- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 25 - เงินและอำนาจ
25 - เงินและอำนาจ
25 - เงินและอำนาจ
25 - เงินและอำนาจ
เดิมทีเหล่าตระกูลขุนนางทั้งหลายก็ไม่ถึงกับต้องขาดทุนหนักขนาดนี้ แต่ก็ไม่อาจห้ามได้ว่ายามนี้ดินแดนทางใต้มันก่อกบฏจริงๆ! ในสายตาของคนทั่วไป เมื่อหลิวเป่ยสิ้นชีพ เสฉวนก็เริ่มสั่นคลอน ดินแดนทางใต้ก่อกบฏ ตงอู๋ย่อมไม่มีทางปล่อยโอกาสดีเช่นนี้ไป
ในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น ผู้ว่าการเมืองหนานจงเดิมคือจางอี้ บัดนี้ก็ถูกกบฏจับตัวไปมัดส่งให้ตงอู๋แล้ว หากตงอู๋บุกเข้ามา ทัพทางเหนือของโจวกจะปล่อยโอกาสนี้ไปหรือ? ท้ายที่สุด แม้แต่เหล่าตระกูลขุนนางในเสฉวนเองยังรู้สึกว่า ราชวงศ์ฮั่นคงไม่อาจพยุงอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว จึงเร่งมือกักตุนเสบียงอาหารอย่างเต็มที่
ดังนั้นคิดหรือว่า “จูเก๋อเฒ่า” จะเป็นคนที่หลอกง่ายนัก? เพียงแค่ใช้ปากของเฟิงหยงก็สามารถปิดปากกลุ่มอิทธิพลที่ไม่ยอมปรองดองกับตงอู๋ ซึ่งนำโดยตระกูลกวนและตระกูลจางได้แล้ว จากนั้นยังมีใจเด็ดเด็ดขาด ใช้ยุทธวิธีปิดเมืองปิดบ้าน หยุดกิจกรรมของประชาชนโดยสิ้นเชิง ปิดเส้นทางที่กองทัพกบฏจากหนานจงจะยกขึ้นเหนือ ......
“พวกเจ้าจะก่อเรื่องก็ไปก่อเอาในดินแดนกันดารแห่งหนานจงเถอะ รอข้าฟื้นตัวแล้วค่อยจัดการพวกเจ้า”
ส่วนทางเหนือยังมีเว่ยเหวินฉาง(เหวินฉางคือชื่อรองของอุยเอี๋ยน)ผู้ซึ่ง “หากศัตรูมาหนึ่งแสนก็กลืนกิน หากมาทั้งแผ่นดินก็สู้ต้าน” จะไปกลัวอะไรนักหนา? ตอนนี้เกรงว่า “จูเก๋อเฒ่า” คงเริ่มพิจารณาแล้วว่าจะเล่นงานตระกูลขุนนางท้องถิ่นบ้านใดก่อนดี
แต่ข้านี่สิ ทั้งทำให้แม่ทัพไม่พอใจ ขัดใจเชื้อพระวงศ์ ขัดขาเจ้าถิ่นเก่า สุดท้ายได้ที่ดินมาแค่ห้าร้อยมู่? ตอนนี้บรรดาตระกูลเจ้าถิ่นทั้งหลายอาจยังไม่รู้ว่าข้ามีบทบาทอะไรในเรื่องทั้งหมด แต่ในโลกนี้มีหรือกำแพงใดที่ไม่รั่ว? ต่อให้พวกเขาไม่รู้ แต่ตระกูลกวนกับตระกูลจางจะไม่รู้หรือ? แค่พวกนั้นแย้มเรื่องออกไปนิดเดียว ข้าก็จะกลายเป็นศัตรูของคนทั้งแผ่นดินเสฉวน…
ชีวิตมันสิ้นหวังแล้ว!
จะให้ข้าหนีจริงๆ หรือ? ถ้าไปทางเหนือ ข้าที่ไม่มีรากเหง้าสายเลือดใดๆ เป็นแค่ลูกหลานผู้อพยพ ก็ไม่พ้นต้องไปเป็นชาวนาทำงานหนักจนตาย หรือไม่ก็ไปเป็นทหารออกรบจนตาย ไม่มีอนาคตเลย หากไปทางตะวันออก อย่างมากก็ได้เป็นทหารรับจ้างอยู่กับแม่ทัพสักคน โชคดีหน่อยอาจได้เป็นหัวหน้าหมู่ แล้วก็ไปตายบนสนามรบวันใดวันหนึ่ง…
อย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี! คิดดูแล้ว ที่นี่ในสูฮั่นยังพอมีอนาคต อย่างน้อยชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปได้!
“เพราะฉะนั้นก็ต้องหาทางช่วยตัวเองแล้วล่ะ” เฟิงหยงพึมพำกับตัวเอง
ในชาติที่แล้ว มีประโยคเปิดบทสนทนา “ขายของ” ที่เป็นตำนานมากๆ ว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้ารู้จักแอมเวย์ไหม?”
ไม่ว่าคนถูกถามจะตอบว่ารู้หรือไม่รู้ ก็มีแนวโน้มจะต้องเผชิญกับละครชีวิตอันระทึกขวัญที่ยากจะลืมเลือน ทั้งครอบครัวแตกแยก มิตรกลายเป็นศัตรู ถูกประณามจากสังคม ฯลฯ
คำเปิดตัวที่เป็นตำนานเช่นนี้ เฟิงหยงคิดว่าตนเองก็น่าจะนำมาใช้ได้บ้าง เขาจึงดัดแปลงเล็กน้อย แล้วไปหาเจ้าจ้าวควง ถามว่า “เจ้าอยากรวยไหม?”
คำถามตรงๆ เช่นนี้ทำให้จ้าวควงเขินอายเล็กน้อย “พี่ใหญ่ไยจึงถามเช่นนั้นเล่า?”
เฟิงหยงเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดของจ้าวควง ก็สาปแช่งในใจว่า “เจ้าหนุ่มเจ้ามาทำเป็นใสซื่อกับข้าอีกแล้ว!”
จึงเปลี่ยนวิธีถามใหม่ “ทุกเดือนเงินที่เจ้าได้พอใช้หรือไม่?”
จ้าวควงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านอัครเสนาบดีเป็นผู้ยึดหลักมัธยัสถ์ ท่านเคยเตือนฮ่องเต้ผู้ล่วงลับว่าห้ามริบที่นาของราษฎรมาให้รางวัลแก่ทหารรับใช้ ข้าจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้อย่างไร?”
แสดงว่าไม่พอน่ะสิ?
ให้ตายสิ ตอนนี้เจ้ามาพูดเรื่องนี้กับข้า แต่ทุกวันก็มาหาข้า กินฟรีอยู่นี่ไม่ใช่หรือ? ในยุคที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ได้กินเนื้อทุกวัน เจ้ากล้ามากินดื่มที่บ้านข้าทุกวัน เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?
แล้วอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าทำไมต้องส่งเสริมความมัธยัสถ์ เพราะถ้าไม่มัธยัสถ์ จะไปประหยัดข้าวไว้รบได้อย่างไร? ช่างล้าหลังยิ่งนัก! ลองดูพวกมะกันในภายหลังสิ ยกทัพออกรบทั่วโลกทุกปี แต่ในประเทศยังรูดบัตรใช้เงินอย่างสนุกสนาน สบายจะตาย!
“ที่แท้ครอบครัวของเจ้าก็เคร่งครัดเช่นนี้ ข้าเองที่หุนหันพลันแล่นเกินไปแล้ว” เฟิงหยงหัวเราะเยาะ “เดิมทีข้าตั้งใจจะสอนเคล็ดลับการเลี้ยงไก่ให้แก่เจ้า ดูท่าว่าคงไม่จำเป็นเสียแล้ว”
อย่าคิดว่าพวกขุนนางที่ปกครองสูฮั่นในตอนนี้จะร่ำรวยนัก เพราะที่แท้แล้วก็ยังรวยไม่เท่าเหล่าตระกูลเจ้าถิ่นเก่าในเสฉวน ที่บรรดาตระกูลขุนนางย้ำเรื่อง “ไถนาอ่านหนังสือ” ก็เพราะในยุคที่ระบบเศรษฐกิจแบบชาวนาเล็กๆ ยังไม่สมบูรณ์ ที่ดินคือทรัพย์สินสูงสุด พวกเขาใช้มันผูกมัดเสรีภาพของชาวนาให้ผลิตสิ่งของเลี้ยงดูพวกตนต่อเนื่องไปชั่วลูกชั่วหลาน
ส่วนการอ่านหนังสือก็เป็นโซ่ตรวนทางจิตวิญญาณที่ผูกมัดคนชั้นล่างอีกที ดังนั้นหลักการ “จับทั้งสองมือให้มั่น ทั้งสองด้านต้องแข็งแกร่ง” จึงมีมาตั้งแต่โบราณ แน่นอนว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป วิธีตีความก็ย่อมต่างกัน ปัญหาหลายอย่างในยุคหลัง มักจะหาคำตอบได้จากประวัติศาสตร์ ถ้าหาไม่ได้ แปลว่าเจ้ายังอ่านประวัติศาสตร์ไม่เข้าใจพอ
กลับมาที่เรื่องเดิม ฝ่ายหนึ่งคือชนชั้นปกครองจากภายนอกที่กุมอำนาจการเมืองและการทหาร อีกฝ่ายคือชนชั้นเจ้าถิ่นที่ควบคุมเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายนี้จึงขัดแย้งกันโดยกำเนิด
คุณลุงหนวด(คาร์ล มาคส์)เคยกล่าวไว้ว่า ฐานเศรษฐกิจคือสิ่งที่กำหนดโครงสร้างทางสังคม! ตอนนี้เมื่อฐานเศรษฐกิจยังไม่อาจกำหนดโครงสร้างทางสังคมได้ พวกเขาก็ย่อมต้องหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ ไม่ว่าจะใช้กำลังของตนเอง หรือยืมมือบุคคลที่สามมาทำการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฐานเศรษฐกิจก็คือ ต้องหาทางทำให้ตนเองมีอำนาจเหนือโครงสร้างสังคมให้จงได้
ส่วนคนในโครงสร้างทางสังคมชั้นบน หากยังมีสมองอยู่บ้าง ก็ต้องพยายามขัดขวางไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะคุณลุงหนวดเคยกล่าวอีกประโยคหนึ่งว่า โครงสร้างทางสังคมชั้นบนก็สามารถส่งผลย้อนกลับต่อฐานเศรษฐกิจได้เช่นกัน! ด้วยเหตุนี้ ความปรารถนาในทรัพย์สินของคนในโครงสร้างชั้นบนนั้นจึงยิ่งทวีความรุนแรง......ไม่เช่นนั้นจะส่งเสริมความมัธยัสถ์ไปเพื่ออะไร?
นอกจากจะเป็นการรัดเข็มขัดเพื่อให้มีทรัพยากรพอทำสงครามแล้ว เฟิงหยงก็ยังอดคิดในแง่ร้ายไม่ได้ว่า ที่แท้ก็อาจมีนัยอีกอย่างหนึ่งซ่อนอยู่: ข้าไม่มีเงินเท่าเจ้า ข้าก็จะไม่แข่งกับเจ้าเรื่องเงิน และเจ้าก็ห้ามพูดว่าตัวเองมีเงินด้วยเช่นกัน
“เรื่องนี้จริงหรือ?” จ้าวควงเบิกตากลมโตขึ้นมาทันที
“เจ้าไม่ใช่ว่าไม่ใฝ่หาความฟุ่มเฟือยหรอกหรือ?” เฟิงหยงปรายตา
“พี่ใหญ่! ข้าน้อยรู้ผิดแล้ว รู้ผิดแล้ว!” จ้าวควงรีบพุ่งเข้ามาหา ขออภัยไม่หยุด เหลือแค่ไม่ถึงกับกอดขาเฟิงหยงเท่านั้นเอง
“ใครเป็นพี่ใหญ่เจ้า? เจ้าอายุเท่าไหร่กัน?”
ไม่รู้จักอายบ้างเลยหรือ? ตัวสูงกว่าข้าเสียอีก ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเด็กกว่าข้าเลยสักนิด
“ข้าเพิ่งอายุสิบห้าเมื่อตอนปีใหม่ ส่วนท่านครบสิบหกแล้วตามคำพูดของพ่อบ้านจ้าว ย่อมเป็นพี่ใหญ่ข้าแน่นอน”
เฟิงหยงแทบพ่นเลือดออกมา มองหน้าจ้าวควงอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่เหมือนเลยจริงๆ! ตัวสูงกว่าข้า หน้าตาก็สุกงอมจนเหมือนอายุสิบแปดสิบเก้าได้ด้วยซ้ำ แต่เจ้ากล้าบอกว่าตัวเองอายุสิบห้า เจ้ากล้าเชื่อหรือไม่?
ตระกูลจ้าวนับว่าเป็นตระกูลใหญ่มีอำนาจหรือไม่? แน่นอนว่าใช่ อย่างน้อยก็มีขุนพลห้าพยัคฆ์คนสุดท้าย แต่จ้าวควงก็รู้ดีว่าตระกูลตนเป็นอย่างไร มีอำนาจก็จริงแต่ร่ำรวยหรือไม่? อาจไม่แน่ เมื่อเทียบกับพวกตระกูลเจ้าถิ่นระดับกลางในพื้นที่แล้ว อาจยังสู้ไม่ได้ ไม่ใช่แค่ตระกูลจ้าวเท่านั้น ตระกูลกวนกับตระกูลจางก็เป็นเช่นเดียวกัน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะที่ดินในพื้นที่นี้ถูกพวกเจ้าถิ่นเดิมยึดครองไปหมดนานแล้ว จะไปเหลือถึงกลุ่มคนหน้าใหม่อย่างกลุ่มของหลิวเป่ยผู้เป็นคนนอกได้อย่างไร? มากสุดก็ได้แบ่งเอาจากที่ดินของกลุ่มที่แพ้ในการแย่งชิงอำนาจทางทหารการเมืองเท่านั้น หากจะลงมือหนักเพื่อแย่งที่ดินจากเจ้าถิ่นพวกนั้นล่ะก็?
ก็เข้ามาสิ! อย่างมากข้าก็จะก่อกบฏเอง ลุยกันให้ถึงตายกันไปข้าง! พวกเจ้าถิ่นแยกเขี้ยวยิงฟัน ตะโกนใส่กลุ่มคนใหม่
เหล่าตระกูลขุนนางเจ้าถิ่นมีทั้งข้าวมีทั้งคน จะกลัวอะไรเจ้า? ต่อให้เจ้าจะได้เป็นฮ่องเต้แล้วอย่างไร สุดท้ายเจ้าก็ยังต้องง้อพวกเราตระกูลขุนนางให้ออกเงิน ออกข้าว ออกคนให้เจ้าอยู่ดี!
ดังนั้น ในสูฮั่นจึงเกิดโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ประหลาดแบบหนึ่งขึ้นมา: ผู้มีอำนาจกลับไม่มีเงิน ส่วนผู้มีเงินกลับไม่มีอำนาจ แล้วทั้งสองฝ่ายก็ทดลองกันไปมาจนตกลงกันได้อย่างไม่เป็นทางการว่า ฝ่ายมีอำนาจจะไม่แตะต้องฝ่ายมีเงิน แต่หากมีเรื่องเมื่อไร ฝ่ายมีเงินต้องช่วยออกเงิน ออกข้าว ออกแรงให้
กลุ่มอำนาจจากภายนอกต้องการเงินหรือไม่? เกรงว่าคงอยากได้จนบ้าไปแล้ว! แต่เค้กก้อนนี้ก็แค่นี้ จะให้ไปแย่งตรงไหน? หลิวเป่ยอยากไปแย่งจากคู่แข่งก็เคยแล้วเหมือนกัน แต่ก็โดนตบกลับมาฉาดใหญ่ทีเดียว!
………………….