- หน้าแรก
- ตอนเช้าเป็นหนุ่มน้อยบ้านนา ตกเย็นมาเป็นฮ่องเต้เฉยเลย
- 127 - ปล่อยไปตามยถากรรม
127 - ปล่อยไปตามยถากรรม
127 - ปล่อยไปตามยถากรรม
127 - ปล่อยไปตามยถากรรม
มาถึงฉางอันวันแรก รู้จักผู้อาวุโสสามท่าน มาถึงฉางอันวันที่สอง ล่วงเกินอัครมหาเสนาบดีหลี่หลินฟู่
กู่ชิงรู้สึกว่าตนเองควรเขียน “บันทึกฉางอัน” สักเล่ม ชีวิตที่ผ่านไปอย่างระทึกขวัญเช่นนี้ ช่างคุ้มค่าแก่การจดจำเหลือเกิน แต่เมื่อคิดได้ว่าผู้ที่เขียนบันทึกประจำวันนอกจากอาเล่ยแล้วส่วนใหญ่ไม่ใช่คนดี อีกทั้งลายมือของตนก็น่าเกลียดเกินไป กู่ชิงจึงล้มเลิกความคิด
โจวชางเฉายืนทำหน้าเศร้าอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางไม่ยี่หระของกู่ชิง ก็ยิ่งร้อนใจขึ้นไปอีก
คนผู้นี้จิตใจกว้างขวางหรือมั่นใจในตัวเองกันแน่? เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่ร้อนรนแม้แต่น้อย
“กู่ชานจวิน ข้าน้อยพูดไปตั้งมากมาย ท่านน่าจะรู้ผลที่จะตามมาแล้วกระมัง?”
“รู้สิ อาจจะตาย”
โจวชางเฉาถอนหายใจ “ไม่ใช่แค่ ‘อาจจะ’ แต่ตายแน่ คุณชายลู่ผู้นี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ท่านรีบหาหนทางเถิด”
กู่ชิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตบก็ตบไปแล้ว ข้าสู้ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ไม่ได้หรอก จะมีหนทางใดได้”
“หรือจะรอความตายอยู่ที่นี่?”
“ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็นึกขึ้นได้ เราหนีได้นี่นา หนีไปจากที่เกิดเหตุก็ไม่เป็นไรแล้วมิใช่หรือ?” กู่ชิงยิ้ม
โจวชางเฉาแทบจะร้องไห้ออกมา “หนีไปที่ใด? ข้าน้อยเป็นขุนนางอยู่ดีๆ ชั่วพริบตากลายเป็นนักโทษหลบหนีของทางการ ข้าน้อย... ช่างสิ้นหวังนัก!”
กู่ชิงยิ้ม “เอาล่ะๆ ล้อเล่นหรอกน่า ท่านกลับไปรอที่ห้องเตรียมตัวติดคุกสักไม่กี่วันเถิด ผ่านไปไม่กี่วันก็ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ตายหรอก ข้าเองก็ต้องรีบไปเตรียมตัวสักหน่อย”
หันไปมองลู่เฉิงผิงที่นอนอยู่บนพื้น กู่ชิงกล่าวว่า “คุณชายลู่ผู้นี้ปล่อยให้นอนไปก่อนเถิด เขาเหนื่อยเกินไปแล้ว ควรพักผ่อนให้มาก”
โจวชางเฉาลังเล “ไม่ปลุกเขาหรือ”
กู่ชิงถอนหายใจ “ปลุกขึ้นมาเขาก็จะชักดาบอีก ข้าคงอดใจไม่ไหวซัดเขาสลบอีกเป็นแน่ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เรื่องราวในอดีตรู้มากเพียงใด...”
…………
กู่ชิงออกจากจวนกององครักษ์ซ้าย กลับไปที่โรงเตี๊ยม ฮ่าวตงไหลและสือต้าซิงไม่อยู่ บางทีอาจออกไปสืบข่าววงการค้าในฉางอัน กู่ชิงค้นไหสุราดีกรีแรงที่นำมาจากอำเภอชิงเฉิงออกมาจากห้อง ในใจลอบยินดีที่โชคดี เดิมทีตั้งใจเอาไว้ดื่มแก้เบื่อระหว่างทางหรือดื่มกับสหาย คิดไม่ถึงว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในวันนี้
หิ้วไหสุรา กู่ชิงกลับไปที่จวนกององครักษ์ซ้ายอีกครั้ง เดินเลี่ยงไปทางเรือนหลัง พบห้องของหลี่กวงปี้
หลี่กวงปี้นั่งอยู่ในห้อง ถลึงตามองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กู่ชิงยิ้มเจื่อน
เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เรือนหลังเมื่อครู่ หลี่กวงปี้รู้เรื่องแล้ว
ทั้งสองนั่งประจันหน้ากันครู่ใหญ่ หลี่กวงปี้กล่าวเนิบๆ ว่า “เมื่อคืนเจ้ายังพูดอยู่เลยว่า เจ้าเป็นคนซื่อสัตย์เจียมตน ไม่ก่อเรื่องราว ตอนนี้เจ้าลองพูดประโยคนั้นอีกครั้งซิ ข้าชอบดูสีหน้าหน้าไม่อายตอนเจ้าพูดประโยคนั้น”
กู่ชิงยิ้ม “อุบัติเหตุล้วนๆ หลานก็คิดไม่ถึงว่าคนฉางอันจะตอแยยากปานนี้ พูดไม่เข้าหูก็ลงไม้ลงมือ...”
“ทำไมข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นฝ่ายลงมือกับคนอื่นเมื่อพูดไม่เข้าหู? ลู่เฉิงผิงยังไม่ทันแตะตัวเจ้าเลย”
“แตะแล้ว หน้าเขาแตะโดนหมัดหลาน... เอาเถิด คนที่มาจากอำเภอชิงเฉิงจริงๆ แล้วก็ตอแยยากเหมือนกัน เป็นหลานที่วู่วามเอง”
แววตาของหลี่กวงปี้มีรอยยิ้ม “ทำไมเจ้าไม่แก้ต่างเรื่องถูกผิด? ข้าได้ยินว่าลู่เฉิงผิงด่าทอเจ้าก่อน หากมองในจุดนี้ ดูเหมือนเจ้าจะมีเหตุผล”
กู่ชิงส่ายหน้า “เรื่องเกิดขึ้นแล้ว หลานไม่ชอบเถียงว่าใครถูกใครผิด ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ผลที่จะตามมาย่อมต้องเกิด”
หลี่กวงปี้แค่นเสียง “กู่ชิง เจ้ามีความสามารถอื่นหรือไม่ตอนนี้ข้ายังดูไม่ออก แต่ความสามารถในการก่อเรื่องของเจ้าข้าได้เห็นกับตาแล้ว ไม่ก่อเรื่องก็แล้วไป แต่พอก่อเรื่องก็เป็นเรื่องใหญ่เทียมฟ้าเจียวหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าลู่เฉิงผิงเป็นใคร?”
“ก่อนลงมือไม่รู้ หลังลงมือรู้แล้ว ข้างหลังเขามีพ่อ ข้างหลังพ่อเขามีท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่”
หลี่กวงปี้นวดหน้าด้วยความปวดหัว “ยุ่งยากจริงๆ พวกเราขุนนางฝ่ายบู๊ไม่ค่อยไปมาหาสู่กับขุนนางราชสำนัก หากข้าไปขอความเมตตา ไม่รู้ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่จะไว้หน้าหรือไม่... ข้าจะลองหาหนทางดู อย่างมากก็ยกชื่อตระกูลหลี่แห่งหลิ่วเฉิงออกมา แม้บ้านข้าจะเป็นชาวชี่ตัน แต่ก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียง ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่อาจจะไว้หน้าบ้าง”
กู่ชิงยิ้ม “ไม่ต้องถึงมือท่านอาหลี่ หลานมาครั้งนี้ไม่ได้มาขอให้ช่วย แต่มาขอให้ท่านอาหลี่ช่วยธุระเล็กๆ สองเรื่อง”
หลี่กวงปี้เลิกคิ้ว “ปากแข็งหรือ? ถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ยอมขอความช่วยเหลือ พ่อแม่เจ้าไม่เป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะเช่นเจ้านะ”
“ท่านอาหลี่วางใจ หลานไม่ใช่คนไม่ดูตาม้าตาเรือ เพียงแต่ปัญหาตรงหน้าหลานแก้เองได้”
“แก้อย่างไร? ต้องการให้ข้าทำอะไร?”
“ข้อแรก หลานอยากให้ท่านอาหลี่ช่วยคุ้มครองชีวิตหลาน หากไม่มีอะไรผิดพลาด หลานคงต้องติดคุกในไม่ช้า หลานเป็นขุนนางฝ่ายบู๊สังกัดกององครักษ์ซ้าย คุกที่ขังย่อมเป็นคุกของกององครักษ์ซ้าย หลังจากหลานเข้าคุก ขอท่านอาหลี่ช่วยกำชับทางคุก อย่าให้ลู่เฉิงผิงส่งคนมาลอบทำร้ายหลานในคุก”
หลี่กวงปี้ยิ้ม “หายากที่เจ้าเป็นคนละเอียดรอบคอบ คิดการณ์ไกลขนาดนั้น ได้ นี่เป็นเรื่องเล็ก เรื่องในกององครักษ์ซ้ายข้าพอจะพูดได้”
กู่ชิงยิ้ม “หลังจากหลานเข้าคุก ท่านอาหลี่ช่วยคุ้มครองชีวิตหลานเพียงสามวันก็พอ”
“เหตุใดแค่สามวัน?”
“หลังจากสามวัน หลานจะพ้นเคราะห์ อีกอย่าง หลานไม่อาจให้ท่านอาหลี่ต้องมาเป็นศัตรูกับท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ ช่วยคุ้มครองสามวันก็นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงแล้ว”
หลี่กวงปี้พยักหน้า “เรื่องนี้ข้ารับปาก”
“ข้อสอง ในฐานะที่ท่านอาหลี่เป็นขุนนางขั้นจั่วหลางเจี้ยง ย่อมสามารถเข้าเฝ้าฝ่าบาทได้ หลานอยากขอให้ท่านอาหลี่ส่งสุราไหหนึ่งเข้าวัง ถวายแด่องค์ฮ่องเต้และกุ้ยเฟยเหนียงเหนียง”
พูดพลางกู่ชิงก็ยกไหสุราดีกรีแรงขึ้นวางบนโต๊ะ
หลี่กวงปี้ทำหน้าอยากลิ้มลอง “สุรานี้...”
กู่ชิงใช้สองมือกอดไหสุราไว้ ยิ้มเจื่อนว่า “ท่านอาหลี่โปรดเมตตา สุรานี้ท่านดื่มไม่ได้ หากท่านดื่มหลานก็หมดทางรอด”
หลี่กวงปี้ทำท่าฮึดฮัด “ข้าใช่คนเห็นแก่กินเสียเมื่อไหร่! ว่ามา การส่งสุราเข้าวังคืออะไร? หรือว่าสุราไหเดียวจะช่วยชีวิตเจ้าได้?”
กู่ชิงยิ้ม “ขอยืมพู่กันและกระดาษ”
หลี่กวงปี้ดึงกระดาษและพู่กันบนโต๊ะส่งให้ด้วยความสงสัย
กู่ชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตวัดพู่กันเขียนกลอนสองบรรทัด เป่าหมึกให้แห้งแล้วส่งให้หลี่กวงปี้ ยิ้มว่า “ลายมือหยาบกระด้าง น่าขายหน้า น่าขายหน้า...”
หลี่กวงปี้รับมา อย่างแรกหลุดปากชมว่า “กลอนดี!”
ต่อมาหลี่กวงปี้จึงสังเกตเห็นลายมือที่กู่ชิงเขียน สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นรังเกียจอย่างที่สุด ท่าทางประคองกระดาษเปลี่ยนเป็นใช้สองนิ้วคีบ แล้วยังกรีดนิ้วก้อยราวกับคีบก้อนอาจมที่เหม็นโฉ่...
ปฏิกิริยาดีกว่าซ่งเกิงเซิงเยอะ อย่างน้อยก็ไม่อาเจียนออกมาตรงนั้น
“ลายมือหลานชาย...” หลี่กวงปี้ครุ่นคิด เหมือนกำลังหาคำพูดเพื่อรักษาน้ำใจกู่ชิง
กู่ชิงไม่เจียมตัวถึงกับหน้าด้านขยับเข้าไปถามว่า “เป็นอย่างไร?”
หลี่กวงปี้ค้นหาคำชมในสมองจนหมดไส้หมดพุง สุดท้ายถอนหายใจยอมแพ้ จ้องหน้ากู่ชิงแล้วกล่าวเนิบๆ ว่า “ลายมือหลานชาย น่าขายหน้าจริงๆ”
กู่ชิงสูดหายใจลึก ท่องคาถาสงบจิตใจ หลี่กวงปี้ไม่ใช่ซ่งเกิงเซิง หลี่กวงปี้ไม่ใช่ซ่งเกิงเซิง สู้ไม่ไหว สู้ไม่ไหว...
“สุราหนึ่งไห กลอนสองประโยค ถวายฝ่าบาทแล้วจะแก้ปัญหานี้ได้หรือ?” หลี่กวงปี้ถามด้วยความสงสัย
“เพียงเพื่อให้ฝ่าบาทและกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงนึกถึงคนอย่างหลานได้ หากนึกขึ้นได้ ชีวิตหลานก็นับว่ารักษาไว้ได้แล้ว”
สถานะต่างกัน ทัศนคติต่อปัญหาก็ต่างกัน
คนตัวเล็กๆ เจอเรื่องเดือดร้อนรู้สึกเหมือนฟ้าถล่ม ชีวิตสิ้นหวัง แต่ปัญหาเดียวกันในสายตาผู้ยิ่งใหญ่กลับเป็นเพียงคำพูดประโยคเดียวก็แก้ไขได้ง่ายดาย
กู่ชิงรู้ดีว่าแต้มต่อของตนมีไม่มาก แต่เรื่องที่เขาก่อจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พูดกันตามตรงก็แค่เด็กหนุ่มสองคนตีกัน ขอเพียงสร้างตัวตนต่อหน้าหลี่หลงจีและหยางกุ้ยเฟย บวกกับสุราไหและกลอนสองประโยคนี้ ปัญหาน่าจะถูกหลี่หลงจีแก้ได้ด้วยคำพูดเดียว
เพียงแต่วันหน้าคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นศัตรูกับพ่อลูกตระกูลลู่ นั่นเป็นเรื่องของวันหน้า
หลี่กวงปี้เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็พยักหน้าว่า “เจ้าไปเถิด หากวิธีของเจ้าไม่ได้ผล ข้าค่อยหาวิธีอื่นช่วยเจ้า พ่อแม่เจ้าสมัยอยู่ฉางอันก็รู้จักขุนนางผู้ใหญ่ไม่น้อย หากเจ้าต้องมาตายที่ฉางอันเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ คงน่าขบขันพิลึก”
กู่ชิงกลับไปที่ห้องพักเรือนหลังกององครักษ์ซ้าย ลู่เฉิงผิงที่นอนอยู่หน้าประตูหายตัวไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าตื่นแล้ววิ่งไปตามคนมาช่วย
กู่ชิงนั่งรอในห้องอย่างใจเย็น ไม่นานนัก ทหารสวมเกราะกลุ่มหนึ่งนำโดยนายทหารผู้หนึ่งเดินเข้ามา เข้าประตูก็จ้องกู่ชิง กล่าวเสียงเย็นว่า “เจ้าคือขุนนางบันทึกงานกองทัพกู่ชิง?”
กู่ชิงลอบถอนใจว่ามาเร็วจริง ดูท่าพ่อลูกตระกูลลู่จะมีอิทธิพลในฉางอันไม่น้อย กู่ชิงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย กล่าวว่า “ใช่”
น้ำเสียงนายทหารไร้อารมณ์ กล่าวอย่างเย็นชาว่า “รับคำสั่งหัวหน้าเลขานุการกององครักษ์ซ้าย จับกุมขุนนางบันทึกงานกองทัพกู่ชิงเข้าคุก จับตัว!”
สิ้นเสียง ทหารสองนายก็เตรียมจะเข้ามาจับแขนกู่ชิง
กู่ชิงขมวดคิ้ว จู่ๆ ก็ดึงถุงปลาเงินที่หลี่หลงจีพระราชทานออกมาจากเอว ชูให้ทุกคนดู กล่าวว่า “หากไม่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากแม่ทัพใหญ่กององครักษ์ซ้าย ข้ายังคงเป็นขุนนางบันทึกงานกองทัพขั้นแปดชั้นเอก ในมือข้าคือถุงปลาเงินที่ฝ่าบาทพระราชทาน พวกเจ้ากล้าเสียมารยาทกับข้าหรือ?”
เหล่าทหารชะงัก นายทหารลังเลครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ไม่ล่ามโซ่ เจ้าเดินตามพวกเรามาเองเถิด”
ภายใต้การคุมตัวของเหล่าทหาร กู่ชิงเดินเข้าคุกกององครักษ์ซ้ายด้วยตัวเอง
คุกไม่ใหญ่นัก ภายในส่วนใหญ่ขังทหารที่ทำผิดกฎกองทัพ กู่ชิงถูกขังเดี่ยวในห้องขังห้องหนึ่ง เพิ่งเข้าไปก็ถูกกลิ่นเหม็นเน่ารมจนเวียนหัว
เมื่อคิดว่าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้หลายวัน กู่ชิงยิ่งรู้สึกแย่
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อเช้าได้ เขาจะยังตบลู่เฉิงผิงหรือไม่?
คิดไปคิดมา กู่ชิงก็คงจะตบเขาอย่างไม่ลังเล และอาจจะตบให้หนักกว่าเดิม
เกิดมาสองชาติภพ บางทีคนบางคนเรื่องบางเรื่องอาจบีบให้เขาต้องยอมก้มหัว แต่คนต่ำช้าอย่างลู่เฉิงผิงยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำให้เขาก้มหัว
นั่งเหม่ออยู่ในมุมห้องขัง ไม่นานก็มีทหารสวมเกราะสองนายเดินเข้ามา ในมือถือไม้เรียวเหล็ก สายตาไม่เป็นมิตรสำรวจห้องขังของกู่ชิง
กู่ชิงเห็นพวกเขา จ้องมองทุกการเคลื่อนไหวด้วยสีหน้าเย็นชา
ทั้งสองกำลังจะไขกุญแจห้องขัง ทันใดนั้นก็มีทหารอีกนายนึ่งรีบร้อนเข้ามา กระซิบข้างหูทั้งสองไม่กี่คำ ทั้งสองสีหน้าเปลี่ยนไป รีบเก็บไม้เรียวเหล็ก หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
กู่ชิงถอนหายใจโล่งอก
ดูท่าหลี่กวงปี้จะกำชับทหารคุกได้ทันเวลา ทำให้เขารอดพ้นจากภัยครั้งนี้
เรื่องต่อจากนี้ คงต้องแล้วแต่ลิขิตสวรรค์
กู่ชิงมั่นใจเกินครึ่งว่า หลี่หลงจีและหยางกุ้ยเฟยจะไม่ปล่อยให้เขาตาย สำหรับหยางกุ้ยเฟย กู่ชิงเป็นคนบ้านเดียวกันที่นางถูกชะตา สำหรับหลี่หลงจี เรื่องที่กู่ชิงก่อไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในราชสำนัก ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงของแผ่นดิน อีกทั้งกู่ชิงยังนับว่าเป็นคนมีความสามารถ หากคนเช่นนี้ต้องถูกประหารเพราะเรื่องชกต่อย คงเป็นเรื่องน่าขบขันนัก
…………