- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 122 - ผลประโยชน์
122 - ผลประโยชน์
122 - ผลประโยชน์
122 - ผลประโยชน์
ขนแกะคุณภาพไม่ดี ผ้าที่ทอออกมาสีสันก็ย่อมไม่ดีตาม เป็นสีขาวปนเหลือง พอถือไว้ในมือรู้สึกได้ถึงความหยาบกระด้างยิ่งนัก
“ไม่ได้เรื่องเลย! ไม่ใช่แบบที่ข้าต้องการเลยสักนิด”
เฟิงหยงทอดถอนใจ หน้าตาผิดหวังยิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้แย่กว่าที่คิดไว้มาก อย่าว่าแต่จะเทียบกับเสื้อขนแกะประณีตในยุคหลังเลย แม้แต่จะให้ถึงระดับที่คาดหวังในใจก็ยังห่างไกลนัก
ดูท่าคงต้องทดสอบต่อไปเรื่อยๆ เพื่อปรับปรุงข้อมูล
จ้าวควงกับหวังซวินในช่วงนี้ก็ติดตามเฟิงหยงตลอด พวกเขาเห็นด้วยตาตนเอง ตั้งแต่ขนแกะถูกรวมเป็นเส้นด้าย จนกลายเป็นผืนผ้า พอเห็นพี่ใหญ่ของตนถือผ้าทอจากขนแกะไว้ในมือ ทั้งสองก็ถึงกับตาค้าง!
ไม่ใช่เพียงจ้าวควงกับหวังซวินเท่านั้น แม้แต่หวงอู่เตี๋ยกับกวนอิ้นผิง(ชื่อจริงของกวนจี้)ที่เดิมนัดกันว่าจะไปประลองกันบนกำแพงเมือง ก็ยังถูกดึงมาดูเรื่องสนุกนี้แทน ... ประลองมีอะไรสนุกเล่า? มาดูข้าแสดงเคล็ดลับสูงสุดของลัทธิวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่ให้ดูดีกว่า!
แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะทำให้เฟิงหยงรู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่สองสาวกลับตะลึงจนพูดไม่ออกกันทั้งคู่
พอเห็นเฟิงหยงทำสีหน้าไม่พอใจนัก จ้าวควงก็รีบแย่งผ้าผืนนั้นไปลูบคลำพลางกล่าวชมว่า “ผ้าดีๆ เช่นนี้! ดีกว่าผ้าป่านพวกนั้นเยอะเลย! ที่สำคัญไม่ต้องปลูกป่านด้วยนะ อยากทอผ้าเมื่อไหร่ ก็แค่ไปโกนขนแกะมาก็พอ สะดวกจริงๆ!”
เจ้าคิดว่าแกะมันจะให้เจ้าตัดขนได้ทุกวันอย่างนั้นหรือ? แม้แต่หญ้าป่ายังไม่งอกเร็วเท่า!
เฟิงหยงจึงถลึงตาใส่จ้าวควงอย่างไม่สบอารมณ์
หวังซวินผู้ยกย่องเฟิงหยงดั่งเทพเซียน ก็เดินเข้ามา ลูบผ้าผืนนั้นบ้าง แล้วมองเฟิงหยงพร้อมกล่าวชมว่า “พี่ใหญ่ตั้งมาตรฐานสูงจริงๆ ข้ากลับเห็นว่านี่เป็นผ้าชั้นเลิศแล้ว เหตุใดจึงยังไม่พอใจเล่า? ความคิดของพี่ใหญ่ สมแล้วที่เหนือกว่าใครในใต้หล้า!”
“ให้ข้าดูบ้างๆ!”
หวงอู่เตี๋ยซึ่งเอาแต่จ้องตากับกวนจี้มาตลอดก็ทนไม่ไหว เดินมาชิงผ้าผืนนั้นไปพลิกดูไปมา แล้วหันไปมองเฟิงหยง ดวงตาเปล่งประกายกล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “เฟิงหลางจวินเพิ่งมาถึงฮั่นจงเป็นครั้งแรกกระมัง? หากยังไม่มีที่พัก จะไปพักที่จวนข้าก่อนก็ได้นะ”
“ไม่ได้!” ไม่ผิดจากที่คาดไว้ กวนจี้ร้องห้ามทันที เดินมาขวางเฟิงหยงไว้ข้างหลังอย่างกับกลัวหวงอู่เตี๋ยจะมาแย่งคนไปเสียอย่างนั้น “เฟิงหลางจวินมาฮั่นจงก็ด้วยคำสั่งราชสำนัก เจ้าคิดจะมาชี้นิ้วสั่งการได้อย่างไร?”
หวงอู่เตี๋ยกลับไม่สนใจจะทะเลาะกับกวนอิ้นผิง สะบัดตัวหลบอีกฝ่าย แล้วหันไปทางเฟิงหยงอีกครั้ง “ได้ยินว่าเอ้อหลางบอกว่าเฟิงหลางจวินอยากพาชาวเผ่าหูไปเลี้ยงสัตว์ที่ฮั่นจง? ข้าไม่ค่อยมีสิ่งใดจะให้ แต่ธัญพืชยังพอมีอยู่บ้าง หากข้าสามารถจัดหาธัญพืชให้ได้บ้าง จะขอมีส่วนร่วมได้หรือไม่?”
หญิงสาวคนหนึ่ง ครอบครองกิจการใหญ่โตถึงเพียงนี้ ยังไม่พอใจอีกหรือ?
แต่เมื่อเฟิงหยงเห็นแววตาตื่นเต้นของจ้าวควงกับหวังซวิน รวมถึงแววตาห่วงใยจากกวนจี้ ก็นึกเข้าใจขึ้นมา
คำโบราณกล่าวไว้ไม่ผิด “ทรัพย์สินสามารถสะกิดใจคน” ทรัพย์สินสะกิดใจคนจริงๆ!
เช่นเดียวกับหวงอู่เตี๋ย แม้จะครอบครองทรัพย์สินมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผลผลิตจากไร่นา มีหรือจะสะดุดตาเท่าเงินทอง?
ขนแกะในสายตาคนทั่วไปก็แค่ของไร้ค่า พวกเผ่าหู(คนที่ไม่ใช่ชาวฮั่น)เอามาทำเสื้อผ้าก็เพราะจำใจต้องใช้ แม้จะมีหนังแกะให้คลุมตัว ก็ยังไม่อยากใส่เสื้อขนแกะ
ตอนนี้ขนแกะในมือเฟิงหลางจวิน กลับกลายเป็นของดีที่เหนือกว่าผ้าป่านเสียอีก เหมือนการเนรมิตให้หินกลายเป็นทองคำ!
ชาวเผ่าหูครอบครองสมบัติแท้ๆ แต่กลับไม่รู้วิธีใช้ ช่างโง่เง่า สมควรแล้วที่ต้องยากจนและอดตาย!
“เรื่องนี้ ไว้ค่อยว่ากันอีกทีเถิด” ไม่คาดว่าเฟิงหยงกลับส่ายหน้าพลางยิ้ม “เรื่องเช่นนี้ มิใช่เพียงเราสองสามคนจะตัดสินกันได้”
“พี่ใหญ่ เหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้?”
จ้าวควงใจร้อนที่สุด พอได้ยินก็โพล่งถามออกมาโดยไม่คิด
“เอ้อหลาง เฟิงหลางจวินพูดถูก เรื่องนี้ต้องไว้หารือกันภายหลัง”
เฟิงหยงยังไม่ทันกล่าว ก็มีเสียงทุ้มหนักดังแทรกเข้ามาเสียก่อน
ในตอนนี้ ที่ด่านกวน แม้ไม่อาจบอกได้ว่าเฟิงหยงและพวกมีฐานะสูงสุดหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขามีสถานะพิเศษที่สุด แม้หน้าประตูไม่มีใครเฝ้าอยู่ แต่คนธรรมดาไหนเลยจะกล้าเดินเข้ามาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เฟิงหยงรู้สึกตกใจในใจ หันไปตามเสียงที่ได้ยิน ก็เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมเกราะ เดินเข้ามาในลานด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ตรงเข้ามาโดยมีหลี่อี๋เดินตามอยู่ด้านหลัง
เมื่อเห็นเฟิงหยงหันมามอง หลี่อี๋ก็ส่งสัญญาณด้วยสายตา สีหน้าแฝงความจนใจ แล้วชี้ไปยังบุรุษที่เดินอยู่ข้างหน้า
“ท่านลุง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าท่านไปตรวจตราทางตะวันตกแล้วหรือ?”
จ้าวควงเรียกออกมา
บุคคลที่จ้าวควงจะเรียกว่า ท่านลุง (舅父 เป็นลุงนะครับไม่ใช่อา ก็คือพี่ชายของมารดา) ได้นั้น ก็มีเพียงแม่ทัพผู้คุมด่านกวนแห่งนี้ ... หม่าต้าย เท่านั้น
“คนเขาว่ามาเร็วไม่เท่ามาถูกเวลา หากข้าไม่กลับมาพอดีตอนนี้ ก็เท่ากับพลาดโอกาสรู้จักกับวีรบุรุษหนุ่มเข้าแล้ว”
ผู้มาใหม่มีอายุราวสี่สิบปี กระดูกคิ้วนูนสูง เบ้าตาลึก มองเผินๆ ก็พอเดาได้ว่ามีเชื้อสายชนกลุ่มน้อยแห่งซีเหลียงอยู่บ้าง ร่างกายเขาแผ่กลิ่นอายสุขุมเย็นชาโดยธรรมชาติ
“ดูท่าว่าท่านผู้นี้จะเป็นเฟิงหลางจวินที่ท่านอัครมหาเสนาบดีขนานนามว่า ‘วีรบุรุษหนุ่ม’ แล้วกระมัง?”
หม่าต้ายเดินมาหยุดตรงหน้าเฟิงหยง สายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า เสียงทุ้มแน่นหนัก
“ไม่กล้ารับคำเรียกข้าว่า ‘วีรบุรุษ’ ต่อหน้าท่านแม่ทัพ” เฟิงหยงรีบโค้งคำนับ “ข้าน้อยเฟิงหยง ขอคารวะท่านแม่ทัพหม่า”
“ไม่ต้องพิธีรีตองถึงเพียงนั้น” หม่าต้ายหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่เฟิงหยงด้วยท่าทีเป็นกันเอง “เฟิงหลางจวินพอมาเหยียบด่านกวนนี้ ก็ทำเรื่องใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ สมญานามวีรบุรุษหนุ่ม จะไม่คู่ควรได้อย่างไร?”
พูดพลางก็หันไปมองกองขนแกะที่กองสุมอยู่ในลาน แล้วหยิบผ้าทอจากมือของหวงอู่เตี๋ยมาก้มมือลูบสัมผัสเบาๆ พลางกล่าวชมไม่ขาดปาก “นึกไม่ถึงว่าขนแกะที่ในสายตาชาวหูเชียงถือว่าไร้ค่า เมื่อผ่านมือวิเศษของเฟิงหลางจวินแล้ว กลับกลายเป็นผ้างดงามเช่นนี้ ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!”
พูดจบก็เงยหน้ามองไปรอบๆ “ที่น่าประทับใจกว่านั้นคือ ท่ามกลางพวกเจ้าทั้งหลาย ก็มีเพียงเฟิงหลางจวินเท่านั้นที่มองเห็นถึงผลประโยชน์และภัยที่จะตามมา ไม่หลงใหลไปกับผลกำไรตรงหน้า เรื่องนี้ยิ่งน่าชื่นชมยิ่งนัก”
เฟิงหยงคิดในใจอย่างละอาย “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากยึดไว้เองหรือ? ข้าแค่ไม่กล้าเท่านั้นแหละ!”
เมื่อเคยอ่านประวัติศาสตร์ในยุคหลัง เฟิงหยงก็รู้ดีว่า “จูเก๋อเฒ่า” เพื่อภารกิจยกทัพเหนือ ถึงขั้นเปลี่ยนสิ่งอย่างผ้าแพรสูให้กลายเป็นกิจการของทางการ ไหนเลยจะพูดถึงเรื่องเกลือกับเหล็กที่มีตัวอย่างมาแล้ว
ขนแกะสามารถนำมาทำเสื้อผ้า แถมเสื้อผ้านั้นยังดีกว่าผ้าป่านเสียอีก ผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันนั้นใหญ่มหาศาลยิ่งนัก
แค่เพียงใช้ล่อใจพวกเผ่าหูเชียงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือให้ช่วยศึกยกทัพเหนือ ก็เพียงพอให้จูเก๋อเฒ่ายึดกุมไว้แน่นในมือ ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามันเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและปากท้องของบ้านเมือง จะยอมให้พวกเด็กน้อยไม่กี่คนมาล้อเล่นได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า สังคมศักดินานั้นไม่มีสิทธิมนุษยชนเอาเสียเลย!
แน่นอน หากเป็นยุคหลัง ก็ใช่ว่าจะทำตามใจได้อยู่ดี
เฟิงหยงแม้จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องล่วงรู้อนาคต แต่ก็สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ไม่นึกว่าหม่าต้ายก็สามารถมองเห็นผลกระทบเหล่านี้ได้ในพริบตาเช่นกัน สมแล้วที่มีสายตาแหลมคมไม่ธรรมดา
คิดให้ดีแล้วก็สมควรอยู่ หม่าต้ายผู้นี้สามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของแผนการใหญ่ของเฉาเชา แถมภายหลังยังสามารถเลือกข้างถูกภายหลังการตายของจูเก๋อเฒ่า หากไร้ซึ่งสายตาและปัญญา ย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้แน่
เมื่อได้ฟังคำพูดของหม่าต้าย เฟิงหยงก็แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องยืนฟังอยู่ข้างนอกมาสักพักแล้ว ไม่แน่ว่าอาจได้ยินทุกอย่างตั้งแต่ต้น
ส่วนจ้าวควงกับคนอื่นๆ หลังได้ยินคำพูดนี้ บ้างก็ดูเหมือนจะเริ่มคิดอะไรขึ้นมาได้ บ้างก็ยังคงสับสนอยู่
“ท่านลุง หมายความว่าอย่างไร?” จ้าวควงโพล่งถามขึ้นทันที “เรื่องพวกนี้ พวกเราก็เตรียมการกันตั้งแต่อยู่จิ่งเฉิงแล้ว จะเกี่ยวข้องกับคนอื่นได้อย่างไร?”
…………………
ช่วงดึกลงให้อีกนะครับ วันนี้ติดธุระจริงๆ