- หน้าแรก
- ตอนเช้าเป็นหนุ่มน้อยบ้านนา ตกเย็นมาเป็นฮ่องเต้เฉยเลย
- 130 - เด็กน้อยผู้รู้ความ
130 - เด็กน้อยผู้รู้ความ
130 - เด็กน้อยผู้รู้ความ
130 - เด็กน้อยผู้รู้ความ
หลังจากกู่ชิงเข้าคุกได้สามวัน
ตำหนักซิงชิ่ง หอฮวาเอ้อ
เกาหลี่ซื่อกระซิบข้างหูหลี่หลงจี รายงานบางอย่างเสียงเบา
“เรื่องที่ฝ่าบาทรับสั่งคราวที่แล้วให้ตรวจสอบเบื้องหลังของกู่ชิง ขุนนางบันทึกงานกองทัพสังกัดกององครักษ์ซ้าย บ่าวชราได้ส่งคนไปซูโจวแล้ว คนยังอยู่ระหว่างทาง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฝ่าบาทอาจจะยังไม่ทรงทราบ...”
“เรื่องอันใด?” หลี่หลงจีถามอย่างไม่ใคร่สนใจนัก
“กู่ชิงผู้นี้เพิ่งเข้ารับราชการในกององครักษ์ซ้ายก็ก่อเรื่องเสียแล้ว ตอนนี้ตัวถูกขังอยู่ในคุกกององครักษ์ซ้าย ขังมาได้สามวันแล้วพะยะค่ะ”
หลี่หลงจีชะงัก หันไปมองเกาหลี่ซื่อด้วยความประหลาดใจ
เกาหลี่ซื่อก้มหน้า
“เขาก่อเรื่องอะไร?”
“ทูลฝ่าบาท กู่ชิงเข้ารับราชการวันแรกก็ตีขุนนางซือเจียนามว่าลู่เฉิงผิง ลู่เฉิงผิงเป็นบุตรชายคนโตของลู่เสวียน ผู้ตรวจการในราชสำนัก”
หลี่หลงจีขมวดคิ้ว “ทำงานวันแรกก็ตีคน กู่ชิงผู้นี้อารมณ์ร้ายใหญ่โต ดูท่าคนที่ไม่ได้เป็นขุนนางผ่านการสอบจอหงวนจะหยาบกระด้างอยู่บ้างจริงๆ”
เกาหลี่ซื่อไม่เคยคัดค้านคำพูดใดๆ ของหลี่หลงจี จึงยิ้มเออออด้วย
ครู่ต่อมา หลี่หลงจีถามอีกว่า “ทำไมกู่ชิงถึงตีคน?”
“เนื่องจากกู่ชิงเป็นคนบ้านเดียวกับไท่เจินเฟย (หยางกุ้ยเฟย) ไท่เจินเฟยทรงโปรดปรานเขามาก บ่าวชราจึงไปสืบดูเป็นพิเศษ ว่าไปแล้วจะโทษกู่ชิงทั้งหมดก็ไม่ได้ เป็นลู่เฉิงผิงที่ใช้วาจาหยาบคายก่อน นิสัยของกู่ชิงเป็นดั่งที่ฝ่าบาทตรัส ไม่ค่อยดีจริงๆ สามหมัดก็ซัดลู่เฉิงผิงสลบไป...”
หลี่หลงจีหลุดขำ “หมัดหนักพอกับนิสัยเลยนะ”
เกาหลี่ซื่อยิ้มตามหลี่หลงจี
“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้อย่ามากวนใจเรา ตีคนก็ต้องรับโทษตามธรรมดา แม่ทัพใหญ่กว๋อจื่ออี้แห่งกององครักษ์ซ้ายคุมทหารเข้มงวดมาก จัดการตามกฎทหารก็พอ หนุ่มน้อยหกล้มบ้างจะได้เข้าใจความโหดร้ายของโลก” หลี่หลงจีกล่าวเรียบๆ
เกาหลี่ซื่อไม่กล้าพูดมาก รับคำ
หลี่หลงจีนึกอะไรขึ้นได้ แววตาไหววูบอย่างรวดเร็ว ถามอีกว่า “เรื่องนี้หากว่ากันด้วยถูกผิด ลู่เฉิงผิงใช้วาจาหยาบคายก่อน กู่ชิงลงมือแน่นอนว่าต้องติดคุกรับโทษ แล้วลู่เฉิงผิงเล่า? ใช้วาจาหยาบคายก็นับว่ามีความผิดใช่หรือไม่?”
เกาหลี่ซื่อชะงัก ก้มหน้ากล่าวว่า “ลู่เฉิงผิงไม่ได้รับโทษทางทหาร”
สีหน้าของหลี่หลงจีเย็นชาลงทันที
เกาหลี่ซื่อเห็นหลี่หลงจีสีหน้าทะมึนทึง ก็เงียบกริบไม่กล้าส่งเสียง
“ลู่เสวียนบิดาของลู่เฉิงผิง ได้ยินว่าอัครมหาเสนาบดีหลี่ต้องการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหัวหน้าผู้ตรวจการ?”
“พะยะค่ะ ขุนนางสามกรมมีการหารือกันแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุป จึงยังไม่ได้ถวายรายงานต่อฝ่าบาท”
หลี่หลงจีกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เทียนเป่าปีที่แปด ลู่เสวียนเล่นละครซ่อนหนังสือคำทำนายไว้ในแขนเสื้อกลางท้องพระโรงตำหนักซิงชิ่ง โค่นล้มหยางเซิ่นจินลงได้ เรานึกว่าเขาเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะเสียอีก”
เกาหลี่ซื่อตกใจเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ หลี่หลงจีถึงพูดถึงคดีเก่าเมื่อปีเทียนเป่าที่แปดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พระทัยฮ่องเต้ยากคาดเดา ความคิดของหลี่หลงจีแม้เขาจะติดตามมาหลายปีก็ยังยากจะหยั่งถึง จึงได้แต่เงียบกริบ
หลี่หลงจีพูดประโยคนี้จบก็ไม่พูดต่อ โบกมือกล่าวว่า “เรียกไท่เจินเฟยมา แล้วเรียกนักดนตรีจากตำหนักต้าหมิงมาด้วย เราจะชมการแสดง ‘อาภรณ์ขนนกสีรุ้ง’ กับนาง”
ทันใดนั้นขันทีหน้าตำหนักรายงานว่า “ฝ่าบาท หลี่กวงปี้ จั่วหลางเจี้ยงแห่งกององครักษ์ซ้ายขอเข้าเฝ้า”
หลี่หลงจีชะงัก จู่ๆ ก็ยิ้มอย่างมีความหมาย “คนของกององครักษ์ซ้ายอีกแล้ว ฮ่าๆ เราชักจะสงสัยเสียแล้วสิ ให้เข้ามา”
ตอนที่หลี่กวงปี้เข้าตำหนัก สองมือประคองไหสุราไหหนึ่ง ตอนอยู่หน้าประตูวังขันทีได้ตรวจสอบพิษแล้วจึงอนุญาตให้หลี่กวงปี้นำสุราเข้าวังได้
หลังจากเข้าตำหนัก หลี่กวงปี้ส่งไหสุราให้ขันทีด้านข้างก่อน แล้วจึงโค้งคำนับ
สายตาของหลี่หลงจีจับจ้องไปที่สุราในมือขันทีเป็นอันดับแรก ยิ้มว่า “เราไม่เคยเห็นหลี่หลางเจี้ยงมากพิธีเช่นนี้ ถึงกับนำสุรามาถวายด้วยตัวเอง หรือหลี่หลางเจี้ยงเห็นว่าสุราในวังรสชาติไม่กลมกล่อมพอ?”
หลี่กวงปี้ทำท่าหวาดเกรงกล่าวว่า “ฝ่าบาทโปรดอภัย สุราไหหนี้ กู่ชิง ขุนนางบันทึกงานกองทัพสังกัดกององครักษ์ซ้ายวานกระหม่อมให้นำเข้าวังมาถวายฝ่าบาทพะยะค่ะ”
แววตาของหลี่หลงจีไหววูบ “กู่ชิงอีกแล้ว ทำไมช่วงนี้เราถึงได้ยินชื่อเขาบ่อยนักนะ?”
เมื่อคนเล็กๆ ยังไม่สำคัญมากนัก ก็ต้องจำไว้ว่าให้คอยแสดงตัวต่อหน้าคนใหญ่คนโตอยู่เสมอ แสดงตัวด้วยวิธีการต่างๆ จนคนใหญ่คนโตอยากจะลืมก็ยาก แม้แต่ในฝันก็ยังฝันเห็นเขายิ้มให้ นี่คือ "การวนเวียนในห้วงฝัน" อย่างแท้จริง
เมื่อกลายเป็นฝันร้ายของคนใหญ่คนโตแล้ว คนเล็กๆ ก็เข้าใกล้ความสำเร็จหรือความตายไปอีกก้าว คนใหญ่คนโตไม่เลื่อนตำแหน่งให้เขา ก็จะกำจัดเขาเสีย
นี่คือความหมายของ "ความมั่งคั่งมาจากการเสี่ยง"
กู่ชิงฝากหลี่กวงปี้เข้าวังนำสุราไปถวาย ก็เพื่อแสดงตัวตน
เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่าหลี่หลงจีจะฉลาดแกมโกงยิ่งกว่าที่เขาคิด ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ที่เฉลียวฉลาดหรือโง่เขลา ตราบใดที่เขามีความปรารถนาในอำนาจอย่างรุนแรง ความสามารถในการควบคุมเมืองหลวงของเขาก็น่ากลัวมาก เรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวันในเมืองหลวง ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหน ตราบใดที่เขาอยากรู้ เขาก็จะรู้ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น ก่อนที่หลี่กวงปี้จะนำสุราเข้าวัง หลี่หลงจีก็ได้ยินเกาหลี่ซื่อกล่าวถึงกู่ชิงแล้ว และยังเชื่อมโยงเรื่องราวของกู่ชิงกับผู้คนและเหตุการณ์บางอย่างในราชสำนัก ทำให้เขามีความประทับใจต่อกู่ชิงผู้นี้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อมองดูไหสุราที่ขันทีใช้สองมือประคอง หลี่หลงจีก็ยิ้มอย่างน่าคิด
ควรประเมินกู่ชิงผู้นี้อย่างไรดี? ในสายตาของหลี่หลงจี กู่ชิงเป็นคนที่รู้ธรรมเนียม มีความสามารถ มีกลยุทธ์ และมีทักษะบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เช่น การสร้างกระดานทราย
เด็กหนุ่มเช่นนี้ ตามปกติแล้วควรจะเย่อหยิ่ง ผู้ที่ถือดีเพราะมีพรสวรรค์นั้นมีมากมายในโลก มีความสามารถเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกว่าตนเองเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า นี่คือโรคทั่วไปของวัยรุ่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลี่หลงจีเคยพบคนแบบนี้มานับไม่ถ้วน
ทว่ากู่ชิงมีความสามารถ แต่กลับรู้จักการประจบสอพลอด้วย และประจบได้อย่างยอดเยี่ยม ใช้ท่าทางที่จริงจังและคำพูดที่สุภาพที่สุดเพื่อกล่าวคำเยินยอที่ประจบประแจงที่สุด เช่น "แจกันชุดเดียวที่หาไม่ได้อีกแล้ว" "งามโดยธรรมชาติยากจะละทิ้ง" "จันทร์หลบโฉมมวลผกาละอายนาง" ประจบออกมาอย่างเคร่งขรึม ราวกับกำลังกล่าวถึงสัจธรรมของนักปราชญ์ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุด
ในขณะที่หลี่หลงจีกำลังคิดว่าการที่เด็กหนุ่มดูเป็นผู้ใหญ่มากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี กู่ชิงก็ก่อเรื่องที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม เขาชกคนสลบไปด้วยสามหมัด และคนที่ถูกชกก็เป็นบุตรชายของเตี้ยนจงซื่ออวี้สื่อ (殿中侍御史) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในราชสำนัก นิสัยใจร้อนของวัยรุ่นถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน จากเรื่องนี้ หลี่หลงจีจึงรู้สึกว่ากู่ชิงผู้นี้จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เคร่งครัดในธรรมเนียมขนาดนั้น
เคารพผู้มีอำนาจสูงส่ง แต่ไม่เกรงกลัวผู้มีอำนาจระดับกลาง เมื่อก่อเรื่องแล้วก็รีบฝากคนเข้าวังถวายของขวัญ ดูเหมือนเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและมีไหวพริบลึกซึ้ง แต่ก็ไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้น เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจมาก
ฮ่องเต้แต่ละองค์มีวิธีการใช้คนแตกต่างกันไป บางคนมองหาแต่ผู้มีพรสวรรค์ในการปกครองประเทศ บางคนโปรดปรานขุนนางที่ชอบประจบสอพลอ และบางคน สิ่งแรกที่มองหาไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือการที่เขาจะสามารถควบคุมได้หรือไม่ ขุนนางที่สามารถควบคุมได้จึงจะเป็นขุนนางที่ดี
สิ่งที่หลี่หลงจีชอบคือขุนนางที่ควบคุมได้ง่าย ฮ่องเต้ผู้สร้างยุคไคหยวนอันรุ่งเรืองด้วยมือของเขาเอง มีความปรารถนาในอำนาจที่น่ากลัวมาก เขาต้องการควบคุมทุกสิ่ง ไม่เพียงแต่แผ่นดินและราชสำนัก แต่ยังรวมถึงจิตใจของผู้คนด้วย
ขุนนางที่สุขุมรอบคอบ ไม่เคยทำผิดพลาดตลอดชีวิต และไม่ปรารถนาในสิ่งยั่วยวนทางวัตถุใดๆ กลับเป็นคนที่หลี่หลงจีต้องระวัง "การไม่ปรารถนา" แสดงว่าจริงๆ แล้วเขามีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่กว่า เพียงแต่ถูกซ่อนไว้ลึกมาก
จากพฤติกรรมต่างๆ ของกู่ชิง ดูเหมือนเขาจะเป็นขุนนางที่ควบคุมได้ง่าย มีความสามารถ รู้จักประจบสอพลอ รู้ธรรมเนียมโดยทั่วไป แต่ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เป็นอันตรายเป็นครั้งคราว หลังจากทำผิดก็รีบฝากคนถวายของขวัญแก่ฮ่องเต้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้เดียงสาจนน่าหัวเราะ
ควบคุมง่ายหรือไม่? ดูเหมือนจะง่ายมาก