- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 115 - ขนแกะที่ว่า
115 - ขนแกะที่ว่า
115 - ขนแกะที่ว่า
115 - ขนแกะที่ว่า
"ข้าน้อยมู่อู๋เจ๋อ ขอคารวะท่านผู้สูงศักดิ์"
มู่อู๋เจ๋อเดินตรงเข้ามา คุกเข่าหมอบลงกับพื้น คารวะอย่างเต็มที่
เมื่อครู่มัวแต่พูดคุยกับหวังผิงจึงไม่ได้ทันสังเกต คาดไม่ถึงว่าทันทีที่ชาวเชียงผู้นี้ก้าวเข้ามา กลิ่นเหม็นสาบแกะผสมกับกลิ่นเหม็นประหลาดบางอย่างก็พุ่งเข้าจมูกอย่างรุนแรง ทำเอาเฟิงหยงต้องถอยหลังไปหลายก้าวในทันที
"เจ้าลุกขึ้นก่อนเถอะ" เฟิงหยงตั้งใจจะรักษามารยาทอยู่หรอก แต่กลิ่นที่รุนแรงราวกับห้องรมแก๊สในยุคหลัง ทำเอาน้ำตาแทบไหล
จำต้องถอยไปอีกสองสามก้าว ใช้มือปิดจมูกไว้ แล้วถามว่า
"เจ้าชื่อมู่อู๋เจ๋อใช่หรือไม่? ในเผ้ามีกี่คน? มีวัวและแกะเท่าใด?"
มู่อู๋เจ๋อปีนี้เพิ่งจะสามสิบต้นๆ แต่ดูเหมือนอายุห้าสิบแล้ว ด้วยต้องออกตระเวนเลี้ยงสัตว์กลางแจ้ง รับแดดรับฝนมาหลายปี จึงดูแก่เกินวัย
ชาวเชียงนั้นไม่เพียงต้องต่อสู้กับสภาพอากาศ ยังต้องรับมือกับสัตว์ร้ายในธรรมชาติอีกด้วย หากใครมีชีวิตถึงสี่สิบปี ก็นับว่ายืนยาวแล้ว
"เรียนท่านผู้สูงศักดิ์ ในเผ่าข้ายังมีสมาชิกอยู่สองร้อยยี่สิบสามคน วัวสิบตัว แกะหนึ่งร้อยสามสิบตัว"
เมื่อเห็นเฟิงหยงทำท่ารังเกียจ มู่อู๋เจ๋อก็ไม่ได้แสดงความแปลกใจแม้แต่น้อย
เพราะผู้สูงศักดิ์ที่ยอมยืนถามเขาตรงๆ แบบนี้ ก็นับว่ามีเมตตามากแล้ว โดยปกติแม้แต่ชาวฮั่นธรรมดายังไม่อยากเข้าใกล้พวกเขาเลย
"ไยถึงมีน้อยเพียงนี้?"
เฟิงหยงอุทานด้วยความตกใจ
เพราะในยุคนี้ไม่ใช่ยุคเศรษฐกิจตลาดแบบสมัยหลัง ที่ราคาชัดเจน ใช้ปศุสัตว์แลกอาหารได้โดยไม่ต้องกลัวถูกพ่อค้าขูดรีด
ในยุคที่ชาวฮั่นเป็นใหญ่ ชาวเผ่าอื่นหากนำวัวแกะมาแลกเปลี่ยนกับชาวฮั่น มีสิบคนก็ถูกหลอกไปเก้า อีกคนหนึ่งอาจถึงขั้นต้องขายตัวเองไปด้วยซ้ำ
ดังนั้นวัวแกะเพียงเท่านี้ จะเลี้ยงคนมากกว่าสองร้อยชีวิตได้อย่างไร?
"เรียนท่านผู้สูงศักดิ์ เมื่อไม่นานมานี้เผ่าข้าเจอพวกโจรจากทางเหนือ พวกเขาเรียกตัวเองว่าเฮอจื้อ บอกว่าได้รับราชโองการจากฮ่องเต้ทางเหนือ ให้เรานำวัวแกะไปมอบให้ทั้งหมด ยังจะบังคับให้พวกเราย้ายไปเลี้ยงสัตว์ให้พวกเขาที่ทางเหนือ เราสู้ไม่ได้ เสียทั้งนักรบและวัวแกะไปมากมาย"
ที่แท้พวกเจ้าหนีมาขอข้าช่วย เพราะกำลังจะทนฤดูหนาวนี้ไม่ไหวแล้วสินะ?
เฟิงหยงในใจพลันเข้าใจเรื่องทั้งหมดขึ้นมาทันที
แต่คำว่าเฮอจื้อที่มู่อู๋เจ๋อเอ่ย ทำให้เฟิงหยงสะดุดใจ ฟังจากคำพูด น่าจะไม่ใช่ชาวเชียง แล้วจะเป็นเผ่าเร่ร่อนจากที่ใดกันแน่?
คิดถึงสภาพของแถบเหลียงโจวในยามนี้ เฟิงหยงครุ่นคิด ‘หรือว่าจะเป็นชาวตี๋ ที่อยู่ในบรรดาห้าชนเผ่าเร่ร่อนที่ก่อความวุ่นวายในภายหน้า? พวกเขานั่นแหละที่สร้างรัฐเฉียนฉินและโฮ่วเหลียงขึ้นมา’
(หลังจากสิ้นยุคสามก๊กประเทศจีนก็แบ่งออกเป็นดินแดนเหนือและใต้ ดินแดนเหนือปกครองด้วยชนเผ่าเร่ร่อนหลายกลุ่ม อาณาจักรเฉียนฉินก็คืออาณาจักรฝูฉินแห่งแดนเหนือ กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือฝูเจียนที่นำกองทัพนับล้านมาพ่ายแพ้ให้กับราชวงศ์จิ้นตะวัน)
(โฮ่วเหลียงก็คืออาณาจักรเหลียงยุคหลังผู้โค่นล้มราชวงศ์ถัง)
คำนวณตามภูมิศาสตร์แล้ว ทางตะวันตกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เป็นชาวเชียงและชาวตี๋ ก็น่าจะเป็นพวกนั้นจริงๆ
มู่อู๋เจ๋อรอฟังคำตอบจากเฟิงหยงอยู่นานไม่เห็นตอบ จึงแอบเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสีหน้าของเฟิงหยงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้คิดอะไรอยู่
หรือว่าเพราะเห็นวัวแกะมีน้อยเกินไป เลยไม่คิดจะรับเราไว้แล้ว?
หัวใจของมู่อู๋เจ๋อพลันบีบรัดแน่นขึ้นมาทันที
"มู่อู๋เจ๋อ ในเมื่อเจ้าพูดความจริง ข้าก็จะไม่ปิดบังเช่นกัน แม้ว่าอาหารในมือข้าจะไม่มากนัก แต่เลี้ยงพวกเจ้ากว่าสองร้อยคนให้อิ่มทุกวัน ไม่ใช่เรื่องลำบาก แต่พวกเจ้าคิดจะตอบแทนข้าอย่างไร?"
ที่แท้เฟิงหยงผู้นี้ก็ไม่มีอาหารอยู่ในมือแม้แต่เมล็ดเดียว เพราะเขาไม่เคยคิดจะนำอาหารมาเองเลย...พวกขุนนางและตระกูลใหญ่จะหลั่งไหลเข้าฮั่นจงกันขนาดนี้ ข้ายังต้องแบกข้าวมาเองอีกหรือ?
"ท่านผู้สูงศักดิ์ผู้ทรงเกียรติ ทรัพย์สมบัติทั้งเผ่าของเราก็มีเพียงวัวแกะเหล่านี้ ขอเพียงท่านให้เราอยู่รอด พวกเรายินดีมอบวัวแกะทั้งหมดแด่ท่าน และจะรับใช้ท่านไปชั่วชีวิต!"
เฟิงหยงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ มู่อู๋เจ๋อนี่รู้จักวางตัวดีนัก!
ที่จริงแล้วสิ่งที่เฟิงหยงต้องการก็คือคำกล่าวยอมรับเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นตำหนิภายหลัง
เพราะเขาไม่เหมือนเจ้าเฒ่าจูเก๋อ ที่สามารถทำอะไรไม่ต้องมีเหตุผลได้ เมื่อคิดถึงบรรดาชนเผ่าม่านที่เดิมตกลงไว้แล้วห้าร้อยคน แต่กลับไม่ได้มา ก็รู้สึกเจ็บใจเสียเหลือเกิน กำลังแรงงานดีๆ ทั้งนั้น!
ส่วนคำพูดของมู่อู๋เจ๋อว่าจริงหรือเท็จ เขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย และไม่จำเป็นต้องสนใจด้วย
ขอแค่ผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ ถึงตอนนั้นต่อให้มู่อู๋เจ๋อคิดจะเปลี่ยนใจ แล้วจะพาชาวเผ่ากลับขึ้นเขาไปเลี้ยงสัตว์ต่อ เฟิงหลางกงจอมปากหวาน...แค่ก!...วีรบุรุษหนุ่มเฟิงหลางกงผู้นี้ ก็พร้อมจะแขวนคอตัวเองประจานต่อหน้าธงในเมืองหลวงเลยทีเดียว!
เมื่อเรื่องราวเป็นอันตกลงเรียบร้อยแล้ว เฟิงหยงก็หันไปมองเสื้อผ้าที่มู่อู๋เจ๋อสวมใส่อยู่
"เจ้าสวม เสื้อขนแกะ อย่างนั้นหรือ?"
คำว่า เสื้อผ้าหยาบ เดิมหมายถึงเสื้อผ้าที่ทอขึ้นจากขนสัตว์ ส่วน เสื้อขนแกะ ตามชื่อก็คือเสื้อที่ทอจากขนแกะ
เหตุใดจึงว่าชาวเชียงไม่เสียทีที่เป็นสาขาหนึ่งของเผ่าเหลียนฮวาง? ก็เพราะเผ่านี้ไม่ธรรมดาเลย
ตั้งแต่ยุคโบราณพวกเขาก็สามารถเลี้ยงแกะจากสัตว์ป่ากลายเป็นสัตว์เลี้ยงได้ และยังเรียนรู้ที่จะใช้ขนแกะมาทำเสื้อผ้าไว้สวมใส่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ แกะ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่าพวกเขา สัตว์ชนิดนี้จึงไม่เพียงแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดพวกเขาด้วย
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ “ขนแกะใช้ทำเสื้อผ้า!”
นั่นแหละคือความมั่นใจของเฟิงหยงที่กล้าเดินทางมาฮั่นจงเพื่อตั้งฐานปศุสัตว์
เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แต่จนถึงยุคราชวงศ์ฮั่น เสื้อหยาบที่ทำจากขนสัตว์หรือป่านก็ยังเป็นของคนยากจน ผู้ที่มีฐานะจะไม่มีวันแตะของพรรค์นี้เลย เหตุผลก็เพราะว่า “ขนสัตว์” เป็นวัสดุที่จัดการยากเย็นยิ่งนัก
ตัวอย่างชัดเจนก็คือเสื้อที่มู่อู๋เจ๋อสวมใส่อยู่ตอนนี้ ซึ่งทำจากขนแกะ มองดูไม่สวยงาม แถมยังไม่ได้ขจัดไขมันแกะออก กลิ่นเหม็นสาบผสมกลิ่นไขมันยังคงอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นยังไม่ได้คัดกรองสิ่งสกปรกในขนแกะอีกด้วย
หากใส่ไปนานๆ จะกลายเป็นแผ่นแข็งกระด้างก็แล้วไป ยังจะเหนียวเหนอะหนะอีกต่างหาก หากใครกล้าใส่เสื้อแบบนี้ กลิ่นคาวสาบจะติดตัวล้างไม่ออกเลยทีเดียว
และมู่อู๋เจ๋อที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่ก็คือ “ตัวอย่างเป็นๆ”
แต่ในยุคสมัยที่ยังไม่มี ศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์ แบบหลังยุคฟิวดัล คนโบราณมองไม่เห็นไขมันที่ติดอยู่บนเส้นขนของแกะ จึงไม่อาจรู้ได้ว่าจะกำจัดมันอย่างไร
ดังนั้น “ขนแกะ” จึงกลายเป็นสิ่งที่มีแต่พวกชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งไม่มีที่ดินจะปลูกป่านหรือเลี้ยงไหมเท่านั้นที่จะเอามาทำเสื้อผ้าห่มตัว พวกเขาใส่แม้กระทั่งหนังแกะ จะมีอะไรที่พวกเขาไม่กล้าใส่อีก?
เหมือนกับชาวฮั่นทั่วไป ที่นุ่งผ้าหยาบเปลือยก้นลงไปทำงานในนา มันจะประหลาดตรงไหนกันเล่า?
ดังนั้นสิ่งที่เฟิงหยงต้องทำจริงๆ ก็คือ "หาวิธีกำจัดไขมันออกจากขนแกะ" ทำให้มัน “ขาว เนียน ลื่น นุ่ม”
ส่วนเรื่องจะเอาขนแกะนั้นไปปั่นเป็นเส้นด้าย แล้วทอเป็นเสื้อผ้าอย่างไร ชาวเชียงผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้บอกวิธีไว้หมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวลอะไร
ถึงแม้ทักษะการทอผ้าของพี่น้องชาวเชียงจะไม่ดีเท่าไร ก็ไม่เป็นไร เพราะพี่ใหญ่ชาวฮั่นของพวกเขาฉลาดยิ่งกว่า!
โดยเฉพาะด้านการทอผ้าในสามก๊ก ฝีมือการทอผ้าแห่งแคว้นสู (ผ้าไหมสู) ได้พิสูจน์แล้วว่า ฝีมือทอผ้าแห่งเสฉวนไม่แพ้ที่ใดในใต้หล้า แม้แต่ทั่วทั้งโลกก็เถอะ!
เพราะฉะนั้น วันใดที่เฟิงหยงนำเอา “ขนแกะขาว เนียน ลื่น นุ่ม” ไปวางไว้ต่อหน้าเจ้าเฒ่าจูเก๋อละก็ รับรองว่าตาจะเป็นประกายเขียวแน่นอน
แน่นอนว่า จะวางต่อหน้าเมื่อไหร่ และวางอย่างไร เฟิงหยงย่อมต้องวางแผนอย่างดี
"ใช่แล้ว ท่านผู้สูงศักดิ์" มู่อู๋เจ๋อตอบกลับ
"ถอดออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ"
…………………