- หน้าแรก
- ตอนเช้าเป็นหนุ่มน้อยบ้านนา ตกเย็นมาเป็นฮ่องเต้เฉยเลย
- 104 - ศึกฮั่วกัว
104 - ศึกฮั่วกัว
104 - ศึกฮั่วกัว
104 - ศึกฮั่วกัว
น้ำแกงฮั่วกัว(ชาบู)ต้มจากกระดูกหมู ใส่เครื่องเทศลงไปมากมาย เช่น ขิง กระเทียม และฮวาเจียว รวมถึงลูกจันทน์เทศ ยี่หร่า และเครื่องเทศอื่นๆ ที่ซื้อมาจากชาวหูในอำเภอชิงเฉิง เครื่องเทศกลิ่นแรงกองหนึ่งถูกใส่ลงไป แล้วทำน้ำจิ้มน้ำมันด้วยผักชีสับ กระเทียมสับ และน้ำมันงา
ยุคนี้มีผักชีแล้ว เพียงแต่ชื่อเรียกต่างกัน เรียกว่า “เหยียนซุย” เล่าลือกันว่าสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก จางเชียนเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับดินแดนตะวันตกและนำพืชชนิดนี้กลับมา ต้าถังมีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย
น่าเสียดายที่ไม่มีพริก พริกในตอนนี้ยังคงเติบโตอยู่ในดินแดนอเมริกาใต้ ขาดบุตรแห่งสวรรค์ผู้ถูกเลือกที่จะไปพิชิตอเมริกาใต้แล้วนำเมล็ดพริกกลับมา
ฮั่วกัวที่ไม่มีพริกนั้นไร้วิญญาณ แต่กู่ชิงไม่มีทางเลือกอื่น
เผชิญกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของจางไหวอวี้และหลี่ไป๋ กู่ชิงพลันเกิดความรู้สึกเหนือกว่าเล็กน้อย เขารู้ชัดเจนว่า ในอาณาจักรฮั่วกัว จางไหวอวี้และหลี่ไป๋ก็คือคนบ้านนอกสองคน คำพูดทั้งหมดของกู่ชิงในอาณาจักรนี้คือความถูกต้องสัมบูรณ์
“ของสิ่งนี้กินอย่างไร? ต้มให้สุกแล้วกินได้เลยหรือ?” หลี่ไป๋ชี้ไปที่น้ำแกงเดือดพล่านในหม้อแล้วถาม
จางไหวอวี้กล่าวอย่างดูแคลนว่า “การต้มเนื้อมีมานานแล้ว ทำเป็นลึกลับซับซ้อนไปได้”
“เจ้าคนบ้านนอ... เอิ่ม พี่น้องทั้งสองดูให้ดี ข้าจะสาธิตให้พวกเจ้าดูสักรอบ”
พูดจบกู่ชิงก็คีบเนื้อแพะและเนื้อปลาที่แล่บางดุจกระดาษลงไปในหม้อ ใช้ตะเกียบคีบแกว่งไปมา ไม่นานก็สุก ตักขึ้นมาจุ่มในน้ำจิ้มน้ำมันคลุกเคล้าผักชีสับและกระเทียมสับ ส่งเข้าปากคำหนึ่ง ส่งเสียงอืออาอย่างพึงพอใจ สีหน้าเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างมาก
เนื้อแพะและเนื้อปลาเป็นสิ่งที่อ้อนวอนให้จางไหวอวี้ช่วยแล่เมื่อตอนบ่าย ฝีมือมีดของกู่ชิงยังต้องปรับปรุง แต่จางไหวอวี้แล่เนื้อได้เป็นมืออาชีพมาก มีดเดียวลงไปก็ได้เนื้อชิ้นบางดุจกระดาษ ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้ว่ายามท่องยุทธภพนางเคยรับจ้างเป็นคนฆ่าสัตว์... หรือเคยก่อคดีฆ่าหั่นศพที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มานับครั้งไม่ถ้วน มิเช่นนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมืออาชีพเช่นนี้
เนื้อชิ้นบางแกว่งในน้ำแกงครู่เดียวก็สุก จุ่มน้ำจิ้มแล้วเข้าปากรสชาติสดนุ่ม กู่ชิงกินติดต่อกันหลายคำ หลี่ไป๋และจางไหวอวี้กลืนน้ำลายอยู่ข้างๆ จึงรีบเลียนแบบท่าทางของกู่ชิง คีบเนื้อใส่ลงไปแกว่งในฮั่วกัว ไม่กี่อึดใจก็รีบตักขึ้นมาจุ่มน้ำจิ้ม กัดไปคำหนึ่ง ดวงตาของทั้งสองก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“ดี! รสชาติดี! ไท่ไป๋ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยทานของอร่อยเช่นนี้มาก่อน” หลี่ไป๋ชมเชยยกใหญ่
จางไหวอวี้คร้านจะพูดจา คีบเนื้อแกว่งชิ้นแล้วชิ้นเล่า แกว่งเสร็จจุ่มน้ำจิ้มลวกๆ แล้วยัดเข้าปาก
เนื้อในจานน้อยลงเรื่อยๆ หลี่ไป๋เริ่มร้อนใจ ยื่นตะเกียบไปแย่ง จางไหวอวี้หวงของกินเป็นพิเศษ เห็นหลี่ไป๋ยื่นตะเกียบมาก็ไม่พอใจทันที ใช้ตะเกียบเคาะอย่างแรง ตะเกียบของหลี่ไป๋จึงถูกเคาะเบี่ยงไป
หลี่ไป๋ก็ไม่พอใจเช่นกัน ลงมือครั้งที่สอง ปลายตะเกียบกลับกลายเป็นกระบวนท่ากระบี่ ชี้ตรงไปที่จุดหู่โข่วที่จางไหวอวี้จับตะเกียบ จางไหวอวี้จำต้องชักมือกลับมาป้องกันตัว พร้อมกับออกกระบวนท่าสวนกลับชี้ไปที่ชีพจรข้อมือของหลี่ไป๋อย่างไม่ยอมลดละ...
ท่ามกลางความตกตะลึงของกู่ชิง เขาเห็นฮั่วกัวที่อบอุ่นกลมเกลียวกลายเป็นการต่อสู้ด้วยคมดาบเงากระบี่กับตา
ชาติก่อนมักมีคนพูดว่า ไม่มีอะไรที่ฮั่วกัวมื้อหนึ่งแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ามี ก็สองมื้อ
ดูสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว ไม่มีเรื่องขัดแย้งใดที่ฮั่วกัวมื้อหนึ่งกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นไม่ได้ ถ้ามี ไม่ต้องถึงสองมื้อ มื้อเดียวก็เห็นความเป็นความตาย
วันหน้าหากมีศัตรูเยอะๆ ลองขังพวกเขาไว้ในห้องเดียวกัน แล้วตั้งฮั่วกัวไว้หนึ่งหม้อ คนที่รอดชีวิตออกมาได้ก็คือราชากู่
เหนือหม้อฮั่วกัว ตะเกียบของทั้งสองปะทะกันเสียงดังไม่หยุดหย่อน หลี่ไป๋และจางไหวอวี้ดูเหมือนจะตีกันจนเกิดอารมณ์ จุดขัดแย้งในขณะนี้ไม่ใช่วัตถุดิบฮั่วกัวแล้ว แต่เป็นผลแพ้ชนะ
กู่ชิงฉวยโอกาสที่ทั้งสองตีกันไม่หยุด เงียบเชียบจัดการลวกเนื้อไม่กี่ชิ้นที่เหลือในจาน ส่งเข้าปาก
หลังจากเดาะลิ้น กู่ชิงลุกขึ้นไปที่ครัว ยกเนื้อแพะก้อนใหญ่และปลาเฉาหนักกว่าสิบชั่งสองตัวมาวางไว้ข้างโต๊ะ จากนั้นเท้าคางมองดูทั้งสองต่อสู้กัน อ้าปากหาวด้วยความเบื่อหน่ายเป็นระยะ
ไม่รู้ว่าตีกันนานแค่ไหน กู่ชิงเริ่มทนไม่ไหว ใช้ตะเกียบเคาะโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ทั้งสองท่านยังจะกินกันอยู่หรือไม่? อยากตีก็ออกไปตีข้างนอก อย่ามาทำลายฮั่วกัวของข้า”
ทั้งสองหยุดมือทันที ขณะมองหน้ากัน แววตาของหลี่ไป๋เผยความชื่นชม ลูบเคราหัวเราะกล่าวว่า “แม่นางฝีมือดี”
จางไหวอวี้บีบนวดแขน เห็นได้ชัดว่าการปะทะเมื่อครู่ตกเป็นรอง ส่งเสียงหึแล้วกล่าวว่า “ฝีมือเจ้าไม่เลว หากไม่ใช่เพราะมัวเมาสุราทั้งวัน ฝีมือต้องบรรลุถึงจุดสูงสุด ไร้ผู้ต่อกรในใต้หล้า น่าเสียดาย...”
หลี่ไป๋หัวเราะ “ข้ามีชีวิตอยู่มิใช่เพื่อเพลงกระบี่ มิใช่เพื่อสุรา ข้ามีชีวิตเพียงเพื่อความสุขสำราญไร้พันธนาการ อยากฝึกกระบี่ก็ฝึกกระบี่ อยากดื่มสุราก็ดื่มสุรา คนในโลกหล้าเกี่ยวอันใดกับข้าด้วยเล่า”
จางไหวอวี้เบ้ปาก ไม่สนใจเขา การต่อสู้เมื่อครู่ หลี่ไป๋ได้แสดงให้นางเห็นโลกของอัจฉริยะ อัจฉริยะก็คืออัจฉริยะ อยากทำอะไรก็ทำอะไร และทำได้ดีเสียด้วย
ไม่สามารถใช้ความรุนแรงแก้ไขทัศนคติในการใช้ชีวิตของหลี่ไป๋ได้ เพราะสู้ไม่ได้จริงๆ จางไหวอวี้จำต้องหันไปมองกู่ชิง กล่าวเตือนว่า “เจ้าห้ามเรียนเยี่ยงเขา มิเช่นนั้นข้าจะตีเจ้า!”
กู่ชิงตะลึง: ???
นังมารนี่บ้าไปแล้วกระมัง?
หลี่ไป๋ลูบเครามมองดูทั้งสอง แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มลึกซึ้งยิ่งขึ้น
............
สถานศึกษาในหมู่บ้านเปิดสอนมาสักพักแล้ว ประจวบเหมาะกับวันปีใหม่ กู่ชิงเตรียมเนื้อแห้งซู่ซิวจำนวนหนึ่ง ไปคารวะอาจารย์ที่เชิญมาทีละคน
อาจารย์ล้วนเป็นบัณฑิตที่สอบตก มีความหยิ่งทะนงอยู่บ้าง แม้จะบอกว่าตัวเองสอบตก แต่กับกู่ชิงที่เป็นลูกหลานชาวนาก็ยังคงวางมาดอยู่บ้าง นิสัยชอบใช้รูจมูกมองคนทำให้กู่ชิงไม่สบอารมณ์
คนอ่านหนังสือก็ต้องกินข้าว ใช้นิสัยแบบนี้ปฏิบัติต่อเถ้าแก่ที่ให้ข้าวกิน นี่คือวางตัวไม่เป็น
ดังนั้นกู่ชิงจึงเตี๊ยมกับซ่งกินเซิงไว้ล่วงหน้า แล้วเลือกฤกษ์งามยามดี ลากตัวซ่งกินเซิงออกมาจากห้องเรียน ใส่ร้ายว่าเขาใจลอยไม่ตั้งใจเรียน แล้วทุบตีซ่งกินเซิงอย่างหนักต่อหน้าอาจารย์ทั้งหลาย ซ่งกินเซิงกุมหัวร้องโหยหวน อาจารย์ทั้งหลายตัวสั่นงันงก
การลงโทษที่โหดร้ายทารุณแสดงให้อาจารย์เห็นถึงกฎแห่งป่าในชนบทอย่างโจ่งแจ้ง
อาจารย์สอนวิชาความรู้ กู่ชิงสอนอาจารย์เรื่องการวางตัว ต่างฝ่ายต่างสอน สอนในสิ่งที่ตนถนัด
นับแต่นั้นมา อาจารย์ก็เปลี่ยนเป็นว่านอนสอนง่ายเป็นพิเศษ ไม่กล้าวางมาดหยิ่งยโสต่อหน้ากู่ชิงและชาวบ้านอีก เป็นคนอัธยาศัยดี เจอใครก็ทักทายก่อนเสมอ ก็มีอาจารย์หนึ่งหรือสองคนที่ถือตัวจัดรับไม่ได้ขอลาออกเอง กู่ชิงก็ไม่ถือสา ยิ้มแย้มส่งพวกเขาเดินทาง
คนอ่านหนังสือในยุคนี้แม้จะมีไม่มาก แต่คนอ่านหนังสือที่ชีวิตไม่สมหวังก็มีไม่น้อย ไม่ขาดแคลนแค่คนสองคนหรอก
นายอำเภอคนใหม่ของอำเภอชิงเฉิง เว่ยตู้ มาอย่างกะทันหัน กู่ชิงรู้สึกประหลาดใจมาก เป็นถึงนายอำเภอว่างขนาดนี้เชียวหรือ? มีเรื่องไม่มีเรื่องก็ชอบวิ่งมาชนบท
“เส้าหลางจวิน(ใช้เรียกคนหนุ่มแบบให้เกียรติ) คุณชายกู่ เรื่องมงคลใหญ่!”
เว่ยตู้ไม่สนใจภาพลักษณ์ขุนนางแม้แต่น้อย เดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เลิกชายเสื้อคลุมขุนนางวิ่งเหยาะๆ มาหากู่ชิง เหมือนกับท่าทางยามหนุ่มที่วิ่งเข้าหาความรักอย่างไม่คิดชีวิตไม่มีผิด
กู่ชิงกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นหน้าหมู่บ้านหารังมด หาอยู่นาน ผลลัพธ์ช่างน่าผิดหวัง เงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงเห็นเว่ยตู้ กู่ชิงรีบลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว ประสานมือคารวะเว่ยตู้
“เส้าหลางจวิน เรื่องมงคลใหญ่!”
เว่ยตู้วิ่งมาถึงข้างกู่ชิงแล้วพูดซ้ำอีกครั้ง แม้แต่คำเรียกขานกู่ชิงก็เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
กู่ชิงตอบกลับโดยไม่ทันคิด “ยินดีด้วยยินดีด้วย ท่านนายอำเภอเว่ยแต่งภรรยาหรือจัดงานครบเดือน? ผู้น้อยจะส่งของขวัญไปให้แน่นอน”
“ไม่ใช่ เป็นเรื่องมงคลใหญ่ของเส้าหลางจวินต่างหาก”
“ข้าไม่รีบ ยังอีกนาน หลักๆ คือสตรีรอบกายไม่มีใครเหมือนคนสักคน...”
“...ไม่ใช่! กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงมีรับสั่งที่ซูโจว เรียกตัวเจ้าเข้าเฝ้า เส้าหลางจวินรีบออกเดินทางเดี๋ยวนี้เถิด!”
……….