- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- 14 - ที่แท้เป็นเขานี่เอง
14 - ที่แท้เป็นเขานี่เอง
14 - ที่แท้เป็นเขานี่เอง
14 - ที่แท้เป็นเขานี่เอง
เฟิงหยงย่อมไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้ถูกผู้อื่นกล่าวหาว่าเป็นคนลามกเสียแล้ว เวลานี้เขากำลังจมอยู่กับความยินดีแห่งความสำเร็จ
การไถนาในฤดูร้อนปีนี้เป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของคุดเอวไถทำให้พ่อบ้านจ้าวมีความมั่นใจในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นมาก เพิ่งจะเสร็จจากงานฤดูร้อน เขาก็รีบออกตระเวนไปตามหมู่บ้านและเมืองเล็กๆ รอบข้างเพื่อกว้านซื้อไก่เป็ดครั้งใหญ่ ใช่แล้ว ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ของตระกูลเฟิงยังไม่ทันจะเริ่มอย่างเป็นทางการ ก็ขยายไปถึงเป็ดเสียแล้ว
บัดนี้เฟิงหยงเข้าใจเสียทีว่าทำไมตอนที่เขาพูดว่าจะเลี้ยงไก่สามร้อยตัว พ่อบ้านจ้าวจึงแสดงท่าทีตกใจขนาดนั้น ในยุควุ่นวายเช่นนี้ แม้แต่แผ่นดินสูซึ่งได้รับผลกระทบจากศึกสงครามน้อยที่สุด ราษฎรที่มีเสบียงเหลือเฟือที่สุดก็คงเลี้ยงไก่ได้แค่สี่ถึงห้าตัวเท่านั้น จะเลี้ยงมากกว่านี้น่ะหรือ เป็นไปไม่ได้เลย
พ่อบ้านจ้าวตระเวนไปทั่วหมู่บ้านรอบด้านก็ยังได้มาแค่สี่สิบกว่าตัวไม่ถึงห้าสิบ แถมยังมีตั้งแต่ลูกเจี๊ยบไปจนถึงแม่ไก่แก่ ครบทุกวัย มองดูเหล่าไก่ตัวผู้ตัวเมียขนาดต่างกันส่งเสียงจ้าละหวั่นอยู่ในลานบ้านที่จัดไว้สำหรับเลี้ยงไก่ ขนไก่ปลิวว่อนทั่วลาน เฟิงหยงก็ได้แต่ถอนใจหนักหน่วง เป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตนั้นยังต้องพยายามอีกไกลนัก!
"นายท่าน รอบๆ นี้ก็เก็บไก่ได้แค่นี้ วันสองวันนี้ข้าจะลองเข้าเมืองดูอีกที เผื่อจะหามาได้อีกบ้าง" พ่อบ้านจ้าวดูท่าจะรู้สึกผิดที่ยังทำตามคำสั่งนายไม่ได้สำเร็จ จึงอยากจะหาทางแก้ไขให้
"ไม่ต้องแล้วล่ะ ท่านลุงจ้าวลองไปดูสิว่าบ้านไหนยังมีเป็ดบ้างก็แล้วกัน ไก่ไม่พอ ก็เลี้ยงเป็ดไปด้วยเลย" เฟิงหยงไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจความเป็นจริง ชนบทเก็บมาได้แค่นี้ เมืองหลวงจะมีมากไปกว่านี้ได้อย่างไรกัน
แต่...เหมือนขนเป็ดจะเอาไปทำเสื้อขนเป็ดได้สินะ! ยุคนี้ไม่มีเครื่องทำความร้อน ฤดูหนาวในหมู่บ้านผู้ดีหน่อยก็มีเพียงเสื้อหนังไว้กันหนาว พวกที่แย่กว่านั้นก็แทบไม่มีเสื้อกันหนาวดีๆ ส่วนราษฎรทั่วไป เหอะๆ มีฟางข้าวห่มนอนก็วิเศษสุดแล้ว เขาจำได้ว่าสมัยเด็กๆ ที่บ้านฆ่าไก่ฆ่าเป็ด ขนที่ถอนออกมาจะเก็บไว้ตากแดดให้แห้ง รอพวกเก็บของเก่ามารับซื้อ แล้วเงินที่ได้จากการขายขนนั้นก็นับว่าไม่น้อย สำหรับชาวนาในตอนนั้น อย่างน้อยก็พอมีเงินซื้อขนมผลไม้ในเทศกาล
คิดถึงตรงนี้ เฟิงหยงก็ยิ่งแน่ใจในความสำคัญของการเลี้ยงเป็ดขึ้นมาทันที เวลานี้ไม่รู้ว่าฝ้ายเข้ามาในจีนหรือยัง แม้จะเข้ามาแล้วก็คงมีน้อยคนนักที่รู้ และต่อให้มีฝ้ายมาอยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่มีเวลาปลูกฝ้ายทำผ้าห่มทันแน่
เฟิงหยงเป็นคนขี้หนาว ชาติก่อนเขาเกิดในภาคใต้ แต่ด้วยเหตุหลายประการ พอโตมาก็ย้ายไปอยู่ภาคเหนือ แถมยังเคยใช้ชีวิตในแดนเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะเกือบครึ่งปีอยู่นานพอดู ตอนแรกเขาหนาวจนหวาดกลัว แม้ภายหลังจะปรับตัวได้ แต่ฤดูหนาวที่โหดร้ายก็ได้ฝากรอยแผลไว้ในใจ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าต้องเลี้ยงเป็ดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!
เฟิงหยงจินตนาการถึงฤดูหนาวที่ไม่มีเครื่องทำความร้อน ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านหนึ่งที จากนั้นหันไปพูดกับพ่อบ้านจ้าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ท่านลุงจ้าว เรื่องนี้ต้องรบกวนท่านอีกครั้ง ไปหาซื้อเป็ดมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
พ่อบ้านจ้าวพยักหน้ารับคำพลางมองไปที่เม่ยเม่ยที่กำลังวุ่นอยู่ในลานบ้าน สายตาเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
ในสายตาของเขา วิธีของนายท่านนั้นราวกับใช้เวทมนตร์เปลี่ยนสิ่งของให้กลายเป็นอาหารสำหรับไก่ได้ ราวกับเทพเจ้าที่สามารถเสกหินให้กลายเป็นทองก็ไม่ปาน ส่วนเม่ยเม่ยที่เรียนรู้เคล็ดวิชาเช่นนี้ได้ แสดงว่ารากฐานต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน ไม่น่าแปลกใจที่นายท่านจะสอนให้นางอ่านหนังสือเขียนอักษร
แม้ว่าการเลี้ยงไก่จะพบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดในช่วงแรก แต่เฟิงหยงก็สามารถหาทางแก้ไขได้ทันที การที่ไม่สามารถซื้อไก่เป็ดได้มากพอ สำหรับเฟิงหยงแล้ว ไม่ถือเป็นปัญหาใหญ่เลย
เด็กบ้านนอกน่ะ ต่อให้ไม่รู้เรื่องอื่น อย่างน้อยเรื่องนี้จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?
เมื่อครั้งยังเด็ก เวลาเทศกาลหรือวันปีใหม่ ไก่เป็ดที่บ้านฆ่ากินกันก็ล้วนมาจากที่เลี้ยงเองทั้งนั้น ส่วนลูกไก่ลูกเป็ดก็ไม่ใช่ซื้อจากตลาด หากมีบ้านไหนมีแม่ไก่กำลังจะกกไข่ ก็คุยกันไว้ก่อน จะเอาไข่ไปให้แม่ไก่บ้านนั้นช่วยฟัก หรือไม่ก็ขอให้เขาฟักไว้เพิ่ม แล้วค่อยนำของไปแลกเป็นลูกไก่ตอนออกจากไข่แล้ว
จนภายหลังฐานะเริ่มดีขึ้น จึงมีแนวคิดเรื่องไก่เนื้อไก่ไข่ ตลาดจึงเริ่มมีลูกไก่หลายแบบขาย และผู้คนจึงไม่ขอให้แม่ไก่ช่วยฟักให้เหมือนแต่ก่อน
เฟิงหยงจึงสั่งเม่ยเม่ยให้คอยสังเกตฝูงไก่ หากพบว่าแม่ไก่ตัวใดมีพฤติกรรมจะกกไข่ ก็ให้จับแยกออกมาก่อน แล้วเลือกไข่สิบกว่าฟองให้มันกก ที่ผ่านมาชาวนาจะเลี้ยงไก่ไว้เพื่อออกไข่ พอเห็นแม่ไก่จะกกไข่ก็จะรีบหาวิธีให้มันเลิก แต่เฟิงหยงกลับอยากได้แม่ไก่กกไข่มากๆ ยิ่งดี
ไก่ในยุคนี้ยังไม่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์เหมือนไก่ไข่หรือไก่เนื้อในภายหลัง พอออกไข่ได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะมีพฤติกรรมอยากกกไข่ ยิ่งอายุมาก ยิ่งอยากกกไข่บ่อย และลูกไก่ที่ออกมาก็ให้แม่มันเลี้ยง ไม่ต้องมานั่งเลี้ยงเองให้ลำบาก
แน่นอนว่าข้อเสียก็คือ ไข่จะออกน้อยกว่าไก่สายพันธุ์ใหม่ในภายหลัง แต่เฟิงหยงเลี้ยงไก่เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต ไม่ได้เลี้ยงเพื่อขายไข่ จึงรับข้อเสียนี้ได้
ในยุคโบราณ ผู้ที่มีฐานะหรือใส่ใจเรื่องมารยาท หากจะไปเยือนบ้านใครโดยไม่สนิทสนมกัน ก็ต้องส่งบัตรเชิญล่วงหน้าหลายวัน เพื่อให้เจ้าบ้านได้เตรียมตัว หากไปโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ก็จะถือว่าไม่มีมารยาท
ว่ากันตามเหตุผล บ้านอย่างเฟิงหยงนั้นเล็กจนไม่น่าจะมีโอกาสเข้าไปข้องเกี่ยวกับวงสังคมเช่นนั้นได้เลย เขาเองก็ไม่เคยคิดว่าบ้านตนจะมีใครส่งบัตรเชิญมาวันหนึ่ง
แต่ในช่วงวันที่เขากำลังวุ่นกับการคัดเลือกไข่สำหรับให้แม่ไก่กก พ่อบ้านจ้าวก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าประหลาด ถือบัตรเชิญใบหนึ่งเข้ามา บอกว่ามีคนมาส่งบัตรเชิญ
"จ้าวควง? จ้าวอี้เหวิน?" เฟิงหยงมองดูนามบัตรในมือ สีหน้าเริ่มขมวดคิ้ว "ทำไมชื่อมันคุ้นๆ นะ...ใครกันแน่? หรือว่าเคยรู้จักมาก่อน?"
รู้จักน่ะหรือ? แน่นอนว่าเขารู้จัก จ้าวอี้เหวินก็คือคนขับรถม้าวันนั้นที่เข้ามาทักเขานั่นเองไม่ใช่หรือ? แต่เฟิงหยงมั่นใจว่านั่นคือการพบกันครั้งแรกของพวกเขา แล้วเหตุใดชื่อของเขากลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด?
แซ่จ้าว? (แซ่เตียวสำเนียงแต้จิ๋ว)
คนมีชื่อเสียงแซ่จ้าวในแคว้นสู เฟิงหยงรู้จักอยู่คนเดียว นั่นก็คือจ้าวอวิ๋น(เตียวจูล่ง) หนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้ที่คนรุ่นหลังขนานนามว่า “ผู้ทำให้คนทั้งหมื่นลุ่มหลง”
"ไอ้...!" เฟิงหยงตบต้นขาฉาดใหญ่ แล้วหลุดสบถออกมา "ข้าจำได้แล้ว! ที่แท้ก็เขานี่เอง!"
ในฐานะที่เคยเล่นเกมซีรีส์สามก๊กตั้งแต่ “Heroes of the Three Kingdoms 1” ถึง “Heroes 7” และตั้งแต่ “Romance of the Three Kingdoms 9” ถึง “Romance 12” รวมทั้งเกมอย่าง “ตำนานโจโฉ” และ “ตำนานจ้าวอวิ๋น” ฯลฯ แม้จะเป็นเพียงแฟนสามก๊กจอมปลอม เฟิงหยงก็ยังบอกได้ว่า ชื่อ “จ้าวควง” นั้นไม่ได้ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเขาเท่าไรนัก
ก็ช่วยไม่ได้ เพราะผู้ที่เคยอ่าน “สามก๊กฉบับวรรณกรรม” ล้วนรู้ดีว่าห้าขุนพลพยัคฆ์คือใครบ้าง แม้แต่คนที่ไม่เคยอ่านก็คงเคยได้ยินชื่อผ่านหูมาแล้ว แต่ถ้าจะถามถึงเหล่าทายาทของห้าขุนพลพยัคฆ์ล่ะก็ คนที่รู้คงมีน้อยเสียเหลือเกิน
แม้ว่าเฟิงหยงเคยคลั่งไคล้สามก๊กอยู่พักหนึ่ง แต่สูงสุดก็ยังเรียกได้แค่ว่าเป็นแฟนจอมปลอมเท่านั้น เช่นเดียวกับการอ่านสามก๊ก วรรณกรรมในช่วงแรกเขาอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่พอเลยศึกอีหลิง(สงครามครั้งสุดท้ายของหลิวเป่ย)ก็เริ่มอ่านผ่านๆ หลังจากจูเก๋อเหลียงตาย เขาก็เริ่มอ่านแบบข้ามๆ และหลังจากแคว้นฮั่นล่มสลายก็เลิกอ่านไปเลย
ใช่แล้ว เขาคือแฟนคลับฝ่ายหลิวเป่ยโดยแท้ เล่นเกมสามก๊กก็จะเลือกเล่นแต่ฝั่งหลิวเป่ย สำหรับหนังสือสามก๊กฉบับพงศาวดาร เขาก็อ่านเฉพาะตอนที่อยากรู้ว่าเนื้อเรื่องจริงแตกต่างจากฉบับวรรณกรรมอย่างไร จึงเลือกอ่านเฉพาะบางช่วงที่สนใจ ดังนั้นต่อให้เขาอยู่ในยุคนี้ เขาก็รู้เพียงแค่เหตุการณ์สำคัญๆ และช่วงเวลาโดยคร่าวๆ เท่านั้น
ตัวละครอย่างจ้าวควง ซึ่งมีบทบาทน้อยในประวัติศาสตร์จริงและแทบไม่มีความโดดเด่น เฟิงหยงย่อมไม่มีความทรงจำฝังใจมากนัก เหตุที่เขานึกออกว่าจ้าวควงเป็นบุตรชายของจ้าวอวิ๋น ก็เป็นเพราะบริษัทเกมบริษัทหนึ่งในยุคหลัง
บริษัทนี้ผลิตเกมออกมาเหมือนภาพยนตร์ และมักจะเลื่อนวันวางขายอยู่เสมอ สโลแกนประจำของมันก็คือ “ผลิตโดย Blizzard (เจ้าของเกมส์ World of Warcraft และ Dota) ย่อมเป็นของชั้นเลิศ” หนึ่งในเกมของบริษัทนี้ก็คือ “Frozen Throne”
ใช่แล้ว เกมนี้ก็ถือเป็นของชั้นเลิศจริงๆ ตอนนั้นเฟิงหยงเคยตั้งปาร์ตี้ LAN เล่นกันกับเพื่อนๆ ด้วย แผนที่หนึ่งในเกมนี้ชื่อว่า “ป้องกันประตูดาบ”
แผนที่นี้อยู่ยงคงกระพันมาเป็นเวลากว่าสิบปี เฟิงหยงเล่นแผนที่นี้มาตั้งแต่สิบปีก่อน จนสิบปีให้หลังก็ยังมีคนเล่นกันอยู่บนอินเทอร์เน็ต แม้เขาจะทะลุมิติมาแล้วก็ตาม จึงจินตนาการได้ไม่ยากว่าแผนที่นี้ทรงอิทธิพลเพียงใด เอาล่ะ...ชักจะออกนอกเรื่องแล้ว
ในแผนที่ “ป้องกันประตูดาบ” นี้ มีตัวละครหนึ่งชื่อว่า “จ้าวควง” และในคำอธิบายตัวละครได้ระบุว่า “บุตรชายของจ้าวอวิ๋น”
……………….