- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 76 - สำคัญที่ได้ติดตามคนที่ใช่
76 - สำคัญที่ได้ติดตามคนที่ใช่
76 - สำคัญที่ได้ติดตามคนที่ใช่
76 - สำคัญที่ได้ติดตามคนที่ใช่
"เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ?" หวังผิงกลับจากราชการ พอเห็นบุตรชายตัวเองกำลังนั่งยิ้มเหม่อลอยอยู่คนเดียว ก็รู้สึกตกใจ รีบเดินเข้าไปเขย่าตัวเขาทันที
"อ้อ เป็นท่านพ่อกลับมาแล้วหรือขอรับ" หวังซวินที่ถูกเขย่าจึงได้สติ พอเห็นใบหน้ากังวลของหวังผิงก็กล่าวว่า "ท่านพ่อทำอะไรหรือขอรับ?"
"ข้ากลับจากราชการมา เห็นเจ้าทำท่าเหมือนโดนฝันร้าย มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?"
หวังซวินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลูบศีรษะตนเองแล้วยิ้มอย่างเขินอาย "ท่านพ่อ วันนี้ข้าออกไปนอกเมืองเพื่อสาธิตคันไถแปดวัวให้ฝ่าบาททอดพระเนตร ฝ่าบาททรงโปรดมากถึงกับพระราชทานตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’ มาให้ข้าด้วย ข้าดีใจมากเลยนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว"
"ที่ปรึกษา?" หวังผิงได้ยินก็เบิกบานใจ "เจ้าบุตรชายของพ่อได้เป็นที่ปรึกษาแล้วหรือ? ช่างเป็นเรื่องมงคลจริงๆ"
ตำแหน่งกุนซือหรือที่ปรึกษานั้น กล่าวได้ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก หากพูดในแง่ใหญ่ก็คือเป็นขุนนางใกล้ชิดฮ่องเต้ หากเจอฮ่องเต้ที่มีอำนาจเด็ดขาด และมีโอกาสใกล้ชิดฮ่องเต้อยู่บ่อยๆ ตำแหน่งนี้ก็แม้จะต่ำแต่ก็ทรงอำนาจ แต่ในยุคนี้ ราชโองการทุกอย่างมาจากจวนมหาอัครมหาเสนาบดี ตำแหน่งว่างๆ แบบนี้จึงถือว่าเป็นรางวัลเสียมากกว่า
แต่ว่าอย่าลืมว่า หวังผิงตัวเขานั้นเป็นแม่ทัพที่ยอมจำนนมาจากนอกเผ่า แม้มีตำแหน่ง ‘แม่ทัพหยาม่า’ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีอำนาจน้อยกว่าผู้ช่วยขุนพล(นายพัน)ด้วยซ้ำ ไม่นานก่อนหน้านี้ บุตรชายของตนเพิ่งได้รับการแนะนำให้เป็นผู้ช่วยดูแลกรมผลิตโลหะ และตอนนี้ก็ได้เป็นที่ปรึกษาอีกตำแหน่ง เท่ากับว่าเขาได้รับการประทับตราของราชสำนักอย่างแท้จริง ต่อไปนี้ก็นับเป็นชาวฮั่นที่แท้จริง สามารถเดินเชิดหน้าในเมืองหลวงได้แล้ว
มองดูบุตรชายตนเองที่ยิ้มอย่างเขินอาย หวังผิงอดไม่ได้ที่จะถอนใจ "ยุคนี้ ไม่ว่าทำสิ่งใด ก็ต้องตามให้ถูกคนจริงๆ นั่นแหละ" ลองคิดดูตัวเขาเอง เคยตามโจรเฒ่าเฉาเชามาก่อนแล้วถึงยอมสวามิภักดิ์มา ทำให้ฐานะต่ำกว่าคนอื่น อีกทั้งยังไม่ใช่ชาวฮั่นอีก จึงยิ่งต่ำลงไปอีกขั้น
แต่ลองดูบุตรชายของตนสิ ไปตามเจ้าจ้าวเอ้อหลาง(บุตรคนรองตระกูลจ้าว) และยังโชคดีได้รู้จักท่านเฟิง วันก่อนท่านเฟิงได้เป็นผู้นำกรมผลิตโลหะในพระราชวัง ยังไม่ลืมที่จะแนะนำบุตรชายของเขาให้เข้ารับตำแหน่งผู้ช่วย มาบัดนี้เพราะเรื่องคันไถแปดวัวจึงได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาอีก ชะตาชีวิตแบบนี้แม้แต่คนเป็นพ่ออย่างเขายังรู้สึกอิจฉา
ความจริงแล้ว หลิวเป่ยที่รวมกลุ่มจากสามัญชนมาตั้งราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่เคยคิดว่าจะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่เทียบกับแคว้นเว่ยที่มีรากฐานมั่นคง(ครอบครองภาคเหนือทั้งหมด) แม้แต่ตระกูลซุนแห่งเจียงตง(ดินแดนใต้แม่น้ำแยงซีเจียง)ที่ปกครองมาสามชั่วคนก็ยังดีกว่าเยอะ
หลังหลิวเป่ยสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้แล้ว หลายกรมกองของราชสำนักก็มีแต่ชื่อแต่ไม่มีคนทำงาน หนึ่งในนั้นก็คือ กรมจัดหาในพระราชวังซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของราชสำนัก
(ประเทศจีนมี 18 หัวเมืองชั้นเอก อาณาจักรสูฮั่นเดิมทีครอบครองสามหัวเมืองชั้นเอก คือ ฮันต๋ง เสฉวน เกงจิ๋ว แม้จะมีขนาดเล็กสุดแต่ก็ยังสามารถต่อสู้กับสองอาณาจักรได้ แต่ตอนนี้เสียเกงจิ๋วไปแล้ว สถานการณ์จึงนับได้ว่าคับขันอย่างถึงที่สุด สุดท้ายแม้แต่ขงเบ้งผู้เรืองปัญญาแห่งยุคสมัยก็ยังทำงานจนเหน็ดเหนื่อยตาย)
จนถึงตอนนี้ ภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ ในวังยังต้องพึ่งกรมช่างโยธานอกวัง ส่วนกรมจัดหานั้น มีเพียงขันทีและพวกที่ไม่มีบทบาทมาแขวนชื่อไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ
นี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เฟิงหยง เมื่อได้เป็นผู้นำกรมผลิตโลหะในพระราชวังแล้ว จึงสามารถใช้ตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่ายดายถึงขนาดพาหวังซวินเข้ามาเป็นผู้ช่วย และยังเพิ่มตำแหน่งรองผู้ตรวจการให้จ้าวกวงได้อีก
เพราะกรมผลิตโลหะนั้น นอกจากช่างฝีมือชนชั้นต่ำสิบกว่าคนที่ได้รับการจัดสรรมาเพื่อผลิตคันไถแปดวัว ก็ไม่มีคนอื่นอีก อยากทำอะไรทำได้ตามใจ ไม่มีใครแย่งชิงตำแหน่ง
หลังจากฮ่องเต้ทรงจัดแสดงการไถนาครั้งแรกเสร็จแล้ว เวลาก็เข้าสู่ช่วงฤดูหว่านข้าวสาลีที่ยุ่งเหยิง
การเป็นเจ้าที่ดินนั้นก็ไม่ง่ายเลย!
เฟิงหยงยืนอยู่ตรงหัวนา กล่าวด้วยความรู้สึก
ฤดูไถนาฤดูใบไม้ผลิต้องลงนาควบวัวเองเพื่อเปิดการไถ ฤดูเก็บเกี่ยวฤดูร้อนต้องไปยืนที่ชายทุ่งเพื่อขอพรจากเทพ ฤดูไถนาฤดูร้อนต้องยืนดูคนลงมือหว่าน ฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงต้องขอพรจากเทพอีกครั้ง และฤดูไถนาฤดูใบไม้ร่วงก็ยังต้องยืนดูการหว่านอีกเหมือนเดิม...
ไหนบอกว่าพวกเจ้าที่ดินคือพวกดูดเลือดกดขี่ชาวนาอย่างไรล่ะ? ไหนบอกว่ามีแต่กินของหรูอยู่สบายไม่ต้องทำงาน?
ในแคว้นเสฉวนฝนตกบ่อย ปีนี้ฤดูร้อนมีช่วงหนึ่งที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน บ้านของชาวนาโดนพังไปสองหลัง สุดท้ายต้องให้พ่อบ้านออกหน้าไปช่วยสร้างบ้านให้ใหม่ งานศพงานแต่งในหมู่บ้านเจ้าที่ดินก็ต้องเอาข้าวสารไปช่วยบ้าง หากเจอชาวนาป่วยหนัก เจ้าของที่ก็ต้องช่วยออกค่ารักษา
ส่วนหนี้ข้าวสารก็ค่อยทยอยคืนหลังเก็บเกี่ยว...นี่มันประกันสังคมดีๆ เลยนี่! ถ้าเจ้าของที่มีชื่อเสียงแย่ ใครจะกล้ามาอยู่เป็นชาวนาบ้านเจ้า?
แน่นอนว่าในสมัยฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นสังคมกึ่งทาส บางคนก็สามารถถูกขูดรีดได้สุดๆ เช่นพวกที่ขายตัวมาเป็นทาสของเจ้าของที่ สำหรับองค์ฮ่องเต้ผู้ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นและคืนสู่เมืองหลวงเดิม การเรียนแบบบรรพบุรุษนั้นถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในเชิงการเมืองอย่างไม่อาจโต้แย้งได้
ดังนั้นในฤดูหว่านข้าวสาลีนี้ ราชสำนักจึงออกกฎเรื่อง "การปลดปล่อยทาส" โดยเนื้อหาระบุว่า พวกที่กลายเป็นคนเร่ร่อนเพราะสงครามหรือภัยธรรมชาติ แล้วจำเป็นต้องขายตัวเป็นทาสนั้น ทางราชสำนักควรจะช่วยเหลือ ไม่ใช่ยอมรับสถานะทาสของพวกเขาอย่างถาวร
ดังนั้นจึงมีมติว่า ถ้าหากเป็นทาสเพราะเหตุผลดังกล่าว หรือถูกรับมาเป็นทาสโดยไม่ได้ผ่านการจดทะเบียนกับทางการ ก็สามารถขึ้นทะเบียนเป็นพลเมืองปกติได้อีกครั้ง หากมีผู้ใดขัดขวาง สามารถแจ้งต่อทางการได้
สำหรับกฎระเบียบข้อนี้ บรรดาตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นเพียงแค่หัวเราะอย่างดูแคลน พวกคนธรรมดาต่ำต้อยเหล่านั้น หากไม่พึ่งพาพวกเขาแล้วจะไปที่ไหนได้? ได้สถานะเป็นพลเรือนแล้วจะกินอิ่มหรือ? เจ้าจะเลือกสถานะพลเรือนแล้วออกไปอดตาย หรือจะยอมทำตัวเป็นวัวเป็นม้าเพื่อหวังจะได้ข้าวกินสักคำ นี่มันเป็นปัญหาที่ไม่ต้องคิดให้มากความเลยด้วยซ้ำ!
แต่เฟิงหยง ผู้รู้ดีถึงท่าทีของเจ้าเฒ่าจูเก๋อที่มีต่อบรรดาตระกูลใหญ่ กลับได้กลิ่นแปลกประหลาดของแผนการร้ายบางอย่างขึ้นมา ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะตัวเขาเองยังแทบจะไม่จัดอยู่ในกลุ่มปัญญาชนเลยด้วยซ้ำ แล้วจะไปมีทาสที่ไหน?
พวกชาวนาบนที่ดินของเขาล้วนเป็นเพียงผู้เช่าที่ดิน ไม่มีสัญญาขายตัวใดๆ ส่วนพวกชาวเผ่าที่อยู่ไม่กี่บ้านนั้น ก็นับเป็นครึ่งหนึ่งของสถานะทาสจริงอยู่ แต่ทางการจะมายุ่งด้วยหรือ?
ถ้าพวกเขากล้าถึงขั้นไปขึ้นทะเบียนกับทางการ เกรงว่าเจ้าหน้าที่อาจจะตีกระบาลพวกเขาจนตายคาที่เลยก็ได้...ชาวเผ่าพวกนี้คิดว่าตนเองอยู่ที่หนานจงหรืออย่างไร ถึงกล้ามาก่อเรื่องถึงที่ว่าการ?
"ข้าไม่ได้บอกแล้วหรือว่าให้พวกเจ้าพักสักสองสามวัน ทำไมยังมาอีกเล่า?" เฟิงหยงยืนอยู่ริมคันนาอยู่ครู่หนึ่ง พอทำท่าว่าจะเสร็จพิธีแล้วก็เตรียมตัวหนีไปแอบตกปลาที่จุดลับของตน ทั้งที่บอกจ้าวกวงกับหวังซวินไปแล้วว่าไม่ต้องมาหาในสองสามวันนี้ ทว่าไม่คิดว่าทั้งสองคนกลับยังคงทำตามปกติ มายืนรอเขาแต่เช้า
จ้าวกวงหัวเราะแหะๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ใส่ใจ "ในบ้านของข้าก็ไม่ได้หวังพึ่งข้าอยู่แล้ว ทุกอย่างฝากไว้กับพี่ใหญ่ ขืนอยู่ในจวนต่อ ก็ต้องฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่ออีก คิดไปคิดมา สู้มาหาพี่ชายดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ"
พวกไม่กตัญญูแบบนี้สมควรโดนตบให้ตายเสียเลยจริงๆ!
ส่วนหวังซวินกลับมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ายังไม่หายตื่นเต้นจากการได้เลื่อนขั้นเมื่อสองสามวันก่อน จึงพูดเสริมขึ้นว่า "บ้านน้องเองก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องทำ อีกอย่างท่านพ่อก็เคยกล่าวว่า ขอแค่ตามพี่ให้ตลอดก็พอ เรื่องในบ้านไม่ต้องใส่ใจ"
เข้าใจ เข้าใจ บ้านเจ้ามีกันแค่เจ้ากับพ่อเจ้า สองชายฉกรรจ์ มีอะไรให้ต้องใส่ใจนัก?
"จริงสิ พี่ใหญ่ หลี่เหวินเสวียนฝากคนมาที่จวนบอกว่าพวกทหารเก่าฝั่งโน้นที่เตรียมจะส่งตัวมานั้น ออกเดินทางมาได้หลายวันแล้ว คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงถึง ให้พี่ใหญ่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า"
"ก่อนหน้านี้ก็เคยฝากคนมาบอกข้าครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนั้นข้าก็สั่งให้คนไปขุดหลุมพักชั่วคราวไว้หลายแห่งบนเนินแล้ว ถึงเวลาก็ให้พวกเขาอยู่ที่นั่นไปก่อนสักระยะ พอช่วงนี้ว่างลงหน่อยค่อยสร้างบ้านให้บนที่ดินของเรา" เฟิงหยงพยักหน้า แสดงว่าเขารับทราบแล้ว
………………..