เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

3 - อัจฉริยะบ้าคลั่ง

3 - อัจฉริยะบ้าคลั่ง

3 - อัจฉริยะบ้าคลั่ง


3 - อัจฉริยะบ้าคลั่ง

พอเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย เฟิงหยงก็หัวเราะออกมา พลางโบกมือไปมา

"ใต้เท้าคิดมากไปแล้ว หมั่นโถวแม้จะอร่อยกว่าขนมนึ่งก็จริง แต่ก็ต้องปอกเปลือกข้าวสาลีแล้วโม่ให้เป็นแป้งถึงจะทำได้ หากตั้งค่ายอยู่กับที่ก็พอใช้เป็นอาหารได้ แต่หากต้องเคลื่อนพล ย่อมไม่เหมาะเลย"

ชายผู้นั้นพลันแสดงท่าทีผิดหวังขึ้นมา ขบคิดถึงภารกิจการออกตรวจราชการของตนในครั้งนี้ ซึ่งมีสามประการ หนึ่งคือเสาะหาบัณฑิตเร้นกายตามหัวเมืองต่างๆ สองคือดูผลผลิตข้าวฤดูร้อนเพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง สามคือเฝ้าระวังผู้ฉวยโอกาสก่อจลาจลในช่วงบ้านเมืองปั่นป่วน

ตอนนี้ดูจากที่เห็น ชนชั้นปัญญาชนที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นส่วนใหญ่มักแค่พูดดีแต่ไร้สาระ ไม่มีปัญญาหาทางออก ทำให้ผิดหวังอย่างแท้จริง อี้โจวก็เป็นดินแดนปิดตาย ผู้มีปัญญานั้นยิ่งน้อยกว่าจงหยวนหรือแคว้นเจียงตงหลายเท่า

โชคดีว่าปีนี้ผลผลิตข้าวฤดูร้อนดี ประชาชนไม่ต้องอดอยาก ช่วยให้คลายกังวลไปได้บ้าง ไม่เช่นนั้นเมื่ออดีตฮ่องเต้เพิ่งสิ้นพระชนม์ บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน หากเกิดทุพภิกขภัยอีก เกรงว่าแคว้นสูคงได้ล่มจม

"เจ้าหนู นั่งลงก่อน ข้ามีบางเรื่องอยากถาม" ชายผู้นั้นแม้ดูมีฐานะสูงส่ง แต่กลับนั่งลงกับพื้นเรียบง่าย ชวนให้เฟิงหยงนั่งตรงข้าม ถามอย่างนุ่มนวล "ข้าขอถามว่า บ้านเจ้ามีที่นาเท่าใด? วัวไถนาเลี้ยงไว้กี่ตัว? ปีนี้เก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง?"

เฟิงหยงชำเลืองมองอีกฝ่ายในใจครุ่นคิด นี่มันขุนนางตรวจเยี่ยมราษฎรสมัยโบราณชัดๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีคนถือธงนำหน้าโห่ร้องอะไรมากมาย มีก็แค่เกวียนกับคนรับใช้หนึ่งคนเท่านั้น

"ขอเรียนใต้เท้า ที่บ้านมีนาบกสามร้อยมู่ นาชลอีกสองร้อยมู่ มีวัวไถนาอยู่สองตัว ส่วนผลผลิตปีนี้..." เฟิงหยงยิ้มแหยๆ อย่างเขินอาย "ไม่อาจปิดบังใต้เท้า ข้าก็ไม่ค่อยชำนาญเรื่องที่นาเท่าไรนัก"

"หึ!" ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว มองเฟิงหยงอย่างตำหนิ

"เกษตรกรรมคือรากฐานของครอบครัว และรากฐานของบ้านเมือง เจ้าซึ่งเป็นหัวหน้าบ้านกลับเพิกเฉยเยี่ยงนี้ ช่างไม่สมควรยิ่ง! ดูท่าทางเจ้ายังเยาว์วัย คงได้รับมรดกที่นาจากบรรพบุรุษ แต่กลับไม่รู้จักถนอมรักษา เช่นนี้ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือ?"

เฮ้ย! เวรแล้ว! เปลี่ยนโทนด่ากันเร็วดีแท้! เจ้ามาจากไหนกันฟะ? แม่งพูดซะยิ่งกว่าคุณครูใหญ่ ข้าไปสนิทกับเจ้าตอนไหน ถึงได้กล้ามาดุข้าแบบนี้?

เฟิงหยงงงไปหมด ไม่คิดว่าในสมัยโบราณขุนนางจะกล้ามาด่าคนอื่นกลางแจ้งแบบไม่แคร์ใครอย่างนี้หรือ?

เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นแค่ “คนบ้านนอก” ที่ไม่เข้าใจว่าในสมัยโบราณ ขุนนางให้ความสำคัญกับการ “แนะนำและสอบถามเรื่องเกษตรกรรม” เป็นอย่างมาก "แนะนำ" ยังไม่พอ ต้อง "สอบถาม" ด้วย หากแนะนำแล้วไม่ฟัง อย่าว่าข้าไม่เตือนนะ!

"ใช่ๆ ข้าขายหน้าจริงๆ" เฟิงหยงรีบก้มหน้ารับผิด ก็ช่วยไม่ได้ สมัยโบราณไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ประชาชน เขาแม้ไม่เข้าใจว่าทำไมขุนนางถึงกล้ามาดุคนอย่างเขาได้ แต่ก็รู้ดีว่า "ประชาชนอย่าต่อกรกับขุนนาง"

"ข้าแม้จะไม่อาจเรียกว่ารู้ตื้นลึกหนาบางของถิ่นนี้ แต่ก็เคยผ่านมาห้าหกหน ไม่เคยได้ยินว่ามีบ้านตระกูลเฟิงตรงนี้ เจ้าซื้อที่ดินมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?" หลังจากดุด่าแล้ว ชายผู้นั้นก็ถามขึ้นอย่างมีเลศนัย พร้อมมองเฟิงหยงอย่างสงสัย ... หรือจะเป็นลูกหลานขุนนางตระกูลใหญ่มาทำตัวไร้สาระอยู่ที่นี่?

นี่มันสอบสวนประวัติเลยนะเว้ย! ที่ดินของข้าฮ่องเต้ประทานให้เว้ย! ไม่มีอะไรต้องปิดบัง! พอเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่มองตนเหมือนเป็นพวกขุนศึกยึดที่ ข้าก็ของขึ้น! เห็นว่าเป็นขุนนาง เห็นว่าอายุมากกว่าก็เลยให้เกียรติ แต่ถ้ายังทำตัวแบบนี้ ข้าก็จะไม่ออมมือแล้วนะ!

"ใต้เท้านี่พูดผิดถนัด! ที่ดินนี้ข้าไม่ได้ซื้อมา แต่เป็นอดีตฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้! บิดาข้าติดตามฮ่องเต้ไปตีแคว้นอู๋ ร่วมกับแม่ทัพฝู แล้วสิ้นชีพในสนามรบ อดีตฮ่องเต้ทรงพระเมตตา จึงพระราชทานที่ดินห้าร้อยมู่ให้เป็นรางวัล"

ชายผู้นั้นตกตะลึง อุทานออกมา "เจ้าคือบุตรชาย 'บ้า' ของตระกูลเฟิงหรือ?!"

พูดจาแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? กล้าพูดอีกครั้งไหม!? ใครมันเป็นคนตั้งฉายาให้ข้าว่าเป็นบ้า?!

ขุนนางสมัยโบราณนี่มันว่างเกินไปหรืออย่างไร? เรื่องของรองแม่ทัพเล็กๆ คนหนึ่งถึงกับรู้ไปถึงฮ่องเต้ แล้วยังมีคนตั้งฉายาให้ลูกชายจนลือกันทั้งราชสำนักอีกเหรอ? หรือว่าเพราะยุคนี้มันไม่มีความบันเทิงเลยเหรอ ถึงได้หาเรื่องไร้สาระสนุกกันแบบนี้?

พอเห็นเฟิงหยงสีหน้าเปลี่ยนทันที อีกฝ่ายก็รู้ว่าตนเสียมารยาท รีบคารวะแล้วกล่าวขอโทษ

"ที่แท้เป็นทายาทของขุนพลผู้กล้าหาญ ช่างน่าเคารพยิ่ง! ข้าผิดไปแล้ว พูดพลั้งเพราะตกใจ ขออภัยเป็นอย่างสูง!"

เฟิงหยงสะบัดเสียงเย็นๆ กลับมา แล้วรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนจากท่านั่งคุกเข่าเป็นนั่งขัดสมาธิ (ความจริงคือท่านั่งคุกเข่านานทำให้เจ็บขา) แล้วชี้ไปที่ทุ่งนาไม่ไกลกล่าวว่า

"ใต้เท้าถามถึงเรื่องนา ข้าผู้น้อยไม่เก่งนัก ก็ขอพูดในสิ่งที่ข้ารู้ละกัน ชาวบ้านบอกกันว่าปีนี้ข้าวสาลีออกดี ได้ผลผลิตเฉลี่ยสองถังครึ่งต่อมู่ ทุกคนดีใจกันใหญ่ แต่ในสายตาข้าแล้ว มันยังน่าดีใจไม่พอ เพราะในอดีตบรรพชนทำไร่ด้วยมีดและไฟ ได้นาเพียงหนึ่งถังต่อมู่ ส่วนตอนนี้ใช้ไฟถางและน้ำพรวน จึงได้ถึงสองถังครึ่ง ที่ได้ผลดีขึ้นนี้ มีสองเหตุผล หนึ่งคือถอนหญ้าออกหมด ช่วยรักษาต้นข้าว สองคือเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สมบูรณ์แต่แรก…"

เคยเห็นนาทดลองในยุคหลังๆ ที่ได้ผลผลิตสองพันจิน(1 ตัน)ต่อมู่ไหม? เดี๋ยวนี้ชาวนาในอนาคตถ้าปลูกไม่ถึงพันจินต่อมู่ ยังไม่กล้าไปคุยโวเลยนะ! พวกบ้านนอกอย่างพวกเจ้านี่แหละ! ได้แค่สามร้อยกว่าจินต่อมู่ ก็ทำตัวดีใจยิ่งกว่าได้ทอง!

เขาเริ่มอธิบายอย่างเร่าร้อน เสียงดังน้ำลายกระเด็นพรืด บรรยายใหญ่โตสุดฤทธิ์ พูดไปจนปากแห้ง พอหันกลับไปดู ก็เห็นชายแซ่หม่าอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้น สีหน้าเหลือเชื่อ เฟิงหยงพอใจในใจทันที

ฮึ! กลัวละสิ? ตกใจกับภูมิปัญญาข้าแล้วใช่ไหมล่ะ?

อีกฝ่ายพยายามเปลี่ยนสีหน้าให้สงบ คารวะพลางกล่าวว่า "หนุ่มน้อยมีแนวคิดแปลกใหม่ คิดได้ในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง น่าอัศจรรย์จริงๆ เพียงแต่เพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก ควรพักผ่อนให้มาก อย่าโดนแดดฤดูร้อนเผาจนเป็นลม..."

ดูท่าว่าคงโดนข้าข่มซะเงียบไปเลย ฮึ! พวกคนโบราณนี่มันไม่มีภูมิความรู้เอาซะเลย!

เฟิงหยงชี้ไปทางทิศใต้ แล้วกล่าวว่า "แม้ปีนี้จะเป็นปีแห่งผลผลิตอุดมสมบูรณ์ แต่จะให้พูดว่าไร้กังวลก็คงพูดไม่ได้เต็มปาก ขณะนี้อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ เกรงว่าแคว้นสูจะเกิดเรื่องวุ่นวายไม่น้อย! ไม่ต้องพูดถึงที่อื่น เอาแค่ดินแดนหนานจง ที่แต่ไหนแต่ไรมาแสดงท่าทีไม่ยอมสวามิภักดิ์ แคว้นอู๋ก็ได้ครองเกงจิ๋วแล้ว ย่อมจ้องหมายแคว้นสู หากทั้งสองร่วมมือกัน เกรงว่าหนานจงจะก่อกบฏแน่!"

"เอาแล้ว เอาแล้ว...!" สีหน้าชายผู้นั้นซีดเผือด ดวงตาสะท้อนความเวทนาแปลกประหลาด พลางยกมือขึ้นตอบเลื่อนลอย "คุณชายนี่ช่างมีสติปัญญาแท้! ได้ฟังคำของท่านวันนี้ ราวกับคนกระหายน้ำได้ดื่มน้ำใสบริสุทธิ์ เพียงแต่วันนี้ข้ายังมีราชกิจสำคัญ คงไม่อาจสนทนากับท่านได้อีก หากมีวาระเมื่อใด จะกลับมาฟังท่านแสดงทัศนะอีกแน่นอน!"

ว่าแล้วเขาก็คำนับอย่างลวกๆ ก่อนจะลุกจากที่นั่งรีบเร่งจากไป

เฟิงหยงแลบลิ้นอย่างเซ็งๆ คิดในใจ...แปลกจริง ตอนจะไป สีตาเจ้านั่นดูเหมือน... เอ่อ คล้ายจะ สงสาร ข้าด้วยหรือเปล่า? ข้าไม่ได้มองผิดไปใช่ไหม? แล้วคำว่า "แนวคิดแปลกใหม่ คิดได้ในสิ่งที่คนอื่นคิดไม่ถึง" เนี่ย มันแปลว่าอะไรวะ? อย่าบอกนะว่าแค่ด่าอ้อมๆ ว่าข้าเป็นบ้า?

ไอ้ขุนนางเลว! ถ้ามีปัญญาก็กลับมาสิ มาอธิบายให้ชัดๆ! เจ้าเล่นพูดจาอ้อมโลกมาด่าคนอื่นแบบนี้ มันใช่เรื่องไหม?

"นายท่าน เป็นอย่างไรบ้าง?" ผู้ดูแลถามขณะเห็นเจ้านายเร่งฝีเท้ากลับมา หน้าตาบูดบึ้ง คอยเร่งให้รีบขึ้นรถอยู่ตลอด ก็ดูน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย

พอเกวียนเคลื่อนตัวอีกครั้ง ชายผู้นั้นก็ถอนหายใจ "เดิมคิดว่าจะได้พบผู้มีปัญญา กลับกลายเป็นเจออัจฉริยะวิกลจริต!"

หลังจากเจ้าขุนนางประหลาดที่ดูเหมือนคนเสียสตินั้นจากไป เฟิงหยงก็ตกปลาอยู่อีกสักพัก พอเห็นตะวันเอียงไปทางตะวันตกแล้ว พวกชาวนาก็เริ่มเก็บรวบรวมข้าวสาลีที่เกี่ยวไว้จัดเป็นกองๆ

เขาหยิบตะกร้าปลาที่แช่น้ำไว้ขึ้นมาดูผลงานวันนี้แล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ ยุคโบราณที่ไม่มีมลพิษนี่มันดีจริงๆ ดูปลาป่าที่จับได้นี่สิ สดและมีชีวิตชีวากว่าปลาจากบ่อเพาะเลี้ยงสำหรับตกโดยเฉพาะไม่รู้กี่เท่า

ชาติก่อนเขาเคยไปตกปลาที่ฟาร์มตกปลาเฉพาะกิจ ปลาที่ได้มาก็โง่เง่าไร้สติ แถมรสชาติยังแย่จนหมดอารมณ์ตกปลา

บ้านของตระกูลเฟิงตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ที่ดินห้าร้อยมู่ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ในยุคนี้กลับไม่ถือว่าใหญ่โตอะไร โดยเฉพาะมีถึงสองร้อยมู่เป็นนาชลที่สามารถสลับฤดูกับข้าวสาลีไปปลูกข้าวเปลือกได้ ส่วนที่เป็นนาดอนแบ่งเป็นข้าวฟ่างสองส่วน ข้าวสาลีหนึ่งส่วน สามารถสลับปลูกตามฤดูกาล ดังนั้นจึงมีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่เช่าที่ดินของตระกูลเฟิงไว้

การเพาะปลูกในยุคนี้ยังหยาบมาก เริ่มจากเลือกเมล็ดพันธุ์ในตอนแรก ใครมีทุนหน่อยก็จุดไฟเผาปรับพื้นที่ก่อน แล้วใช้วัวไถ ถ้าไม่มีทุนก็เผาเสร็จใช้เครื่องมือธรรมดาไถด้วยมือ จากนั้นก็หว่านเมล็ด แล้วแทบไม่ดูแลอะไรอีกเลย หนึ่งครอบครัวไถนาร้อยมู่ได้โดยไม่เหนื่อย

ด้วยวิธีเพาะปลูกแบบนี้จะหวังผลผลิตมากได้อย่างไร? ปีนี้ข้าวสาลีได้สองถังครึ่งต่อมู่ก็ถือว่าปีแห่งความอุดมสมบูรณ์แล้ว ชาวบ้านต่างก็สรรเสริญฟ้า

เฟิงหยงคิดว่า ถ้าตนเป็นฟ้า คงไม่ให้พวกเจ้าสักถังด้วยซ้ำ ชาติก่อนเขาอยู่ในชนบทก่อนจะไปเรียนหนังสือ จำได้ว่าบ้านมีที่นาไม่ถึงสิบหมู่ คนทั้งบ้านก็ต้องขยันหามรุ่งหามค่ำตลอดปี ยังไม่พอใช้ เหตุใดน่ะหรือ? ก็เพราะการเพาะปลูกแบบ "ไถลึกพรวนดี" นั่นเอง

มองดูชาวนาผู้อาภัพใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นล้อมวงกันอยู่กลางลานของหมู่บ้าน มือข้างหนึ่งถือหมั่นโถว อีกมือถือถ้วยข้าวฟ่างต้มแบบโจ๊กแล้วกินกันเอร็ดอร่อย

เฟิงหยงผู้เติบโตภายใต้ธงแดง(พรรคคอมมิวนิสต์) พลันรู้สึกหงุดหงิดในใจแบบไร้สาเหตุ...สัดเอ๊ย! อยากตายจริงๆ!

……………….

จบบทที่ 3 - อัจฉริยะบ้าคลั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว