เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

206 - หนึ่งกระบวนท่าเทพ

206 - หนึ่งกระบวนท่าเทพ

206 - หนึ่งกระบวนท่าเทพ


206 - หนึ่งกระบวนท่าเทพ

การปรากฏของคันไถแปดวัว ทำให้เจ้าเฒ่าจูเก๋อคว้าโอกาสได้อย่างเฉียบคม

หลังจากอาเต๊าได้ชมการสาธิตคันไถแปดวัวครั้งแรก ราชสำนักก็ออกราชโองการหนึ่งฉบับ ซึ่งเฟิงหยงเคยตีความว่าเป็น “ข้อกำหนดว่าด้วยการปลดปล่อยทาส” แท้จริงแล้วนี่คือก้าวแรกที่เจ้าเฒ่าจูเก๋อวางแผนไว้

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสิ่งนี้ซึ่งดูเหมือนไม่เจ็บไม่คันในตอนนั้น ถึงทำให้เจ้าบ้านนอกเฟิงรู้สึกถึงกลิ่นไอของเล่ห์กล เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีเหตุวุ่นวาย เขาก็คิดว่าตัวเองถูกเจ้าเฒ่าจูเก๋อหลอกจนประสาทตื่นตัวเกินไป ที่แท้รากเหง้าก็อยู่ตรงนี้เอง!

ต่อมาคันไถแปดวัวถูกโหมกระพือข่าวในจิ่งเฉิงจนผู้คนรู้ทั่วกัน และยังมีการทำตลาดแบบสร้างความอยาก นั่นก็เพื่อให้ตระกูลผู้ทรงอำนาจเหล่านั้นติดเบ็ด ยอมควักเงินซื้อคันไถกลับไปใช้

แล้วจากนั้นเล่า?

เมื่อได้ใช้คันไถแปดวัว ตระกูลผู้ทรงอำนาจย่อมต้องคิดว่าสิ่งนี้ดีนัก!

แล้วจะเก็บทาสคนเดิมไว้ทำไมกัน? เปลืองข้าวเปลืองอาหารหรือ? แน่นอนว่าต้องไล่ไปสิ!

แต่เดิมยังอาจส่งไปฮั่นจงได้ ทว่าที่ดินในฮั่นจงตอนนี้พวกเขาก็มองข้ามไปแล้ว แถมยังก้าวก่ายเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นทาสพวกนี้ก็หมดประโยชน์ จะให้เลี้ยงไว้เป็นบรรพชนหรืออย่างไร?

การไล่คนเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลผู้ทรงอำนาจอยากรับเป็นความผิดอยู่แล้ว ในเมื่อพวกเขาสูงส่ง ใจบุญ นั่นก็เพราะเป็นราชโองการของราชสำนักนี่นา พวกเขาก็จนใจจะขัดใช่หรือไม่?

เจ้าเฒ่าจูเก๋อถึงกับตั้งบันไดไว้ให้ตระกูลเหล่านี้ลงอย่างสวยงาม แล้วพวกเขาจะไม่ฉวยโอกาสนี้เพื่อโยนความรับผิดไปให้ราชสำนักได้อย่างไร?

แน่นอน ราชสำนักแม้จะต้องรับบาป แต่ผลประโยชน์ก็ต้องได้เช่นกัน

ทะเบียนราษฎรหรือ? เพิ่มเมื่อไรก็ได้!

ที่ดินหรือ?

จะกลัวอะไร? สมัยนี้ยังจะกลัวไม่มีที่ดินอีกหรือ?

รู้จักเขื่อนตูเจียงเอี้ยนหรือไม่?

ราชสำนักกำลังบูรณะอยู่ เมื่อซ่อมเสร็จ ที่ดินซึ่งเคยร้างเพราะน้ำท่วมหรือภัยแล้งก็จะกลับเป็นที่ดินอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง กำลังลำบากใจอยู่ว่าไม่มีคนมาทำการเพาะปลูก พวกท่านสนใจหรือไม่?

ถ้ายังอยากได้มากกว่านั้นก็ไม่ยาก ราชสำนักกำลังบุกเบิกฮั่นจงอยู่ เช่นนั้นพวกท่านจะลองไปเสี่ยงดูก็ได้!

คันไถแปดวัวนั้น ราษฎรทั่วไปใช้ไม่ได้ แต่คันไถโค้งทำจากไม้ทั้งชุดอย่าง “ควี๋อวนไถ” นั้น ราษฎรใช้ได้สบาย!

เฟิงหยงนั่งตาค้างอยู่ที่เดิม สีหน้าแข็งทื่อ ในใจมีเพียงความคิดเดียว

กระบวนท่าเทพเช่นนี้ ข้านอกจากจะตะโกน gg ตามหลังแล้ว จะทำอะไรได้อีก?

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมก่อนหน้านี้ท่านปู่ตระกูลหลี่บอกว่าจะมาพบตน แต่ตอนนี้กลับผิดนัด ที่แท้ตอนที่ตนไม่อยู่จิ่งเฉิง เจ้าเฒ่าจูเก๋อก็เล่นแผนมากมายเช่นนี้เอง

ตระกูลหลี่สายหก คราวนี้ไม่รู้จะเสียเงินเสียข้าวไปเท่าไรกัน?

คิดได้เลยว่า เมื่อที่ดินฝั่งตูเจียงเอี้ยนจัดสรรเสร็จ เจ้าเฒ่าจูเก๋อคงจะมีอีกหนึ่งกระบวนท่า...คือย้ายถิ่นคนไปฮั่นจง

ไม่เช่นนั้น การฟื้นคืนของราชสำนักและที่ดินที่ขุนนางผู้มีความชอบเพิ่งได้รับมา จะใช้เพียงเชลยศึกทั้งหมดได้หรือ? ชัดเจนว่านี่เป็นไปไม่ได้!

อย่างไรเสีย ตั้งแต่สมัยฮั่นอู่ตี้ ราชสำนักก็มีวิธีย้ายถิ่นคนไปตั้งถิ่นฐานในชายแดน หากเจ้าเฒ่าจูเก๋อทำกระบวนท่านี้อีก เฟิงหยงก็จะไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย

“สิ่งที่ตระกูลใหญ่เสฉวนพึ่งพา ไม่พ้นที่ดิน เงินทอง และผู้คนที่เลี้ยงชีพจากที่ดินเหล่านั้นจำนวนไม่น้อย หากราชสำนักใช้วิธีแข็งกร้าว เมื่อคนที่พึ่งพาที่ดินของพวกเขาไม่มีทางไป ก็จะเกิดความวุ่นวายใหญ่”

“แต่บัดนี้ คันไถแปดวัวออกมา ก็ทำให้ตระกูลใหญ่ปลดคนของตนเอง ฮั่นจงเมื่อเพาะปลูกเสร็จ ราชสำนักก็ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าวปลาอาหาร อีกทั้งผ้าขนแกะที่ทอเป็นผ้า ราชสำนักก็คงได้กำไรมิใช่น้อย สิ่งที่ตระกูลใหญ่พึ่งพาแทบจะไม่เหลือแล้ว…”

เจ้าอ้วนเหอตาเป็นประกาย สว่างดุจตะวันบนฟ้า สีหน้ายังเผยความตื่นเต้น “สิ่งที่ขาดอยู่เพียงอย่างเดียว คือผู้มีความสามารถปกครองราษฎรแทนฮ่องเต้ เฟิงหลางจวินเขียนบทเรียนพันอักษร สอนให้เด็กชาวนาอ่านหนังสือ แม้ข้าจะไม่รู้ว่าก้าวต่อไปของท่านคืออะไร แต่คิดว่าไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่…”

เฟิงหยงเกิดความคิดอยากพลิกโต๊ะอีกครั้ง

หากว่าเรื่องก่อนหน้านี้ยังพอรับชื่อเสียง “ลิ้นอ่อนพูดจาไพเราะ” ได้ แต่ถ้าบวกการสอนอ่านเขียนเข้าไป นั่นก็คือการหาทางตาย

ที่ดินและความรู้ คือรากฐานการดำรงอยู่ของตระกูลผู้ทรงอำนาจ

ที่ดินอาจถูกยึดไปได้ แต่ความรู้นั้นสามารถผูกขาดได้ยาวนาน

ดังนั้นตระกูลใหญ่เสฉวนต่อให้คาดว่าจูเก๋อจะลงมือกับที่ดินและคนของพวกเขา ก็ยังพอมีใจตั้งรับได้

แต่ตราบใดที่การสืบทอดความรู้ยังอยู่ สิทธิ์การตีความความรู้ยังอยู่ พวกเขาก็จะไม่ถึงกับตระหนกเกินไป

แม้แต่ปฐมฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่อย่างฮั่นเกาจู่ ยังถูกลู่เจี่ยย้อนถามว่า “ได้แผ่นดินมาบนหลังม้า จะสามารถปกครองแผ่นดินบนหลังม้าได้หรือ?”

สุดท้ายไม่ใช่ว่าต้องทำหน้าอับอายหรอกหรือ?

แต่หากมีคนคิดจะไม่ยอมให้พวกเขาผูกขาดความรู้ แม้แต่นิดเดียว พวกเขาย่อมต้องเอาชีวิตเข้าแลกสู้!

หยางกว่าง(สุยหยาง)ไอ้เด็กซนผู้นั้น ก็คือตัวอย่างโชคร้ายให้เห็นอยู่แล้ว

หยางเจี้ยนผู้นั้นเป็นบุคคลเกรียงไกรเพียงใด กวาดล้างโทษเรื้อรังที่ตระกูลขุนนางปกปิดทะเบียนราษฎร อีกทั้งยังริเริ่มระบบการสอบบัณฑิต ทำลายการผูกขาดความรู้ของตระกูลผู้ทรงอำนาจ สุดท้ายก็ทิ้งรากฐานที่ดีเลิศไว้ให้หยางกว่าง แต่สุดท้ายไม่ใช่ว่ากลับถูกทำลายจนพังยับหรือ?

ในฐานะที่หยางเจี้ยนจัดอยู่ในลำดับฮ่องเต้ที่เกรียงไกรที่สุดของประวัติศาสตร์ เขายังต้องหมกตัวอยู่ในฐานที่มั่นของตน ค่อยๆ จัดการตระกูลขุนนางทีละน้อยๆ

หยางกว่างเจ้านี่กลับคิดอยากจะกำจัดคนให้ตายสิ้นในคราวเดียว ถึงขั้นไม่เสียดายแม้จะทำให้ราษฎรเดือดร้อนแรงงานอ่อนล้า

นี่ไม่ใช่เหมือนเด็กซนหมอบอยู่ในส้วมแล้วจุดระเบิดใส่ขี้เล่นหรอกหรือ?

ดังนั้นยุครุ่งเรือง “แห่งราชวงศ์สุย” จึงกลายเป็นความโกลาหลไปทั่วแผ่นดินในพริบตา

“นี่…ผู้ใดเล่า บอกเรื่องเหล่านี้ให้เหอหลางจวินฟัง?”

เฟิงหยงตัวสั่นเล็กน้อย ในใจคิดว่าจะต้องสะสางเรื่องนี้ให้ชัดเสียก่อน แล้วค่อยเรียกกวนจี้เข้ามา ฟันเจ้าอ้วนตายเสียตรงนี้

อย่างไรเสีย บิดาของนางตายก็หนีไม่พ้นว่าต้องเกี่ยวพันกับตระกูลผู้ทรงอำนาจ ถ้าเช่นนั้นก็ค่อยปลอบนางให้ร่วมท่องแผ่นดินไปด้วยกัน เป็นคู่รักที่แน่นแฟ้นทั้งกายและใจ

“แน่นอนว่าย่อมเป็นเสิ่นซือที่คิดขึ้นมาเอง” เมื่อเอ่ยประโยคนี้ เหอหวางก็แสดงสีหน้าถ่อมตน “เมื่อเทียบกับเฟิงหลางจวินผู้รอบคอบลึกซึ้ง ข้ายังห่างไกลนัก เหอเสิ่นซือยินดีติดตามอยู่เบื้องหลังเฟิงหลางจวิน เพื่อร่วมวางแผนด้วย”

“วาง…วางแผนด้วยหรือ?”

เฟิงหยงกลืนน้ำลาย แม้ในใจจะมีเสียงหนึ่งตะโกนอยู่ไม่หยุด...ฆ่ามัน ฆ่ามัน!

แต่พอนึกถึงสีหน้าตื่นเต้นของอีกฝ่ายเมื่อครู่ ก็อดกดความคิดอยากเชือดเจ้าอ้วนทำโคมประดับฟ้าไว้ก่อนมิได้ “เหออู่หลางเป็นบุตรโดยตรงของตระกูลเหอ จะวางแผนด้วยได้อย่างไร?”

เจ้ามันเป็นลูกตระกูลผู้ทรงอำนาจนะโว้ย!

นี่เจ้าคิดจะล้างโคตรตนเองเชียวหรือ?!

แม้แต่เด็กหัวขบถทรงผมประหลาดในภายหลังที่เอาแต่ร้องว่า “ไม่มีใครเข้าใจฉัน” ก็ยังไม่กล้าขวางโลกได้เท่าเจ้า!

บนใบหน้าอวบอิ่มของเหออ้วน เวลานี้รอยยิ้มซื่อๆ ได้หายไปสิ้น ในดวงตากลับมีแววคลุ้มคลั่ง ใบหน้าที่เดิมดูขำขัน บัดนี้กลับดูเหี้ยมเกรียม

“ให้เฟิงหลางจวินได้รู้ แซ่เหอที่ข้าใช้อยู่นั้น เป็นของปลอม เป็นการใช้แซ่มารดาแทน ความจริงแล้วข้าควรใช้แซ่หลี่”

“หลี่? หลี่ไหนกัน?” คำนี้ทำให้เฟิงหยงตกตะลึงไม่น้อย “เหอหลางจวิน มิใช่คนของตระกูลเหอหรือ?”

ดวงตาของเหอหวางแดงก่ำราวสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ กัดฟันพูดว่า “ย่อมเป็นหลี่ของตระกูลหลี่สายใหญ่”

เฟิงหยงกลืนน้ำลายยากเย็น ความรู้สึกหวาดระแวงแล่นขึ้นมา เจ้านี่…หรือว่าจะเป็นพวกจิตแตก? หรือว่าตั้งแต่เด็กเคยโดนกระทบกระเทือนจิตใจจนบิดเบี้ยว?

ตนแม้จะเคยถูกเรียกว่าบ้า แต่ก็เป็นเพียงภาพลักษณ์ปลอม ทว่าตอนนี้เจอกับของจริงเข้าแล้ว...คงไม่มีพวกโรคจิตที่นิยมเรียกเพื่อนร่วมโรคว่าพี่น้องกระมัง?

หรือว่า…ข้าจะเรียกกวนจี้เข้ามาเดี๋ยวนี้เลยดี?

อย่างไรเสีย เรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่เจ้านี่คิดขึ้นมาเอง จัดการฟันทีเดียวให้จบก็คงสิ้นเรื่อง

“เหอะ เหอะ เหอะ” เหอหวางกลับหัวเราะออกมา “ข้าแท้จริงแล้ว มิควรเกิดมาในโลกนี้ตั้งแต่แรก เป็นเพียงตัวอัปมงคลที่ไม่พึงถือกำเนิด”

ดูท่าแล้วสภาพจิตใจคงมีปัญหาจริงๆ!

…………………..

(สนทนากับนักแปล) *สุยหยางตี้ฮ่องเต้องค์ที่สองแห่งราชวงศ์สุย ใช้ข้ออ้างในการยกทัพไปตีเกาหลีสามครั้งก็เพื่อที่จะดึงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือคนออกจากมือของตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจอยู่ทั่วแผ่นดิน โดยการออกราชโองการเกณฑ์ชายฉกรรจ์ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ถึง 30 ปี เข้าร่วมกองทัพทั้งหมด

แต่เมื่อกองทัพพ่ายแพ้ที่เหลียวตงถึงสามรอบ ทหารที่แตกพ่ายมาก็รวมกลุ่มกันตั้งตัวขึ้นเป็นโจรเที่ยวปล้นชิงราษฎรในเหลียวตงรามมาถึงจงหยวน ราชสำนักที่บอบช้ำจากสงครามและยังต้องปราบกลุ่มโจรก็สูญเสียความสามารถในการควบคุมหัวเมืองใหญ่ เป็นเหตุให้ตระกูลใหญ่ทั่วแผ่นดินลุกฮือขึ้นก่อกบฏ

สุดท้ายราชวงศ์ถังของตระกูลหลี่ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์จากหลงโหย่วก็เป็นผู้ได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

………….

จบบทที่ 206 - หนึ่งกระบวนท่าเทพ

คัดลอกลิงก์แล้ว