- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 95 - ความวุ่นวายทั้งหลายที่ฮั่นจง (ตอนต้น)
95 - ความวุ่นวายทั้งหลายที่ฮั่นจง (ตอนต้น)
95 - ความวุ่นวายทั้งหลายที่ฮั่นจง (ตอนต้น)
95 - ความวุ่นวายทั้งหลายที่ฮั่นจง (ตอนต้น)
เมื่อหวังเยว่อิงส่งสัญญาณให้สาวใช้ออกไปแล้วจึงเอ่ยถามว่า “ช่วงนี้อิ่นผิงเจ้ามีเรื่องกลัดกลุ้มในใจหรือ?”
“หลานอยู่กับท่านอาตลอดเวลา จะมีเรื่องกลุ้มใจอะไรได้เล่า?”
“กระบวนท่าดาบของตระกูลกวนของพวกเจ้าออกจะดุดันเกินไป ไม่เหมาะกับสตรีนัก อย่าลืมว่าฝีมือของเจ้าที่มีอยู่นี้ ส่วนใหญ่ข้าเป็นคนสอนให้เองนะ พูดได้ว่าข้าก็เหมือนแม่คนครึ่งหนึ่งของเจ้า เช่นนั้นลูกสาวตนเองมีเรื่องในใจหรือไม่ ข้าจะดูไม่ออกเลยหรือ?”
หวังเยว่อิงเลื่อนชามไปทางกวนจี้แล้วว่า “ดื่มน้ำเสียก่อน”
เห็นกวนจี้ยกชามขึ้นดื่มอย่างเชื่อฟัง นางจึงกล่าวต่อ “ก็เพราะเจ้าติดตามข้าอยู่ตลอด ข้าถึงได้แปลกใจว่าเรื่องที่เจ้ากลัดกลุ้มนั้นมาจากไหน ข้าคิดไปคิดมาก็ได้เพียงนึกถึงเรื่องที่เจ้ากับหลี่ต้าหลางเคยมีความเกี่ยวข้องกัน บอกข้าทีเถอะ ใช่เพราะเขาหรือไม่?”
กวนจี้ส่ายหน้า และในที่สุดก็คลายสีหน้าเย็นชาออก เปล่งวาจาอย่างเรียบเฉยว่า “หลานไม่ได้พบกับหลี่ต้าหลางผู้นั้นมาเนิ่นนานแล้ว”
หวังเยว่อิงขมวดคิ้ว “เป็นไปได้อย่างไร? เขาไม่ได้กลับเมืองหลวงมาได้หลายวันแล้วหรือ? เหตุใดจึงไม่มาพบเจ้า? มิน่าล่ะช่วงนี้จึงไม่เห็นเจ้าก้าวออกจากจวน อย่าบอกนะว่าพวกเจ้าโต้เถียงกัน?”
ใบหน้างดงามซึ่งมักประดับไว้ด้วยความเย็นชาและเฉยเมยของกวนจี้กลับเผยรอยยิ้มออกมาเป็นครั้งคราว พลางปลอบหวังเยว่อิงว่า “ท่านอาคิดมากไปแล้ว ข้ากับหลี่ต้าหลางพบกันไม่กี่ครา ความสัมพันธ์ก็ยังไม่ลึกซึ้ง จะไปมีเรื่องโต้เถียงอะไรกันได้เล่า?”
“แบบนี้มันไม่ดีเลย” หวังเยว่อิง “จึ๊” เสียงหนึ่งแสดงความไม่พอใจ “ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะแต่งเข้าตระกูลหลี่แล้ว ไยจึงห่างเหินกันเล่า?”
เห็นกวนจี้ไม่เอ่ยสิ่งใด หวังเยว่อิงก็ถอนหายใจแล้วว่า
“แต่แรกที่บ้านเมืองหนานจงเริ่มปั่นป่วน ท่านอัครมหาเสนาบดีก็มีความคิดจะผูกไมตรีกับตระกูลใหญ่แห่งหนานจง เจ้าเองก็เสนอว่าต้องการแต่งเข้าตระกูลหลี่ ข้าเองแต่แรกก็ไม่เห็นด้วยนัก บัดนี้ดูท่าว่า สิ่งที่ข้ากังวลจะกลายเป็นจริงเสียแล้ว”
กวนจี้เบิกตากว้าง มองหวังเยว่อิงด้วยความแปลกใจ ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “เหตุใดท่านอาจึงคิดเช่นนั้น? เหตุใดไม่เคยกล่าวให้หลานทราบมาก่อน?”
“ตอนนั้นเจ้าหมายมั่นจะฟื้นฟูตระกูลกวนใหม่ ข้าจะห้ามเจ้าก็ไม่อาจทำได้ อีกทั้งท่านอัครมหาเสนาบดีก็เห็นดีเห็นงามด้วย ข้าย่อมไม่อาจค้านอีก จึงได้แต่คิดว่าให้พวกเจ้าได้อยู่ร่วมกันสักระยะหนึ่ง หากนิสัยเข้ากันได้ ก็นับว่าดี จะได้คลายความกังวลของข้าบ้าง คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายข้าจะหลอกตนเอง”
“หลานยังไม่เข้าใจ” ดวงตางดงามของกวนจี้เปี่ยมไปด้วยความสับสน
“เจ้าไม่ได้มีประสบการณ์ในเรื่องชายหญิง จะให้เข้าใจได้อย่างไร?” หวังเยว่อิงจับมือนางไว้ด้วยความเอ็นดู อธิบายว่า
“สามีภรรยาคือหยินหยางเกื้อหนุนกันถึงจะเหมาะสม เจ้ามีอุปนิสัยแข็งกร้าว อีกทั้งยังมั่นใจในตนเองสูง หากได้สามีที่สามารถยอมรับเจ้าได้ วันเวลาย่อมราบรื่น ทว่าหลี่ต้าหลางผู้นั้น ภายนอกดูเป็นคนสุขุม แต่แท้จริงแล้วกลับทะเยอทะยานเอาการ คนอื่นอาจดูไม่ออก แต่ข้ามองออก”
กล่าวจบ หวังเยว่อิงยกชามดื่มน้ำอีกคำ แล้วกล่าวต่อ “ไม่กี่วันก่อน ท่านอัครมหาเสนาบดีเคยถามเรื่องระหว่างเจ้ากับเขา เคยเอ่ยว่าเจ้าหลี่ต้าหลางผู้นั้นสมัครใจขอติดตามเฟิงหลางจวินไปฮั่นจง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
พอได้ยินคำว่า “ฮั่นจง” ดวงตาของกวนจี้ก็พลันสั่นไหว ถามสวนออกมาทันที “เพราะเหตุใดหรือ?”
“ก็เพราะเขาไม่ยอมรับที่เอ้อหลางกับหวังต้าหลางได้รับราชทานตำแหน่งน่ะสิ หลี่ต้าหลางผู้นั้นภายนอกดูอ่อนโยน แต่ใช่ว่าจะเป็นคนดีแท้ ที่แท้เขาเป็นคนที่หยิ่งทะนงตน คนอื่นไม่รู้ก็คงไม่เป็นไร แต่คนที่รู้ก็ย่อมทราบดีว่าพวกแม่ทัพนายทหารมากหน้าหลายตาไปหาแม่ทัพจ้าวที่จวนก็เพื่อตามหาเอ้อหลางเพื่อสืบข่าวกันทั้งนั้น”
“แต่ความชอบความดีนั้นไม่ใช่ของเอ้อหลางเสียหน่อย” กวนจี้แย้มยิ้มเล็กน้อย
“แล้วใครใช้ให้เขาโชคดีล่ะ ไปอยู่ใต้บังคับบัญชาคนมีความสามารถเสียได้” หวังเยว่อิงก็หัวเราะบ้าง ดูเหมือนจะนึกถึงเจ้าหนุ่มจอมวุ่นวายคนหนึ่ง
“ตอนหลังได้รับพระราชทานตำแหน่ง แล้วไม่นานมานี้ก็ได้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เกษตรกรรมแห่งฮั่นจง แม้ตอนนี้ฮั่นจงจะดูรกร้าง ทว่าต่อไป...” นางเว้นไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“ต่อไปหากได้ติดตามเฟิงหลางจวินไปทำงานและสร้างผลงานได้อีกสักครา เกรงว่าความก้าวหน้าจะยิ่งกว่าพี่ชายของเขาเสียอีก”
“ความหมายของท่านอาคือ หลี่ต้าหลางไม่พอใจที่เอ้อหลางได้รับตำแหน่ง จึงขอไปฮั่นจงด้วยตนเอง?”
“จะว่าไม่พอใจก็ไม่เชิง เพียงแต่ว่าเจ้าหลี่ต้าหลางผู้นั้นมั่นใจในความสามารถของตนเองยิ่งนัก ก็ย่อมไม่ยอมให้เอ้อหลางโดดเด่นอยู่ฝ่ายเดียว ข้าจึงว่าเขาเป็นคนชิงดีชิงเด่น เจ้ากับเขาหากอยู่ร่วมกันโดยไม่มีเรื่องอะไรก็ยังพอว่า หากมีเรื่องไม่ลงรอยกันเมื่อใด เกรงว่าจะไม่อาจประสานรอยร้าวได้ง่ายนัก”
กล่าวจบ หวังเยว่อิงก็ถอนหายใจอีกครั้ง “สิ่งที่ข้ากังวลที่สุดก็คือ เจ้าตัดสินใจแต่งให้เขาก็เพราะหวังจะฟื้นฟูตระกูลกวน แต่ในสายตาเขา เจ้ากลับเห็นค่าแค่ฐานะของเขาในตระกูลหลี่ หาใช่ตัวเขาเอง ชายชาตรีนั้น ล้วนละโมบมิรู้จักพอ เมื่อยังไม่ได้เจ้า ทุกอย่างก็ดูดีไปหมด แต่พอแต่งงานกันแล้ว แม้ปากจะไม่เอ่ย แต่ในใจก็เกรงว่าเจ้าจะคิดถึงแต่ตระกูลกวน หาใช่เจ้าไม่”
“เช่นนั้นแล้วท่านอา ข้าควรทำอย่างไรดี?” กวนจี้โน้มศีรษะลง ถามเสียงเบา
“หากในแต่ละวันเจ้าจะปรับตัวเอาใจเขาสักหน่อย ก็คงพอคลี่คลายได้บ้าง แต่เจ้าก็เป็นคนที่...” หวังเยว่อิงได้แต่ยิ้มเจื่อนพลางส่ายศีรษะ
กวนจี้ไม่ได้เงยหน้า สายตาจ้องมองลงบนฝ่ามือตนเองซึ่งเต็มไปด้วยตาปลาจากการฝึกศาสตรามาเนิ่นนาน เดิมทีเคยเป็นมือที่ขาวนวลนุ่มนิ่ม ทว่าบัดนี้กลับหยาบกร้านกว่านักรบทั้งหลายเสียอีก
“ท่านอา ข้าอยากไปฮั่นจง”
กวนจี้ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่หวังเยว่อิงพลางกล่าวว่า
…
“ท่านปู่ใหญ่ ตระกูลใหญ่สายแรกทำเยี่ยงนี้กดขี่กันถึงเพียงนี้ จะให้ทนได้อย่างไร?”
ทางด้านศาลบรรพชนของตระกูลหลี่ที่อยู่ติดกับจวนเฟิง ขณะนี้เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังพูดกับความไม่พอใจต่อหน้าปู่ใหญ่แห่งตระกูลหลี่
ผู้ที่สามารถเข้ามาในศาลบรรพชนได้ ล้วนเป็นบุรุษที่เกิดจากสายหลัก ถือเป็นแกนกลางของแต่ละสายตระกูล
“ใช่แล้ว ใช่เลย! สายใหญ่โดนเอาเปรียบ แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราสายที่หก?”
“ลิ่วหลาง เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย ตระกูลหลี่แม้มีหลายสาย แต่ล้วนเป็นญาติพี่น้องไม่ใช่หรือ? เพียงแต่ครั้งนี้สายใหญ่ทำเกินไปจริงๆ…”
คนทั้งหลายที่อยู่ด้านล่างมีทั้งคนแก่คนหนุ่ม สีหน้าล้วนแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง
บุคคลที่นั่งอยู่บนสุดก็คือหลี่ไท่กง ผู้ใหญ่ประจำสายหกของตระกูลหลี่ ซึ่งเคยพบหน้าเฟิงหยงมาสองครั้ง
ชายชราอีกคนหนึ่งซึ่งมีทั้งผมและเคราขาวโพลนหันไปถามหลี่ไท่กงว่า “หัวหน้าตระกูล เรื่องนี้มันเป็นอย่างไรกันแน่? ฮั่นจงที่ว่ากันนั้น จะสามารถตั้งถิ่นฐานเพาะปลูกได้จริงหรือ?”
“ว่ากันว่าสายใหญ่นั้นได้ยินคำพูดนี้จากปากของเหลียวกงหยวนเอง เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องโกหก” หลี่ไท่กงพยักหน้าตอบ
เมื่อหัวหน้าตระกูลเปิดปาก ทุกคนที่อยู่ด้านล่างก็เงียบลงทันที
หลี่ไท่กงหันมองไปยังคนทั้งหลาย แสร้งกระแอมเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า
“ข่าวที่ส่งมาจากสายใหญ่ บอกว่าราชสำนักได้ประดิษฐ์คันไถแบบใหม่ขึ้น เรียกกันว่า ‘คันไถแปดวัว’ ไถนี้ต้องใช้วัวถึงแปดตัวในการลาก จึงได้ชื่อนี้มา หนึ่งวันสามารถไถนาได้มากกว่าชาวนาเชี่ยวชาญถึงร้อยคน ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการไถนาอย่างยิ่ง”
ทุกคนถึงกับอื้ออึงขึ้นมาทันที
“แต่ท่านปู่ใหญ่ ราชสำนักตอนนี้ระแวงครอบครัวชาวเหลียวอย่างพวกเรายิ่งนัก เกรงว่าอยากได้คันไถแปดวัวนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย”
ผู้ที่พูดขึ้นก็คือหนุ่มคนก่อนหน้านั้นเอง ผู้นี้คือหลานชายแท้ๆ ของหลี่ไท่กง หลี่ต้าหลาง
“แน่นอนว่าไม่ง่าย ไถแปดวัวที่ทางราชสำนักสร้างขึ้น จะขายให้ขุนนางในราชสำนักก่อนเป็นอันดับแรก ไหนเลยจะให้กับครอบครัวชาวเหลียวเช่นพวกเรา?” หลี่ไท่กงพยักหน้าอีกครั้งแล้วกล่าวต่อ
“ดังนั้นสายใหญ่จึงได้รับคำสัญญาจากเหลียวกงหยวน ว่าจะมอบให้ตระกูลหลี่ของเราชุดหนึ่ง”
………………..