- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 92 - อยากเข้าใกล้แต่ไม่อาจเอื้อมถึง
92 - อยากเข้าใกล้แต่ไม่อาจเอื้อมถึง
92 - อยากเข้าใกล้แต่ไม่อาจเอื้อมถึง
92 - อยากเข้าใกล้แต่ไม่อาจเอื้อมถึง
ชาวฮั่นนั้นหยิ่งผยองเกินไป พวกเขาดื้อรั้นยึดมั่นว่าตนเองคือเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของตนเองก็ย่อมดีที่สุด แม้ในดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวฮั่นจะมีพวกเผ่าเชียง เผ่าหู เผ่าเหลียว และเผ่าอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่ แต่ฮ่องเต้แห่งฮั่นกลับไม่เคยคิดจะปกครองคนเหล่านั้นอย่างราษฎรของตน ไม่คิดจะเก็บภาษีจากพวกเขา ขอเพียงพวกเขาไม่ก่อความวุ่นวาย ก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ตายกันไปตามยถากรรม
มันก็แน่อยู่แล้ว เคยได้ยินหรือไม่ว่ามีแต่ขอทานไปรีดเงินจากเศรษฐี แล้วเศรษฐีที่ไหนจะไปเก็บเงินจากขอทาน? ยิ่งพวกเผ่าหูเผ่าอี้ที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าขอทานอีกแล้ว ใครจะเหลียวแล?
แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ คงจะเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน และจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเสียด้วย เมื่อการบุกเบิกเกษตรในฮั่นจงกลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ บรรดานายท่านก็จะพบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
ยุคนี้ ชาวบ้านตายไปมากเหลือเกิน กำลังแรงงานมีไม่พอใช้แล้ว!
ดังนั้น บรรดาคนเร่ร่อนในแผ่นดินฮั่นเหล่านั้น ไม่ว่าจะเผ่าหูหรือเผ่าอื่นๆ ก็จะกลายเป็นจุดหมายในสายตาของเหล่าผู้สูงส่ง...ในเมื่อก็เป็นสัตว์สองเท้าเหมือนกัน ความต่างก็มีเพียงฝีมือมากน้อยเท่านั้น
อีกอย่าง ต่อให้ฝีมือยังไม่คล่อง แต่อย่างไรทำไปบ่อยๆ ก็คล่องได้ไม่ใช่หรือ? ที่สำคัญคือ หากจะใช้แรงงานพวกที่เรียกว่า ‘ชาวบ้าน’ ก็ยังมีข้อจำกัดและความกังวลอยู่บ้าง แต่หากเป็นพวกนี้ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น ดีเสียอีก ลุยเลย!
ด้วยเหตุนี้ "สวนเกษตรเผ่าหูอี้" ที่ไม่ต่างจาก “ทาสผิวดำในไร่ฝ้าย” ในอนาคตก็ย่อมจะปรากฏขึ้นอย่างแน่นอนบนแผ่นดินฮั่นจง
เรื่องนี้หาใช่เป็นผลจากแผนบุกเบิกฮั่นจงของเฟิงหยง แต่เป็นผลจากการพัฒนากำลังการผลิต...ไถแปดโคไม่ใช่เครื่องมือแรงงานใหม่ดอกหรือ? การเกิดขึ้นของเครื่องมือแรงงานใหม่นี้ ก็คือสัญญาณของการเติบโตทางการผลิตนั่นเอง!
เมื่อใช้ไถแปดโคไปบุกเบิกฮั่นจง ย่อมนำไปสู่รูปแบบการเกษตรแบบสวนไร่ที่นายท่านเป็นผู้ควบคุมโดยตรง และเมื่อถึงตอนนั้น พวกขุนนางที่มีความรู้เรื่องการเกษตรแต่กลับไม่มีชาวบ้านให้ใช้แรงงาน ก็ย่อมร้อนรนแทบคลั่งเพราะขาดแรงงาน
สถานการณ์เช่นนี้ ช่างคล้ายกับช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15–17 ในประวัติศาสตร์ที่มีการค้าทาสผิวดำเกิดขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น พวกเผ่าหูเผ่าเหลียวก็ไม่อยู่ในสายตาของฮ่องเต้แห่งฮั่นเลย ต่างจากชาวบ้านทั่วไปที่ถึงแม้จะจนต่ำต้อย แต่ก็ยังมีผ้าบางๆ แห่งกฎหมายปกคลุมอยู่บ้าง
เพราะกฎหมายของชาวฮั่นนั้นเห็นแก่ตัวเกินไป ไม่ได้เห็นพวกหูอี้เป็นคนเลย ดังนั้นแล้ว จะมีเงื่อนไขใดที่เหมาะสมกับการก่อเกิด "สวนเกษตรทาสเผ่าหูอี้" มากไปกว่านี้อีกเล่า?
แน่นอนว่าชาวฮั่นนั้นเป็นชนชาติแห่งวัฒนธรรม มีความรู้มีการศึกษา วิธีการย่อมจะไม่รุนแรงหรือโหดร้ายถึงขนาดนั้น...แต่ก็ช่างเถอะ มันเกี่ยวอะไรกับเฟิงหยงเล่า? อีกหลายพันปีข้างหน้า คนที่จะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้เปิดทางให้ไร่ทาสก็ย่อมเป็นเจ้าเฒ่าจูเก๋ออยู่ดี แล้วพวกเหลนโหลนไม่รู้สำนึกในภายหลังก็คงจะด่าเขาแทน
สิ่งที่เฟิงหยงต้องทำตอนนี้ก็คือ รีบให้หวังซวินไปบอกพ่อของเขาไปหาคนมาให้ได้มากที่สุดก่อนที่พวกขุนนางจะตั้งตัวทัน ยิ่งเยอะยิ่งดี! อย่างน้อยก็ใช้ความได้เปรียบในฐานะของหวังผิง ดึงเอาพวกเผ่าเชียงที่มีสัมพันธ์อันดีกับเขามาให้หมด ไม่อย่างนั้น ถ้าปล่อยให้ถึงตอนที่พวกขุนนางเริ่มลงมือเอง ทีนั้นคงไม่ใช่แค่เรื่อง “ชวน” กันแล้วล่ะ!
ในภายหลัง หากเดินทางจากเมืองจิ่นไปยังฮั่นจง ก็ใช้เวลาแค่สามถึงสี่ชั่วโมงเท่านั้น แต่ถ้าเป็นในยุคนี้ ต่อให้ทุกอย่างราบรื่นที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาครึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย นี่แหละคือความลำบากของการเดินทางไกลในสมัยโบราณ ที่สำคัญคือก่อนออกเดินทางยังต้องเตรียมตัวมากมายอีกด้วย
ถึงอย่างนั้น ตำแหน่งที่เจ้าเฒ่าจูเก๋อมอบให้ก็ดูเท่ไม่น้อย “เจ้ากรมเกษตรแห่งฮั่นจง” นะ เป็นตำแหน่งที่สามารถออกความเห็นในกิจการเกษตรทั้งหมดของฮั่นจงได้เลย แต่ความจริงแล้ว...มันไม่มีประโยชน์สักนิด!
ฮั่นจงในตอนนี้นอกจากไม่กี่ที่ที่พอจะมีผู้คนแล้ว ส่วนที่เหลือก็แทบไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ วิญญาณน่ะน่าจะมีมากกว่าเสียอีก เจ้าจะไปออกความเห็นกับใคร? จะไปปกครองใคร?
ตำแหน่งนี้จึงเป็นเหมือนตำแหน่งที่ชื่อดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ กลับว่างเปล่า ก็ไม่แปลกใจที่แม้แต่จ้าวควงผู้ซึ่งมักพูดโดยไม่กลั่นกรองก็ยังออกปากว่าไม่ยุติธรรมกับเฟิงหยง
ตามที่จ้าวควงพูดก็คือ ตอนนี้ก็เกือบจะพ้นฤดูหว่านข้าวสาลีฤดูหนาวอยู่แล้ว อีกทั้งฮั่นจงก็แทบไม่มีเกษตรกร และท่านอัครมหาเสนาบดีก็ไม่ได้กำหนดเวลาให้ไปถึงฮั่นจงไว้ชัดเจน ขอแค่ไปให้ถึงก่อนฤดูไถหว่านฤดูใบไม้ผลิก็พอ
เฟิงหยงไม่ใส่ใจนัก...ถ้าข้าไม่รีบไปล่ะก็ เจ้าเฒ่าจูเก๋อคงจะยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว
จะปล่อยให้ศัตรูยินดีเกินไปได้อย่างไร? ต้องหาเรื่องให้เขาเจ็บใจเป็นครั้งคราว นั่นแหละถึงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบ เฟิงหยงที่ตั้งใจจะเป็นศัตรูที่คู่ควรกับเจ้าเฒ่าจูเก๋อจึงตัดสินใจจะออกเดินทางไปฮั่นจงแต่เนิ่นๆ
"พี่ใหญ่ เหตุใดจึงเร่งรีบถึงเพียงนี้?"
คราวนี้ไม่ใช่แค่จ้าวควง แม้แต่หวังซวินก็ยังงุนงง
"ย่อมมีเรื่องสำคัญ ข้าลืมถามไปเพราะมัวยุ่งเกี่ยวกับการไถนา เมื่อครู่ลืมไป...เจ้าเมืองฮั่นจง เว่ยตูถิงโหว พวกเจ้าเคยมีช่องทางใกล้ชิดหรือไม่?"
พญามังกรยังไม่กล้าลงมือกับเสือเจ้าถิ่น หากคิดจะทำการใดให้ราบรื่น การมีสัมพันธ์ดีกับผู้ปกครองพื้นที่ย่อมสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้น เว่ยเหยียน(อุยเอี๋ยน)ไม่ใช่แค่เสือเจ้าถิ่นธรรมดา แต่เป็นเสือที่ตั้งรกรากอย่างมั่นคงในถิ่นแล้ว
ขณะที่พูด เฟิงหยงก็ถามจ้าวควงเป็นหลัก เพราะเส้นสายของหวังซวินนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง
จ้าวควงเกาศีรษะอย่างจนใจ "เจ้าเมืองเว่ยนั้นเป็นคนเดียวดาย ไม่มีฮูหยิน ไม่มีลูก แถมยังไม่ใช่คนจากแดนสู ไม่แม้แต่จะมีเครือญาติ ข้าน้อยจะไปมีช่องทางใดได้?" พูดพลางกวาดตามองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลง "อีกอย่าง ท่านเว่ยตูถิงโหวผู้นี้ หยิ่งในตนอย่างยิ่ง ปกติเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร และนิสัยก็ไม่เข้ากับยุคสมัย ดังนั้นแม้แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีก็เพียงแค่พยักหน้าให้กันเวลาเจอหน้าเท่านั้น"
เฮ้อ!
เฟิงหยงเหลือบตามองจ้าวควงอย่างไม่พอใจนัก ที่นี่ก็มีแค่พวกเราสามคน ไม่ใช่ไปนั่งอยู่ข้างนอก จะพูดสักคำต้องทำเสียงกระซิบเหมือนจะวางแผนลับอะไร ข้านึกว่าเจ้าจะพูดเรื่องซุบซิบอะไรซะอีก!
เจ้าก็พูดไปตรงๆ ว่าเว่ยเหยียนเป็นคนหยิ่ง ไม่ค่อยมีคนคบค้าก็พอแล้ว แต่ที่ว่าท่าทีไม่เข้ากับยุคสมัยนี่หมายความว่าอย่างไร? หรือว่าหมอนี่ก็มีปัญหาทางสมอง? ถึงได้ประพฤติตัวไม่เหมือนชาวบ้าน?
แต่พอคิดอีกที ก็ไม่น่าจะใช่นะ เรื่องราวช่วงก่อนหน้าเจ้าเฒ่าจูเก๋อสิ้นชีพที่อู่เต้ยหยวน ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญและเต็มไปด้วยความคลุมเครือ เฟิงหยงถึงกับเคยเปิดตำราสามก๊กอ่านช่วงนั้นซ้ำหลายรอบเลยทีเดียว แถมยังเคยไปถกเถียงกับคนอื่นบนโลกออนไลน์มาแล้ว
เว่ยเหยียนไม่ใช่มีลูกชายด้วยหรือ? ก็ในประวัติศาสตร์เขียนไว้ชัดว่าเว่ยเหยียนถูกหยางอี้(เอียวหงี)สังหารทั้งตระกูล แล้วทำไมในปากของจ้าวควง กลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว?
"แล้วเจ้าเมืองเว่ยมีสิ่งใดชื่นชอบเป็นพิเศษบ้างหรือ?"
"นำทัพออกรบกระมัง? ได้ยินว่าการฝึกทหารของเขานั้นไม่เลวเลย…"
ฟังเจ้าพูดแบบนี้ ข้ารู้สึกว่าเว่ยเหยียนนี่ดูคล้ายกับกวนอูไม่น้อยเลยแฮะ! ต่างก็เป็นคนหยิ่งในตน กวนอูหยิ่งใส่ผู้มีอำนาจแต่เมตตาต่อผู้น้อย เกรงว่าเว่ยเหยียนก็คงไม่ต่างกันกระมัง? เช่นนี้ข้าจะมอบ คัมภีร์สามสิบหกกลยุทธ์ ฉบับพิมพ์พิเศษให้เขาเล่มหนึ่งดีไหมนะ?
ขณะที่เฟิงหยงกำลังคิดในใจ เสียงอาเหมยก็ดังขึ้นจากนอกห้อง นางมาแจ้งว่ามีแขกแซ่หลี่มาเยือน
ตอนนี้เม่ยเม่ยของเขาได้รับตำแหน่งเป็นแม่บ้านใหญ่ของจวน ดูแลกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์ของสกุลเฟิงทุกอย่าง ทำให้ยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลา ดังนั้นพ่อบ้านบ้านจึงยกให้อาเหมยขึ้นมาเป็นสาวใช้ติดตัวของเฟิงหยงแทน
คนที่มาหาโดยไม่ส่งบัตรแนะนำตัวล่วงหน้าแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นคนที่คุ้นเคย และเคยมาจวนเฟิงหลายครั้งแล้ว คนแซ่หลี่ที่เข้าเงื่อนไขนี้ในตอนนี้ มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น...หลี่อี๋
คนผู้นี้ซึ่งเฟิงหยงแอบถือว่าเป็นศัตรูหัวใจ แท้จริงแล้วก็เป็นคนดีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่เพราะเกี่ยวพันกับกวนจี้ ทำให้เฟิงหยงไม่กล้าเข้าใกล้เขามากนัก...
………………..
*ในวรรณกรรมสามก๊กอุยเอี๋ยนไม่ได้ติด 1 ใน 5 ขุนพลพยัคฆ์ แต่ในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์อุยเอี๋ยนคือหนึ่งในสองแม่ทัพที่เล่าปี่ไว้ใจมากที่สุด บรรดาศักดิ์ของเขาคือโหวชั้นหนึ่งเทียบเท่าห้าขุนพลพยัคฆ์ทุกคน แต่ในด้านอำนาจและกำลังทหารแล้ว เขาคือลำดับหนึ่งอย่างแท้จริง
อย่างที่รู้กันว่าสูฮั่นมีอยู่สามแคว้น คือเสฉวน ฮั่น และเกงจิ๋ว
กวนอูถูกส่งไปปกครองเกงจิ๋วซึ่งเป็นหลังบ้านของเล่าปี่ แสดงให้เห็นถึงความไว้ใจสูงสุด เล่าปี่อยู่ในเสฉวนควบคุมส่วนกลางของ
เตียวหุยได้เป็นเจ้าเมืองปาเส เมืองท่าที่ร่ำรวยที่สุดของอาณาจักร แสดงให้เห็นถึงการปูนบำเหน็จเพื่อให้น้องชายคนเล็กคนนี้ได้เสพสุขในช่วงบั้นปลายชีวิต
ฮองตง ได้เป็นสมุหราชองครักษ์ควบคุมกองทัพหลวง คือขุนพลที่ติดตามใกล้ชิดเล่าปี่มากที่สุด
จูล่ง แม้ว่าจะติดตามเล่าปี่มาตั้งแต่แยกตัวจากกงซุนจ้าน แต่ในสงครามที่เล่าปี่เข้ายึดเสฉวน เขากลับทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก จึงถูกเล่าปี่ลงโทษลดตำแหน่งลงมาเป็นเพียงขุนพลผู้ช่วย และไม่ได้ถูกเล่าปี่ใช้ให้เป็นแม่ทัพใหญ่อีกเลย
ม้าเฉียว เป็นบุตรชายของม้าเท้งเจ้าเมืองเสเหลียง เสนาบดีกลาโหม ในวรรณกรรมสามก๊กกล่าวว่าม้าเท้งวางแผนฆ่าโจโฉจึงถูกประหารชีวิตทั้งครอบครัว ม้าเฉียวกับหันซุยที่เป็นสหายของม้าเท้งจึงก่อกบฏล้างแค้นให้กับบิด
แต่ในความเป็นจริงหันซุยคือศัตรูตัวฉกาจของม้าเท้ง ม้าเท้งเข้าเมืองหลวงมารับราชการ ตามกฎแล้วจะต้องพาครอบครัวและบุตรชายคนโตมาด้วย ส่วนรากฐานของเขาจึงให้ม้าเฉียวซึ่งเป็นบุตรคนรองคุมกองทัพอยู่ที่เสเหลียง แต่ม้าเฉียวกลับยกทัพก่อกบฏ ทั้งยังกราบหันซุยเป็นพ่อ การกบฏของเขาเป็นเหตุผลให้โจโฉมีข้ออ้างในการประหารม้าเท้งและครอบครัว
หลังจากที่ถูกโจโฉปราบปรามอย่างหนัก ม้าเฉียวได้นำกองทัพเข้าสวามิภักดิ์ต่อเล่าปี่ เล่าปี่ก็แต่งตั้งม้าเฉียวเป็นขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงสุดในสูฮั่น แต่แน่นอนว่าอำนาจในการควบคุมกองทัพของเขากลับมีน้อยมากที่สุด
ส่วนอุยเอี๋ยนได้เป็นเจ้าเมืองฮั่นจง ครอบครองทหารครึ่งหนึ่งของแคว้นสูฮั่น ป้องกันการรุกรานจากอาณาจักรเว่ยของโจโฉ แสดงให้เห็นถึงความภักดีและความสามารถที่ไม่เป็นรองผู้ใด การที่เขาไม่ได้ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ของสูฮั่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง
นักประวัติศาสตร์ยุคหลังคาดคำนวณว่า การที่ชื่อของอุยเอี๋ยนไม่ได้รับความเคารพมากเท่าที่ควรอาจเป็นเพราะข้อกล่าวหาที่ว่าเขาก่อกบฏหลังจากขงเบ้งตาย
เรื่องการก่อกบฏนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะว่าอุยเอี๋ยนถูกเอียวหงีฆ่าตายโดยที่ยังไม่ทันเริ่มก่อกบฏด้วยซ้ำ บางทีเอียวหงีอาจฆ่าเขาเพียงเพราะต้องการรวบอำนาจและกำลังทหารกลับคืนสู่ราชสำนักเท่านั้น