- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 153 - พี่ภรรยา
153 - พี่ภรรยา
153 - พี่ภรรยา
153 - พี่ภรรยา
"ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ไม่ได้อีกเล่า?" กวนซิงยังไม่ยอมจบเรื่อง "ตระกูลหลี่จะอยากแต่งก็พูดว่าอยาก ไม่อยากก็พูดว่าไม่อยาก ถึงอย่างนั้นก็ห้ามพูดถึงอีกเลยหรือ?"
กวนจี้ออกแรงในมืออีกครั้ง ตั้งใจจะหักมุมโต๊ะอีกชิ้นแล้วโยนใส่อีกฝ่าย ทว่าคาดไม่ถึง หรือเพราะเมื่อครู่ลงแรงมากเกินไป ตอนนี้กลับไม่มีแรงจะหักได้อีกแล้ว
ตอนนั้นเป็นนางเองมิใช่หรือที่พูดว่าจะออกเรือนไปแต่งให้เขา?
ตอนนี้นางไม่อยากแต่งแล้ว หลี่อี๋เองก็ไม่อยากแต่งเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่พูดถึงอีกเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมา นั่นมิใช่ดีที่สุดแล้วหรือ?
"ข้าบอกว่าอย่าพูดก็อย่าพูด!" กวนจี้ร้องเสียงดังราวกับแม่เสือโกรธเกรี้ยว
"เอาๆๆ ไม่พูดก็ไม่พูด" กวนซิงกล่าวอย่างขุ่นเคือง "แต่ทางท่านอัครมหาเสนาบดีเจ้าว่าจะอธิบายอย่างไรดี?"
กวนซิงมิใช่คนโง่ การที่ตระกูลกวนกับตระกูลหลี่จะเกี่ยวดองกัน ท่านอัครมหาเสนาบดีเห็นดีเห็นงามด้วยเหตุใด เขาย่อมเข้าใจ หากอยู่ๆ มาเปลี่ยนใจ ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องไม่พอใจแน่ เฮ้อ!
แต่เขามีน้องสาวเพียงคนเดียว เมื่อนางไม่ยินยอม ในฐานะพี่ใหญ่ย่อมไม่อาจบังคับได้
"พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้" กวนจี้ปรายตามองกวนซิง สีหน้าเรียบเฉย "เรื่องนี้ให้ตระกูลหลี่รับผิดชอบไป"
กวนซิงเบิกตากว้างทันที ในที่สุดเขาก็ฟังออกแล้ว "เจ้าหลี่อี๋นั่น คงมิใช่คนใจดำหลอกลวงน้องสาวเราหรอกกระมัง? ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!"
น้องสาวของเขาจะแต่งหรือไม่แต่งนั่นไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าหลี่อี๋เป็นฝ่ายพูดว่าจะไม่แต่ง ก็รับไม่ได้แน่!
ใครใช้ให้เขามีน้องสาวคนเดียวเล่า
ถึงตระกูลกวนจะสู้ตระกูลหลี่ไม่ได้ในตอนนี้ แล้วเขาจะกลัวหรือ?
บางเรื่อง ในเมื่อเกี่ยวกับสายเลือดความสัมพันธ์ ก็ย่อมไม่อาจใช้เหตุผลมาพูดกันได้
กวนจี้ถลึงตางามใส่อีกครั้ง!
กวนซิงได้แต่ปิดปากเงียบ แต่ในใจกลับร้อนรนอย่างมาก น้องสาวเมื่อก่อนก็ปฏิเสธการขอแต่งของเจ้าแคว้นอู๋นั่นไปแล้ว ตอนนี้ดีหน่อย เจอคนที่เหมาะสมกับฐานะแล้ว กลับเลิกหมั้นไปอีก
เรื่องแต่งงานของน้องสาวนี่ช่างมีแต่ปัญหา เหตุใดถึงได้ยุ่งยากเช่นนี้? อายุอานามก็ปาเข้าไปจวนจะเป็นสาวแก่คานแล้ว
"ครั้งนี้ข้ากลับจิ่นเฉิง มีธุระสำคัญ เรื่องแต่งงานของข้า ไว้ทีหลังเถิด"
"เรื่องแต่งของเจ้าต่างหากคือเรื่องสำคัญที่สุด!" กวนซิงกล่าวอย่างปวดใจ "ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งอายุเยอะ แล้วเจ้าจะหาคนแต่งด้วยได้อย่างไร?"
"พี่ใหญ่ ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่" กวนจี้ทนไม่ได้กับความอับอายโกรธเคืองในใจอีก ตบโต๊ะดังปังหนึ่งที
"เรื่องจริงจังอะไร?" กวนซิงกลับไม่ใส่ใจ น้องสาวเพิ่งกลับมาจากฮั่นจงที่แสนกันดาร จะมีเรื่องสำคัญอะไรได้?
ช่วงนี้ก็ไม่เห็นได้ยินว่ามีเจ้าโจโจมตีเข้ามานี่นา
"นี่คือจดหมายของคุณชายเฟิงถึงพี่ใหญ่ ขอให้พี่ลองอ่านก่อนเถิด"
กวนจี้พูดจบ ก็ดึงจดหมายจากใต้เสื้อในออกมายื่นให้
กวนซิงรับมาอย่างสงสัย คิดในใจว่า เรื่องของน้องสาวกับเจ้าหนุ่มนั่นจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่? เขาเองกับเจ้าเฟิงนั่นก็ไม่เคยติดต่อกันเลย เหตุใดจึงจะเขียนจดหมายมาหาตน?
หรือว่า ที่ในจดหมายนี่พูดถึง ก็คือเรื่องการแต่งงานของน้องสาว?
กวนจี้เองไม่รู้ว่าพี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ ถ้ารู้ล่ะก็คงจะยกโต๊ะฟาดใส่ไปแล้ว
….
"เมื่อครู่เหวินเซวียนในเรือนหัวเราะอยู่หลายครั้ง คล้ายจะมีอะไรในใจ?"
ยืนอยู่หน้าค่ายทหาร หลังจากส่งจูเก๋อเฉียวไปแล้ว เฟิงหยงกับหลี่อี๋ก็มองตามร่างที่ห่างออกไป เฟิงหยงถามขึ้นลอยๆ หนึ่งคำ
"พี่ใหญ่ช่างสังเกตจริงๆ" หลี่อี๋ยิ้ม "ไม่รู้ว่าพี่หมายถึงหัวเราะครั้งไหน?"
"ก็ตอนที่พูดถึงเอ้อหลางกับคุณหนูหวงนั่นแหละ"
หลี่อี๋หันมามองเฟิงหยงด้วยแววตาซ่อนความหมาย "หรือว่าพี่ไม่คิดอะไรเลยหรือ?"
"คิดอะไร?"
"ท่านป๋อซงไม่เห็นด้วยเรื่องเอ้อหลางกับคุณหนูหวง พี่เองคิดเห็นอย่างไร?"
"เรื่องของคนที่มีใจให้กัน ผู้อื่นจะเข้าไปยุ่งก็ไม่เหมาะ"
หลี่อี๋หันมามองเฟิงหยงอย่างประหลาด ก็ไม่รู้ว่าเขาเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่
"แล้วความเห็นของเหวินเซวียนเล่า?"
หลี่อี๋มองซ้ายมองขวา เห็นว่าโดยรอบไม่มีใครอยู่จึงยิ้มอย่างลึกลับ "ความเห็นของน้อง ก็ไม่ต่างจากพี่ใหญ่หรอก หากเอ้อหลางแต่งกับคุณหนูหวง ก็ยังดีกว่าแต่งกับผู้อื่นมากนัก"
"เจ้าคิดเช่นนั้นด้วย?" เฟิงหยงขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย เลียนแบบท่าทางของหลี่อี๋มองไปรอบๆ จนมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ จึงกล่าวเสียงเบา "แต่หากคุณหนูหวงเป็นสตรีที่ไม่ชอบบุรุษจริงๆ ล่ะ?"
"ไม่ชอบก็ไม่ชอบสิ!" หลี่อี๋กลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย "หากคุณหนูหวงให้กำเนิดบุตรไม่ได้ ก็ให้เอ้อหลางรับฮูหยินน้อยเพิ่มอีกหลายคน พอมีลูกแล้วก็ให้คุณหนูหวงเลี้ยงดู"
แล้วต่อไปก็รอเหตุการณ์คุณหนูหวงซัดจ้าวเอ้อเละเป็นโจ๊กใช่ไหม?
"หากคุณหนูหวงมีลูกไม่ได้ ต่อให้เอ้อหลางไม่ใส่ใจ แต่ท่านแม่ทัพจ้าวจะยอมได้อย่างไร ดังนั้นเอ้อหลางถึงอยากแต่งก็คงยากอยู่ดี!"
เฟิงหยงในใจก็ยังเป็นห่วงจ้าวกวงอยู่บ้าง
"เรื่องนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย อยู่ที่พี่ใหญ่แล้วล่ะ"
"ข้าจะไปเกี่ยวอะไรด้วย?" เฟิงหยงหัวเราะออกมา "เรื่องแต่งของเอ้อหลาง ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับท่านแม่ทัพจ้าวนั่นแหละ"
"เหตุใดพี่ใหญ่ต้องดูแคลนตนเองถึงเพียงนี้?" หลี่อี๋มองไปยังทิศทางไกล สายตาเหม่อลอย คล้ายไม่จดจ่อกับสิ่งใด กล่าวขึ้นเรื่อยๆ ว่า "พูดแล้วอย่าได้ขำกันนะ ตอนแรกที่ข้ารู้จักกับจ้าวเอ้อหลาง ข้าก็ไม่ค่อยเห็นหัวเขาเท่าใดนัก ท่านแม่ทัพจ้าวตอนหนุ่มๆ นั้นกล้าหาญปานใด แต่เจ้าเอ้อหลางกลับไม่ได้วิชาอะไรติดตัวมาสักอย่าง เป็นพวกไร้ประโยชน์โดยแท้"
เฟิงหยงมองหลี่อี๋อย่างแปลกใจ จื่อสือก็เคยพูดไว้ว่า ถึงหลี่อี๋กับจ้าวเอ้อหลางจะเป็นเครือญาติกันตามสายสัมพันธ์ของสองตระกูล ก็ควรจะสนิทสนมกันมาก ทว่าในความเป็นจริง กลับเหมือนแค่คนรู้จักทั่วไป มาตอนนี้ดูท่าคำพูดของจื่อสือจะไม่ผิด
"แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ตลอดสองสามเดือนมานี้ ตั้งแต่เขาติดตามพี่ใหญ่ เริ่มจากทำให้ตระกูลใหญ่ในจิ่นเฉิงยอมรับบุญคุณ ตามมาด้วยการสร้างผลงานที่กรมช่าง แล้วถูกแต่งตั้งเป็นข้าหลวงเกษตรฮั่นจง ก้าวทีละก้าวขึ้นมา ข้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่อี๋ก็มองไปที่เฟิงหยง "ตำแหน่งข้าหลวงเกษตรฮั่นจง แม้จะดูเหมือนตำแหน่งที่ถูกส่งให้สุ่มๆ แต่คนที่รู้ย่อมเข้าใจดี ว่านี่คือตำแหน่งสำคัญมาก หากทำดีไปหลายปี ก็ย่อมสร้างผลงานครั้งใหญ่ได้อีก ส่วนพวกที่ไม่เข้าใจ พอผ่านไปไม่กี่ปีก็จะเข้าใจเอง"
"จ้าวเอ้อหลาง หากมิได้พี่ใหญ่นำพา ก็แค่เข้าเป็นทหาร โชคดีก็อาจได้ยศฐานะเล็กน้อยพอมีอนาคต แต่หากโชคร้ายล่ะก็ เฮอะ!"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลี่อี๋ก็หยุดพูด หันไปเปลี่ยนเรื่องทันที
"อนาคตตอนนี้ของเขา ดีกว่าพี่ใหญ่คนโตที่กำลังจะรับบรรดาศักดิ์เสียอีก" ใบหน้าของหลี่อี๋เต็มไปด้วยรอยยิ้มสาแก่ใจ "ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพจ้าวในตอนนี้จะรู้สึกเช่นไรในใจ?"
เฟิงหยงกระตุกมุมปาก คิดในใจว่า เจ้าหมอนี่ช่างจิตใจมืดดำเสียจริง
วันๆ ถูกเฆี่ยนจนสงสัยว่าเป็นลูกแท้ๆ หรือไม่ อยู่ดีๆ กลับมีอนาคตสว่างไสวกว่าเจ้าลูกชายคนโตที่พ่อภาคภูมิใจ แล้วใจของจ้าวอวิ๋นจะรู้สึกอย่างไร?
ที่สำคัญที่สุด ลูกชายคนรองกลับเรียกคนอื่นว่าพี่ใหญ่ แถมยังสนิทกันยิ่งกว่าพี่แท้ๆ ของตัวเอง แล้วคนอื่นก็พาเขาเติบโตขึ้นมาจริงๆ นี่มันตบหน้าอย่างจังชัดๆ
หากเป็นเฟิงหยงเอง ก็คงต้อง... หยิบสมุดดำขึ้นมาแล้วจดเอาไว้ก่อนเป็นแน่!
………………..