- หน้าแรก
- ตอนเช้าเป็นหนุ่มน้อยบ้านนา ตกเย็นมาเป็นฮ่องเต้เฉยเลย
- 110 - อันดับหนึ่งในด้านความชอบ
110 - อันดับหนึ่งในด้านความชอบ
110 - อันดับหนึ่งในด้านความชอบ
110 - อันดับหนึ่งในด้านความชอบ
หมู่บ้านสือเฉียว
หลี่ไป๋ที่เมามายตื่นขึ้นมา ก็เอ่ยลาจากกู่ชิงอย่างกะทันหัน
กู่ชิงตกใจมาก ตามมาด้วยความรู้สึกสูญเสียอย่างยิ่ง
“พี่ไท่ไป๋ น้องชายต้อนรับไม่ดีหรือ” กู่ชิงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อย่างแรงกล้า
หลี่ไป๋ยิ้มอย่างเปิดเผย “หามิได้ ได้รู้จักน้องผู้มีปัญญา นับเป็นโชคในชีวิตของไท่ไป๋ วันเวลาในหมู่บ้านสือเฉียวมีเหล้ามีเนื้อมีสหายรู้ใจ เป็นช่วงเวลาที่สุขสบายและผ่อนคลายที่หาได้ยากในชีวิตนี้ของไท่ไป๋ น้องชายมิใช่ดูแลข้าไม่ดี แต่ดูแลดีเกินไปต่างหาก”
กู่ชิงถอนหายใจ “พี่ไท่ไป๋ในเมื่อรู้สึกสุขสบายผ่อนคลาย เหตุใดไม่รั้งอยู่ต่อเล่า”
หลี่ไป๋ส่ายหน้า ถอนหายใจว่า “แผ่นดินต้าถังกว้างใหญ่เพียงใด ไท่ไป๋จะหลบมุมอยู่เพียงที่เดียวได้อย่างไร ข้าอายุห้าสิบปีแล้ว ชาตินี้ไม่รู้เหลือเวลาอีกกี่ปี ทิวทัศน์งดงามมากมายยังไม่เคยเห็น สหายผู้กล้ามากมายยังไม่เคยคบหา เวลาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด จะปล่อยให้เสียเปล่าได้อย่างไร”
กู่ชิงไร้คำจะโต้ตอบ
หลี่ไป๋แตกต่างจากผู้อื่น เขาคือคนพเนจรที่แท้จริง จะไม่หยุดฝีเท้าตลอดกาล เพราะนิสัยที่ไม่ยอมหยุดนิ่งของเขา จึงสามารถเขียนบทกวีที่งดงามอิสระเสรีไม่ยึดติดกับโลกโลกีย์ออกมาได้มากมายเพียงนั้น
หากเขายินยอมอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านสือเฉียวตลอดไป เช่นนั้นหลี่ไป๋ก็จะไม่ใช่หลี่ไป๋อีกต่อไป เป็นเพียงขี้เมาที่จมอยู่ในไหสุราตลอดทั้งวัน
กู่ชิงไม่อาจเอ่ยคำรั้งไว้ หลี่ไป๋ที่อยู่บนท้องถนนจึงจะเปล่งประกายความหมายแห่งชีวิตของเขาออกมาได้ กู่ชิงจะทำลายมันลงได้อย่างไร
หลังจากถอนหายใจด้วยความเศร้า กู่ชิงก็ยิ้มและกล่าวลาหลี่ไป๋
ก่อนเดินทาง กู่ชิงหยิบเงินก้อนออกมาหลายก้อน ประมาณสี่สิบตำลึง และกรอกเหล้าดีกรีแรงให้หลี่ไป๋หลายถุงหนัง ทั้งยังเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านให้หลี่ไป๋อย่างใส่ใจ
หลี่ไป๋มองสิ่งที่กู่ชิงทำให้เขา ขอบตาเริ่มแดง ทั้งสองอำลากันที่ปากทางหมู่บ้าน หลี่ไป๋ประสานมือคารวะยาวนาน “น้ำใจที่น้องชายมีต่อไท่ไป๋ ไท่ไป๋จะจดจำไว้ในใจตลอดไป เส้นทางยุทธภพยาวไกล มรสุมรุมเร้า ชาตินี้ไท่ไป๋จะไม่มีวันลืมเลือน ปีหน้าท่านและข้าอาจได้พบกันที่ฉางอัน”
“พี่ไท่ไป๋รู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปฉางอัน”
หลี่ไป๋ยิ้ม “ด้วยความสามารถของน้องชาย หากชาตินี้อาศัยอยู่เพียงมุมหนึ่ง มิใช่เสียของเปล่าหรือ ท่านจะต้องไปฉางอันแน่นอน ถึงตอนนั้นไท่ไป๋จะพาน้องชายชมความงามของฉางอัน ทำความรู้จักสหายเก่า เมามายกับสหายรู้ใจให้เต็มคราบ”
พูดจบหลี่ไป๋ก็หันหลังกลับอย่างสง่างาม หัวเราะร่าแล้วเดินจากไป
ภูเขาเขียวขจี นกร้องในหุบเขา เสียงท่องบทกวีอย่างบ้าคลั่งและอิสระของหลี่ไป๋ดังก้องไปทั่วขุนเขา
“ท่านไม่เห็นหรือจางฮั่นแห่งอู๋จงผู้รู้แจ้ง ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมาพลันคนึงถึงเจียงตง ขอเพียงสุขสำราญกับสุราหนึ่งจอกเมื่อยามเป็น เหตุใดต้องสนชื่อเสียงพันปีเมื่อยามตาย”
ความคืบหน้าของประวัติศาสตร์นั้นคาดเดาไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ประวัติศาสตร์เบี่ยงเบนไปได้
เด็กหนุ่มชาวนาจากหมู่บ้านในหุบเขาคนหนึ่ง พูดคำแนะนำไม่กี่คำ มอบกระบะทรายอันหนึ่ง
เสียนอวี่จ้งทงฟังแล้ว เชื่อแล้ว ดังนั้นประวัติศาสตร์จึงเปลี่ยนไป
จุดจบในประวัติศาสตร์เดิมที่ทหารต้าถังหกหมื่นนายต้องพ่ายแพ้ยับเยิน ไม่ได้เกิดขึ้นในโลกใบนี้ มิหนำซ้ำ แม้แต่ผลแพ้ชนะของสงครามก็ยังเปลี่ยนไป
เมืองฉางอัน ตำหนักซิงชิ่ง
หลังจากหลี่หลงจีขึ้นครองราชย์ ส่วนใหญ่มักประทับอยู่ที่ตำหนักซิงชิ่ง สามตำหนักใหญ่แห่งฉางอัน แต่ละตำหนักล้วนมีเจ้าของที่แตกต่างกันไป
ตำหนักไท่จี๋ในสมัยต้นราชวงศ์ถังเป็นที่ประทับที่ฮ่องเต้เกาจู่และไท่จงคุ้นเคย ตำหนักต้าหมิงเป็นที่ประทับที่ฮ่องเต้เกาจงคุ้นเคย ต่อมาบูเช็กเทียนตั้งตนเป็นจักรพรรดินี
เพื่อลบล้างร่องรอยของต้าถัง บูเช็กเทียนย้ายราชธานีออกจากฉางอันสู่ดินแดนตะวันออกอย่างลั่วหยาง ในรัชสมัยของนางยกย่องพุทธศาสนากดข่มลัทธิเต๋า ก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองนี้เช่นกัน นางต้องการลบร่องรอยของตระกูลหลี่ออกจากโลกนี้อย่างช้าๆ แต่สุดท้ายก็ถูกบีบให้สละราชสมบัติ
หลังจากหลี่หลงจีกำจัดกลุ่มอำนาจของเว่ยฮองเฮาแล้วก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาท และขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ในเวลาต่อมา หลังจากเป็นฮ่องเต้แล้ว หลี่หลงจีประทับอยู่ที่ตำหนักซิงชิ่งตลอดมา เขาก็ต้องการลบร่องรอยของสกุลอู่แห่งราชวงศ์ก่อนเช่นกัน ไม่มีใครอยากมีชีวิตอยู่ใต้เงาของผู้อื่น อาศัยอยู่ในบ้านที่ศัตรูเคยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮ่องเต้ของแผ่นดิน
เหตุใดหลี่หลงจีจึงคุ้นเคยกับการประทับที่ตำหนักซิงชิ่ง เพราะตำหนักซิงชิ่งคือจวนที่ประทับเดิมสมัยที่เขายังเป็นหลินจืออ๋อง หลังจากครองราชย์ไม่ยอมประทับที่ตำหนักไท่จี๋และตำหนักต้าหมิง จึงมีราชโองการให้ขยายตำหนักซิงชิ่ง
ในรัชสมัยของหลี่หลงจี โครงการขยายตำหนักซิงชิ่งไม่เคยหยุดลง ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้ มันได้กลายเป็นหนึ่งในสามตำหนักใหญ่แห่งฉางอัน
พระที่นั่งหน้าของตำหนักซิงชิ่งชื่อว่า “อาคารฉินเจิ้งอู้เปิ่น” (ขยันปกครองมุ่งมั่นพื้นฐาน) จากชื่อที่ดูประดิดประดอยนี้จะเห็นได้ว่า หลี่หลงจีในยุคต้นไคหยวนถือว่ามีแววแห่งกษัตริย์ผู้ปรีชาอยู่บ้าง คำที่พูด เรื่องที่ทำ ชื่อที่ตั้ง ล้วนเป็นเรื่องที่มนุษย์มนาเขาทำกัน
ด้านหลังอาคารฉินเจิ้งอู้เปิ่น คือพระที่นั่งหลักของตำหนักซิงชิ่ง ชื่อว่า “พระที่นั่งซิงชิ่ง” เป็นสถานที่ว่าราชการกับขุนนางบุ๋นบู๊ ถัดไปด้านหลัง คือพระที่นั่งเจียวไท่ เป็นเส้นแบ่งระหว่างฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
ตำหนักในฝ่ายในมีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นหอสูงและศาลา ในจำนวนนั้นมีหอที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “หอฮวาเอ้อเซียงฮุย” (ดอกไม้กลีบเลี้ยงส่งเสริมความงามซึ่งกันและกัน) ความโด่งดังของหอแห่งนี้อยู่ที่ว่า มันเป็นที่ประทับฝ่ายในของหลี่หลงจีและหยางกุ้ยเฟย
นับตั้งแต่หลี่หลงจีแย่งชิงหยางกุ้ยเฟยมาจากโซ่วอ๋องผู้เป็นบุตรชาย ทั้งสองก็พำนักอยู่ที่นี่ตลอดมา จนถึงช่วงปลายไคหยวน หลี่หลงจีลุ่มหลงในรสสวาท เริ่มว่าราชการน้อยลงเรื่อยๆ ราชกิจส่วนใหญ่ก็ทำจนเสร็จสิ้นในหอแห่งนี้ คือแบบที่รีบๆ ตรวจฎีกาให้จบๆ ไปแล้วโยนให้สามสำนักหกกรม
จากนั้นก็รีบร้อนหลบเข้าไปหลังฉากกั้น หาหยางกุ้ยเฟยเพื่อร้องรำทำเพลงและดื่มสุราด้วยกัน จากกษัตริย์ผู้ปรีชากลายเป็นกษัตริย์ผู้โง่เขลา มักห่างกันเพียงฉากกั้นบานหนึ่งเท่านั้น
วันนี้หลี่หลงจีกำลังดื่มสุราอยู่กับหยางกุ้ยเฟย
เดือนแรกปีเทียนเป่าที่สิบ เนื่องจากการกบฏของหนานเจา เสียนอวี่จ้งทงได้เกลี้ยกล่อมหยางกุ้ยเฟยให้กลับฉางอัน หยางกุ้ยเฟยที่กลับถึงฉางอันราวกับได้คลายปมในใจบางอย่าง ยอมคืนดีกับหลี่หลงจีด้วยความสมัครใจอย่างเหนือความคาดหมาย
หลี่หลงจีดีใจเป็นล้นพ้น เขาคิดไม่ถึงว่าภรรยาตัวน้อยสุดที่รักออกไปพักผ่อนแล้วจะเปลี่ยนนิสัย ไม่เพียงคืนดีกับเขา แต่ยังเห็นได้ชัดว่าอารมณ์เบิกบานขึ้นด้วย
ต่อความเปลี่ยนแปลงของภรรยาตัวน้อย หลี่หลงจีย่อมยินดีปรีดา ดังนั้นจึงยิ่งรักใคร่โปรดปรานนางมากขึ้น ไม่เพียงมอบของหายากที่แคว้นต่างๆ ส่งมาเป็นบรรณาการให้แก่นาง ยังแต่งตั้งลูกหลานสกุลหยางหลายคนให้รับราชการ
หยางกุ้ยเฟยยิ่งรู้สึกดีใจ ยิ่งอ่อนโยนออดอ้อนสามีแก่สุดที่รักผู้นี้ ดั่งดอกไม้ที่เข้าใจภาษาคน แม้แต่ตอนที่ทั้งสองอิงแอบดื่มสุราชมการร่ายรำ ก็ยังรักใคร่กันเป็นพิเศษ เจ้าป้อนข้าคำหนึ่ง ข้าป้อนเจ้าคำหนึ่ง สายตาสื่อสารกันอย่างลึกซึ้ง คนนอกเห็นแล้วคงเกิดความคิดทันทีว่าสิ่งที่ทั้งสองต้องการในตอนนี้ไม่ใช่สุรา แต่เป็นเตียง
งานเลี้ยงสุราและการร่ายรำกำลังสนุกสนาน ภาพความรักของสองสามีภรรยาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงรายงานอย่างเร่งรีบ การร้องรำทำเพลงที่คึกคักจำต้องหยุดลง
หลี่หลงจีขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ดวงตาทั้งคู่เย็นชาลงทันที
ขันทีคนหนึ่งยืนอยู่นอกประตูพระที่นั่ง พลันรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง รีบคุกเข่าลงตะโกนเสียงดังว่า “ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ชัยชนะครั้งใหญ่ที่เจี้ยนหนาน!”
หลี่หลงจีชะงัก จากนั้นลุกขึ้นยืน “ว่ากระไร”
เสียงของขันทีดังขึ้นกว่าเดิม “ฝ่าบาท ชัยชนะครั้งใหญ่ที่เจี้ยนหนาน! วันที่ยี่สิบแปดเดือนสาม ปีเทียนเป่าที่สิบ เกาเซียนจือและเสียนอวี่จ้งทงเจี๋ยตู้สื่อแห่งเขตเจี้ยนหนานได้ปราบกบฏแคว้นหนานเจาที่นอกเมืองหลีโจว เก๋อหลัวเฟิ่งประมุขแคว้นหนานเจาพ่ายแพ้ฆ่าตัวตาย กองทัพของราชสำนักต้าถังสังหารศัตรูได้กว่าหนึ่งหมื่นคน จับเชลยได้กว่าสามหมื่นคน หัวหน้าเผ่าต่างๆ ของแคว้นหนานเจาที่เคยร่วมก่อกบฏต่างพากันส่งฎีกาขอยอมจำนนต่อฝ่าบาทฮ่องเต้แห่งต้าถัง”
หลี่หลงจีตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็แหงนหน้าหัวเราะยาว “ดี! เป็นข่าวดีจริงๆ เราพอใจมาก ให้คัดลอกหนังสือแจ้งชัยชนะ แจกจ่ายให้ขุนนางในฉางอัน เกาเซียนจือ เสียนอวี่จ้งทง ฮ่าๆ ดี! เมื่อกองทัพกลับมา เราจะปูนบำเหน็จอย่างงาม”
หยางกุ้ยเฟยกล่าวเยินยอได้ถูกจังหวะ “หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทที่ปราบกบฏได้ บารมีของฮ่องเต้สยบสี่คาบสมุทร ราชวงศ์มั่นคงชั่วลูกชั่วหลาน”
ขันทีนางกำนัลและนักดนตรีนักเต้นในตำหนักต่างพากันคุกเข่า กล่าวแสดงความยินดีและสรรเสริญเป็นเสียงเดียวกัน
หลี่หลงจีตื่นเต้นจนร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย แต่พยายามรักษาความสงบ
หลายปีมานี้กองทัพของต้าถังเริ่มโรยรา กองทัพราชสำนักต้าถังที่เคยรบที่ไหนชนะที่นั่น ทำลายล้างได้ทุกสิ่ง บัดนี้เมื่อออกศึกภายนอกบางครั้งก็มีความพ่ายแพ้บ้างแล้ว โดยเฉพาะกับดินแดนตะวันตกและทูพานทางตะวันตกเฉียงใต้
ต้าถังสู้รบด้วยมาหลายปี ผลแพ้ชนะมักจะเป็นครึ่งต่อครึ่ง ช่วงปีหลังมานี้รบกับทูพานยิ่งแพ้มากกว่าชนะ ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้หลี่หลงจีที่เย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองจนล้นปรี่รู้สึกอัปยศยิ่งนัก
ต้าถังและหลี่หลงจีต้องการชัยชนะที่สร้างความฮึกเหิมสักครั้งจริงๆ
วันนี้ ชัยชนะมาถึงแล้ว
หลี่หลงจีในวัยหกสิบห้าปีอารมณ์พลุ่งพล่านลิงโลด แหงนหน้าหัวเราะยาวไม่หยุด ตัวเขาในวันนี้เวลานี้ ในที่สุดก็ได้ความสง่างามของกษัตริย์ผู้ปรีชาที่มุ่งมั่นปกครองแผ่นดินในอดีตกลับคืนมาได้บ้างแล้ว
ขันทีผู้แจ้งข่าวหน้าตำหนักเห็นหลี่หลงจีอารมณ์ดี จึงรีบชูสองมือขึ้น ถวายบัญชีรายชื่อหนาปึกเล่มหนึ่ง กล่าวว่า “ฝ่าบาท นี่คือบัญชีรายชื่อขอความชอบในการปราบกบฏที่รองผู้บัญชาการทหารเกาเซียนจือและเจี๋ยตู้สื่อเสียนอวี่จ้งทงลงนามร่วมกัน ขอฝ่าบาทโปรดวินิจฉัย”
หลี่หลงจีอารมณ์ดีมาก โบกมือกล่าวอย่างสง่างามว่า “ส่งมา!”
เกาลี่ซื่อที่อยู่ข้างกายรีบรับบัญชีรายชื่อจากมือขันที ประคองส่งให้หลี่หลงจีด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
หลี่หลงจีเปิดบัญชีรายชื่อ บนนั้นมีรายชื่อเรียงรายกันอยู่อย่างหนาแน่น ชื่อแรกที่อยู่หัวแถวก็คือ กู่ชิง
หลี่หลงจีชะงัก จากนั้นเค้นสมองนึกถึงชื่อกู่ชิง ไล่เรียงแม่ทัพที่มีชื่อเสียงในแต่ละกองทัพ ดูเหมือนไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ดูหมายเหตุเหตุผลการสร้างความชอบด้านหลังชื่อกู่ชิงอีกครั้ง
หนึ่งคือแนะนำเสียนอวี่จ้งทงให้ขอราชสำนักส่งขุนพลฝีมือดีมาบัญชาการปราบกบฏ สองคือแนะนำว่าขณะสู้รบต้องตัดเส้นทางระหว่างแคว้นหนานเจาและทูพาน อย่าให้สองแคว้นสมคบกันรวมกำลังได้
สามคือคิดค้นของสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “กระบะทราย” ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปราบกบฏหนานเจาครั้งนี้ รวมถึงการตัดสินแพ้ชนะในครั้งสุดท้าย ก็เพราะเส้นทางเล็กๆ ไร้ชื่อที่ระบุบนกระบะทราย
เกาเซียนจือจึงส่งกองทัพย่อยอ้อมไปด้านหลังข้าศึก ตัดเสบียง ตัดทางถอย ปั่นป่วนขวัญทหาร การกบฏของแคว้นหนานเจาจึงสงบลงได้อย่างรวดเร็ว
………..