- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย
24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย
24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย
24 - โดนหลอกจริงๆ ด้วย
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมา เฟิงหยงชะงักค้าง สีหน้ากลายเป็นเหม่อลอย “ข้าเข้าใจแล้ว!”
การผูกมิตรกับซุนฉวนแห่งแคว้นอู๋ คือยุทธศาสตร์ระดับชาติตั้งแต่แรกของจูเก๋อเหลียง แต่แผนการนี้กลับถูกกวนอูทำลายจนย่อยยับ ไหนจะการเสียเกงจิ๋วไปอีก นี่ยังไม่เลวร้ายพอ…
เพราะในช่วงที่สูฮั่นกำลังย่ำแย่ถึงขีดสุด กลับยิ่งจำเป็นต้องหันกลับไปร่วมมือกับแคว้นอู๋อีกครั้ง ทว่าการตายของกวนอูและการเสียเกงจิ๋วนั้น กลับทำให้การเจรจาสัมพันธไมตรีกับแคว้นอู๋กลายเป็นเรื่องยากที่สุด
ทุกคนต่างก็เข้าใจดีว่า การคืนดีกับแคว้นอู๋คือทางออกที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนเปิดปากพูดเรื่องนี้ก่อน เพราะคนที่พูดออกไป ย่อมต้องเผชิญกับความเคียดแค้นจากตระกูลกวน และความไม่พอใจจากตระกูลจาง ไหนเลยจะลืมได้ว่าจางเฟย(เตียวหุย)เองก็ถือว่าตายเพราะศึกอู๋โดยอ้อม
แม้ว่าผู้นำของทั้งสองตระกูลจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าทั้งสองตระกูลนี้คือหัวใจของฝ่ายทหารสูฮั่น กลุ่มอำนาจทั้งการเมืองและทหารที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังนั้น ต่อให้เป็นจูเก๋อเหลียงเองยังไม่กล้าเผชิญหน้าอย่างตรงๆ ด้วยซ้ำ
เพราะตอนนี้เขายังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นในภายหลัง จะเห็นได้จากจ้าวอวิ๋น...เมื่อครั้งหลิวเป่ยยังอยู่ เขายังกล้าออกมาพูด แต่ตอนนี้ที่หลิวเป่ยสิ้นไปแล้ว กลับกลายเป็นเงียบสนิท
แต่แล้วก็ดันมีคนโง่คนหนึ่งโผล่มาเปิดประเด็นขึ้นก่อน กล้าเสนอให้ร่วมมือกับซุนฉวนอีกครั้ง ทุกคนเลยพากันปรบมือยินดีทั่วหล้า...
พอคิดถึงตรงนี้ เฟิงหยงก็เหงื่อแตกพลั่ก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจูเก๋อเหลียงถึงทิ้งท้ายก่อนกลับว่า “หากมีเรื่องใดให้มาหาข้าได้”...นี่มันขุดหลุมให้ข้ากระโดดลงไปเอง แล้วยังจะผูกบุญคุณอีกด้วยใช่หรือไม่?!
“พี่ใหญ่? ฟังอยู่หรือไม่? หรือว่าไม่สบายที่ใด?” เห็นเฟิงหยงสีหน้าซีดเซียวราวกับเจอผีเข้า จ้าวกวงจึงถามด้วยความเป็นห่วง
“อ๋อๆ ไม่มีอะไร เจ้าพูดต่อเถอะ เมื่อครู่เจ้าว่าตระกูลกวนมีถ้อยคำไม่พอใจต่อท่านพ่อของเจ้าบ้าง แล้วจากนั้นเล่าอย่างไร?”
เฟิงหยงปาดเหงื่อบนหน้าผาก พยายามตั้งสติถามกลับไป
จ้าวกวงก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่าย้อนใหม่อีกครั้ง “สองตระกูลนั้นก็ห่างเหินกันไปพักหนึ่ง แต่ต่อมาเมื่อองค์ฮ่องเต้ไปประทับที่ตำหนักหย่งอัน ก็เริ่มกลับมาคบหากันอีก ปัจจุบันก็นับว่าสนิทสนมกัน”
ประทับบ้าอะไรเล่า?! ก็แค่แพ้ศึกจนเสียหน้า ไม่มีหน้ากลับไปเฉิงตู(เมืองหลวง)เท่านั้นแหละ!
เฟิงหยงครุ่นคิด คาดการณ์ว่าตระกูลกวนคงเห็นว่าหลิวเป่ยใกล้ตายแล้ว จ้าวอวิ๋นขึ้นมาเป็นใหญ่ในกองทัพ จึงรีบกลับมาเกาะแข้งเกาะขา
“จ้าวกวง ถ้าสมมุติว่าคำพูดที่ข้ากล่าวต่อท่านอัครมหาเสนาบดี ก็แค่คล้ายกับคำที่ท่านพ่อของเจ้าพูดตอนคัดค้านองค์ฮ่องเต้ เจ้าคิดว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะชมข้าว่าเป็นวีรบุรุษเยาว์วัยไหม?”
“ย่อมไม่ชมแน่นอน พี่ใหญ่ต้องกล่าวอะไรที่เหนือความคาดหมายแน่ บอกข้าเถอะ ข้าจะได้นำไปคุยอวดกับแม่นางจางบ้าง”
เฟิงหยงมองหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์ของจ้าวกวงด้วยแววตาเวทนา เสียดายจริงๆ ที่เจ้ามีใบหน้าดีแท้ แต่ดันเอาเวลาไปคิดแค่จะจีบสาว ไม่มีอนาคต! แต่เอาเถอะ...ถ้ามีหน้าตาดีแล้วไม่ใช้มัน นั่นแหละที่น่าเสียดายของแท้!
ช่างเถอะ อย่าสนใจรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้เลย
“ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรพิเศษนัก แค่กล่าวว่า ท่านแม่ทัพเว่ย(อุยเอี๋ยน)รับผิดชอบแนวเหนือ ย่อมรักษาฮั่นจงไว้ได้ ส่วนกบฏในแดนใต้เป็นเพียงพวกเล็กๆ หากให้แม่ทัพไปปิดทาง ดูแลราษฎร รอจนยุทโธปกรณ์พร้อม ค่อยปราบให้สิ้น และสุดท้ายก็คือ แนะนำให้ท่านอัครมหาเสนาบดีจับมือกับซุนฉวน ใช้เป็นพันธมิตรเพื่อต้านโจโฉทางเหนือ”
ตอนแรกจ้าวกวงยังพยักหน้าตาม แต่พอได้ยินว่าแนะนำให้จับมือกับซุนฉวน ดวงตาเขาถึงกับถลนออกมา จากตกใจเปลี่ยนเป็นเวทนา ราวกับมีคำว่า “เจ้ากล้าพูดประโยคนี้จริงหรือ นี่แหละคือวีรบุรุษตัวจริง” เขียนอยู่เต็มหน้า
สาบานเลยว่าถ้าเจ้ายังมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นอีกทีเดียว ข้าจะซัดหน้าเจ้าให้หายหล่อเลยดีไหม?!
พอไล่จ้าวกวง ผู้ที่มองเขาเหมือนเทพเซียนกลับลงไป เฟิงหยงก็รู้สึกเหนื่อยใจจนแทบหมดแรง นั่งนับนิ้วประเมินว่าตัวเองจะรอดไปได้อีกกี่ตอน
ตระกูลกวนคือเบอร์หนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ กวนอูในช่วงที่ยังมีชีวิตถือเป็นขุนศึกผู้ทรงอำนาจสูงสุดของหลิวเป่ย กลุ่มอำนาจที่เขาทิ้งไว้ไม่เล็กแน่ ตอนนี้ผู้นำตระกูลคงเป็นกวนซิง...คนนี้มีฝีมือ ถือเป็นขุนนางรุ่นใหม่ที่จูเก๋อเหลียงให้ความสำคัญมากที่สุด
ส่วนตระกูลจางนั้นยิ่งน่ากลัวกว่า แม้จางเฟยจะตายไปแล้ว แต่จางเป่ายังเป็นดาวเด่นของรุ่นใหม่ และยังถูกจับคู่กับกวนซิงเรียกว่า “คู่เล็กแห่งกวนจาง”
แน่นอนว่าทั้งสองคนมีจุดร่วมอย่างหนึ่งก็คือ...อายุสั้นพอกัน แต่อันนี้ไม่สำคัญ! สิ่งที่สำคัญคือ ฮ่องเต้ตอนนี้มีฮองเฮาเป็นบุตรีคนโตของจางเฟย และอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อฮองเฮาสิ้นชีวิต ฮ่องเต้ยังรับบุตรีคนรองของจางเฟย ซึ่งเป็นน้องสาวของฮองเฮา มาเป็นฮองเฮาอีกคนหนึ่ง…
จากตรงนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าตระกูลจางคือสายราชวงศ์อันดับหนึ่งแห่งสูฮั่นอย่างไม่ต้องสงสัย!
เพราะฉะนั้น...ข้าได้สร้างศัตรูกับกลุ่มอำนาจทางทหารของประเทศนี้ แถมยังไปขัดใจตระกูลพระราชวงศ์ที่มีอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน แล้วก็ปฏิเสธคำเชิญของจูเก๋อเหลียงผู้ทรงอำนาจที่สุดอีก...ชีวิตคนเราช่างยากลำบากจริงๆ ดูท่าแล้ว ข้าคงจะรอดไปไม่เกินสองตอนแน่แท้
เฟิงหยงถอนหายใจเฮือกใหญ่...และที่ร้ายกว่านั้น...หญิงสาวคนแรกที่ข้าแอบหมายตาในยุคนี้ ดันเป็นคนของตระกูลกวนเสียด้วย...
พอแล้ว! เล่นตัวนี้ไปก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว ลบตัวละครเริ่มใหม่ดีกว่า? ก็แค่ไม่รู้ว่าฟ้าดินจะอนุญาตให้ข้ามีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้หรือไม่เท่านั้น...
หลายวันต่อมา ทางราชสำนักมีราชโองการออกมา: เนื่องด้วยเพิ่งมีการสูญเสียใหญ่ในราชสกุล ไม่เหมาะจะเคลื่อนทัพ แม้แดนใต้จะมีการก่อกบฏ แต่ให้ใช้วิธีปลอบประโลมแทน และมีการแต่งตั้งขุนนางประจำเขื่อนตูเจียงเอี้ยน พร้อมระดมชาวบ้านมาเฝ้าดูแล
พร้อมกับคำสั่งนี้ ยังมีข่าวลือมากมายแพร่กระจายไปทั่ว เช่นว่า ราชสำนักได้ตัดสินใจจะฟื้นฟูสัมพันธไมตรีกับแคว้นอู๋อีกครั้ง และหลังจากเสร็จพิธีฝังพระศพของอดีตฮ่องเต้ ก็จะส่งฑูตออกเดินทางทันที
หรืออย่างเช่น ราชสำนักได้ส่งฑูตลับไปยังฮั่นจงแล้ว เพื่อสั่งให้แม่ทัพเว่ยรักษาประตูทั้งหลายของฮั่นจงอย่างเข้มงวด หรือข่าวลือที่ว่าราชสำนักมองว่าแดนใต้เป็นดินแดนกันดาร ไม่มีคุณค่าเพียงพอ การส่งทัพไปปราบกบฏเป็นเพียงการสร้างภาระและสูญเสียทรัพยากร จึงมีแผนจะละทิ้งดินแดนรกร้างเหล่านั้นเสีย...
ส่วนเรื่องที่ว่าราชสำนักได้ประกาศยกย่องตระกูลเฟิง พร้อมส่งฑูตถือราชโองการมาให้รางวัลนั้น กลับถูกกลืนหายไปท่ามกลางข่าวลือเหล่านั้นจนแทบไม่มีใครพูดถึง
หลายวันมานี้ พ่อบ้านจ้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเบิกบาน การได้รับราชโองการยกย่องจากราชสำนัก มันยิ่งใหญ่เพียงใด! ที่ดินภูเขารกร้างที่เพิ่งได้มาก่อนหน้านี้ยังตรวจเขตไม่เสร็จดี ตอนนี้กลับได้ที่นาเพิ่มอีกห้าร้อยมู่จากทางราชสำนัก จนช่วงนี้เขาวุ่นวายจนเท้าแทบไม่ติดพื้น ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด กลับบ้านเอาโน่นเอานี่ก็ตอนฟ้ามืดแล้ว
ในขณะที่พ่อบ้านกำลังตื่นเต้นแทบบ้า เฟิงหยงกลับรู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกกำลังใกล้เข้ามา เพราะเมื่อเขารู้ว่าราคาอาหารในเมืองจิ่นเฉิงที่เคยพุ่งขึ้นสูงสุด ได้ร่วงลงมาตลอดทาง จนแทบจะเท่ากับราคาสมัยที่บ้านเมืองสงบ เขาก็รู้ทันทีว่า เขาได้สร้างศัตรูเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งเข้าให้แล้ว นั่นคือกลุ่มเจ้าที่ดินและตระกูลขุนนางท้องถิ่น!
คนที่ยังมีสติปัญญาเหนือระดับคนทั่วไป ล้วนรู้กันดีว่าการที่ราคาอาหารพุ่งสูงในช่วงนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่แห่งแผ่นดินแน่นอน วิธีการของพวกเขาก็ง่ายแสนง่าย...ปล่อยข่าวว่ากำลังจะเกิดสงคราม!
ฮ่องเต้องค์ก่อนเพิ่งสวรรคต โจโฉจากแคว้นเว่ยต้องถือโอกาสบุกแน่! แคว้นอู๋มีความแค้นกับสูฮั่นมากมาย ก็จะต้องฉวยจังหวะนี้บุกเช่นกัน! แถมพวกป่าเถื่อนในแดนใต้ก็ลุกฮือขึ้นแล้ว กำลังจะบุกขึ้นเหนือ!
ด้วยเหตุนี้...ราคาข้าวในจิ่นเฉิงจะไม่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไรกัน!
แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลาย...เมื่อราชสำนักออกแถลงการณ์ชัดเจนว่า “ช่วงนี้เราจะไม่ทำสงคราม จงตั้งใจทำการเกษตรกันเถอะ” แถมยังลงมือให้เห็นจริงด้วย เช่นแต่งตั้งขุนนางประจำเขื่อนตูเจียงเอี้ยน นี่แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตของชาวไร่ชาวนาอย่างแท้จริง
“หยุดเชื่อข่าวลือเถอะ! จะไม่มีสงคราม!”
ผลคือ ราคาข้าวที่เคยตั้งอยู่บนกระแสข่าวลือเรื่องสงครามก็ “โครม!” ถล่มลงพื้นทันที พวกตระกูลขุนนางทั้งเล็กใหญ่ที่เอาเงินไปเก็งกำไรเก็บข้าวเอาไว้ ไม่ถึงกับขาดทุนจนหมดตัวก็จริง แต่ที่แน่ๆ คือเสียหายหนัก
ตามเหตุผล แม้ว่าจะไม่มีสงคราม แต่ราคาข้าวก็ไม่ควรจะตกหนักขนาดนี้ แต่ที่มันตกลงมาอย่างรุนแรง ก็เพราะก่อนหน้านี้มันขึ้นแรงเกินไป เป็นผลของการ “แกว่งกลับหลังจากเบี่ยงไปสุดทาง” อย่างชัดเจน...สุดท้ายข้าวก็เก็บไว้มากเกินไปนั่นแหละ!
…………………