- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 23 - รู้สึกเหมือนโดนหลอก
23 - รู้สึกเหมือนโดนหลอก
23 - รู้สึกเหมือนโดนหลอก
23 - รู้สึกเหมือนโดนหลอก
ไม่ชอบมาพากล!
เฟิงหยงรู้สึกหนักใจในใจ จูเก๋อเหลียงเล่นใหญ่เกินไปแล้ว! คำพูดพวกนั้น ตอนที่หลิวเป่ยเตรียมจะบุกแคว้นอู๋ จ้าวอวิ๋นก็เคยกล่าวไว้เช่นกัน เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร? แม้เนื้อความอาจจะไม่เหมือนเป๊ะ แต่ความหมายก็คืออันเดียวกัน
มองไปทางจ้าวอวิ๋น...คุณลุงกลับดูเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่แม้แต่จะปรายตามามองเขา
บัดซบ! เรื่องนี้มันไม่ชอบมาพากล ข้าจะโดนหลอกเข้าแล้วหรือ?! เฟิงหยงเริ่มหมดความมั่นใจ
“บุรุษมีความสามารถเยี่ยงนี้ กลับปล่อยให้ร้างอยู่ในชนบท ไม่ใช่เสียของดอกหรือ? เจ้าเฟิง สนใจมารับราชการในราชสำนักหรือไม่?” จูเก๋อเหลียงถามพลางยิ้มละไม ใจดีเสียจนเหมือนจะมีคำว่า “ข้าเป็นคนดี” เขียนอยู่บนหน้าผาก
แต่เฟิงหยงกลับมองเห็นหางจิ้งจอกที่สะบัดไปมาด้านหลังของเขาอย่างชัดเจน
“ข้าน้อยมีโรคเรื้อรังประจำตัว หากเข้ารับราชการ เกรงว่าจะทำให้ราชสำนักเสื่อมเสีย ขอหลีกเลี่ยงดีกว่า”
ความรู้สึกไม่สบายใจในใจยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีบางอย่างผิดแน่ แต่ข้านึกไม่ออกตอนนี้เท่านั้นเอง
“ก็ได้ คนของสำนักย่อมรักอิสระ ข้าคงไม่อาจฝืนใจ ทว่าเมื่อเจ้าลงจากเขามาสู่แผ่นดินสูฮั่นแล้ว ย่อมไม่อาจเพิกเฉยต่อบ้านเมืองได้ เช่นนั้น ลองพูดมาหน่อยเถิด ว่าเจ้ามีความเห็นเช่นไรต่อสถานการณ์ลำบากในปัจจุบัน?”
เฟิงหยงมัวแต่นึกในหัวว่ามีอะไรผิดปกติ จึงพูดตอบแบบใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ภายนอกดูเหมือนสูฮั่นจะตกอยู่ในวิกฤต แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทางเหนือมีแม่ทัพเว่ยดูแล รับรองว่าฮั่นจงปลอดภัย ทางใต้มีกบฏ หากแค่ส่งแม่ทัพสักคนลงไปปิดเขตควบคุมดูแลราษฎร ฝ่ายใต้ก็ยากจะขึ้นเหนือมาได้ รอจนยุทโธปกรณ์เตรียมพร้อมแล้ว ค่อยลงไปปราบให้ราบคาบ ปัญหาสำคัญในตอนนี้กลับอยู่ที่การสร้างสัมพันธไมตรีกับแคว้นอู๋อีกครั้ง”
“พูดได้ดี!” คราวนี้จูเก๋อเหลียงชมจริงๆ “ทางใต้มีกบฏมาก แล้วเจ้ามีแผนการดีใดหรือไม่ ที่จะสามารถปราบให้ราบคาบในคราวเดียว ให้ชาวใต้มิกล้าลุกฮืออีก?”
อันนี้ข้าคุ้น! แผนเจ็ดจับเจ็ดปล่อยของท่านนั่นเอง! ทำลายใจคนให้สิ้นซาก!
“ชาวใต้มักเป็นกบฏเพราะใจยังไม่สยบ หากปราบแต่เพียงภายนอกโดยไม่ผูกใจผู้คน ทันทีที่กองทัพถอยกลับ ก็มักก่อกบฏอีก ดังนั้นหากคิดจะสงบฝ่ายใต้ ต้องใช้การผูกใจคนเป็นหลัก การใช้กำลังเป็นรอง เช่นนี้จึงสามารถยึดครองแดนใต้อย่างถาวรได้”
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!” นี่เป็นครั้งที่สามในวันนี้ที่จูเก๋อเหลียงอุทานชมเชย เขามองเฟิงหยงด้วยความชื่นชม “เจ้าคงไม่เปลี่ยนใจมารับราชการกระมัง? ข้ารับประกันให้เจ้าได้เป็นที่ปรึกษาทางทหาร”
หมาซู่ก็เป็นที่ปรึกษาของท่าน แล้วก็ไปตายเพราะตำแหน่งนั้น พวกเจ้าสองคนคือแบบอย่างของการหลอกใช้กันและกันแท้ๆ
พอเห็นเฟิงหยงยังยืนกรานปฏิเสธ จูเก๋อเหลียงก็ถอนหายใจอย่างผิดหวัง “เช่นนั้นก็ตามใจ อย่างไรก็แล้วแต่ ผู้มีความดีความชอบจะไม่ได้รับรางวัลก็ไม่ใช่ธรรมเนียมของสูฮั่น เจ้าพูดจาเสนอแนะต่อข้า แถมยังเสนอแผนปราบแดนใต้ สมควรได้รับรางวัล กลับไปข้าจะทูลต่อฝ่าบาท เพื่อจัดรางวัลให้เจ้า”
เช่นนั้นแสดงว่าข้ากำลังขโมยความดีของหมาซู่อยู่ใช่ไหม?
“แต่ท่านอัครมหาเสนาบดี ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่อยากเป็นขุนนาง!” เฟิงหยงทำหน้าบริสุทธิ์
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะให้รางวัลเจ้าเป็นตำแหน่งขุนนางสักหน่อย” จูเก๋อเหลียงมองเฟิงหยงอย่างประหลาดใจ “ได้ยินว่าคราวที่แล้วเจ้าขอที่ดินแลกกับไถโค้ง ถ้าเจ้าอยากได้เช่นนั้นอีก ข้าจะให้ที่ดินเป็นรางวัล เจ้าจะว่าอย่างไร?”
อย่างนี้สิถึงจะดี! เฟิงหยงดีใจอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จึงตัดสินใจไม่ตอบรับคำเชิญของจูเก๋อเหลียงใดๆ ทั้งสิ้น...ลูกอมก็เอาเปลือกออกแล้วค่อยกิน ส่วนลูกปืนก็ยิงสวนกลับไป!
“วันนี้ข้ามีเวลาว่างเล็กน้อย ตั้งใจอยากพบศิษย์รุ่นหลังของสำนัก คิดไม่ถึงว่าจะพบคนเก่งอย่างเจ้า ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก วีรบุรุษเยาว์วัยก็เช่นเจ้า แต่กลับไม่ได้รับการใช้งานจากราชสำนัก น่าเสียดายจริงๆ” จูเก๋อเหลียงถอนหายใจด้วยท่าทีอารมณ์อ่อนลง
“ท่านอัครมหาเสนาบดียกย่องเกินไป ข้าน้อยไม่คู่ควรกับคำว่า ‘วีรบุรุษ’ เลย” เฟิงหยงรีบคารวะอย่างตื่นตระหนก
“เอาเถอะ จวนข้ายังมีธุระอีกมาก ข้าคงไม่อาจอยู่ต่อ หากวันใดเจ้ามีเรื่องลำบาก ก็สามารถมาหาข้าได้โดยตรง” จูเก๋อเหลียงมองเฟิงหยงอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“แม้ข้าอยากเรียนรู้จากท่านอัครมหาเสนาบดีอีก แต่เมื่อจวนท่านงานยุ่ง ข้าก็ไม่กล้ารบกวน”
“นี่เจ้ากำลังไล่ข้าอยู่นะ!” จูเก๋อเหลียงหัวเราะลั่น เก็บไม้เบ็ด “ก็ได้ ข้าจะไม่อยู่ให้ใครรำคาญใจอีก ขอกลับก่อนล่ะ”
ก่อนจากไป จ้าวอวิ๋นที่เงียบมาตลอดหันมามองเฟิงหยงแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง “ฮึ่ม” ออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าหนู ระวังตัวให้ดีล่ะ!”
ข้าระวังอยู่แล้ว!
เฟิงหยงลูบรอยแดงบนหน้าด้วยความเจ็บแค้น จ้องตามหลังจ้าวอวิ๋นด้วยแววตาเคียดแค้น
บนถนนใหญ่ เมื่อจูเก๋อเหลียงกับจ้าวอวิ๋นขึ้นรถม้าแล้ว เหล่าทหารก็ล้อมรอบรถม้าและคุ้มกันมุ่งหน้ากลับจวนเสนาบดี
“ท่านจื่อหลง(จูล่ง)เห็นว่าอย่างไร?”
จ้าวอวิ๋น ในฐานะแม่ทัพ เดิมควรจะขี่ม้า แต่เมื่อถูกจูเก๋อเหลียงเรียกให้ขึ้นรถมาด้วย ก็แสดงว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาแน่นอน
“เด็กคนนี้แน่นอนว่าเป็นคนของสำนัก” จ้าวอวิ๋นตอบอย่างไม่ลังเล
“โอ้? เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจนัก?”
“คนที่อายุเท่านี้แล้วมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นนี้ ต่อให้เป็นบุตรหลานตระกูลขุนนางก็ยังหาได้ยาก จะมีเพียงแต่ศิษย์ของยอดคนเท่านั้น จึงจะอบรมให้มีวิสัยเช่นนี้ได้”
“คำพูดนี้มีเหตุผล” จูเก๋อเหลียงพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ท่านอัครมหาเสนาบดี เด็กคนนี้ก็ถือเป็นผู้สืบสายสำนักเดียวกัน ท่านวางแผนเช่นนี้ต่อเขา เกรงว่าจะไม่เหมาะกระมัง?” จ้าวอวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าแฝงความกังวล
“ไม่เหมาะตรงไหนกัน?” จูเก๋อเหลียงยิ้มน้อยๆ แต่แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รอยยิ้มจางหายไป กลายเป็นสีหน้าเย็นชา “องค์ฮ่องเต้เพิ่งสวรรคต แต่เหล่าตระกูลขุนนางในดินแดนนี้กลับดูไม่น่าไว้วางใจ ครั้นตอนนี้มีคนจากสำนักปรากฏตัวขึ้น เช่นนั้นก็ปล่อยเสือสองตัวกัดกันดู จะได้รู้ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่”
“ช่วงนี้ข้าจะปลีกตัวบำเพ็ญภายใน ติดป้ายไม่รับแขกไว้หน้าจวนสักหลายวัน” เฟิงหยงกลับถึงจวนแล้วรีบเรียกพ่อบ้านมาสั่ง
หลังได้พบจูเก๋อเหลียง เฟิงหยงรู้สึกเหมือนความคิดตัวเองไม่ราบรื่น ต้องหาทางจัดระเบียบทุกอย่างในหัวให้ชัดเจนก่อน ไม่อย่างนั้นก็จะคิดอะไรไม่ออก เขาไม่สามารถทำตัวแบบชาวนาสมัยก่อนที่ถูกหลอกแล้วไปเทขี้หน้าบ้านคนได้ สิ่งที่เขาทำได้คือถอยออกมาก่อนแล้วคิดให้ตกผลึก ตราบใดที่ไม่ออกจากบ้าน อย่างไรก็ไม่น่าจะเกิดหายนะหล่นลงมาจากฟ้าได้หรอก
“แต่นายท่าน...คุณชายจ้าวมารออยู่ในจวนตั้งแต่เช้าแล้ว” พ่อบ้านทำท่าลำบากใจ “ก่อนท่านจะออกไปเมื่อเช้า ท่านเองก็สั่งไว้ว่า หากคุณชายจ้าวมาจะให้รออยู่ก่อนใช่หรือไม่?”
“เจ้าขี้โกง! ยังกล้ามาอีกเรอะ? เห็นว่าจวนข้าไม่มีใครหรืออย่างไร?!” เฟิงหยงโกรธจนควันแทบออกหู ที่เกิดเรื่องทั้งหมดก็เพราะเจ้าเวรนั่นทั้งนั้น!
เขารวบแขนเสื้อขึ้น เดินพุ่งตรงเข้าไปหาคนก่อเรื่องด้วยความเดือดดาล
“อ้าว? พี่ใหญ่ กลับมาแล้วหรือ นั่นแสดงว่าได้พบกับท่านอัครมหาเสนาบดีเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?” จ้าวกวงเห็นเฟิงหยงเดินเข้ามาในห้องโถง ก็ก้าวออกมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านอัครมหาเสนาบดีชมท่านหรือไม่?”
“แน่นอนสิ เขาชมว่าข้าเป็นวีรบุรุษเยาว์วัยเลยนะ” พอมองใบหน้าหล่อเหลาดุจสลักของจ้าวกวง ที่มีเค้าหน้าคล้ายจ้าวอวิ๋นอยู่ลางๆ เฟิงหยงก็เปลี่ยนใจระงับโทสะลงทันที บางทีเขาอาจจะสืบหาเบาะแสบางอย่างจากปากเจ้าหมอนี่ได้
“ไม่คาดว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะให้ค่าพี่ใหญ่ถึงเพียงนี้!” จ้าวกวงตื่นเต้น “แม้แต่ตอนที่ท่านอัครมหาเสนาบดีวิจารณ์พี่อิงอู่ของข้ายังกล่าวเพียงว่าเก่งกล้าสามารถ ไม่ได้ยกย่องถึงขั้นเป็นวีรบุรุษเลยนะ!”
“อิงอู่คือใคร?”
“ก็คือบุตรชายคนโตของแม่ทัพจาง บุตรชายของจางเฟย(เตียวหุย)นั่นแหละ จางเป่า หรือชื่อรองว่าอิงอู่ เขาก็เหมือนพี่ชายของข้าเช่นกัน”
พอแล้ว ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องพูดต่อก็ได้
ในราชสำนักตอนนี้ ขุนนางทหารขุนนางพลเรือนครึ่งค่อนล้วนเป็นลุงเป็นอาของเจ้า ส่วนพวกขุนนางรุ่นใหม่ก็ล้วนเป็นพี่เป็นน้องของเจ้า
น่าอิจฉา น่าอิจฉาจริงๆ! นี่แหละเหตุผลที่ว่าทำไมการเกิดใหม่ถึงเป็นเรื่องของฝีมือ...
“ตกลงแล้วพี่ใหญ่คุยอะไรกับท่านอัครมหาเสนาบดี ถึงได้คำชมเยี่ยงนั้น?”
รอคำนี้อยู่พอดี!
เฟิงหยงเริ่มโชว์การแสดงเต็มที่ ทำหน้าเคร่งขรึมแสร้งทำเป็นขบคิดอย่างยากลำบาก “นี่แหละคือสิ่งที่ข้าก็คิดไม่ตกอยู่ ท่านอัครมหาเสนาบดีเริ่มด้วยการถามข้าว่า ทุกวันนี้สูฮั่นมีศัตรูหลักคือใคร?”
“แล้วพี่ใหญ่ตอบอย่างไร?”
“ข้าตอบว่าเป็นโจโฉ พอพูดถึงตรงนี้ ข้ามีคำถามหนึ่งจะถามเจ้า...ตอนที่อดีตฮ่องเต้ยืนกรานจะยกทัพไปตะวันออก ท่านพ่อของเจ้าคัดค้านอย่างไร?”
“แน่นอนว่าโจโฉคือศัตรูของแผ่นดิน ดังนั้นควรจัดการเว่ยก่อน”
“แล้วหลังจากท่านพ่อของเจ้าคัดค้าน คณะขุนนางในราชสำนักมีปฏิกิริยาอย่างไร?”
“พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?” จ้าวกวงตกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังอธิบายต่อ “แน่นอนว่าเรื่องนั้นทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจมาก ดังนั้นในการรุกทางตะวันออกจึงไม่ได้พาท่านพ่อข้าไปด้วย แต่ให้ท่านพ่อไปประจำที่เจียงโจวแทน และยังมีอีกคือ คนในตระกูลกวนก็เริ่มมีถ้อยคำไม่พอใจต่อท่านพ่อด้วย...”
………………..