- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 34 - คำสารภาพของจ้าวควง
34 - คำสารภาพของจ้าวควง
34 - คำสารภาพของจ้าวควง
34 - คำสารภาพของจ้าวควง
ในแคว้นสูฮั่น ความประสงค์ของเจ้าเฒ่าจูเก๋อย่อมไม่อาจฝ่าฝืนได้ เฟิงหยงย่อมเข้าใจข้อนี้ดี แม้บางคนอาจยังไม่ตระหนัก แต่เจ้าเฒ่าจูเก๋อย่อมทำให้พวกเขาเข้าใจได้ในไม่ช้า ว่าผลลัพธ์ของการฝ่าฝืนจะเป็นเช่นไร
ตัวอย่างเช่น หลี่เอี๋ยน(ลิเงียม) เขานึกว่าตนเองเก่งกาจยิ่งนัก หลายปีต่อมาก็คิดจะมางัดข้อกับเจ้าเฒ่าจูเก๋อ “เจ้าเฒ่าจูเก๋อ เจ้าคือขุนนางเอก ข้าคือขุนนางรอง เวลาเข้าเฝ้าก็แค่ยืนถัดกันไปก้าวเดียว ข้าจะว่าร้ายเจ้าสักหน่อยไม่ได้หรือ?” จากนั้นเจ้าเฒ่าจูเก๋อก็ตบฉาดเข้าให้ พร้อมเอ่ยว่า “เจ้ามันเลว! ไปเลี้ยงแกะให้ข้าเดี๋ยวนี้!” แล้วหลี่เอี๋ยนก็ได้แต่คอตกกลับไปเลี้ยงแกะ
ในเมื่อแม้แต่หลี่เอี๋ยน ผู้ที่หลิวเป่ยเลือกไว้ให้ดูแลพระโอรสยังไม่อาจทานตบของเจ้าเฒ่าจูเก๋อได้ เฟิงหยงก็ยิ่งไม่มีความคิดงี่เง่าจะไปท้าทายเจ้าเฒ่าจูเก๋อแต่อย่างใด
ดังนั้นเมื่อต้องเห็นสาวน้ำแข็งถูกส่งตัวไป เขาจึงทำได้เพียงทอดถอนใจ ที่ความรู้สึกอันเลือนรางยังไม่ทันได้ผลิบานก็ถูกเด็ดตายเสียแล้ว ... หากความรู้สึกที่ยังไม่เคยกล่าวคำใดกับนางเลยจะนับว่าเป็นความรักได้ละก็…
“อ้าว? เจ้าทำไมยังไม่กลับไปอีกล่ะ?” เฟิงหยงเห็นจ้าวควงที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะไปก็รู้สึกแปลกใจ “หากไม่รีบกลับไปก่อนที่ประตูเมืองจะปิด เกรงว่าเจ้าคงต้องไปนอนนอกเมืองเสียคืนหนึ่งนะ”
ไม่คิดว่าจ้าวควงจะหัวเราะพลางกล่าวว่า “เกรงว่าเย็นนี้คงต้องรบกวนพี่ใหญ่ทั้งคืนแล้ว ข้ารีบกลับไปตอนนี้ก็ไม่ทันประตูเมืองปิดอยู่ดี อยู่ที่จวนนี้เสียเลยยังจะดีกว่า”
โอ้โห! เฟิงหยงถึงกับหัวเราะขึ้นมาอย่างขุ่นเคือง มองดวงตะวันที่ยังไม่ตกเขา แล้วชี้ไปที่จ้าวควงพลางกล่าวว่า “ไม่พูดเรื่องตำแหน่งนะ หากเจ้าคิดจะเป็นขุนนางในวันหน้า เกรงว่าเจ้าจะได้เป็นใหญ่กว่าพี่ใหญ่เจ้าเสียอีก”
“พี่ใหญ่ชมเกินไปแล้ว”
“เจ้าคงเข้าใจผิด ข้าไม่ได้ชมเจ้า ข้าหมายถึงว่าเจ้ามีความสามารถในการพูดจาตอแหลได้หน้าตาเฉย หน้าด้านยิ่งกว่าพี่ใหญ่เจ้าด้วยซ้ำ”
กล่าวจบ เฟิงหยงก็ไม่สนใจสีหน้าหัวเราะแข็งทื่อของจ้าวควงอีกต่อไป หันหลังเดินจากไป
มากินฟรีตอนกลางวันยังพอว่า แต่นี่กินเสร็จตอนกลางวันแล้วยังจะอาศัยนอนต่อตอนกลางคืน แถมหลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ ยังต้องจัดหาห้องนอนให้เขาอีกด้วย
ข้า...ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนกำลังเลี้ยงลูกชายแทนจ้าวอวิ๋นอยู่หรือไม่? ต้องไปเรียกค่าเลี้ยงดูดีหรือไม่เนี่ย? เฟิงหยงคิดพลางเดินไปด้วย
ด้วยความคุ้นเคยและมิตรภาพระหว่างเฟิงหยงกับจ้าวควงในตอนนี้ การให้นอนค้างคืนไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ...เจ้าไปวิ่งวนอยู่ทั้งลานหน้า ลานหลัง ลานใน ลานนอกของเรือนจนทั่ว สุดท้ายมาบอกข้าว่าจะนอนเตียงเดียวกับข้า ขาพาดกันนอนเนี่ย มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
“ไสหัวไป!” เฟิงหยงตะโกนด้วยความโมโห พร้อมกับเตะใส่จ้าวควงที่โผล่พรวดเข้ามาในห้องนอนโดยไม่เคาะประตู “เจ้าอยากนอนไหนก็ไปนอนนั่น ข้าไม่ชินกับการนอนกับคนอื่น!”
จ้าวควงเอียงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว แต่ดวงตากลับจ้องไปยังช่วงล่างของเฟิงหยง
“อ้าว พี่ใหญ่ กางเกงชั้นในท่านนี่ช่างแปลกตาดีนัก ขอข้าดูใกล้ๆ หน่อยได้หรือไม่?”
ข้า...! เฟิงหยงแทบสำลักเลือดออกมา
ก็แหงล่ะ! อากาศร้อนขนาดนี้ ตอนกลางคืนข้าก็ต้องการให้มันเย็นสบายหน่อยสิ! ไม่กี่วันก่อน ข้าเลยวาดแบบกางเกงตัวโคร่งๆ ขึ้น แล้วเอาให้เจ้าเด็กเม่ยเม่ยดู ที่จริงกะว่าจะให้ไปบอกสาวใช้ในเรือนให้ช่วยทำให้สองสามตัว ปรากฏว่าแม้นางจะอ่านหนังสือไม่เก่ง แต่เรื่องฝีมือเย็บปักกลับไม่ธรรมดา ทำเสร็จเองได้ทั้งชุดตั้งแต่นางยังอายุน้อยเท่านี้
เรื่องนี้ทำให้เฟิงหยงตกใจไม่น้อย เล่าให้พ่อบ้านฟัง ไม่คิดว่าพ่อบ้านจะมีสีหน้าเฉยเมยพร้อมกับกล่าวว่า “นางเป็นสาวใช้ใกล้ชิดของท่าน การดูแลเสื้อผ้าอาหารหลับนอนของท่าน ย่อมเป็นหน้าที่ของนางอยู่แล้ว”
ความหมายคือ...ท่านอย่าทำเหมือนคนบ้านนอกหน่อยเลย นี่คือเรื่องปกตินะ อย่าประหลาดใจ
“กางเกงตัวโคร่ง ใส่นอนหน้าร้อนแบบนี้เย็นดี เจ้าจะเข้าใจอะไร”
“ข้าก็อยากเย็นเหมือนกันนะ”
เช่นนั้นเจ้าก็ไปนอนไม่ใส่อะไรเลยสิ!
จนใจ ต้องหาตัวที่ยังไม่เคยใส่มาตัวหนึ่งแล้วโยนไปให้เขา
จ้าวควงรับกางเกงตัวโคร่งแล้วมองดูอย่างสนใจ เอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ของเจ้าช่างแปลกใหม่ยิ่งนัก”
“เอาล่ะ ของก็ให้แล้ว รีบไปหาห้องนอนเองเสียที จำไว้นะ ห้องทางขวาข้างๆ ห้ามเข้า นั่นคือห้องของเม่ยเม่ย”
จ้าวควงทำหน้าผิดหวัง “พี่ใหญ่เหตุใดถึงใจแข็งปานนี้เล่า?”
“มีอะไรก็ว่ามา ข้าจะนอนแล้ว ข้าไม่ใช่คนตาบอดหูหนวกเสียหน่อย มีเรื่องอะไรที่ต้องรอมืดค่ำแล้วค่อยมาพูดกับข้า?” เฟิงหยงหรี่ตามองเขา
วันนี้จ้าวควงดูแปลกไปสักหน่อย เฟิงหยงก็ใช่ว่าจะโง่ เฟิงหยงอาจจะไม่ทันคิดตอนแรก แต่เมื่อเห็นเจ้าหมอนี่วิ่งวนทั่วทั้งจวนเฟิง ทั้งลานหน้า ลานหลัง แล้วสุดท้ายค่อยโผล่มาที่ห้องของเขา เฟิงหยงก็เข้าใจทันทีว่า...เจ้าหมอนี่มีเรื่องจะพูดกับเขานั่นเอง!
จ้าวควงเกาศีรษะด้วยท่าทางเก้อเขิน “ข้าท่าทางออกนอกหน้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ออกนอกหน้ามาก” เฟิงหยงพยักหน้า “เรื่องยาวก็นั่งลงแล้วค่อยๆ เล่า เรื่องสั้นก็รีบพูดมา ข้าอยากพักผ่อนแล้ว”
จ้าวควงทำท่าอึกอัก ก่อนจะหาที่นั่งใกล้ตัวลงนั่ง พลางบิดตัวเล็กน้อย “เก้าอี้ในจวนพี่ใหญ่นั่งสบายจริงๆ ข้าขอให้ทำให้ข้าสักชุดได้หรือไม่? ท่านพ่อข้าขาไม่ค่อยดี นั่งคุกเข่านานๆ ก็ลำบากเหลือเกิน”
ในยุคสามก๊กยังไม่มีเก้าอี้แบบนี้ เก้าอี้นี้เฟิงหยงเป็นคนสั่งให้ติงเอ้อกับครอบครัวของเขาในจวนเป็นคนทำ ฝีมือถือว่าดีทีเดียว
(ในยุคสามก๊กไม่มีเก้าอี้นั่ง จะนั่งกันทับน่องตัวเองในท่าคุกเข่าถือเป็นการทรมานตัวเองไปในตัว “อารมณ์ประมาณใครทรมานตัวเองได้มากกว่าถือว่าเข้มแข็งกว่า” ส่วนเวลางานเลี้ยงก็จะมีโต๊ะคล้ายๆ โต๊ะญี่ปุ่นแยกของใครของมัน ทุกคนก็จะกินข้าวที่โต๊ะของตัวเองในห้องโถงขนาดใหญ่ อาจมีการเดินคารวะสุรากันบ้าง)
“ท่านแม่ทัพจ้าวอายุมากแล้ว การคุกเข่านานๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องมาบอกข้าตอนดึกป่านนี้กระมัง?”
จ้าวควงเบือนสายตาไปทางอื่น ไม่กล้าสบตากับเฟิงหยง เอ่ยเสียงอ้อมแอ้มว่า “พี่ใหญ่ หากข้าบอกว่า ตอนแรกที่ข้าเข้ามาสนิทสนมกับท่านนั้น มีจุดประสงค์แอบแฝง ท่านจะเชื่อหรือไม่?”
พูดอะไรของเจ้าเนี่ย? สนิทสนมไม่สนิทสนม ฟังดูน่าขยะแขยงชะมัด!
“เชื่อสิ ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ?” เฟิงหยงพยักหน้า “เจ้าทำแบบนั้น คงเพราะมีคนชี้ทางใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” จ้าวควงหันมามองเฟิงหยงแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าด้วยสีหน้าขื่นขม “แล้วพี่ใหญ่เดาออกหรือไม่ว่าเป็นใคร?”
“เหอะ!” เฟิงหยงหัวเราะในลำคอ “ไม่ต้องเจ้าบอก ข้าก็เดาออก เป็นเจ้าเฒ่าจูเก๋อ...แค่กๆ หมายถึง ท่านอัครมหาเสนาบดี ใช่หรือไม่?”
“อ้าว? ท่านเดาได้อย่างไรว่าเป็นท่านอัครมหาเสนาบดี?” พูดได้ครึ่งประโยค จ้าวควงก็ฝืนยิ้ม “เรื่องนี้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดีล่ะ?”
“เมื่อก่อนนะ เจ้าก็มาเรือนข้าบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ถึงกับมาทุกวัน แต่ตั้งแต่ข้าเข้าพบท่านอัครมหาเสนาบดี เจ้านี่แหละวิ่งเข้าออกจวนข้าทุกวัน ใครในจวนที่ถามได้ เจ้าก็ถามไปหมดแล้วกระมัง? แล้วได้อะไรติดมือไปบ้างล่ะ?”
จ้าวควงรู้สึกละอายใจสุดขีด ถึงกับลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือคำนับขอโทษ เพราะไม่คาดคิดว่าเจ้าของเรือนจะจับตาดูเขาไว้ทุกฝีก้าว
“หากท่านอัครมหาเสนาบดีอยากรู้อะไร ก็ให้ถามข้ามาโดยตรงก็ได้ ข้ายินดีตอบตามที่รู้ โดยไม่ปิดบัง”
จวนเฟิงมีความลับหรือไม่? สำหรับคนนอกแล้ว แน่นอนว่ามี เช่น วิชาเลี้ยงไก่มงคล ที่พ่อบ้านของเฟิงหยงถือว่าสำคัญยิ่งกว่าชีวิต สี่ตระกูลใหญ่ของกวน จาง จ้าว หม่า ต่างก็พร้อมยอมทนกับการที่เฟิงหยงเคยตบหน้าพ่อบ้านของตนเพียงเพื่อวิชานี้
อีกเรื่องคือการให้เด็กๆ ในจวนเรียนหนังสือ แถมยังปลูกฝังระเบียบวินัยแบบทหารแก่พวกเขาด้วย เรื่องนี้ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า สำนักที่อยู่เบื้องหลังเฟิงหยงนั้นกลับมาอีกครั้งเพื่อเสริมกำลัง หรือเพื่อเตรียมตัวสำหรับบางสิ่งในอนาคตกันแน่?
ทว่าทั้งหมดนี้ สำหรับเฟิงหยงแล้ว กลับไม่ใช่ความลับ เพราะความลับที่ใหญ่ที่สุดก็คือ...ตัวเขาเอง
จ้าวควงรู้สึกละอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี “ที่จริงข้าก็ไม่รู้หรอกว่าท่านอัครมหาเสนาบดีอยากรู้อะไร เพียงแต่สั่งให้ข้ารายงานทุกอย่างที่เห็นและได้ยินแต่ละวันให้เขาฟังอย่างละเอียดเท่านั้น”
เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าความต้องการควบคุมของเจ้าเฒ่าจูเก๋อจะสูงใช่เล่น! ดูจากประวัติศาสตร์ก็รู้แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เขาต้องลงมือเองทั้งหมด ความคิดที่อยากจะควบคุมทุกอย่างไว้ในมือแบบนี้ ช่างหาคนเหมือนยากนัก!
……………….