เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย

24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย

24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย


24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมา เฟิงหยงชะงักค้าง สีหน้ากลายเป็นเหม่อลอย “ข้าเข้าใจแล้ว!”

การผูกมิตรกับซุนฉวนแห่งแคว้นอู๋ คือยุทธศาสตร์ระดับชาติตั้งแต่แรกของจูเก๋อเหลียง แต่แผนการนี้กลับถูกกวนอูทำลายจนย่อยยับ ไหนจะการเสียเกงจิ๋วไปอีก นี่ยังไม่เลวร้ายพอ…

เพราะในช่วงที่สูฮั่นกำลังย่ำแย่ถึงขีดสุด กลับยิ่งจำเป็นต้องหันกลับไปร่วมมือกับแคว้นอู๋อีกครั้ง ทว่าการตายของกวนอูและการเสียเกงจิ๋วนั้น กลับทำให้การเจรจาสัมพันธไมตรีกับแคว้นอู๋กลายเป็นเรื่องยากที่สุด

ทุกคนต่างก็เข้าใจดีว่า การคืนดีกับแคว้นอู๋คือทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนเปิดปากพูดเรื่องนี้ก่อน เพราะคนที่พูดออกไป ย่อมต้องเผชิญกับความเคียดแค้นจากตระกูลกวน และความไม่พอใจจากตระกูลจาง ไหนเลยจะลืมได้ว่าจางเฟย(เตียวหุย)เองก็ถือว่าตายเพราะศึกอู๋โดยอ้อม

แม้ว่าผู้นำของทั้งสองตระกูลจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าทั้งสองตระกูลนี้คือหัวใจของฝ่ายทหารสูฮั่น กลุ่มอำนาจทั้งการเมืองและทหารที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังนั้น ต่อให้เป็นจูเก๋อเหลียงเองยังไม่กล้าเผชิญหน้าอย่างตรงๆ ด้วยซ้ำ

เพราะตอนนี้เขายังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นในภายหลัง จะเห็นได้จากจ้าวอวิ๋น...เมื่อครั้งหลิวเป่ยยังอยู่ เขายังกล้าออกมาพูด แต่ตอนนี้ที่หลิวเป่ยสิ้นไปแล้ว กลับกลายเป็นเงียบสนิท

แต่แล้วก็ดันมีคนโง่คนหนึ่งโผล่มาเปิดประเด็นขึ้นก่อน กล้าเสนอให้ร่วมมือกับซุนฉวนอีกครั้ง ทุกคนเลยพากันปรบมือยินดีทั่วหล้า...

พอคิดถึงตรงนี้ เฟิงหยงก็เหงื่อแตกพลั่ก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจูเก๋อเหลียงถึงทิ้งท้ายก่อนกลับว่า “หากมีเรื่องใดให้มาหาข้าได้”...นี่มันขุดหลุมให้ข้ากระโดดลงไปเอง แล้วยังจะผูกบุญคุณอีกด้วยใช่หรือไม่?!

“พี่ใหญ่? ฟังอยู่หรือไม่? หรือว่าไม่สบายที่ใด?” เห็นเฟิงหยงสีหน้าซีดเซียวราวกับเจอผีเข้า จ้าวกวงจึงถามด้วยความเป็นห่วง

“อ๋อๆ ไม่มีอะไร เจ้าพูดต่อเถอะ เมื่อครู่เจ้าว่าตระกูลกวนมีถ้อยคำไม่พอใจต่อท่านพ่อของเจ้าบ้าง แล้วจากนั้นเล่าอย่างไร?”

เฟิงหยงปาดเหงื่อบนหน้าผาก พยายามตั้งสติถามกลับไป

จ้าวกวงก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่าย้อนใหม่อีกครั้ง “สองตระกูลนั้นก็ห่างเหินกันไปพักหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อองค์ฮ่องเต้ไปประทับที่ตำหนักหย่งอัน ก็เริ่มกลับมาคบหากันอีก ปัจจุบันก็นับว่าสนิทสนมกัน”

ประทับบ้าอะไรเล่า?! ก็แค่แพ้ศึกจนเสียหน้า ไม่มีหน้ากลับไปเฉิงตู(เมืองหลวง)เท่านั้นแหละ!

เฟิงหยงครุ่นคิด คาดการณ์ว่าตระกูลกวนคงเห็นว่าหลิวเป่ยใกล้ตายแล้ว จ้าวอวิ๋นขึ้นมาเป็นใหญ่ในกองทัพ จึงรีบกลับมาเกาะแข้งเกาะขา

“จ้าวกวง ถ้าสมมุติว่าคำพูดที่ข้ากล่าวต่อท่านอัครมหาเสนาบดี ก็แค่คล้ายกับคำที่ท่านพ่อของเจ้าพูดตอนคัดค้านองค์ฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะชมข้าว่าเป็นวีรบุรุษเยาว์วัยไหม?”

“ย่อมไม่ชมแน่นอน พี่ใหญ่ต้องกล่าวอะไรที่เหนือความคาดหมายแน่ บอกข้าเถอะ ข้าจะได้นำไปคุยอวดกับแม่นางจางบ้าง”

เฟิงหยงมองหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์ของจ้าวกวงด้วยแววตาเวทนา เสียดายจริงๆ ที่เจ้ามีใบหน้าดีแท้ แต่ดันเอาเวลาไปคิดแค่จะจีบสาว ไม่มีอนาคต! แต่เอาเถอะ...ถ้ามีหน้าตาดีแล้วไม่ใช้มัน นั่นแหละที่น่าเสียดายของแท้!

ช่างเถอะ อย่าสนใจรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้เลย

“ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรพิเศษนัก แค่กล่าวว่า ท่านแม่ทัพเว่ย(อุยเอี๋ยน)รับผิดชอบแนวเหนือ ย่อมรักษาฮั่นจงไว้ได้ ส่วนกบฏในแดนใต้เป็นเพียงพวกเล็กๆ หากให้แม่ทัพไปปิดทาง ดูแลราษฎร รอจนยุทโธปกรณ์พร้อม ค่อยปราบให้สิ้น และสุดท้ายก็คือ แนะนำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีจับมือกับซุนฉวน ใช้เป็นพันธมิตรเพื่อต้านโจโฉทางเหนือ”

ตอนแรกจ้าวกวงยังพยักหน้าตาม แต่พอได้ยินว่าแนะนำให้จับมือกับซุนฉวน ดวงตาเขาถึงกับถลนออกมา จากตกใจเปลี่ยนเป็นเวทนา ราวกับมีคำว่า “เจ้ากล้าพูดประโยคนี้จริงหรือ นี่แหละคือวีรบุรุษตัวจริง” เขียนอยู่เต็มหน้า

สาบานเลยว่าถ้าเจ้ายังมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นอีกทีเดียว ข้าจะซัดหน้าเจ้าให้หายหล่อเลยดีไหม?!

พอไล่จ้าวกวง ผู้ที่มองเขาเหมือนเทพเซียนกลับลงไป เฟิงหยงก็รู้สึกเหนื่อยใจจนแทบหมดแรง นั่งนับนิ้วประเมินว่าตัวเองจะรอดไปได้อีกกี่ตอน

ตระกูลกวนคือเบอร์หนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ กวนอูในช่วงที่ยังมีชีวิตถือเป็นขุนศึกผู้ทรงอำนาจสูงสุดของหลิวเป่ย กลุ่มอำนาจที่เขาทิ้งไว้ไม่เล็กแน่ ตอนนี้ผู้นำตระกูลคงเป็นกวนซิง...คนนี้มีฝีมือ ถือเป็นขุนนางรุ่นใหม่ที่จูเก๋อเหลียงให้ความสำคัญมากที่สุด

ส่วนตระกูลจางนั้นยิ่งน่ากลัวกว่า แม้จางเฟยจะตายไปแล้ว แต่จางเป่ายังเป็นดาวเด่นของรุ่นใหม่ และยังถูกจับคู่กับกวนซิงเรียกว่า “คู่เล็กแห่งกวนจาง”

แน่นอนว่าทั้งสองคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่งก็คือ...อายุสั้นพอกัน แต่อันนี้ไม่สำคัญ! สิ่งที่สำคัญคือ ฮ่องเต้ตอนนี้มีฮองเฮาเป็นบุตรีคนโตของจางเฟย และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อฮองเฮาสิ้นชีวิต ฮ่องเต้ยังรับบุตรีคนรองของจางเฟย ซึ่งเป็นน้องสาวของฮองเฮา มาเป็นฮองเฮาอีกคนหนึ่ง…

จากตรงนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าตระกูลจางคือสายราชวงศ์อันดับหนึ่งแห่งสูฮั่นอย่างไม่ต้องสงสัย!

เพราะฉะนั้น...ข้าได้สร้างศัตรูกับกลุ่มอำนาจทางทหารของประเทศนี้ แถมยังไปขัดใจตระกูลพระราชวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน แล้วก็ปฏิเสธคำเชิญของจูเก๋อเหลียงผู้ทรงอำนาจที่สุดอีก...ชีวิตคนเราช่างยากลำบากจริงๆ ดูท่าแล้ว ข้าคงจะรอดไปไม่เกินสองตอนแน่แท้

เฟิงหยงถอนหายใจเฮือกใหญ่...และที่ร้ายกว่านั้น...หญิงสาวคนแรกที่ข้าแอบหมายตาในยุคนี้ ดันเป็นคนของตระกูลกวนเสียด้วย...

พอแล้ว! เล่นตัวนี้ไปก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ลบตัวละครเริ่มใหม่ดีกว่า? ก็แค่ไม่รู้ว่าฟ้าดินจะอนุญาตให้ข้ามีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้หรือไม่เท่านั้น...

หลายวันต่อมา ทางราชสำนักมีราชโองการออกมา: เนื่องด้วยเพิ่งมีการสูญเสียใหญ่ในราชสกุล ไม่เหมาะจะเคลื่อนทัพ แม้แดนใต้จะมีการก่อกบฏ แต่ให้ใช้วิธีปลอบประโลมแทน และมีการแต่งตั้งขุนนางประจำเขื่อนตูเจียงเอี้ยน พร้อมระดมชาวบ้านมาเฝ้าดูแล

พร้อมกับคำสั่งนี้ ยังมีข่าวลือมากมายแพร่กระจายไปทั่ว เช่นว่า ราชสำนักได้ตัดสินใจจะฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับแคว้นอู๋อีกครั้ง และหลังจากเสร็จพิธีฝังพระศพของอดีตฮ่องเต้ ก็จะส่งฑูตออกเดินทางทันที

หรืออย่างเช่น ราชสำนักได้ส่งฑูตลับไปยังฮั่นจงแล้ว เพื่อสั่งให้แม่ทัพเว่ยรักษาประตูทั้งหลายของฮั่นจงอย่างเข้มงวด หรือข่าวลือที่ว่าราชสำนักมองว่าแดนใต้เป็นดินแดนกันดาร ไม่มีคุณค่าเพียงพอ การส่งทัพไปปราบกบฏเป็นเพียงการสร้างภาระและสูญเสียทรัพยากร จึงมีแผนจะละทิ้งดินแดนรกร้างเหล่านั้นเสีย...

ส่วนเรื่องที่ว่าราชสำนักได้ประกาศยกย่องตระกูลเฟิง พร้อมส่งฑูตถือราชโองการมาให้รางวัลนั้น กลับถูกกลืนหายไปท่ามกลางข่าวลือเหล่านั้นจนแทบไม่มีใครพูดถึง

หลายวันมานี้ พ่อบ้านจ้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเบิกบาน การได้รับราชโองการยกย่องจากราชสำนัก มันยิ่งใหญ่เพียงใด! ที่ดินภูเขารกร้างที่เพิ่งได้มาก่อนหน้านี้ยังตรวจเขตไม่เสร็จดี ตอนนี้กลับได้ที่นาเพิ่มอีกห้าร้อยมู่จากทางราชสำนัก จนช่วงนี้เขาวุ่นวายจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด กลับบ้านเอาโน่นเอานี่ก็ตอนฟ้ามืดแล้ว

ในขณะที่พ่อบ้านกำลังตื่นเต้นแทบบ้า เฟิงหยงกลับรู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกกำลังใกล้เข้ามา เพราะเมื่อเขารู้ว่าราคาอาหารในเมืองจิ่นเฉิงที่เคยพุ่งขึ้นสูงสุด ได้ร่วงลงมาตลอดทาง จนแทบจะเท่ากับราคาสมัยที่บ้านเมืองสงบ เขาก็รู้ทันทีว่า เขาได้สร้างศัตรูเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งเข้าให้แล้ว นั่นคือกลุ่มเจ้าที่ดินและตระกูลขุนนางท้องถิ่น!

คนที่ยังมีสติปัญญาเหนือระดับคนทั่วไป ล้วนรู้กันดีว่าการที่ราคาอาหารพุ่งสูงในช่วงนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่แห่งแผ่นดินแน่นอน วิธีการของพวกเขาก็ง่ายแสนง่าย...ปล่อยข่าวว่ากำลังจะเกิดสงคราม!

ฮ่องเต้องค์ก่อนเพิ่งสวรรคต โจโฉจากแคว้นเว่ยต้องถือโอกาสบุกแน่! แคว้นอู๋มีความแค้นกับสูฮั่นมากมาย ก็จะต้องฉวยจังหวะนี้บุกเช่นกัน! แถมพวกป่าเถื่อนในแดนใต้ก็ลุกฮือขึ้นแล้ว กำลังจะบุกขึ้นเหนือ!

ด้วยเหตุนี้...ราคาข้าวในจิ่นเฉิงจะไม่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไรกัน!

แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลาย...เมื่อราชสำนักออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า “ช่วงนี้เราจะไม่ทำสงคราม จงตั้งใจทำการเกษตรกันเถอะ” แถมยังลงมือให้เห็นจริงด้วย เช่นแต่งตั้งขุนนางประจำเขื่อนตูเจียงเอี้ยน นี่แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตของชาวไร่ชาวนาอย่างแท้จริง

“หยุดเชื่อข่าวลือเถอะ! จะไม่มีสงคราม!”

ผลคือ ราคาข้าวที่เคยตั้งอยู่บนกระแสข่าวลือเรื่องสงครามก็ “โครม!” ถล่มลงพื้นทันที พวกตระกูลขุนนางทั้งเล็กใหญ่ที่เอาเงินไปเก็งกำไรเก็บข้าวเอาไว้ ไม่ถึงกับขาดทุนจนหมดตัวก็จริง แต่ที่แน่ๆ คือเสียหายหนัก

ตามเหตุผล แม้ว่าจะไม่มีสงคราม แต่ราคาข้าวก็ไม่ควรจะตกหนักขนาดนี้ แต่ที่มันตกลงมาอย่างรุนแรง ก็เพราะก่อนหน้านี้มันขึ้นแรงเกินไป เป็นผลของการ “แกว่งกลับหลังจากเบี่ยงไปสุดทาง” อย่างชัดเจน...สุดท้ายข้าวก็เก็บไว้มากเกินไปนั่นแหละ!

…………………

จบบทที่ 24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย

คัดลอกลิงก์แล้ว