- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 135 - แกะเข้าปากเสือ?
135 - แกะเข้าปากเสือ?
135 - แกะเข้าปากเสือ?
135 - แกะเข้าปากเสือ?
บนผ้าแพรผืนนั้น บันทึกเรื่องราวตอนที่เฟิงหยงกับพวกเดินทางถึงด่านหยางอันเป็นครั้งแรก
สิ่งที่ระบุไว้อย่างละเอียดที่สุด ก็คือตอนที่เฟิงหยงประคองกวนจี้กลับไปยังที่พัก มีทั้งบรรยายว่าทั้งสองเดินเคียงกันอย่างสนิทสนม รวมถึงช่วงท้ายยังเน้นย้ำว่า กวนจี้ถึงกับทำความเคารพเฟิงหยงด้วยพิธีก้มคำนับ
กวนจี้มักแต่งตัวเป็นบุรุษอยู่เสมอยามพบผู้คน และเมื่อต้องทำความเคารพก็ใช้วิธีประสานมือแบบบุรุษ ไม่เคยก้มคำนับต่อบุคคลภายนอกเลยสักครั้ง แล้วไฉนจึงยอมคำนับต่อหน้าเฟิงหยง? ยิ่งรวมกับข่าวลือที่แพร่มาก่อนหน้านี้ระหว่างเดินทาง หม่าซู่ถึงกับจินตนาการภาพหญิงชายรักใคร่ร้อนแรงขึ้นมาได้ทันที
ในใจเขายังนึกถึงความเอาใจใส่ของอัครมหาเสนาบดีที่มีต่อเฟิงหยง ถึงขั้นส่งคนติดตามลับไปคอยจับตาดูตลอดเวลา และในขณะเดียวกัน ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าหลี่อี๋นั้นทำเรื่องงี่เง่าเกินไป
แค้นฆ่าพ่อ! ความอัปยศช่วงชิงคู่หมั้น! ล้วนเป็นความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้!
แต่หลี่เหวินเซวียนกลับดีนัก พูดกันไว้ว่าจะแต่งกับตระกูลกวน ฝ่ายกวนจี้ก็ส่งสายตาหวานใส่เฟิงหยง ส่วนตนเองก็ยืนอยู่ข้างๆ ช่วยผลักดันอย่างหน้าชื่นตาบาน
กวนจี้เป็นหญิงงาม แม้เฟิงหยงจะไม่มีใจในตอนแรก แต่ด้วยการกระทำของหลี่อี๋ที่ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ ก็คงทำให้เฟิงหยงเริ่มรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา
แม้เรื่องการแต่งงานระหว่างสองตระกูลจะยังไม่เป็นทางการ ยังไม่มีคนรู้มากนัก
แต่นี่ถึงขั้นที่อัครมหาเสนาบดียอมพยักหน้าแล้วนะ! แล้วหลี่เหวินเซวียนก็กลับยกกวนจี้ให้ออกไปง่ายๆ เช่นนี้ เรื่องใหญ่เช่นนี้จะเล่นเป็นเรื่องเด็กๆ ได้หรือ?
หม่าซู่รู้สึกว่าเรื่องราวในโลกนี้ช่างไร้สาระเกินไปแล้ว
"เจ้าหนูบัดซบ! เจ้าเด็กบัดซบ!"
จูเก๋อกงหมิงลุกพรวดขึ้นมา เดินวนไปวนมา ปากก็กล่าวด้วยความเคียดแค้น
แต่แรกก็ไม่ควรปล่อยเจ้าเด็กนั่นไปฮั่นจง อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรให้กวนจี้ตามไปด้วย!
แล้วหลี่อี๋เจ้าคิดอะไรอยู่? ปกติก็เฉลียวฉลาดดีอยู่แล้ว หรือว่าโดนมนต์ของเฟิงหยงเข้ากระมัง ถึงได้ใจลอยขนาดเอาคู่หมายในอนาคตของตนเองไปให้เขา?
ตระกูลจางไม่ดีตรงไหน? ทำไมถึงต้องเลือกตระกูลกวน?
ลูกสาวตระกูลจางฉลาดเฉลียว ถึงตอนนี้จะยังอายุน้อยอยู่ แต่พอโตขึ้นอีกหน่อย ไฉนจะด้อยไปกว่ากวนจี้? ถึงกับทนรอไม่ไหวแล้วหรือ?
หญิงตระกูลจางด้อยกว่าหญิงตระกูลกวนจริงหรือ?
ทั้งที่รู้ว่าตนเองหมายใจจะยกหญิงตระกูลจางให้เขาแท้ๆ เขากลับทำเป็นหูทวนลม หน้าด้านจริงๆ!
หากจริงๆ แล้วเขาได้แต่งกับกวนจี้ แล้วอัครมหาเสนาบดีผู้เป็นใหญ่แห่งราชฮั่นจะไปอธิบายกับหลี่ฮุยในหนานจงได้อย่างไร?
คิดมาถึงตรงนี้ จูเก๋อกงหมิงก็หยุดเดินลงทันที
หม่าซู่มองเห็นอัครมหาเสนาบดีขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นกังวล ย่อมรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
"ท่านแม่ทัพหลี่เป็นผู้จงรักภักดีมาโดยตลอด เรื่องการแต่งงานเป็นเพียงสิ่งแต่งเติมให้ชีวิตเท่านั้น แม้ไม่สำเร็จจริง ก็คงไม่ถือโทษโกรธเคือง ท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ต้องกังวลถึงเพียงนี้กระมัง?"
"จิตใจมนุษย์ยากจะหยั่งถึง!" จูเก๋อกงหมิงถอนหายใจ "ก่อนจากไป อดีตฮ่องเต้ยังตรัสไว้ว่า ‘อย่าทำชั่วแม้เพียงน้อย อย่ามองข้ามความดีแม้เพียงน้อย’ จากคำนี้จะเห็นได้ว่า ความดีหรือความชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนใจคนได้ หากเพราะเรื่องนี้ทำให้หลี่เต๋ออั้งเกิดความบาดหมางในใจ ก็คงไม่ดีนัก"
คิดไปคิดมา เหมือนกับตัดสินใจได้แล้ว "สุดท้ายก็ปล่อยให้เด็กหนุ่มสาวพวกนั้นเล่นตามใจไม่ได้ เรียกกวนจี้กลับมาก็แล้วกัน!"
จูเก๋อกงหมิงนับว่าเป็นผู้อาวุโสของกวนจี้ เขาจะพูดเช่นนี้ก็ไม่แปลก แต่หม่าซู่จะกล่าวอะไรเกี่ยวกับหญิงสาวก็ไม่เหมาะนัก เพราะเกี่ยวข้องกับเกียรติของนาง
"กวนจี้สนิทสนมกับฮูหยินราวกับแม่ลูก เรื่องแต่งงานเช่นนี้ เหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ลองถามฮูหยินก่อนล่ะ?"
"จริงด้วย!" จูเก๋อกงหมิงพลันรู้สึกตัว "ข้าโมโหจนเลอะเลือนไปแล้ว"
เขามองหม่าซู่ด้วยสายตาชื่นชม "เยว่ฉางเจ้าฉลาดนัก"
หม่าซู่เพียงยิ้ม แล้วกล่าวต่อ "เมื่ออดีตฮ่องเต้ยังมีพระชนม์ชีพ ท่านแม่ทัพหลี่ในตอนนั้นก็ได้แม่ทัพจ้าวรับรองไว้ก่อนจึงค่อยเข้าร่วมกับราชฮั่น เหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีไม่ให้แม่ทัพจ้าวเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงท่านแม่ทัพหลี่ เผื่อว่าสุดท้ายเรื่องนี้ไม่อาจกู้กลับได้ ก็จะได้มีหลักประกันล่วงหน้าไว้ก่อน"
"ยอดเยี่ยม!" จูเก๋อกงหมิงตบมือดีใจ "มีเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าสบายใจนัก! เรื่องนี้อย่าชักช้า เยว่ฉางไปหาแม่ทัพจ้าวเดี๋ยวนี้ ร่วมกันเขียนจดหมายถึงหลี่เต๋ออั้ง ดูว่าจะสื่อสารอย่างไรให้เหมาะสม ส่วนข้าจะไปหาแม่นาง พูดคุยเรื่องของกวนจี้ให้ชัดเจนเสียก่อน"
"ข้าน้อยรับคำ"
หม่าซู่โค้งคำนับแล้วหันหลังเดินจากไป
ในคฤหาสน์อัครมหาเสนาบดี ยังมีหลายสถานที่แปลกประหลาด เช่น สนามฝึกที่สร้างไว้สำหรับฮูหยินโดยเฉพาะ หรือห้องหนังสือของอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินที่แยกกัน
และในตอนนี้ หวังเยว่อิงก็กำลังอยู่ในห้องหนังสือของนางเอง ก้มหน้าจดจ่ออยู่กับแผนผังบนโต๊ะ เขียนๆ วาดๆ อย่างตั้งใจ
เสียงเคาะประตูดัง “ตึก ตึก” หลายครั้ง พร้อมกับเสียงของสามีจากนอกห้องดังขึ้นว่า “ฮูหยิน ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”
หวังเยว่อิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ลุกขึ้นไปเปิดประตู ต้อนรับจูเก๋อกงหมิงเข้ามาในห้อง พลางถามว่า “เซี่ยงกงมิใช่ว่ากำลังจัดการราชกิจอยู่หรือ? ไฉนจึงมีเวลามาที่นี่?”
จูเก๋อกงหมิงเห็นแผนภาพบนโต๊ะ ก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่คาดว่าจะรบกวนเจ้าเสียแล้ว”
“มิเป็นไรดอก” หวังเยว่อิงส่ายหน้าเบาๆ “ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้คันไถแปดวัวนี้เรียบง่ายขึ้นอีกหน่อย แผนภาพที่เจ้าเด็กนั่นให้มา แม้จะมีประโยชน์แต่ก็ดูยุ่งยากนัก ใช้เหล็กมากเกินไป แถมยังมีขั้นตอนซับซ้อน หากลดความยุ่งยากลงได้บ้าง ก็จะประหยัดเหล็กไปไม่น้อย”
จูเก๋อกงหมิงแต่เดิมมาที่นี่เพราะอารมณ์ขุ่นมัว เต็มอกด้วยความกลัดกลุ้ม ยังไม่ทันจะเอ่ยปากพูดเรื่องใด กลับถูกฮูหยินเอ่ยถึงเจ้าเด็กคนนั้นเสียก่อน จึงรู้สึกราวกับไฟในอกถูกอัดไว้แน่นที่ลำคอจนแสบร้อน
“หน้าเซี่ยงกงดูแย่มาก เป็นอะไรหรือ?” หวังเยว่อิงถามด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นสีหน้าของเขาหม่นหมอง
“จะเป็นอะไรได้อีก? พอได้ยินเจ้าพูดถึงเจ้าเด็กนั่น ข้าก็รู้สึกอึดอัดทันที” จูเก๋อกงหมิงหาที่นั่งแล้วนั่งลงอย่างหงุดหงิด
หวังเยว่อิงเห็นสามีทำท่าเหมือนเด็กงอน ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าเด็กนั่นก็ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเจ้าสักหน่อย ยังอยู่ไกลถึงฮั่นจง ไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าเลย เจ้าถึงกับไม่ยอมให้เอ่ยชื่อเขาเลยหรือ?”
“เขาไม่ทำอะไรหรือ?” จูเก๋อกงหมิงฮึดฮัด มองฮูหยินพลางกล่าว “ข่าวจากฮั่นจงบอกว่า เจ้าเด็กนั่นเหมือนจะปักใจชอบกวนจี้เข้าให้แล้ว เจ้าบอกสิ แบบนี้เรียกว่าทำอะไรหรือไม่?”
เดิมทีเขาคิดว่าฮูหยินคงจะตกใจไม่น้อย แต่ไม่คาดคิดว่าหวังเยว่อิงกลับมีสีหน้านิ่งเฉย เพียงแต่กล่าวว่า “โอ้ เจ้าเด็กนั่นในที่สุดก็อดใจไม่ไหวเสียที? แต่หลี่อี๋มิใช่ว่าไปด้วยกันหรือ?”
“คำพูดของฮูหยินหมายความว่า เจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าเด็กนั่นมีใจให้กวนจี้?” ดวงตารูปท้อของจูเก๋อกงหมิงเปลี่ยนเป็นตากลมเบิกโพลงทันที
หวังเยว่อิงรู้แล้วว่าสามีมาเพราะเรื่องนี้ ก็ไม่ได้วิตกอะไรอีก เอ่ยช้าๆ อย่างใจเย็นว่า “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปยังหมู่บ้านเฟิง ข้าเห็นแววตาเจ้าเด็กนั่นมองกวนจี้ ก็รู้ทันทีว่าเขารู้สึกชอบนางแล้ว”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ห้าม?” จูเก๋อกงหมิงกล่าวเร่งเร้า “เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าตระกูลกวนกับตระกูลหลี่กำลังวางแผนแต่งงาน กวนจี้คือนางสำคัญในเรื่องนี้ หากเกิดปัญหา ย่อมเสียการใหญ่!”
“การใหญ่คืออะไร?” หวังเยว่อิงปรายตามองสามี “ในสายตาของพวกบุรุษ พูดถึงบ้านเมืองแผ่นดินคือเรื่องใหญ่ แต่ในสายตาสตรี ลูกหลานคือเรื่องใหญ่กว่า”
“อีกอย่าง เรื่องรักใคร่ของบุรุษหญิงสาว ต่อให้มีใครห้าม ก็ห้ามได้หรือ?”
จูเก๋อกงหมิงครางออกมา “ฮ้ายา!” แล้วกล่าวเสียงหนัก “ต่อให้ห้ามไม่ได้ ก็ไม่ควรสนับสนุนให้ไหลตามกระแสน้ำ ยอมให้กวนจี้ตามเจ้าเด็กนั่นไปฮั่นจง เช่นนี้ไม่ใช่แกะเข้าปากเสือหรอกหรือ?”
…………………