- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 175 - กินมานักต่อนักแล้ว
175 - กินมานักต่อนักแล้ว
175 - กินมานักต่อนักแล้ว
175 - กินมานักต่อนักแล้ว
ไม่มีความกรอบสดชื่นแบบที่จำได้ และยิ่งไม่มีรสหวานใสอันแสนคุ้นเคย
อ้อยในตอนนี้แข็งยิ่งนัก แถมรสชาติก็สู้ยุคหลังไม่ได้ ความหวานยังด้อยกว่ามาก
เฟิงหยงเคี้ยวไปก็ “แผ่ะๆๆ” ถ่มกากทิ้ง แล้วส่ายหน้า “ห่างไกลนัก”
เมื่อสมัยเด็ก หมู่บ้านของเขามีอ้อยอยู่สองพันธุ์ พันธุ์หนึ่งลำแข็ง เคี้ยวลำบาก แต่มีน้ำตาลสูง
อีกพันธุ์ลำอ่อนกรอบ แม้ปริมาณน้ำตาลจะน้อยกว่าเล็กน้อย แต่คนในหมู่บ้านชอบกินมากกว่า จึงปลูกพันธุ์นี้กันเป็นหลัก
แต่ไม่ว่าจะพันธุ์ใด ก็ล้วนหวานกว่านี่มากนัก
คิดให้ดีแล้วก็ไม่แปลก อ้อยในยุคหลังผ่านการปรับปรุงสายพันธุ์มาหลายชั่วอายุคน คัดสรรพันธุ์ที่ดีที่สุดแน่นอนว่าย่อมเหนือกว่าอ้อยพันธุ์ดั้งเดิมแบบนี้
เดิมทีทั้งสองพันธุ์นั้น โรงงานน้ำตาลก็ซื้อในราคาเดียวกัน
แต่พอถึงยุคปฏิรูปของรัฐวิสาหกิจ โรงงานน้ำตาลก็เริ่มแยกชนิดอ้อยในการซื้อขาย
พันธุ์ลำแข็งให้ผลผลิตน้ำตาลสูง น้ำตาลที่ได้คุณภาพดีกว่า จึงมีราคาสูงกว่า ทำให้หมู่บ้านหลังจากนั้นปลูกแต่พันธุ์นี้ ส่วนพันธุ์ลำอ่อนแม้อร่อยกว่า แต่คนปลูกกลับน้อยลงทุกที
เรื่องนี้ทำให้เฟิงหยงกับสหายร่วมวัยบ่นกันอยู่นานนัก
ใครจะรู้ว่าอีกสองปีถัดมา การปฏิรูปเกษตรกรรมรอบใหม่ก็มาถึง เมืองที่เฟิงหยงอยู่ถูกถอดจากพื้นที่ผลิตน้ำตาล กลายเป็นพื้นที่ปลูกชาดอกมะลิแทน
พูดอีกอย่างคือ ต่อไปไม่มีการรับซื้ออ้อยอีกแล้ว...
แถมยังมีพ่อค้าที่ไม่มีคุณธรรม แอบใช้ช่องว่างของข่าวสารที่ไม่ทันกัน หลอกชาวบ้านให้ใช้เงินลงทุนปลูกชา เรียกได้ว่าไร้ยางอายถึงที่สุด
จากช่วงที่อ้อยเริ่มมีรสหวาน ไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวและนำไปเพาะต่อในปีหน้า ครึ่งปีนี้ถือเป็นช่วงของว่างที่หายากแท้ๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็ไม่มีอีก?
ให้ตายเถอะ!
ไม่เพียงเฟิงหยงกับเพื่อนฝูงรู้สึกช็อก คนทั้งหมู่บ้านก็พากันงงงวย
เมื่อก่อน โรงงานน้ำตาลนอกจากจะซื้ออ้อยแล้ว ยังแบ่งน้ำตาลขาวให้ตามจำนวนที่แต่ละครอบครัวขายเข้าไปอีกด้วย
ตอนนี้ล่ะ ไม่มีการรับซื้ออ้อยอีกแล้ว แล้วจะไปหาน้ำตาลขาวจากไหน?
ซื้อหรือ? ล้อกันเล่นหรือไร? บ้านแต่ละหลังจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อน้ำตาลขาว?
แต่ทุกคนปลูกอ้อยกินหวานมาตลอด อยู่ดีๆ จะให้เลิกหวานอย่างนั้นหรือ?
คนในหมู่บ้านต่างพูดคุยถกเถียงกันด้วยความไม่พอใจไม่น้อย แต่จะทำอะไรได้ ในเมื่อได้ข่าวว่าบริษัทน้ำตาลก็ไม่มีอีกแล้ว เจ้าจะไปบังคับให้ใครรับซื้ออ้อยได้?
ถึงว่าทำไมถึงกล่าวกันว่าแรงงานราษฎรนั้นคือผู้สร้างประวัติศาสตร์
ในช่วงนี้เอง ผู้เฒ่าในหมู่บ้านก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “เมื่อก่อนยังไม่มีโรงงานน้ำตาล พวกเราก็อยู่กันได้ไม่ใช่หรือ?”
พวกเขาไม่รับซื้อ อย่างนั้นพวกเราก็เคี่ยวน้ำตาลเอง
ใช่แล้ว ใช้วิธีโบราณจากบรรพบุรุษในการเคี่ยวน้ำตาล
ครอบครัวที่อยากเคี่ยวน้ำตาลจะเว้นที่ดินไว้แปลงเล็กๆ ปลูกอ้อยไว้ พอเก็บเกี่ยวแล้วก็ชั่งรวมกัน จากนั้นนำมารวมเคี่ยว แล้วแบ่งน้ำตาลกันตามปริมาณอ้อยที่แต่ละบ้านนำมา
น้ำตาลที่ได้จากวิธีโบราณไม่ใช่น้ำตาลขาว แต่เป็นน้ำตาลก้อนแดงแข็งราวกับก้อนอิฐ
น้ำตาลแดงเช่นนี้ อยู่ในความทรงจำของเฟิงหยงมาหลายปี จนในที่สุดเพราะฐานะดีขึ้น คนในหมู่บ้านมีเงินพอจะซื้อน้ำตาลขาวได้ ก็ไม่มีใครทำเองอีกต่อไป
แต่ว่าน้ำตาลก้อนแดงนั้น ในความคิดของเฟิงหยง กลับอร่อยกว่าน้ำตาลขาวเสียอีก
ไม่ใช่พูดเล่น น้ำตาลแดงที่ได้จากวิธีโบราณ อีกสิบยี่สิบปีต่อมากลายเป็นของกินปลอดสารจริงๆ ไม่มีสารเติมแต่งแม้แต่น้อย กินอย่างไรก็ไม่เลี่ยน แต่พอกินน้ำตาลขาวมากๆ กลับรู้สึกว่ารสชาติมีแต่กลิ่นสารเคมีปรุงแต่ง
ที่แท้น้ำผึ้งหินก็คือน้ำตาลอ้อยนี่เอง!
เฟิงหยงกัดอ้อยอีกคำ พลางถอนหายใจว่า น้ำตาลอ้อยในตอนนี้ รสชาติแย่กว่าน้ำตาลขาวอีก คงเป็นเพราะเทคนิคการเคี่ยวไม่ดี และมีสิ่งเจือปนมากเกินไป
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรนะ?” จ้าวควงเดินเข้ามาด้วยความเป็นห่วง จ้องมองเฟิงหยงแล้วถาม
“ข้าจะเป็นอะไรได้?” เฟิงหยงมองเขาด้วยความงง ยกอ้อยในมือขึ้น “อยากกินไหม?”
แม้ว่ารสชาติและสัมผัสจะเทียบยุคหลังไม่ได้ แต่ในยุคนี้ อ้อยก็จัดได้ว่าเป็นของหวานที่หาได้ยากยิ่ง
“ไม้นี่จะกินได้อย่างไร?” จ้าวควงหัวเราะแห้ง หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานเข้าใจผิดว่าเฟิงหยงเป็นบ้า ป่านนี้คงรีบเข้าไปจับตัวแล้ว
กินไม้ไผ่หรือ? คนปกติที่ไหนจะกินไม้ไผ่กัน? แม้จะเห็นว่าพี่ใหญ่กัดจนแหลกก็เถอะ...
จ้าวควงมองไปที่กวนจี้อย่างขอความช่วยเหลือ ในใจเริ่มรู้สึกกังวล อาหารที่พี่สาวนำมา ชื่อว่าน้ำผึ้งหินนั่น...ไม่ใช่ว่ามีปัญหาใช่ไหม? ข้านี่กินมากกว่าพี่ใหญ่อีกนะ!
“ไม่เคยเห็นมาก่อนล่ะสิ เจ้าบ้านนอก นี่มันไม้ไผ่ตรงไหน? ดูให้ดี นี่คืออ้อย!” เฟิงหยงมองเด็กที่ไม่เคยกินอ้อยด้วยสายตาเหยียดเล็กน้อย
“ดูให้ดีนะ ไม้ไผ่มันกลวงข้างใน แต่อ้อยแน่นไปทั้งลำ เคี้ยวเข้าไปน้ำก็จะออกมา หวานมาก”
“อ้อยนี่ ก็ควรกินด้วยการกัดเคี้ยวแบบนี้ล่ะ” กวนจี้เห็นสายตาของจ้าวควงก็รีบอธิบาย “แค่สงสัยว่าพี่ใหญ่รู้ได้อย่างไร? หรือเคยเห็นมาก่อนแล้ว?”
เห็นเฟิงหยงเคี้ยวอ้อยอย่างชำนาญ กวนจี้ก็รู้ว่าพี่ใหญ่นี่คงเคยกินบ่อยมาก่อนแน่นอน
“แน่นอน ข้ากินมานักต่อนักแล้ว” เฟิงหยงพ่นกากอ้อยออกอีกคำ พอเห็นสายตาแปลกๆ ของจ้าวควงกับกวนจี้ ก็รู้ตัวขึ้นมาทันที...พวกเขาคงคิดว่าตนเคี้ยวอ้อยเสียมารยาทไปหรือไม่?
แม้จะหน้าด้าน แต่เขาก็ยังรู้สึกหน้าแดงเล็กน้อย “เสียกิริยาแล้วๆ นานแล้วไม่ได้กิน เห็นแล้วอดใจไม่ไหว”
เขาพูดไปพลาง วางอ้อยลงด้วยความเขินอาย
กวนจี้แย้มยิ้มอย่างเข้าใจ พลางแอบหมุนอ้อยอีกท่อนบนโต๊ะไปอีกมุม...ตรงปลายลำมีรอยกัดอยู่เหมือนกัน
และในจังหวะนั้นเอง จ้าวควงหยิบอ้อยขึ้นมา...เผอิญเป็นท่อนที่กวนจี้เพิ่งขยับ...พลางกล่าวอย่างแปลกใจ “เจ้าไม้ที่เหมือนไผ่นี่ เคี้ยวกินได้จริงหรือ?”
“แน่นอน หากเอ้อหลางไม่เชื่อ จะลองก็ได้นะ” เฟิงหยงยุยงอย่างมีเลศนัย
จ้าวควงทำท่าจะลองทันที
“อันนี้เจ้าเอาไม่ได้!” กวนจี้ตกใจ รีบยื่นมือมาขวาง พร้อมหยิบอีกท่อนส่งให้ “กินอันนี้เถอะ”
เพราะจ้าวควงไม่เคยเห็นอ้อยมาก่อน จึงไม่ทันสังเกตรอยกัด จึงไม่รู้สึกสงสัยอะไรนัก เพียงแค่เหลือบมองเฟิงหยง แล้วนำขึ้นปากหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้ากัดลงไป
“เรื่องนี้...เอาไว้ลองทีหลังดีกว่า?”
จ้าวควงหัวเราะกลบเกลื่อน สุดท้ายก็วางอ้อยลง เพราะถูกอบรมด้านมารยาทมานาน ทำให้ไม่กล้ากัดอ้อยกลางวงเช่นนี้
“ข้าว่า น้ำผึ้งหินอร่อยกว่านะ”
ไม่กล้ากินก็คือไม่กล้ากิน ยังไม่เคยกินอ้อย แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าน้ำผึ้งหินอร่อยกว่า?
เฟิงหยงเม้มปากแล้วว่า “ต่างกันมาก น้ำผึ้งหินนี่แย่กว่าน้ำตาลอ้อยที่ข้าเคยกินอีก”
“น้ำตาลอ้อย?”
ทั้งกวนจี้และจ้าวควงหันมามองพร้อมกัน จ้าวควงยังคิดไม่ออก แต่กวนจี้กลับเข้าใจทันที
“พี่ใหญ่พูดถึงน้ำตาลอ้อย นั่นก็ใช้ทำจากอ้อยเหมือนกัน?”
“ใช่แล้ว” เฟิงหยงพยักหน้า “ฝีมือการทำน้ำผึ้งหินยังไม่ดี สีไม่น่ามองก็ช่างเถอะ รสชาติก็ยังสู้ไม่ได้เลย ยังแย่กว่าน้ำตาลอ้อยมากนัก”
“อ้อยนี่ปลูกได้เฉพาะแถวเจียวโจวเท่านั้นนะ ไม่คิดเลยว่าพี่ใหญ่ไม่เพียงแต่เคยเห็น ยังเคยกินของที่อร่อยกว่าน้ำผึ้งหินอีก?”
กวนจี้รู้สึกว่าแค่น้ำผึ้งหินที่ทำจากอ้อยก็ถือว่ายากลำบากพอแล้ว แถมยังเป็นของบรรณาการด้วย ใครจะคิดว่าจะยังมีสิ่งที่ดีกว่านี้อีก
“ซานเหนียงชอบของหวานหรือ?”
จ้าวควงคิดอะไรตรงไปตรงมา ไม่เห็นการกระทำเล็กๆ ของพี่สาว แต่เฟิงหยงกลับเห็นชัด แถมยังเห็นรอยกัดที่กวนจี้พยายามซ่อนด้วย จึงเอ่ยถามขึ้น
ใบหน้ากวนจี้ขึ้นสี แต่ก็พยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง “ข้าชอบของหวานมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
เฟิงหยง “แหม” ออกมาเบาๆ คิดในใจ...งานนี้ในยุคหลังน่ะธรรมดา ของหวานมีทั่วถนน
แต่ในยุคนี้ ใช้ของหวานเพื่อเอาชนะใจหญิงสาวนี่มันยากเหลือเกิน
“น่าเสียดายจริงๆ” เฟิงหยงถอนหายใจ “อ้อยนี่ จริงๆ แล้วไม่ได้ปลูกได้เฉพาะแค่ที่เจียวโจวเท่านั้น แม้ปลูกในฮั่นจงจะไม่ขึ้น แต่ในเขตสูยังปลูกได้ ยิ่งไปทางใต้...”
พูดถึงตรงนี้ สมองเขาก็เหมือนมีแสงวาบขึ้นมา
ใต้ลงไปอีก ก็คือ...หนานจง
ปลูกพืชอาหารในหนานจงไม่คุ้มค่าเท่าไร แต่หากปลูกอ้อยล่ะ…
………….