตของบุตรีที่บัดนี้ได้กลายเป็นฮองเฮาไปแล้ว
………………….