เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

91 - อย่าโลภมากนัก

91 - อย่าโลภมากนัก

91 - อย่าโลภมากนัก


91 - อย่าโลภมากนัก

การไม่มีเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุรุษคนหนึ่งหรืออาณาจักรหนึ่ง ล้วนเป็นความน่าเศร้าอย่างยิ่ง

สูฮั่นมีประชากรน้อย อ่อนแอเหนื่อยล้า สามีของนางก็ต้องฝืนแบกรับภาระของต้าฮั่นที่สั่นคลอนเต็มที ถึงกับยอมเสี่ยงให้ผู้คนกล่าวหานินทา ก็ยังไม่ยอมคืนกรมช่างซึ่งอยู่ภายใต้กรมการเงินให้กับราชสำนัก เรื่องเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการล่วงเกินเบื้องพระยุคลบาทแล้ว

(กรมช่างในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีหน้าที่ในการทำอุปกรณ์โลหะทุกชนิดที่ใช้ในราชสำนัก ไม่เว้นแม้กระทั่งเหรียญกษาปณ์ ดังนั้นการยึดครองกรมชั่งไว้จึงเทียบเท่ากับการยึดครองคลังสมบัติแห่งแผ่นดิน)

แต่สำหรับสามีของนางผู้จงรักภักดีต่ออดีตฮ่องเต้จนยอมสละชีวิตได้ หากเพื่อฟื้นฟูต้าฮั่นจริงๆ เขาย่อมไม่มีวันลังเลใดๆ กับสิ่งใดเลย สำหรับเรื่องนี้ นางเองก็ทำได้เพียงพยายามใช้วิธีอื่นกลบเกลื่อนรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายที่อาจเกิดขึ้น หาใช่จะไปห้ามปรามสามีไม่ให้กระทำเช่นนี้

ความคิดเหล่านี้ หวังเยว่อิงไม่กล้าเอ่ยกับผู้ใด

ขณะที่คิดในใจ มือก็พลิกภาพในมือพลางยิ้มกล่าวกับเซี่ยโหวซื่อ "พี่หญิง หากยังไม่รีบตัดสินใจ ต่อไปหากมีคนตัดหน้าไปแล้ว ก็อย่าได้เสียใจภายหลังล่ะ"

เซี่ยโหวซื่อมองดูภาพอย่างตั้งใจ เห็นว่าข้างภาพหญิงงามครึ่งตัวนั้น มีอักษรเพิ่มขึ้นว่า "ระหว่างทางขึ้นเหนือ อาจได้สิ่งงาม" ใจพลันนึกถึงสิ่งที่ฮองเฮาซานเหนียงของตนพูดถึงเรื่อง "เซียนหลี่"

นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ซีเหนียงยังเป็นเด็ก จิตใจยังไม่มั่นคง หากรีบจัดการเรื่องแต่งงานเร็วไป เกรงว่าอนาคตจะเกิดปัญหาไม่งาม ข้าดูท่านเฟิงผู้นั้นก็ยังไม่ได้คิดเรื่องแต่งงาน คงยังไม่จำเป็นต้องเร่งร้อนไป" พูดจบ นางก็ยิ้มเล็กน้อย "หากเขาฉลาดจริง ก็คงจะเข้าใจความนัยในคำพูดเมื่อครู่ของเจ้าแล้วล่ะ"

หวังเยว่อิงมองเซี่ยโหวซื่อด้วยแววตาลุ่มลึก พยักหน้าเบาๆ "เอาเถิด ในเมื่อพี่หญิงมีแผนอยู่ในใจแล้ว น้องก็ไม่พูดมากแล้ว"

แต่ในใจกลับคิดว่า ถึงพี่หญิงจะเป็นคนรู้กาลเทศะ แต่สมัยก่อนก็ถูกท่านจางจวิ้นโหวจับมาเป็นฮูหยิน และท่านจางจวิ้นโหวเองก็ไม่ใช่คนเข้าใจความในใจสตรีนัก พี่หญิงจึงมองเพียงว่าซีเหนียงยังเด็กนัก แต่กลับลืมไปว่าหนุ่มน้อยก็มีหัวใจเช่นกัน วัยรุ่นเลือดร้อน หากเจอหญิงที่ถูกใจ จะห้ามใจได้อย่างไร?

แม้แต่ตนเองกับสามีในอดีต หากไม่ได้ใช้กลอุบายเล็กๆ จะมีความรักกันเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร? ดูจากนิสัยของเจ้าหนุ่มผู้นั้น น่าจะเป็นที่ชอบพอของหญิงสาว ด้วยทั้งรูปงามและความสามารถ หากไม่รีบคว้าไว้ก่อน วันหน้าคงได้แต่เสียดายภายหลัง!

เดือนเก้าปีแรกแห่งรัชศกเจี้ยนซิง เฟิงหยง จ้าวควง และหวังซวิน พ้นจากตำแหน่งกรมช่าง เฟิงหยงได้เลื่อนเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมดูแลเกษตรแห่งฮั่นจง จ้าวควงเลื่อนเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา หวังซวินเลื่อนเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย เพื่อร่วมกันบุกเบิกการเกษตรที่ฮั่นจง

"พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ เรื่องสูตรทำเสบียงแห้งนี้ เราต้องถวายต่อราชสำนักจริงๆ หรือ?" จ้าวควงสีหน้าอาลัยสุดใจ จับมือเฟิงหยงไว้แน่น เอ่ยอ้อนวอน

"พี่ใหญ่ไม่ลองคิดดูอีกหน่อยหรือ? แค่แผ่นกระดาษเดียว ต้องเสียเงินทองมากขนาดไหน!"

"ไม่ถวาย แล้วเจ้าจะให้ราชสำนักมาซื้อเสบียงจากแค่พวกเราสี่ตระกูลหรือ? เจ้าคิดว่าศีรษะเจ้ามีเท่าใดกัน?" เฟิงหยงสะบัดมือ พลางเม้มปาก ถอนใจอย่างจนปัญญา

"แต่มันเป็นสิ่งที่พวกเราสามพี่น้องช่วยกันคิดขึ้นมานะ..."

เฟิงหยงถึงกับกลอกตาอย่างขบขัน ไอ้หมอนี่หน้าด้านจริงๆ

"เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย? ไม่ใช่ข้าคิดคนเดียวหรือ?"

"อย่างน้อยข้ากับจื่อสือก็ช่วยลงมือทำบ้าง อย่างไรเสียก็มีส่วนบ้างล่ะนะ?"

"ต่อให้ไม่มีเจ้าช่วย ข้าก็ทำออกมาได้อยู่ดี"

"ช่างเถอะ เอ้อหลาง พี่ใหญ่พูดถูก ของเช่นนี้ไม่ว่าอยู่ในมือใครก็ไม่น่าวางใจ ถวายต่อราชสำนักนั่นแหละคือทางออกที่ถูกต้อง"

หวังซวินที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเข้ามาเกลี้ยกล่อมเช่นกัน

จ้าวควงแม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางเลือกอื่น แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ยุติธรรมไม่ได้ จึงพึมพำว่า

"บุญคุณความดีใหญ่หลวงปานนี้ กลับได้แค่ตำแหน่งข้าราชการเล็กๆ ประจำกรมการเกษตรฮั่นจง เฮ้อ..."

เฟิงหยงทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดนั้น

พูดก็พูดเถอะ คนสองคนนี้ก็ถูกเขาลากมาเกี่ยวข้องด้วย หากไม่ใช่เพราะเจ้าเฒ่าจูเก๋อไม่ไว้ใจเขา ข้าต้องถวายสูตรพวกนี้ให้แผ่นดิน แถมยังต้องยอมเสียสิทธิ์เลือกเรื่องแต่งงาน ถึงจะแลกกับตำแหน่งเพื่อสะดวกไปฮั่นจงได้ เจ้าเฒ่าจูเก๋อนี่ขี้ตืดจริงๆ

แต่พอคิดอีกที อีกห้าหกปีข้าก็จะอายุยี่สิบสองยี่สิบสาม ขณะเดียวกันเจ้าหญิงน้อยอายุสิบหกพอดี…แค่กๆ แบบนี้ก็ไม่ขาดทุนเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะ! จางซิงดูแล้วก็เป็นหญิงงามในอนาคต แถมยังเป็นน้องฮองเฮา หากข้าแต่งนาง ข้าก็จะได้เป็นเขยร่วมกับอาเต๊า!

เอ๊ะ ถ้าคิดแบบนี้ ข้าว่านี่ข้าได้กำไรชัดๆ!

แต่ก่อนหน้านั้น ข้าคงต้องรบกวนคุณหนูห้าช่วยดูแลข้าสักสองสามปีก่อนแล้วกัน...เฮ้อ!

ลำบากแล้วนะ… เฟิงหยงมองดูมือของตนเองพลางพูดในใจเบาๆ “ข้าขอโทษเจ้าทั้งสองข้าง…”

“พอเถอะ อย่าพูดอะไรที่เปล่าประโยชน์นักเลย ถึงแม้ว่าราชสำนักจะต้องการผลิตเสบียงทหารขึ้นเอง แต่จะให้เขาเลี้ยงไก่เองด้วยหรือ? ไข่ไก่ก็ยังต้องซื้อจากชาวบ้านอยู่ดีใช่หรือไม่? ในแดนต้าฮั่นนี้ นอกจากพวกเราสี่ตระกูลแล้ว ยังมีใครที่มีทักษะกลยุทธ์เลี้ยงไก่บ้าง? แค่เรื่องนี้อย่างเดียวก็ทำให้พวกเรากินดีอยู่ดีได้แล้ว ถ้าเจ้ารู้สึกไม่สบายใจนักละก็ ทำไมไม่รีบกลับไปเรือน แล้วรีบไปเตือนแต่ละตระกูลให้เตรียมพร้อมเสียแต่เนิ่นๆ อย่าให้ถึงเวลาราชสำนักต้องใช้ไข่ไก่ แล้วกลับจัดหาให้ไม่ทัน”

“จริงด้วย!” จ้าวควงสะดุ้งโหยง “พี่ใหญ่พูดเตือนสติน้องได้ดีนัก ข้าต้องกลับไปบอกแต่ละตระกูล ให้เฝ้าระวังกลยุทธ์เลี้ยงไก่เอาไว้ให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องเหมือนคราวก่อนที่มีสายลับแอบแฝงจนไม่รู้ตัวอีก”

ไอ้เจ้าจ้าวเอ้อนี่ช่างโง่ได้อย่างน่าเอ็นดูจริงๆ!

ข้าหมายถึงอย่างนั้นหรือ? ข้าหมายถึงให้รีบหาทางขยายขนาดการเลี้ยงไก่ต่างหาก! แค่พวกเจ้าสี่ตระกูล ใช้แรงทั้งหมดเท่ากับใช้แรงคลานจากท้องแม่มาเลี้ยงไก่ จะเลี้ยงได้สักเท่าไรกัน? จะเลี้ยงพอสำหรับทำเสบียงทหารให้กับทหารกองทัพใหญ่นับแสนนายหรือ?

ตอนนี้ยังรวมเลี้ยงในที่เดียวไม่ได้ ต้องเลี้ยงแบบกึ่งปล่อย ถ้าขืนรวมเลี้ยงแน่นอนว่าโรคระบาดในฝูงไก่จะมาเยือน แค่คน แรงงาน พื้นที่ที่ต้องใช้ก็เท่าไรแล้ว?

ทำไมไม่รีบทำแบบเฟิงจวงเสียแต่แรก ทำสัญญากับชาวบ้านในเรือน แค่ขายอาหารไก่ แล้วรับซื้อผลผลิตกลับ เท่านี้ก็ทั้งแบ่งเบาความเสี่ยง แถมยังได้ชื่อเสียงอีกด้วย

ไม่เหมือนอย่างพวกเจ้าตอนนี้ ปิดบังเทคนิคกันเสียจนการขยายฝูงไก่ยังทำได้อย่างล่าช้า แบบนี้มันน่าอึดอัดจริงๆ

แต่ถึงอย่างไร เรื่องนี้เฟิงหยงก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลใจนัก อย่างไรเสียยังมีสี่ตระกูลใหญ่อยู่เบื้องหน้า ต่อให้ไข่ไก่ไม่พอใช้ เจ้าเฒ่าจูเก๋อก็ไม่มีทางโยนความผิดมาที่เขาโดยตรง ต่อให้จะโยนมา เขาก็แค่ไม่ได้เงินจากการผูกขาดเท่านั้น...หลายพันปีให้หลัง ยังไม่เคยได้ยินว่าไข่ไก่มันล้นตลาดเลยนี่! จะขายให้ใครมันก็เงินเหมือนกัน จะกลัวอะไร?

ส่วนหวังซวินนั้น แม้ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงไก่ แต่บิดาของเขาคือหวังผิง กลับมีข้อได้เปรียบที่ไม่มีใครเทียบได้ นั่นก็คือมีความสนิทกับพวกเผ่าเชียงที่อาศัยอยู่ตามหุบเขาทุรกันดาร

และเผ่าเชียงเหล่านั้นก็มีข้อได้เปรียบที่ชาวฮั่นไม่มีเลย นั่นก็คือความชำนาญในการเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะ...ซึ่งจะเลี้ยงวัวแพะได้ ก็ต้องมีนมวัวนมแพะ จึงจะได้เนยแข็ง ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเสบียงทหาร

ในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่เข้มแข็งและยิ่งใหญ่ที่สุด แม้จะตีอาณาจักรพังพินาศไปไม่รู้กี่แห่ง ชนเผ่าถูกปราบจนล่มสลายไม่รู้เท่าไร แม้กระทั่งจักรวรรดิใหญ่อย่างซงหนู(ชาวเติร์ก)ก็ยังถูกทำให้แตกแยกในที่สุด และยังต้องกลายมาเป็นหมาสำหรับเฝ้าประตูให้ราชสำนักฮั่น ฮ่องเต้ฮั่นสั่งให้พวกเขาไปกัดพวกเผ่าตัวเอง พวกเขาก็ยังต้องทำตามอย่างว่าง่าย

แต่มีเพียงเผ่าเชียง(เชียงคือต้นกำเนิดของชาวพม่าและทิเบต)เท่านั้น ที่เป็นข้อยกเว้น

แม้แต่ในยุครุ่งเรืองที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ก็ยังไม่อาจทำให้พวกเชียงยอมศิโรราบได้ แม้จะชนะสงครามได้หลายครั้ง แต่ราชสำนักก็ยังต้องปวดหัวอยู่ดี ความจริงแล้วในช่วงราชวงศ์ฮั่นตะวันออก เผ่าเชียงยังติดอันดับสามในบัญชีรายชื่อศัตรูของราชสำนักฮั่น พลังส่วนหนึ่งของชาติในยุคนั้นก็ถูกผลาญไปกับการศึกกับเผ่าเชียง

อาจเป็นเพราะสายเลือดและพันธุกรรมอันแข็งแกร่ง ท้ายที่สุดแล้วเผ่าฮั่นกับเผ่าเชียงก็ล้วนมีเชื้อสายจากเหลียนซานและหวงตี้ การศึกระหว่างสองเผ่าจึงเหมือนสงครามแย่งมรดกของพี่น้องบ้านเดียวกัน ความรักและความแค้นสลับกันไปมา ไม่เพียงแต่เริ่มตั้งแต่ยุคตำนานโบราณ แต่ยังคงดำเนินต่อไปไม่มีสิ้นสุด

…………………..

จบบทที่ 91 - อย่าโลภมากนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว