- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 151 - ทำงานเปล่าก็ยังถือว่ากำไร
151 - ทำงานเปล่าก็ยังถือว่ากำไร
151 - ทำงานเปล่าก็ยังถือว่ากำไร
151 - ทำงานเปล่าก็ยังถือว่ากำไร
ส่วนเรื่องที่ว่าทำกันลับๆ นั้น… ก็ยังคงเป็นการรังแกจูเก๋อเฉียวอยู่เช่นเดิม
เพราะว่าในฮั่นจง ไม่ว่าใครที่โดดเด่นลุกมาทำเรื่องเช่นนี้ก็ล้วนไม่เหมาะสมทั้งนั้น เว้นเสียแต่จูเก๋อเฉียว บุตรชายของเจ้าเฒ่าจูเก๋อ
ไม่ว่าจะเว่ยเอี๋ยนหรือหม่าต้าย ต่างก็เป็นผู้ที่มีอำนาจในกองทัพ หากว่าพวกเขาไปได้ขนแกะจากพวกหูมา แล้วยังเปลี่ยนเป็นเสบียงให้กองทัพได้อีก เช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงเจ้าเฒ่าจูเก๋อ แม้แต่คนอื่นๆ ก็ต้องกระซิบในใจสองสามประโยคว่า “เจ้านี่มีทั้งกองทัพในมือ แล้วยังมีวิธีจัดหาเสบียงอีก ความสามารถเจ้าคงจะเก่งเกินไปแล้วกระมัง!”
จากนั้นอาเต๊าก็คงจะไปหาอัครท่านอัครมหาเสนาบดีจูเก๋อ แล้วว่า “ท่านพ่อ ท่านดูสิ บุคคลผู้นั้นนำทัพออกนอกเมืองนานเกินไปแล้วหรือไม่? ควรให้เขากลับไปพักผ่อนที่จิ่นเฉิงหรือไม่?”
เจ้าเฒ่าจูเก๋อก็จะลูบศีรษะอาเต๊า พร้อมกล่าวชมว่า “ลูกเอ๋ย เจ้าโตเป็นหนุ่มแล้ว”
แต่กับจูเก๋อเฉียวนั้นแตกต่างกัน เขาเดิมทีก็เป็นเจ้ากรมเสบียงแห่งฮั่นจง เรื่องเสบียงของกองทัพก็ถือเป็นหน้าที่ของเขา
แม้ว่าสิทธิ์ในการจัดหาเสบียงโดยตรงจะไม่สามารถใช้ได้ในหลายกรณี ทว่าในฐานะเช่นเขา หากใช้สิทธิ์นี้บ้างเป็นครั้งคราว ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่แต่อย่างใด เพราะเขาไม่มีอำนาจในกองทัพอยู่แล้ว
อีกทั้ง จูเก๋อเฉียวเองก็เคยพูดไว้ไม่ใช่หรือ? เคยเขียนจดหมายบ่นไปยังเจ้าเฒ่าจูเก๋อบิดาของเขาว่าฮั่นจงยากจนเพียงใด หากมีราชโองการมาหนึ่งฉบับก็นับว่าเป็นความชอบธรรมแล้ว
"ถ้าเช่นนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอันตกลง ข้าจะลองกล้าทำสักครั้ง" จูเก๋อเฉียวกัดฟันกล่าว
"ดี! พี่ใหญ่พูดจาได้เด็ดขาด!" เฟิงหยงหัวเราะลั่น ยกชามขึ้น "ข้าขอดื่มน้ำแทนสุรา คารวะพี่ใหญ่หนึ่งชาม"
"ดี"
ทั้งสามยกชามขึ้น ดื่มหมดในรวดเดียว
"หมิงเหวิน เพียงแต่เรื่องนี้ พวกเราก็ควรจัดทำกฎเกณฑ์ขึ้นมาอย่างหนึ่ง คูณหนูหวงออกข้าวมา แล้วพวกเราควรทำอะไร?"
หลังจากวางชามลง จูเก๋อเฉียวก็เช็ดน้ำข้างริมฝีปาก แล้วเอ่ยถาม
"กฎเกณฑ์ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว" เฟิงหยงกล่าวด้วยความมั่นใจ "จากด่านหยางอันไปทางตะวันตกประมาณร้อยหกสิบลี้ มีเมืองเล็กชื่อจวี่ อาณาเขตมีภูมิประเทศที่คับแคบยากลำบาก เป็นคอขวดสำคัญระหว่างฮั่นจงกับฉีซาน พี่ใหญ่สามารถเปิดตลาดแลกเปลี่ยนที่นั่น ที่นั่นไม่ต้องกลัวว่าพวกโจรเฉาจะแฝงตัวเข้ามาสืบข่าวกองทัพ อีกทั้งยังสะดวกให้พวกเชียงหูไปมาได้ง่าย"
เมืองจวี่แห่งนี้ เวลานี้ถือเป็นเขตแดนระหว่างแคว้นเว่ยกับสูฮั่น
ทว่าในตอนนี้ แม้แต่เมืองใหญ่อย่างอินผิงและอู่ตู๋ก็แทบไม่มีทหารเว่ยที่แท้จริงอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองเล็กใกล้ด่านหยางอันนี้เลย แคว้นเว่ยไม่เอา สูฮั่นไม่สนใจ เวลานี้ก็ถูกพวกเชียงหูใช้เป็นคอกวัวคอกแกะไปเรียบร้อย
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เฟิงหยงได้รับข้อมูลมาจากหม่าต้าย
หม่าต้ายในฐานะแม่ทัพที่ดูแลชายแดน ย่อมเข้าใจสถานการณ์รอบด้านดี
เมื่อนึกถึงจุดนี้ เฟิงหยงก็พลันมีแสงวาบในสมอง ราวกับนึกอะไรออกบางอย่าง แต่พอพยายามจะนึกให้ชัด กลับไม่อาจนึกอะไรได้เลย
"หลังจากเก็บขนแกะแล้วเล่า?"
"เรื่องที่เหลือ ปล่อยให้ข้าจัดการเองก็พอ"
เฟิงหยงตบอกแน่นพลางคิดในใจ งานแปรรูปวัตถุดิบแบบนี้ ข้าถนัดที่สุดแล้ว ยิ่งเหมาะเอาไว้ให้พวกหญิงสาวเชียงหูหัดฝีมือเสียด้วย
"เมื่อทอผ้าออกมาแล้ว ทางการฮั่นจงเอาไปห้าส่วน ส่วนที่เหลืออีกห้าส่วนข้าจะจัดการแบ่งเอง พี่ใหญ่เห็นว่าพอเหมาะหรือไม่?"
"หมิงเหวินเจ้านี่ช่างมีน้ำใจนัก!" จูเก๋อเฉียวแม้ใจอยากปฏิเสธไม่เอามากนัก แต่ของพวกนี้ก็ไม่ใช่จะเอาไว้ใช้ส่วนตัว เป็นของทางการฮั่นจง เขาจึงต้องหน้าเหนียวยอมรับไป "ข้ารู้สึกละอาย"
"ถือเสียว่าพวกข้าช่วยเหลือกองทัพฮั่นจง พี่ใหญ่ไม่ต้องคิดมาก" เฟิงหยงหัวเราะดังลั่น ลบล้างความกังวลของจูเก๋อเฉียวลง
หากไม่มีชื่อของจูเก๋อเฉียวกับทางการฮั่นจงเป็นฉากหน้า เฟิงหยงกับพรรคพวกจะกล้าทำเรื่องนี้หรือ?
แน่นอน หากจะดันทุรังทำขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่ถึงกับตาย แต่อาจต้องแลกด้วยผิวหนังหนึ่งชั้น...เพราะไปเจรจาการค้ากับศัตรูโดยพลการ นี่คิดจะทำอะไรกันแน่? ชาวเชียงหูที่อยู่ในดินแดนศัตรู ก็ยังถือเป็นศัตรูอยู่มิใช่หรือ? โดยเฉพาะเสบียงที่เวลานี้ถือเป็นของล้ำค่าที่สุด พวกเจ้ายังเอาไปแลกเปลี่ยนอีก แบบนี้เรียกว่าสนับสนุนศัตรูโดยตรง!
แต่ถ้าสวมฉากหน้าเสียก่อน เรื่องราวก็สามารถอธิบายได้ว่า ทั้งหมดเป็นเพียงการเตรียมตัวล่วงหน้าเพื่อช่วยราชสำนักดึงดูดใจพวกเชียงหูในปีหน้า เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน
เรื่องเดียวกัน หากคนที่ทำต่างกัน คำอธิบายก็แตกต่างกัน
ส่วนห้าส่วนที่ให้กับทางการฮั่นจงนั้นก็ไม่ได้มากอะไรเลย
เพราะขนแกะนั้นหาใช่ตัดได้เพียงครั้งเดียวไม่ ประสบการณ์กับแรงงานที่ชำนาญต่างหากที่สำคัญที่สุด
ในสายตาเฟิงหยง ต่อให้คราวนี้ต้องทำงานเปล่าให้กับทางการฮั่นจงทั้งหมดก็ยังถือว่าได้กำไร เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการฝึกมือแล้ว
เมื่อบรรดาหญิงสาวเผ่าเชียงหูมีความชำนาญแล้ว ภายภาคหน้าก็สามารถให้ผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดต่อแก่คนใหม่ได้ ประสิทธิภาพย่อมสูงกว่าการเริ่มต้นด้วยมือใหม่ล้วนๆ มากนัก
ส่วนปีหน้าที่เจ้าเฒ่าจูเก๋อจะเริ่มเก็บขนแกะ แล้วจะทอผ้านั้นหรือ? แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนั้น จะไปหาคนงานมากมายจากที่ใดกันเล่า?
ดังนั้นเมื่อนั้น ก็มีอยู่สองทางเลือก หนึ่งคือจ้างคนไปแปรรูปเสียเลย หรืออีกทางคือขายต่อขนแกะเหล่านั้นให้กับเฟิงหยง
มีการเก็บขนแกะล่วงหน้าโดยจูเก๋อเฉียวในครั้งนี้ เมื่อปีหน้าราชสำนักเปิดตลาดซื้อขายอย่างเป็นทางการ พวกเผ่าเชียงหูที่สามารถเดินทางมาได้ย่อมหลั่งไหลกันมาทั้งหมด ขนแกะที่เก็บได้ในครั้งนั้นจะต้องมีปริมาณมหาศาลแน่นอน
ค่าจ้างในการแปรรูปนั้นไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงให้ผลประโยชน์เหมาะสม ย่อมมีทางจัดการได้อย่างแน่นอน เพราะในมือล้วนมีแรงงานที่ชำนาญในการแปรรูปขนแกะรุ่นแรกอยู่แล้ว!
แต่หากขนแกะมีปริมาณมากถึงเพียงนั้น ลองดูนิสัยขี้เหนียวของเจ้าเฒ่าจูเก๋อแล้ว ปีหน้าจะสามารถควักเงินพอสำหรับค่าจ้างแปรรูปออกมาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้
หากเขาไม่สามารถจ่ายได้จริงๆ เกรงว่าเขาอาจจะเลือกที่จะเพิ่มราคาขายต่อเฟิงหยงก็เป็นได้
แค่ขายผ่านมือก็ขายผ่านมือเถิด ต่อให้ราคาขึ้นเป็นเท่าตัว ไม่ใช่แค่เฟิงหยง แม้แต่พวกสหายของเขาก็พร้อมจะขายแม้แต่กางเกงชั้นในเพื่อควักเงินจ่ายออกมาให้ได้
อยากขึ้นราคาหรือ? ขึ้นเลยๆๆ!
ถือเสียว่าเป็นการเสียสละเพื่อแผ่นดินต้าฮั่นก็แล้วกัน
และนี่ก็แค่แง่มุมหนึ่ง อีกแง่มุมหนึ่ง เฟิงหยงยุให้จูเก๋อเฉียวเก็บขนแกะไว้ก่อนฤดูหนาวในปีนี้ ก็เพื่อสร้างชื่อเสียงเอาไว้ก่อน
ทำผ้าขนแกะจำนวนมากล่วงหน้าก่อนถึงครึ่งปี และยังแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับทางการฮั่นจง ขอเพียงคุณภาพผ่านมาตรฐาน ก็ถือว่าตนเป็นเจ้าแรกที่สร้างชื่อได้แล้ว
เมื่อปีหน้าราชสำนักเก็บขนแกะได้มากมาย ไม่ว่าจะขายต่อหรือจ้างแปรรูป สุดท้ายผ้าที่ผลิตออกมาย่อมต้องมีการซื้อคืนแน่นอน แม้จะไม่ทั้งหมด ก็ต้องเป็นสัดส่วนไม่น้อย
ในเมื่อเป็นการยกพลเหนือ ภาคเหนือย่อมหนาวกว่าภาคใต้ ราชสำนักจำเป็นต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าไม่ใช่หรือ? แบรนด์ของเฟิงหยงกับพวกสหายก็ได้สร้างชื่อในฮั่นจงไว้เรียบร้อยแล้ว เร็วกว่าผู้อื่นถึงครึ่งปี ถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล เป็นร้านเก่าแก่!
ในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหล่าทหารแนวหน้าของกองทัพเช่นนี้ ราชสำนักจะเลือกไว้ใจร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว หรือจะยอมให้มือใหม่มาลองผิดลองถูก?
การทำธุรกิจกับราชสำนัก ขอเพียงสายสัมพันธ์แน่นหนา เงินทองก็หาได้ง่ายที่สุด! ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่เคยมีข้อยกเว้น
"เรื่องราชการก็ว่ากันไปแล้ว ครานี้ข้าขอพูดเรื่องส่วนตัวกับพี่ใหญ่บ้าง"
เฟิงหยงในใจรู้สึกโล่งปลอดโปร่งอย่างยิ่ง เขามองไปที่จูเก๋อเฉียว ราวกับเห็นกองเงินที่เดินได้
"หมิงเหวินเจ้าจะพูดถึงเรื่องต้นฟางที่ว่าใช่หรือไม่?"
จูเก๋อเฉียวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ถึงจุดประสงค์ที่ตนมาวันนี้
"ใช่แล้ว พี่ใหญ่ เรื่องการทอผ้าขนแกะ แม้จะเป็นข้าที่ทำขึ้นมา แต่ข้าก็รู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ต้องให้ราชสำนักเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบ บุคคลอื่นไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยว แต่หากข้าเลียนแบบพวกเชียงหูเอง เลี้ยงแกะไว้แล้วตัดขนใช้เอง อย่างนี้ย่อมทำได้ใช่หรือไม่?"
"แน่นอนว่าได้ ข้าได้ยินเหวินเซวียนกล่าวว่า หมิงเหวินมีวิธีหนึ่ง สามารถเก็บต้นฟางสดไว้ แล้วใช้เป็นอาหารวัวแกะในฤดูหนาวได้ เรื่องนี้จริงหรือไม่?"
………………..