- หน้าแรก
- ตอนเช้าเป็นหนุ่มน้อยบ้านนา ตกเย็นมาเป็นฮ่องเต้เฉยเลย
- 108 - มองเห็นฟ้าดิน
108 - มองเห็นฟ้าดิน
108 - มองเห็นฟ้าดิน
108 - มองเห็นฟ้าดิน
คำโกหกที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือการทำลายหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องให้สิ้นซาก ตายแบบไร้พยานยืนยัน เช่นนี้ก็ไม่ต้องใช้คำโกหกอีกร้อยคำมากลบเกลื่อน
ดังนั้นนักพรตชราในปากของกู่ชิงจึงถูกบังคับให้บรรลุเซียนขึ้นสวรรค์ไปเสีย แม้จะเป็นคำโกหก แต่ก็น่าปลาบปลื้มยินดี
น่าเสียดายที่เสียนอวี่จ้งทงไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้น กู่ชิงเห็นชัดเจนว่ามือที่ลูบเคราของเขาสั่นระริก อาจจะกำลังทบทวนตัวเองว่าในสายตาคนอื่นเขาดูโง่แค่ไหน ถึงขนาดมีคนกล้าเอาข้ออ้างตื้นๆ แบบนี้มาขอไปทีกับเขา
"ช่างเถิด..." เสียนอวี่จ้งทงถอนหายใจยาว
"ช่างเถิด" แปลว่า ขี้เกียจจะถือสากู่ชิงแล้ว
"หากท่านลุงสามารถให้ราชสำนักส่งขุนพลดีมาปราบกบฏหนานเจาได้ นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับท่านลุง หากชนะ ท่านลุงก็มีความดีความชอบส่วนหนึ่ง หากแพ้ ขุนพลผู้นั้นย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบส่วนใหญ่แทนท่านลุง ท่านลุงดูแลเสบียงสัมภาระ ส่งฎีกาไปฉางอันรายงานสถานการณ์รบทุกวัน ทำท่าทีว่าทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด เช่นนี้ต่อให้แพ้ ฮ่องเต้ก็คงไม่กล้าตำหนิท่านลุงรุนแรงเกินไป"
คำพูดนี้ทำให้เสียนอวี่จ้งทงสะเทือนใจไม่น้อย
กู่ชิงพูดโดนจุดที่เขากังวลที่สุด และหลังจากกู่ชิงวิเคราะห์ผลดีผลเสียให้ฟัง เสียนอวี่จ้งทงก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผลมาก
ในใจของเสียนอวี่จ้งทง คำพูดประเภทจงรักภักดีต่อชาตินั้นมีไว้แค่ตะโกนเป็นสโลแกนเท่านั้น พอสงครามที่เจี้ยนหนานปะทุขึ้น สิ่งที่เสียนอวี่จ้งทงห่วงที่สุดคือตำแหน่งขุนนางของตัวเอง
กู่ชิงป้อนสิ่งที่เขาต้องการ วิเคราะห์จากมุมมองผลประโยชน์ของตำแหน่งขุนนาง หลังจากนั้นเสียนอวี่จ้งทงก็รู้สึกทันทีว่าการขอให้ราชสำนักส่งขุนพลมาช่วยคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการกระจายความเสี่ยง
เสียนอวี่จ้งทงสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจตัดสินใจจะทำตามคำแนะนำของกู่ชิงแล้ว
ขอแค่คำพูดมีเหตุผล เจ้าเมืองผู้ยิ่งใหญ่ก็พร้อมจะฟังคำของเด็กหนุ่มชาวนา ผลประโยชน์คือตัวกำหนดทุกสิ่ง
"เกี่ยวกับกระบะทรายจำลองภูมิประเทศ ท่านลุงควรรีบส่งคนไปสำรวจพื้นที่จริงโดยเร็ว กระบะทรายไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะของสงคราม แต่ช่วยอุดรอยรั่ว ช่วยให้ท่านลุงบัญชาการจากภาพรวมของสมรภูมิ ช่องทางเล็กๆ หรือด่านที่ถูกละเลย บางทีอาจปรากฏชัดเจนบนกระบะทราย บางครั้งการมีอยู่ของเส้นทางเล็กๆ ที่ศัตรูไม่พบ แต่เราพบ ก็ทำให้เราได้เปรียบชิงลงมือก่อน ส่งผลต่อการแพ้ชนะของศึกได้"
เสียนอวี่จ้งทงพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว เขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับกระบะทราย มิเช่นนั้นคงไม่อยู่ที่หมู่บ้านสือเฉียวนานขึ้นเพื่อสิ่งนี้ การปราบกบฏหนานเจาครั้งนี้ กระบะทรายย่อมต้องแสดงบทบาทสำคัญ
กู่ชิงถอนหายใจ ยิ้มกล่าวว่า "สิ่งที่หลานควรพูดก็ได้พูดไปหมดแล้ว แพ้ชนะขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์ หลานขออวยพรให้ท่านลุงเสียนอวี่คว้าชัยตั้งแต่ศึกแรก ยกทัพกลับมาอย่างผู้ชนะ"
เสียนอวี่จ้งทงยิ้มกล่าวว่า "ศึกนี้หากไม่พ่ายแพ้ ข้าจะจารึกชื่อเจ้าลงในสมุดความชอบ ทูลขอความชอบจากฝ่าบาท"
"หลานก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย จะมีความชอบอะไร"
"หลานชายอย่าได้ดูถูกตัวเอง คำแนะนำของเจ้าสำคัญต่อข้ามาก สงครามที่บัญชาการโดยข้า กับบัญชาการโดยขุนพลผู้ชำนาญ ผลลัพธ์ย่อมต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้ายังสร้างกระบะทรายขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่า ศึกปราบกบฏครั้งนี้ คำแนะนำของเจ้ามีผลต่อการแพ้ชนะอย่างมาก หากศึกนี้ชนะ ข้าต้องขอความชอบให้เจ้าแน่นอน"
......
ออกจากเมืองซูโจว กลับถึงหมู่บ้านสือเฉียวก็เป็นช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้น
ชาวบ้านทักทายกู่ชิงอย่างอบอุ่น ต่างพากันเชิญเขาไปกินข้าวที่บ้าน กู่ชิงยิ้มและปฏิเสธอย่างสุภาพ
การปฏิเสธคือมารยาท คือการอบรมสั่งสอน แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ กับข้าวชาวบ้านทำได้รสชาติแย่เกินไป คนที่เลือกกินอย่างกู่ชิง จะให้ทนกินกับข้าวที่รสชาติแย่กว่าอาหารหมูลงคอได้อย่างไร?
พอเดินเข้าลานบ้านตัวเอง กู่ชิงก็ได้กลิ่นควันไฟลอยมา จางไหวอวี้ถือตะหลิวใหญ่ออกมาต้อนรับ ประกอบกับภาพลักษณ์ชุดขาวราวหิมะของนาง ดูเหมือนยอดเชฟผู้ยิ่งใหญ่
"กลับมาแล้วหรือ?" จางไหวอวี้ถามเสียงเรียบ
"ไม่ ข้ายังไม่กลับมา ที่เจ้าเห็นเป็นแค่วิญญาณของข้า ร่างกายข้ายังมัวเมามายอยู่ที่เมืองซูโจว" กู่ชิงตอบสวนทันควัน
ไม่รู้ทำไม เดี๋ยวนี้พอกู่ชิงได้ยินใครพูดจาไร้สาระก็จะสวนกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด แทบจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ คำพูดที่สวนออกไปล้วนไม่ได้ผ่านสมอง
จางไหวอวี้โมโหจนเหวี่ยงตะหลิวฟาดเข้าที่จุดตันเถียนกลางอกกู่ชิง กู่ชิงรีบถอยหลังหลบได้ ทันใดนั้นกู่ชิงก็ชะงัก เอ๊ะ? ปฏิกิริยาของตัวเองว่องไวกว่าเมื่อก่อนแล้ว หรือจะเป็นเพราะการนั่งม้า ย่อขาฝึกกำลัง? แล้วคนที่ท้องเสียบ่อยๆ ต้องนั่งส้วมนานๆ ทำไมไม่ฝึกจนได้วรยุทธ์บ้างล่ะ?
"วันนี้เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ ให้เจ้าสบายสักครั้ง รอเดี๋ยว ข้าจะทำกับข้าวให้กิน" จางไหวอวี้พูดจบก็รีบมุดเข้าครัว
กู่ชิงหนังตากระตุก ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นมา
คนโหดเหี้ยมที่ชินกับการถือมีดฆ่าคน จู่ๆ มาถือมีดหั่นผัก นี่ต่างอะไรกับคนขายยาพิษเปลี่ยนมาขายผลไม้?
กู่ชิงนั่งรอในลานบ้านด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ ชะโงกหน้าไปดูสถานการณ์ในครัวเป็นระยะ ถ้าเป็นไปตามพล็อตน้ำเน่า นางเอกใสซื่อที่ไม่เคยเข้าครัว จู่ๆ มาทำอาหาร โอกาสเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์คือจะเผาครัววอด แล้วนางเอกก็ยืนทำหน้าไร้เดียงสา ใช้ความโง่และน่าเอ็นดูมาเรียกคะแนนความสงสารจากคนดู จนลืมไปว่าจริงๆ แล้วคนผู้นี้มีความผิดฐานประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ ตามกฎหมายความสงบเรียบร้อยต้องโดนกักขัง...
จางไหวอวี้ไม่ใช่นางเอกใสซื่อ ในสามอย่างของ 'โง่-ขาว-หวาน' (ซ่าไป๋เถียน) นางมีแค่สองอย่าง ยังหวานไม่พอ
โชคดีที่ความโง่ของจางไหวอวี้ยังไม่บริสุทธิ์ขนาดนั้น รออยู่นาน ในที่สุดนางก็ยกกับข้าวที่ทำเสร็จออกมา และห้องครัวก็โชคดีมากที่ไม่ถูกเผา
กู่ชิงจ้องมองอาหารบนโต๊ะเงียบๆ วิเคราะห์จากรูปร่าง จานหนึ่งน่าจะเป็นปลา ตามแผนของจางไหวอวี้ นางคงตั้งใจทำปลาเจี๋ยนน้ำแดง แต่ปลาในจานตรงหน้าดำเมี่ยม ส่งกลิ่นไหม้โชยมา จางไหวอวี้ผู้รู้สึกผิดจึงพยายามกลบกลิ่นไหม้ด้วยการโรยต้นหอมขิงกระเทียมลงไปเพียบ
คาดว่าปลาตัวนี้คงนึกไม่ถึงว่ามนุษย์จะโหดร้ายเพียงนี้ ไม่เพียงฆ่ามัน แต่ยังไม่ละเว้นศพของมัน ไม่ได้กลายเป็นอาหารอันโอชะ แต่กลับดูเหมือนนักพรตที่โดนทัณฑ์สวรรค์ผ่าเก้าครั้งแต่บรรลุไม่สำเร็จ...
อีกจานหนึ่ง ดูจากรูปร่าง น่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ส่วนเนื้ออะไรนั้น กู่ชิงเดาไม่ออกจริงๆ เพราะเนื้อในจานก็ดำเมี่ยมเช่นกัน ถ้าต้องตั้งชื่อเมนูนี้ "ผัดท่านเปา" น่าจะเหมาะสมที่สุด
กู่ชิงนึกไม่ถึงว่าฝีมือการทำอาหารของคนคนหนึ่งจะแย่ได้ถึงเพียงนี้ และนึกไม่ถึงว่าคนที่ทำอาหารแย่ขนาดนี้จะยังกล้าเข้าครัว แม้แต่เหลียงจิ้งหรู (นักร้องเจ้าของเพลง 'ความกล้าหาญ') ยังไม่กล้าร้องเพลงนี้ได้อย่างมั่นใจขนาดนี้
เงยหน้ามองจางไหวอวี้ จางไหวอวี้หลบสายตา มองไปทางอื่น สีหน้ายังคงหยิ่งทะนงเย็นชาเหมือนเดิม เหอะ! น่ารักตายล่ะ
กู่ชิงวางตะเกียบ พูดเสียงเรียบว่า "ข้าขอปฏิเสธที่จะกินของพวกนี้"
จางไหวอวี้อดไม่ได้ที่จะพูด "แค่หน้าตาดูแย่ไปหน่อย แต่รสชาติยัง... ยัง... คุ้มค่าที่จะลองดูนะ"
"เจ้าลองก่อน" กู่ชิงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"นี่ข้าตั้งใจทำให้เจ้ากินนะ"
กู่ชิงถอนหายใจ "ข้าทำอะไรผิด เจ้าพูดมาตรงๆ ข้าปรับปรุงตัวได้ การสื่อสารระหว่างคนเราสำคัญมาก ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีโหดร้ายขนาดนี้ ทุกอย่างคุยกันได้ หากเจ้าต้องการจะฆ่าข้าจริงๆ โปรดลงมือให้ข้าตายสบายๆ เถอะ"
จางไหวอวี้บ่นอย่างไม่พอใจ "ลองชิมดูหน่อยก็ไม่ตายนี่นา ไม่แน่อาจจะอร่อยเกินคาดก็ได้"
"ตาย, ไม่เกินคาด, เป็นไปไม่ได้ที่จะอร่อย" กู่ชิงสวนกลับสามดอกรวด
จางไหวอวี้ถอนหายใจอย่างหมดแรง "เมื่อก่อนเห็นเจ้าทำตั้งหลายครั้ง ข้าก็นึกว่าจำได้หมดแล้ว แต่พอกับข้าวลงกระทะข้าก็ลนลาน ขั้นตอนต่างๆ ลืมไปหมด..."
"ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตของผู้อื่น ข้าไม่ถือสาถ้าเจ้าจะทำตัวใสซื่อต่อไป ล้มเลิกเถอะ เจ้าไม่ใช่คนที่จะเข้าครัวได้"
ซาวข้าวใหม่ ล้างกระทะ หั่นผัก กู่ชิงทำอย่างคล่องแคล่ว จางไหวอวี้สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ คอยนับนิ้วจำขั้นตอน
กู่ชิงหั่นผักอยู่ จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "จริงสิ อีกไม่นาน มณฑลเจี้ยนหนานอาจจะมีสงคราม ช่วงนี้เจ้าออกไปข้างนอกให้น้อยหน่อย แม้จะไม่แน่ว่าจะกระทบถึงเขตซูโจว แต่ยากจะบอกได้ว่าจะมีทหารแตกทัพมาระรานชาวบ้านหรือไม่"
จางไหวอวี้ชะงัก "หนานเจาก่อกบฏแล้วหรือ?"
"ใช่"
"หากราชสำนักส่งเสียนอวี่จ้งทงไปปราบกบฏ เกรงว่าจะชนะยาก เสียนอวี่จ้งทงเป็นบัณฑิต ไม่รู้เรื่องการรบเลย"
กู่ชิงก้มหน้าขูดเกล็ดปลา พูดเสียงเรียบว่า "ช่วงที่เสียนอวี่จ้งทงพักอยู่ที่หมู่บ้านสือเฉียว เจ้าจงใจหลบหน้า เจ้าคงรู้จักเขาใช่ไหม?"
"ตอนอยู่ฉางอันท่านปู่ของข้ารู้จักเขา ท่านพ่อของข้าก็รู้จักเขา เขาก็เคยเห็นข้า"
"สถานการณ์สงครามยากคาดเดา ข้าให้คำแนะนำเสียนอวี่จ้งทงไปบ้าง ถ้าเขายอมฟัง ก็อาจจะพอมีหวังชนะ หากเขาดื้อรั้นทำตามใจ ก็ต้องแพ้แน่ ถึงตอนนั้นไฟสงครามอาจลามมาถึงซูโจว เตาเผาของพวกเราก็คงต้องปิด ชาวบ้านต้องพาครอบครัวหนีภัยสงครามออกจากหมู่บ้าน เฮ้อ สงครามหนอ..."
แววตาจางไหวอวี้เป็นประกาย "เจ้าให้คำแนะนำอะไรแก่เสียนอวี่จ้งทง?"
กู่ชิงเล่าคำแนะนำของตัวเองให้ฟังอย่างใจลอย
จางไหวอวี้เงียบคิดอยู่นาน พยักหน้าช้าๆ "เป็นความคิดที่รอบคอบเพื่อบ้านเมืองจริงๆ กู่ชิง เจ้าไม่ธรรมดาเลยนะ ข้ารู้สึกเสมอว่าเจ้ากำลังแอบวางแผนอะไรบางอย่าง ตั้งแต่โรงเรียนในหมู่บ้าน การฝึกเด็กๆ จนถึงเตาเผาที่ได้เป็นเครื่องเคลือบบรรณาการ แม้แต่บทกลอนที่เจ้าแต่งและแพร่หลายออกไป ก็ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์อื่น..."
กู่ชิงชะงักมือ แล้วยิ้ม "อย่ามองคนในแง่ร้ายนักเลย ทุกอย่างที่ข้าทำตอนนี้ก็เพื่อป้องกันตัว เคยเห็นแมงมุมชักใยไหม? ข้าแค่ต้องการถักทอตาข่ายขนาดใหญ่ เพื่อปกป้องคนที่ข้ารักและเรื่องราวต่างๆ ไว้ในตาข่ายนี้ ไม่ให้พวกเขาถูกทำร้าย"
จางไหวอวี้จ้องตาเขา "ยอมรับว่าตัวเองมีความทะเยอทะยานแล้วจะเป็นไรไป? เปลี่ยนคำพูด เปลี่ยนจาก 'ความทะเยอทะยาน' เป็น 'ปณิธาน' จะฟังดูดีขึ้นไหม? ลูกผู้ชายเกิดมาในโลก โลดแล่นทั่วหล้าเป็นเรื่องที่ควรทำ ไยต้องปิดบังซ่อนเร้น?"
กู่ชิงตอบอย่างตรงไปตรงมา "ก็ได้ ข้ามีความทะเยอทะยาน ส่วนเป้าหมายสูงสุดของความทะเยอทะยานคือขั้นไหน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะข้าต้องดูว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน ความทะเยอทะยานต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ"
จางไหวอวี้เงียบไปนาน จู่ๆ ก็พูดว่า "กู่ชิง หมู่บ้านสือเฉียวเล็กเกินไปสำหรับเจ้าแล้ว หลายวันมานี้ข้าเห็นความเฉียบคมของเจ้าเปล่งประกายขึ้นเรื่อยๆ คนที่เจ้ารู้จักก็มีแต่คนใหญ่คนโตขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านสือเฉียวแคบเกินไป ความสำเร็จของเจ้า ไม่ควรหยุดอยู่แค่เด็กหนุ่มเจ้าของเตาเผา"
"โลกภายนอกกว้างใหญ่เพียงนั้น เจ้าไม่อยากไปเห็นบ้างหรือ? ไม่อยากไปวัดรอยเท้ากับเหล่าผู้กล้าทั่วหล้าหรือ?"
กู่ชิงวางงานในมือ สายตามองไปยังทิวเขามืดมิด เนิ่นนาน จึงพูดเสียงเบาว่า "ใกล้แล้ว“
………