129-132
129-132
บทที่ 129: เทพวิชาแห่งเขาซานชิง และความยุติธรรมที่ (ไม่) มีอยู่จริง
กู้อัน เย่หลาน และอู่เจวี๋ย นั่งจิบสุราแกล้มผลไม้ พลางชมการประลองในงานชุมนุมรายชื่อทองคำอย่างสบายอารมณ์ ในช่วงแรกยังไม่มีคิวลงสนามของพวกเขา ทั้งสามจึงทำตัวเป็นผู้ชมที่ดีคอยดูความสนุกสนาน
เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกัน เย่หลานกับอู่เจวี๋ยก็เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น อู่เจวี๋ยจึงลดอาการเกร็งลงไปได้มาก
จนกระทั่งถึงวันที่ห้า ก็ถึงคราวที่อู่เจวี๋ยต้องลงสนาม
พอลับหลังอู่เจวี๋ย เย่หลานก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ศิษย์พี่ เขาเป็นศิษย์ของใครหรือเจ้าคะ? ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ธรรมดาเลย"
นางเองก็ผ่านโลกมาไม่น้อย ย่อมมองออกว่าอู่เจวี๋ยมีของดีซ่อนอยู่
อู่เจวี๋ยผู้ผ่านการรู้แจ้งมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้ราศีจับจนผิดหูผิดตา แม้จะหน้าตาบ้านๆ แต่งตัวปอนๆ แต่กลับมีออร่าความน่าเกรงขามแผ่ออกมาอย่างน่าประหลาด
กู้อันตอบหน้าตาย "อาจารย์เขาตายไปแล้ว เป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก ข้ากับเขาถูกชะตากัน ข้าเลยเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ห้าปีที่ผ่านมาข้าจงใจไม่ไปหาเขา เขาเลยงอนตุ๊บป่องอย่างที่เห็นนั่นแหละ"
เย่หลานฟังแล้วก็รู้สึกสงสารระคนขบขัน
นางส่ายหน้าเบาๆ "ศิษย์พี่ ท่านนี่มันจริงๆ เลย..."
"มันอะไร?"
"เปล่าเจ้าค่ะ ไม่มีอะไร"
เย่หลานหันไปสนใจม่านแสงขนาดยักษ์บนท้องฟ้า กู้อันเองก็มองตามไปเช่นกัน
คู่ต่อสู้ในม่านแสงนั้นไม่ธรรมดา ฝ่ายหนึ่งคือนักพรตหนุ่มในชุดคลุมสีเขียว อีกฝ่ายคือชายในชุดเกราะถืออาวุธยาว
กู้อันมองปราดเดียวก็รู้ว่าระดับพลังของสองคนนี้สูงกว่าคู่ก่อนๆ มาก
นักพรตชุดเขียวน่าจะอยู่ระดับแปรสภาพเทพ ส่วนชายชุดเกราะอยู่ระดับฝ่าความว่างเปล่า
อายุไม่ถึงห้าร้อยปีแต่ไปได้ไกลขนาดนี้ นับเป็นอัจฉริยะระดับหัวกะทิแน่นอน
ระดับที่เหนือกว่าแก่นทองคำขึ้นไป ไม่ใช่แค่มีทรัพยากรแล้วจะดันขึ้นไปได้ง่ายๆ
เดิมทีนึกว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดสูสี แต่ผลกลับพลิกล็อค นักพรตชุดเขียวเพียงแค่ขยับนิ้วทำมือเป็นตราประทับ อักษรคำว่า 'เต๋า' สีเขียวมรกตขนาดมหึมาราวภูเขาย่อมๆ ก็พุ่งเข้ากระแทกชายชุดเกราะอย่างจัง จนอีกฝ่ายกระอักเลือดกระเด็นออกไป หมดสภาพการต่อสู้ในพริบตา
แม้ชายชุดเกราะจะถูกค่ายกลกดพลังลงมาให้เท่ากับระดับแปรสภาพเทพ แต่ความพ่ายแพ้ที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบนี้ก็ยังทำให้กู้อันประหลาดใจ
ด้วยสายตาอันเฉียบคมของเขา ตราประทับของนักพรตผู้นี้แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งเทพวิชา
กระบวนท่าเดียวสยบศัตรู เล่นเอาคนทั้งเมืองฮือฮา!
เสียงผู้อาวุโสประกาศก้อง "ผู้ชนะคือ นักพรตเสวียนเมี่ยว จากเขาซานชิง ราชวงศ์เฉินถัง!"
ชื่อของนักพรตเสวียนเมี่ยวถูกจารึกลงในความทรงจำของผู้ชมทันที
เย่หลานอุทาน "เขาซานชิง ร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ตอนไปวิถีจิ่วโยวข้าก็เคยได้ยินชื่อนี้ เป็นสำนักอันดับหนึ่งของราชวงศ์เฉินถัง ศิษย์มีน้อยแต่คุณภาพคับแก้ว ว่ากันว่าเคยมีเซียนถือกำเนิดที่นั่นด้วย ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน"
กู้อันจดจำชื่อสำนักนี้ไว้ในใจ ตราประทับของนักพรตเสวียนเมี่ยวร้ายกาจจริง แสดงให้เห็นว่ารากฐานวิชาของเขาซานชิงนั้นลึกล้ำเพียงใด
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ในที่สุดก็ถึงตาของอู่เจวี๋ย
การต่อสู้ในระดับสร้างรากฐานอาจดูไม่หวือหวาเท่าระดับเทพของนักพรตเสวียนเมี่ยว ผู้คนจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
ทว่า ทันทีที่อู่เจวี๋ยปล่อยหมัด เสียงตูมตามราวกับฟ้าถล่มดินทลายก็ดึงดูดความสนใจของคนทั้งเมือง
หมัดที่ปล่อยออกไปร้อนแรงดั่งดวงอาทิตย์ระเบิด คลื่นพลังหมัดแผดเผาจนคู่ต่อสู้ตั้งรับไม่ทัน
หมัดของอู่เจวี๋ยไม่ได้มีลีลาแพรวพราว แต่เน้นความหนักหน่วงและทรงพลัง เต็มไปด้วยความดุดัน
เพียงแค่แปดหมัด คู่ต่อสู้ก็ลงไปนอนกองกับพื้น กระอักเลือดไม่หยุด
"ผู้ชนะคือ อู่เจวี๋ย จากสำนักไท่เสวียน ราชวงศ์ไท่ชาง!"
เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ไปทั่วเมือง ทุกคนเริ่มพูดถึงม้ามืดนามว่าอู่เจวี๋ย
เย่หลานอ้าปากค้าง นางรู้ว่าอู่เจวี๋ยเก่ง แต่ไม่นึกว่าจะโหดขนาดนี้
กู้อันมุมปากกระตุกยิ้ม เขารู้ดีว่าตำนานของอู่เจวี๋ยกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
'หมัดตะวันรอน' เป็นวิชาพื้นๆ แต่พอไปอยู่ในมือของคนที่รู้แจ้งจนปรุโปร่งอย่างอู่เจวี๋ย มันกลับกลายเป็นวิชาเทพที่กำลังจะยกระดับตัวเอง
ดูเหมือนการรู้แจ้งจะไม่ใช่แค่เพิ่มพลัง แต่ยังเพิ่มความเข้าใจในวิชาด้วยสินะ!
...
ยามบ่าย
ณ หุบเขาโอสถที่สาม
กู้อันและลวี่ไป่เทียนนั่งสนทนากันในหอพัก ไม่เจอกันไม่กี่เดือน ท่านเจ้าสำนักดูราศีจับ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
ลวี่ไป่เทียนแบมือขวาออกมา ไข่มุกเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ "นี่คือ ไข่มุกพันเงา อาวุธวิเศษระดับสุดยอด เจ้าเอาไปปรับพื้นฐานพลังสักสองวัน แล้วใช้มันตอนลงแข่งสิ้นเดือนนี้"
กู้อันรับไข่มุกมาถือไว้ ถามด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "ท่านยังอยากให้ข้าชนะอยู่อีกหรือ?"
ในงานชุมนุมรายชื่อทองคำ มีผู้ชนะหลายคนที่พึ่งพาอาวุธวิเศษ ตามกฎแล้วอนุญาตให้พกอาวุธวิเศษหรือค่ายกลติดตัวได้หนึ่งชิ้นเพื่อความยุติธรรม เพราะพวกสายกระบี่ สายดาบ หรือสายค่ายกล จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์คู่กาย ขืนห้ามใช้ คงเป็นการเอาเปรียบพวกเขา
แม้จะจำกัดแค่ชิ้นเดียว แต่การที่มีคนชนะเพราะของดีกว่าก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หนาหู
ลวี่ไป่เทียนหัวเราะร่า "ข้าวางแผนคู่ต่อสู้และตารางแข่งให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ยังทันถมเถ ไม่ได้หวังให้เจ้าดังเปรี้ยงปร้างอะไรหรอก ขอแค่เฉียดๆ ห้าร้อยอันดับแรกได้ ก็ถือว่าปูทางไว้สวยแล้ว"
อัจฉริยะจากเก้าราชวงศ์มารวมตัวกัน ใครติดห้าร้อยอันดับแรกได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
กู้อันกะว่าจะลงไปขำๆ ให้จบๆ ไป ไม่นึกว่าลวี่ไป่เทียนจะเล่นใหญ่อีกแล้ว
"ท่านเจ้าสำนัก ความยุติธรรม... ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ลืมคำนี้ไปแล้วหรือขอรับ?" กู้อันแสร้งถอนหายใจเตือนสติ
ตานี่มันตัวโกงชัดๆ!
แต่พอนึกย้อนไป ลวี่ไป่เทียนก็เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ขนาดวิชาที่ฝึกยังมารนอกรีตสุดๆ
ลวี่ไป่เทียนยักไหล่ไม่ยี่หระ "ไม่ยุติธรรมตรงไหน? พวกคุณชายตระกูลใหญ่เขาก็มีทรัพยากรของที่บ้านหนุนหลัง ข้าให้ของวิเศษเจ้า เขาก็มีผู้เฒ่าที่บ้านช่วยเหมือนกัน ส่วนเรื่องจัดตารางคู่แข่ง ข้าแค่ช่วยให้เจ้าดวงดีขึ้นหน่อย ไม่ได้ไปวางยาคู่ต่อสู้สักนิด สุดท้ายแพ้ชนะก็วัดกันที่ฝีมืออยู่ดี"
กู้อันกลิ้งไข่มุกพันเงาในมือเล่น ลังเลใจ
"ถ้าเจ้าติดห้าร้อยอันดับแรก ข้าจะให้ ต้นวิญญาณระดับหก เป็นรางวัล!" ลวี่ไป่เทียนยื่นข้อเสนอเสียงเข้ม
กู้อันกำไข่มุกแน่นทันที "เฮ้อ ในเมื่อท่านขอร้อง ข้าก็จะพยายามสุดความสามารถก็แล้วกัน"
ลวี่ไป่เทียนลุกขึ้นยืนด้วยความพอใจ "เอาล่ะ รีบไปจัดการพันธนาการในไข่มุกซะ ส่วนที่ยากที่สุดข้าจัดการให้แล้ว ที่เหลือไม่เกินความสามารถเจ้าหรอก"
พูดจบเขาก็เดินออกจากหอพักไป
กู้อันไม่ได้เดินไปส่ง ได้แต่นั่งจ้องไข่มุกพันเงาในมือ ครุ่นคิดอย่างหนัก
...
งานชุมนุมรายชื่อทองคำกินเวลาหลายเดือน กู้อันต้องดูแลหุบเขาโอสถจึงไม่ได้ไปดูทุกวัน ส่วนเย่หลานและอู่เจวี๋ยต่างก็ง่วนอยู่กับการเตรียมตัว
จนกระทั่งสิ้นเดือน ก็ถึงคิวของกู้อัน ป้ายคำสั่งทองคำที่ได้จากเทียบเชิญแปรสภาพเป็นเครื่องมือสื่อสาร ส่งเสียงเรียกให้เขาไปเตรียมตัวตั้งแต่เช้าตรู่
ในเมืองชั้นนอกมีค่ายกลเคลื่อนย้ายไปยังสนามประลอง สะดวกสบายหายห่วง
กู้อันวาร์ปมาถึงสนามแข่ง ซึ่งเป็นหุบเขาโล่งกว้างแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งพักคอยกับฝั่งประลอง พื้นที่ประลองกว้างยาวหลายลี้ มีค่ายกลล้อมรอบตัดขาดจากโลกภายนอก
"กู้อัน เจ้าก็ลงแข่งด้วยเหรอ? ไม่กลัวโดนทุบจนน่วมรึไง?" เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น
ไม่ต้องหันไปมอง กู้อันก็รู้ว่าเสิ่นเจินกำลังเดินเข้ามา
"อืม ก็ลองดู" กู้อันตอบเสียงเรียบ
ช่วงนี้เขาอ่าน 'ความลับแห่งไท่เสวียน' แล้วหงุดหงิด ในนิยายกู้อันชอบรังแกสาวน้อย แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่พฤติกรรมกร่างๆ นั่นทำให้เขาพาลเหม็นขี้หน้าเสิ่นเจินไปด้วย
เสิ่นเจินดูเหมือนจะรู้ทัน นางไม่ถือสาท่าทีเย็นชาของเขา กลับยิ้มร่า "ถ้าเจอข้า ข้าไม่ออมมือให้หรอกนะ แต่ถ้าเจ้าพูดจาหวานหูสักหน่อย ข้าอาจจะยอมแพ้ให้ก็ได้"
"ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ ไยต้องให้เจ้ามาออมมือ" กู้อันปรายตามองแล้วแค่นเสียงเฮอะ
เสิ่นเจินหลุดขำออกมา นางเอาไหล่กระแทกกู้อันเบาๆ "อย่าโกรธไปเลยน่า นิยายเรื่องนั้นใกล้จบแล้ว ข้าเองก็เบื่อเหมือนกัน จบงานนี้ข้าจะไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียร เจ้าคงไม่ได้เห็นหน้าข้าไปอีกหลายสิบปี"
กู้อันสีหน้าดีขึ้นทันตา "หรือว่าเจ้าเห็นสัจธรรมอะไรในภาพวาด?"
"ถูกต้อง ข้าอาจจะบรรลุธรรมเร็วๆ นี้ก็ได้" เสิ่นเจินยืดอกภูมิใจ
ขี้โม้ชะมัด!
กู้อันยืนคุยสัพเพเหระกับนางระหว่างรอเวลา
ทันใดนั้น
หญิงสาวนางหนึ่งวาร์ปเข้ามา กลิ่นอายของนางสะดุดความรู้สึกกู้อันเข้าอย่างจัง
แม่เฒ่าผีถานฮวา!
ยัยนี่มาอีกแล้วเรอะ?
เห็นสำนักไท่เสวียนเป็นสวนหลังบ้านหรือไง นึกจะเข้าก็เข้า นึกจะออกก็ออก?
กู้อันบ่นในใจ แต่สายตาไม่ได้มองไปที่นาง
แม้แม่เฒ่าจะอยากดันเขาเป็นประมุข แต่เขาก็ยังระแวงนางอยู่ดี
ช่วยไม่ได้ ก็เล่นเอากระดูกจักรพรรดิมารระดับมหายานมาวางตรงหน้า ถ้าเขาไม่มีระบบตรวจสอบอายุขัย ป่านนี้คงซี้แหงแก๋ไปแล้ว
อันตรายเกินไป!
แม่เฒ่าผีถานฮวามาในร่างของหญิงสาวอีกคน ดูเหมือนจะใช้วิชาสิงร่าง นางเองก็ไม่ได้สนใจกู้อัน บางทีนางอาจจะจำหน้าเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เสิ่นเจินชนะการประลองและถูกส่งตัวออกไป
กู้อันรออีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงคิว
คู่ต่อสู้เป็นแค่นักพรตระดับแก่นทองคำธรรมดาๆ เมื่อถูกกดพลังลงมาเหลือระดับสร้างรากฐาน กู้อันก็แกล้งสู้ไปหลายสิบกระบวนท่า ก่อนจะใช้ไข่มุกพันเงาปิดเกม
การต่อสู้นี้น่าเบื่อสุดๆ ในสายตาคนดู มีน้อยคนนักที่จะจดจำชื่อกู้อัน
เป็นอันว่า
ฤดูร้อนผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน กู้อันผ่านการประลองมาสามรอบ ทุกรอบล้วนสูสีและชนะมาได้อย่างหวุดหวิด (แบบการแสดง)
จนถึงตอนนี้ ยังเหลือผู้เข้าแข่งขันอีกนับพัน
สำนักไท่เสวียนไม่รีบร้อน ยิ่งยืดเยื้อ ยิ่งกวาดค่าธรรมเนียมและค่าที่พักจากเมืองต่างๆ ได้มหาศาล กำไรเน้นๆ
ผ่านไปสามเดือน เหล่าอัจฉริยะเริ่มฉายแสง ที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น อันฮ่าว เขาไร้คู่ต่อกรอย่างสิ้นเชิง ขนาดไม่ได้ใช้วิชากระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ แค่ใช้วิชาพื้นฐานของสำนักไท่เสวียนก็ตบคนอื่นร่วงระนาว
รองลงมาคือลวี่เซียน นักพรตเสวียนเมี่ยว และอัจฉริยะจากราชวงศ์อื่นๆ ส่วนจีเซียวอวี้ไม่ได้ลงแข่ง แต่ตระกูลจีก็ส่งคนอื่นมาโชว์ฟอร์มโหดไม่แพ้กัน
ชื่อเสียงของงานชุมนุมรายชื่อทองคำดังก้องไปทั่วเก้าราชวงศ์ ทำให้ชื่อเสียงของสำนักไท่เสวียนพุ่งทะยานติดลมบน
สำหรับกู้อัน งานนี้เป็นแค่เรื่องแก้เบื่อ เขาไม่ได้สนผลแพ้ชนะ
แรกๆ ก็สนุกดี หลังๆ เริ่มเบื่อ เขาจึงหันกลับไปโฟกัสที่การปลูกผักทำสวน
วันหนึ่ง
มีข่าวลือหลุดออกมาทำเอาวงการสั่นสะเทือน
อันฮ่าว ปะทะ หลี่หยา!
หลี่หยาผู้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเป็นตัวเต็งร้อยอันดับแรก ต้องมาเจอกับว่าที่แชมป์อย่างอันฮ่าวตั้งแต่รอบนี้ ย่อมเป็นที่จับตามอง
กู้อันกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในหุบเขา ได้ยินศิษย์บินตะโกนป่าวประกาศข้ามหัวไปมา เลยเกิดความสนใจ รีบแจ้นไปดูที่เมืองชั้นนอก
เห็นผู้คนแห่กันไปดู กู้อันก็นึกชมในใจ
ตาลุงลวี่ไป่เทียนนี่มันการตลาดตัวพ่อจริงๆ!
กู้อันเองก็ลุ้น
หลี่หยากับอันฮ่าว ใครจะหมู่ใครจะจ่า?
ทั้งคู่ต่างมีรัศมีของพระเอกจับ แค่เดินคนละเส้นเรื่องเท่านั้น
บทที่ 130: เจ้าก็ใช้วิชากระบี่ไท่ชางสะท้านเทพเป็นด้วยรึ?
ณ ลานประลอง
หลี่หยาในชุดดำสนิทค่อยๆ ปลดกระบี่หนักแห่งเป่ยไห่ออกจากหลัง ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาฉายแววแน่วแน่ จ้องมองร่างที่ยืนห่างออกไปร้อยวา
คู่ต่อสู้ของเขา อันฮ่าว
อันฮ่าวยืนตระหง่านในชุดสีน้ำเงินหรูหรา คาดเอวด้วยแถบผ้าสีม่วงปักดิ้นทอง ผมยาวเกล้าสูงสวมมงกุฎเงินประดับรูปหงส์ทองคำ เขากำลังขยับปลอกข้อมืออันวิจิตร รอยยิ้มบนใบหน้าดูมั่นใจและเจิดจ้าท้าแสงตะวัน
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองหลี่หยาด้วยสายตาของผู้เหนือกว่า "ที่ผ่านมาเจ้าชนะมาได้เพราะกระบี่หนักนั่น แต่รอบนี้คู่ต่อสู้คือข้า อย่าคิดจะออมมือเชียวล่ะ"
หลี่หยาถามเสียงเรียบ "อันฮ่าว ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่?"
"สี่สิบ มีอะไรหรือ?"
สี่สิบปี ระดับแก่นทองคำ ขั้น 9...
หลี่หยาเงียบไป ความอิจฉาแล่นริ้วขึ้นมาในอก
เขาสูดหายใจลึก ยกกระบี่หนักขึ้นชี้หน้า "งั้นก็ขอชมหน่อยเถอะว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งไท่เสวียนจะแน่สักแค่ไหน!"
สิ้นเสียง เขาก็พุ่งตัวออกไป เพียงสามก้าวก็ประชิดตัวอันฮ่าว เหวี่ยงกระบี่หนักฟันใส่เต็มแรง แรงลมจากการฟันหนักหน่วงจนอากาศหวีดหวิว
อันฮ่าวใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางขวาต่างกระบี่ ปล่อยปราณกระบี่ออกมารับมือกระบวนท่าของหลี่หยา
แสงกระบี่วูบวาบ ปราณคมกริบกระจายไปทั่ว ทั้งสองผลัดกันรุกรับด้วยความเร็วสูง เรียกเสียงเชียร์กึกก้องจากผู้ชมในเมืองชั้นนอก
กู้อันยืนดูอยู่บนหลังคา
อู่เจวี๋ยกระโดดมายืนข้างๆ เงยหน้ามองจอยักษ์ด้วยกัน พลางพึมพำ "สองคนนี้เก่งชิบหาย"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น พวกเขาล้วนเป็นยอดอัจฉริยะของสำนัก" กู้อันตอบ
ทั้งคู่ต่างอยู่ในระดับแก่นทองคำ แต่การต่อสู้กลับดุเดือดตระการตากว่าคู่อื่นๆ ลิบลับ
หลี่หยาเน้นความหนักหน่วงรุนแรง ดั่งขุนขวานผ่าภูเขา
ส่วนอันฮ่าวพลิ้วไหวสง่างาม รับมือความบ้าคลั่งของหลี่หยาได้อย่างสบายๆ
ความเร็วของทั้งคู่เหลือร้าย ศิษย์ส่วนใหญ่ในเมืองมองตามไม่ทัน เห็นเพียงแสงวูบวาบไปมา
เคร้ง!
อันฮ่าวหมุนตัวฟาดแขน ปราณกระบี่จากปลายนิ้วกดจนเข่าหลี่หยาแทบทรุด กระบี่หนักที่ยกขึ้นกันไว้สั่นระริก แสดงให้เห็นว่าพละกำลังของอันฮ่าวมหาศาลเพียงใด
หลี่หยาตกใจ ไม่นึกว่าอันฮ่าวจะมีแรงมหาศาลขนาดนี้ ทั้งที่ตัวเขาเองกิน 'แก่นพลังมังกรคชสาร' มาแล้วแท้ๆ
ตูม!
เจตจำนงกระบี่สายหนึ่งระเบิดออก กระแทกอันฮ่าวลอยกระเด็น อันฮ่าวตีลังกากลางอากาศลงพื้นอย่างสวยงามห่างออกไปร้อยวา
อันฮ่าวมองหลี่หยาด้วยความแปลกใจ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนดูเหมือนคนบ้า
ม่านแสงถ่ายทอดแรงกดดันออกมาได้ส่วนหนึ่ง ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจของเจตจำนงกระบี่ที่หลี่หยาปลดปล่อยออกมา คนทั้งสำนักไท่เสวียนต่างตื่นตะลึง
"นี่มันเจตจำนงของจอมกระบี่ฝูเต้า!"
"หลี่หยาได้รับการสืบทอดจากจอมกระบี่ฝูเต้างั้นรึ?"
"ข้าเคยไปนั่งสมาธิที่แท่นบูชาซ่อมฟ้า กลิ่นอายแบบนี้เป๊ะเลย!"
"หลี่หยาร้ายกาจมาก ไม่นึกว่าเขาจะเป็นเบอร์หนึ่งของพวกเชื้อพระวงศ์!"
"เก่งกว่าพี่สาวเขา หลี่เสวียนอวี้ ตั้งเยอะ!"
เมืองที่กู้อันอยู่ก็แทบแตก ผู้คนฮือฮากันยกใหญ่ วิชา กระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ ที่หลี่หยาใช้ออกมาสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า
อู่เจวี๋ยสัมผัสได้ถึงพลังนั้นก็หน้าถอดสี "โหดจริง ถ้าข้าต้องเจอกับเขา คงไม่ง่ายแน่ๆ"
กู้อันปรายตามอง
แค่ 'ไม่ง่าย' เองเรอะ? มั่นหน้าจริงนะพ่อคุณ
หลี่หยาผู้ถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงกระบี่ ยืดตัวตรง ชี้ปลายกระบี่ไปที่อันฮ่าว ผมดำสยาย เสื้อผ้าสะบัดพลิ้ว บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปเป็นเย็นเยียบ
"ของจริงมันเริ่มต่อจากนี้ต่างหาก"
หลี่หยาเอ่ยเสียงเย็น เขาไม่คิดว่าจะต้องงัดท่าไม้ตายออกมาใช้เร็วขนาดนี้ โทษใครไม่ได้นอกจากดวงซวยที่มาเจออันฮ่าว
แต่เมื่อใช้ 'กระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ' แล้ว เขาเชื่อว่าเกมจบแล้ว
ต่อให้อันฮ่าวมีวิชาดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางเทียบชั้นกับวิชาของจอมกระบี่ฝูเต้าได้
หลี่หยาอยู่ข้างนอกตลอด ไม่รู้ข่าวว่าอันฮ่าวเคยบรรลุเจตจำนงกระบี่มาก่อน
แต่ทว่า เขาสังเกตเห็นรอยยิ้มมุมปากของอันฮ่าว และเกิดความสงสัย
เจ้านี่มันบ้าหรือเปล่า?
อันฮ่าวปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า มุมปากยกสูงขึ้น
บึ้ม!!
เจตจำนงกระบี่ที่ยิ่งใหญ่และไพศาลกว่าของหลี่หยาหลายเท่าตัวระเบิดออกมา! หุบเขาประลองสั่นสะเทือน ปราณกระบี่รวมตัวกันเหนือศีรษะอันฮ่าว ก่อรูปร่างเป็นใบหน้ายักษ์มองลงมาที่หลี่หยา
ต่อหน้าใบหน้ายักษ์นี้ หลี่หยาดูเล็กจ้อยราวกับมดปลวก ปราณกระบี่ของเขาดูริบหรี่จนน่าใจหาย
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าก็ใช้วิชากระบี่ไท่ชางสะท้านเทพเป็นด้วยรึ?"
หลี่หยาตะโกนลั่น หน้าซีดเผือดไม่อยากจะเชื่อสายตา
คนดูทั้งเมืองก็ช็อกตาตั้ง อันฮ่าวก็เป็นศิษย์จอมกระบี่ฝูเต้าเหมือนกันเรอะ!
แม่เฒ่าผีถานฮวาที่ยืนดูอยู่ที่แท่นบูชาซ่อมฟ้า ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววตื่นตระหนก
วิชาที่หายสาบสูญไปหลายพันปี จู่ๆ ก็โผล่มาพร้อมกันถึงสามคน?
นางเองก็ตกใจ และยิ่งยำเกรงในตัวจอมกระบี่ฝูเต้ามากขึ้นไปอีก
นางดูออกว่าสองคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับจอมกระบี่ฝูเต้าแน่นอน
ในม่านแสง
อันฮ่าวลอยตัวขึ้นสูง มองต่ำลงมาที่หลี่หยา "ในเมื่อเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์ ก็มาวัดกันหน่อยว่าของใครเหนือกว่า!"
เขายกมือขวาขึ้น หันฝ่ามือไปทางหลี่หยา รอยยิ้มหายไป
วินาทีที่เห็นหลี่หยาใช้วิชานี้ เขาก็รู้สึกถูกชะตา และมั่นใจว่าหลี่หยาคือศิษย์ร่วมสำนัก
แต่ต่อให้เป็นพี่น้อง ก็ไม่มีการออมมือ
เขาเกิดมาเพื่อเป็นที่หนึ่ง!
ทุกคนต้องสยบแทบเท้า!
อันฮ่าวเพ่งสมาธิ ใบหน้ายักษ์เบิกตาโพลง เงากระบี่นับล้านพุ่งลงมาดั่งสายน้ำตกจากฟากฟ้า อานุภาพทำลายล้างไร้ขีดจำกัด
หลี่หยากัดฟันแน่น สองมือกระชับดาบฟันสวนขึ้นไป ทุ่มสุดตัวด้วยกระบวนท่าที่แกร่งที่สุด
"ข้าแพ้ไม่ได้!" เขาตะโกนก้องในใจ
สองเจตจำนงปะทะกัน แสงสว่างวาบกลบทุกสิ่ง
อู่เจวี๋ยโดนแสงแยงตาจนต้องหรี่ตา มองภาพตรงหน้าด้วยความเหม่อลอย
"อันฮ่าวเก่งเกินไป ข้าสู้ไม่ได้แน่..." อู่เจวี๋ยพึมพำยอมรับความจริง
ถ้าคู่ต่อสู้คือหลี่หยา เขายังพอมีลุ้น แต่กับอันฮ่าว เขาไม่เห็นทางชนะเลย
กู้อันยืนหน้านิ่ง
พัฒนาการของทั้งคู่ทำให้เขาภูมิใจ แต่การที่หลี่หยาต้องมาเจ็บหนักแบบนี้ เขาก็ดีใจไม่ออก
เขาชักสงสัยว่าลวี่ไป่เทียนจงใจจัดฉากหรือเปล่า เหม็นขี้หน้าพ่อเขา เลยเอาลูกศิษย์ตัวเองมากระทืบลูกชายเขาโชว์?
ยังไงซะ เส้นทางของหลี่หยาก็จบลงตรงนี้ ไม่ติดแม้แต่ห้าร้อยอันดับแรก
ไม่กี่อึดใจต่อมา แสงจางลง
พื้นดินแหลกละเอียด หลี่หยายนอนจมกองเลือด เสื้อผ้าขาดวิ่น หมดสภาพโดยสิ้นเชิง
"ผู้ชนะคือ อันฮ่าว จากสำนักไท่เสวียน!"
เสียงประกาศผลดังขึ้น ผู้คนโห่ร้องยินดี สรรเสริญความเทพของอันฮ่าว
ที่ผ่านมาอันฮ่าวชนะแบบชิวๆ แต่รอบนี้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าพลังที่แท้จริงของเขานั้นน่ากลัวเพียงใด นี่มันพลังระดับวิญญาณแรกกำเนิดชัดๆ ไม่ใช่แก่นทองคำแล้ว!
กู้อันหันไปบอกอู่เจวี๋ย "ถ้าเจ้าเจออันฮ่าว อย่าไปแลกหมัดกับเขานะ หนีได้หนี"
ในระดับเดียวกัน ใครเจออันฮ่าวก็มีแต่ตายกับตาย
ต่อให้อู่เจวี๋ยจะรู้แจ้งมาสิบรอบก็ไม่รอด
ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด น่าจะมีแค่กู้อันคนเดียวที่เอาอันฮ่าวลง แต่เขาไม่คิดจะทำ และลวี่ไป่เทียนคงไม่จัดให้เจอกันแน่
"เจ้าก็เหมือนกัน" อู่เจวี๋ยสวนกลับเสียงอู้อี้
กู้อันยิ้มขำ ไอ้หมอนี่มันกวนตีนใช้ได้
...
ข่าวอันฮ่าวคือทายาทจอมกระบี่ฝูเต้าแพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ส่วนผู้แพ้อย่างหลี่หยา คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาแค่ไปนั่งทางในที่แท่นบูชาแล้วบังเอิญบรรลุวิชามาได้ ไม่ใช่ศิษย์สายตรง เพราะอานุภาพมันต่างกันราวฟ้ากับเหว
อันฮ่าวกลายเป็นยอดคนผู้โด่งดัง ส่วนหลี่หยาถูกลืมเลือนอย่างรวดเร็ว
หลังแพ้ หลี่หยาไม่ได้มาหากู้อัน คงจะหนีไปเลียแผลใจในถ้ำสักแห่ง
สิบวันต่อมา
ณ หุบเขาขอบฟ้า กู้อันได้พบกับ หลี่เสวียนเต้า (ฮ่องเต้)
หลี่เสวียนเต้าโบกมือเรียกเขาแต่ไกล กู้อันจึงเดินเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะ
ลวี่เซียน อี้หลิวอวิ๋น และหลัวหุน นั่งอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นกู้อัน หลัวหุนก็รีบลุกให้นั่งอย่างรู้งาน
"อาการหลี่หยาเป็นอย่างไรบ้าง?" หลี่เสวียนเต้าถามยิ้มๆ ดูไม่ทุกข์ร้อนที่ลูกชายแพ้ยับเยิน
กู้อันสังเกตว่าระดับพลังของตาลุงนี่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว ตอนนี้เป็นระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้น 3
เอาจริงๆ กู้อันอยากเห็นหลี่เสวียนเต้าลงแข่งเหมือนกัน ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้น 3 ในวัยไม่ถึงสามร้อยปี นี่มันอัจฉริยะระดับยอดมงกุฎของโลกเลยนะ ติด10 อันดับแรกได้สบายๆ
"ไม่ทราบขอรับ เขาไม่ได้มาหาข้าเลย" กู้อันตอบ
หลี่เสวียนเต้าถอนหายใจ "แพ้อันฮ่าวไม่น่าอายหรอก ชื่อเสียงอันฮ่าวตอนนี้ดังไปไกลถึงแปดราชวงศ์แล้ว ใครๆ ก็ยอมรับในพรสวรรค์ของเขา"
ไม่นับเรื่องพลังต่อสู้ แค่ความเร็วในการเลื่อนระดับ อันฮ่าวก็กินขาด
เจียงฉยงสร้างแก่นทองคำตอนอายุสี่สิบ นึกว่าเทพแล้ว แต่อันฮ่าวสี่สิบปีพร้อมจะสร้างวิญญาณแรกกำเนิดได้เลย ที่ยังไม่ทำเพราะติดงานแข่งนี่แหละ
อันฮ่าวระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 1 ถ้าต้องเจอกับอัจฉริยะระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 9 อาจจะตึงมือ แต่พอกดพลังลงมาเหลือแก่นทองคำ ขั้น 9 เท่ากัน อันฮ่าวก็คือพระเจ้าดีๆ นี่เอง
กู้อันพยักหน้าเห็นด้วย "อันฮ่าวร้ายกาจจริงๆ ศิษย์พี่หลี่แค่โชคไม่ดีไปหน่อย"
ลวี่เซียนแค่นเสียง "ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะล้างแค้นให้หลี่หยาเอง"
เขาก็ลงแข่งไปสามรอบ คู่ต่อสู้ยืนระยะได้ไม่ถึงสิบกระบวนท่าสักคน
หลี่เสวียนเต้าหันมามองกู้อัน "ศิษย์ของเจ้า เย่เหยียน ข้าส่งเขาไปฝึกวิชาที่เขาซานชิงในราชวงศ์เฉินถังแล้วนะ รอเขากลับมา รับรองว่าเจ้าจะจำเขาไม่ได้แน่"
เย่เหยียน?
กู้อันนึกถึงศิษย์บ้าพลังที่ชอบถือหอกคนนั้น ไม่นึกว่าจะได้ดีขนาดนี้
แน่นอน กู้อันรู้ดีว่าหลี่เสวียนเต้ากำลังทวงบุญคุณ ถ้าไม่มีเส้นสายฮ่องเต้ เย่เหยียนคงไม่มีทางได้ไปเหยียบเขาซานชิง
"ขอบพระทัยท่านลุงมากขอรับ" กู้อันรีบขอบคุณ
หลี่เสวียนเต้าถามต่อ "เจ้าคิดว่า... ถ้าข้าดึงจอมกระบี่ฝูเต้ามาเป็นพวกได้ บัลลังก์ข้าจะมั่นคงไหม?"
กู้อันตอบสวนทันที "ไม่มีเขา ท่านก็นั่งได้มั่นคงอยู่แล้วขอรับ"
หลี่เสวียนเต้าฟังแล้วก็หัวเราะลั่น
อี้หลิวอวิ๋นกับลวี่เซียนไม่ได้หัวเราะ พวกเขาคิดแบบนั้นจริงๆ
หลี่เสวียนเต้าหุบยิ้ม แววตาเป็นประกายลึกลับ
"ข้ารู้แล้วว่าจอมกระบี่ฝูเต้าเป็นใคร"
บทที่ 131: แผนการทะลวงด่าน และศึกกลางดึก
"ใครกัน?"
ผู้ที่เอ่ยถามไม่ใช่กู้อัน แต่เป็นลวี่เซียน แม้แต่อี้หลิวอวิ๋นก็หันไปมองหลี่เสวียนเต้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ชื่อเสียงของจอมกระบี่ฝูเต้านั้นโด่งดังเกินไป จนหลายคนยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ไท่ชางไปแล้ว
หลี่เสวียนเต้ายกมุมปากยิ้ม "เขามีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับหลี่หยา"
กู้อันใจหายวาบ หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
ตาแก่นี่เดามาถึงขั้นนี้ได้ยังไง?
ลวี่เซียนขมวดคิ้วแน่น "หลี่หยา? เกี่ยวข้องยังไง?"
หลี่เสวียนเต้าส่ายหน้า "ข้อมูลลึกๆ ข้าบอกพวกเจ้าไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะไปล่วงเกินท่านผู้เฒ่าเขา"
ท่านผู้เฒ่า?
กู้อันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้น หลี่เสวียนเต้าก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอัจฉริยะคนอื่นๆ ที่สร้างชื่อในงานชุมนุมรายชื่อทองคำ เขาชื่นชมการจัดงานของสำนักไท่เสวียนมาก มองว่าลวี่ไป่เทียนเริ่มฉลาดขึ้น ไม่ทำตัวโง่เขลาบ้าอำนาจเหมือนแต่ก่อน
คุยกันอยู่หนึ่งชั่วยาม หลี่เสวียนเต้าจึงปล่อยกู้อันกลับไปทำงาน
คราวนี้เขานำกล้าไม้ระดับสูงมาด้วยหลายต้น เล่นเอากู้อันตาลุกวาว
คุณภาพสมุนไพรในหุบเขาขอบฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอำนาจของหลี่เสวียนเต้ากำลังขยายตัว แม้สมุนไพรเหล่านี้จะเป็นของฮ่องเต้ แต่กู้อันก็อาศัยช่องว่างเก็บเกี่ยวอายุขัยได้อย่างเพลิดเพลิน เขาจึงหวังลึกๆ ให้หลี่เสวียนเต้ารุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป
อืม... หวังให้ลวี่ไป่เทียนรุ่งเรืองด้วยก็แล้วกัน จะได้อยู่กันอย่างสันติ!
เส้นทางเซียน แพ้ชนะชั่วคราวไม่สำคัญ ใครมีชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริง
...
ปลายฤดูใบไม้ร่วง กู้อันอาศัยอานุภาพของไข่มุกพันเงา พาตัวเองเข้าสู่รอบห้าร้อยคนสุดท้ายของงานชุมนุมรายชื่อทองคำมาได้อย่างทุลักทุเล
รอบต่อไป เขาเตรียมตัวแพ้เต็มที่
แม้จะชนะมาตลอด แต่กู้อันไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร เพราะแต่ละรอบเขาชนะแบบหืดจับ รูปเกมดูไม่จืด แถมคู่ต่อสู้ก็พวกโนเนมทั้งนั้น
ยามเที่ยงวัน ณ หุบเขาเสวียนกู่
กู้อันกำลังชี้แนะเคล็ดวิชาวัฏฏะกำเนิดฟ้าให้เย่หลาน นางตกรอบไปแล้วแต่ไม่ได้เสียใจ กลับดูมีไฟกว่าเดิม
หลังจากสนทนากันหลายชั่วยาม ข้อสงสัยของนางเกี่ยวกับวิชานี้ก็กระจ่างแจ้ง
"ศิษย์พี่ ความเข้าใจในวิชานี้ของท่านช่างลึกล้ำนัก ท่านคงแอบฝึกฝนอย่างหนักสินะ มิน่าล่ะระดับพลังถึงไม่ขยับเลย" เย่หลานกล่าวด้วยความเลื่อมใส
นางยิ่งเคารพศรัทธาในตัวจอมกระบี่ฝูเต้ามากขึ้นไปอีก ไม่เพียงเก่งกาจเรื่องกระบี่ แต่ยังมีวิชาพิสดารเช่นนี้ครอบครอง
ตอนนี้นางปักใจเชื่อแล้วว่าจอมกระบี่ฝูเต้าคืออาจารย์ของกู้อัน และในอดีต กู้อันคงถือกระบี่ชิงหงไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์มาช่วยนาง
ครั้งหนึ่งนางเคยสงสัยว่ากู้อันคือจอมกระบี่ฝูเต้า แต่ระดับพลังที่จอมกระบี่แสดงออกมานั้นสูงส่งเกินกว่าอายุของกู้อันไปไกลโข
กู้อันไม่ได้ปฏิเสธ ให้เข้าใจแบบนี้แหละดีที่สุด
เขายกมือขวาขึ้น ดูดถุงมิติใบหนึ่งให้ลอยมาเข้ามือ แล้วยื่นให้เย่หลาน "เอานี่กลับไป ตั้งใจฝึกฝนให้ดี"
เย่หลานรับไปโดยไม่เปิดดู นางเหน็บถุงมิติไว้ที่เอวแล้วลุกขึ้น "จริงสิ ศิษย์พี่ ช่วงนี้พยายามรักษาระยะห่างจากศิษย์พี่หลี่หยาไว้นะเจ้าคะ เบื้องบนกำลังตรวจสอบศิษย์ตระกูลหลี่ทุกคน แม้จุดประสงค์จะไม่ชัดเจน แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่"
กู้อันแสร้งทำหน้างุนงง แต่ก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินไปส่งศิษย์น้อง
เรื่องการกวาดล้างตระกูลหลี่ไม่ได้ทำให้กู้อันกังวล นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้
สำนักไท่เสวียนได้ชื่อว่าเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งไท่ชาง แต่ภายในก็นองเลือดแย่งชิงอำนาจกันไม่เคยหยุด
ส่วนเรื่องหลี่หยา กู้อันคงช่วยอะไรไม่ได้ จะให้ไปตามเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็คงไม่ใช่เรื่อง
ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ขอแค่ผ่านมันไปได้ มันก็จะกลายเป็นประสบการณ์ชีวิต
ไม่กี่วันต่อมา กู้อันลงแข่งรอบต่อไป และกดยอมแพ้ทันทีที่ขึ้นเวที เล่นเอาคู่ต่อสู้งงเป็นไก่ตาแตก
หนึ่งเดือนให้หลัง รายชื่อร้อยอันดับแรกก็ประกาศออกมา!
มีเพียงอู่เจวี๋ยคนเดียวที่เป็นระดับสร้างรากฐาน ส่วนคนอื่นอย่างต่ำก็ระดับแก่นทองคำ ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้อู่เจวี๋ยกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน
เมื่อลวี่ไป่เทียนนำต้นวิญญาณระดับหกมามอบให้ตามสัญญา กู้อันก็ถือโอกาสเอ่ยถึงอู่เจวี๋ย หวังให้เจ้าสำนักหาอาจารย์ดีๆ ให้สักคน
ลวี่ไป่เทียนมองกู้อันด้วยสายตาชื่นชม
"เพชรเม็ดงามขนาดนี้เจ้ายังมองออกตั้งแต่เนิ่นๆ ยังจะบอกว่าตัวเองไม่เหมาะเป็นเจ้าสำนักอีกรึ?" ลวี่ไป่เทียนหัวเราะร่า
กู้อันยิ้มตอบ "แค่วาสนาพาไปขอรับ อัจฉริยะในสำนักมีถมเถ ข้าไม่ได้ตาถึงหรอก เป็นเพราะสำนักไท่เสวียนของเรามีรากฐานมั่นคง วาสนารุ่งโรจน์ต่างหาก"
ลวี่ไป่เทียนพอใจกับคำตอบนี้มาก ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง แต่มันคือวาทศิลป์ของคนเป็นผู้นำ
"เรื่องอู่เจวี๋ย ข้ารับปากเจ้าไม่ได้ เขาไปกราบ โจวอวี้ เป็นอาจารย์แล้ว เจ้าต้องเข้าใจนะ ขนาดข้ารับอันฮ่าวเป็นศิษย์ยังต้องงัดข้อกับคนตั้งเยอะ ข้าจะเหมาศิษย์อัจฉริยะทุกคนไม่ได้ สำนักไท่เสวียนไม่ใช่ของข้าคนเดียว" ลวี่ไป่เทียนกล่าวอย่างมีความนัย
โจวอวี้ หนึ่งในผู้อาวุโสระดับสูงของหอเกียรติยศ อำนาจเหนือกว่าหอผู้อาวุโสทั่วไป
ได้คนระดับนี้เป็นอาจารย์ อนาคตอู่เจวี๋ยสดใสแน่นอน
กู้อันนึกถึงศิษย์พี่ใหญ่คนนั้น เขาไม่ได้เป็นศิษย์ของลวี่ไป่เทียน คงเอาไว้คานอำนาจกันสินะ
ดูท่าการรับศิษย์ในสำนักนี้ต้องดูทิศทางลมการเมืองด้วย
สาเหตุหลักคงเพราะลวี่ไป่เทียนยังแกร่งไม่พอ อย่างน้อยก็ยังกดสามตระกูลใหญ่ไม่ลง
"ข้าเตรียมจะจัดการตระกูลหลี่แล้ว แต่เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่ทำร้ายหลี่หยา" ลวี่ไป่เทียนเปรยออกมา
กู้อันรีบยกมือคารวะรับทราบ
ลวี่ไป่เทียนโบกมือ "จบงานชุมนุมรายชื่อทองคำ สำนักไท่เสวียนจะพุ่งทะยาน แต่ภัยแฝงก็ยังมี นอกจากลัทธิถานฮวาสายหลักที่อยู่ปลายทางวิถีจิ่วโยว ภายในเก้าราชวงศ์ก็ยังมีคนจ้องเล่นงานเรา เพื่อลดปัญหายุ่งยาก ต่อไปข้าจะมาหาเจ้าน้อยลง อย่าได้เถลไถล ตั้งใจฝึกวิชา เข้าใจไหม?"
ท้ายประโยคน้ำเสียงเขาเจือความระอาใจ
อุตส่าห์ถ่ายทอดวิชาเทพเปลี่ยนชะตาให้ ไม่เห็นเจ้ากู้อันจะฝึกได้เรื่องได้ราวสักที
กู้อันพยักหน้าแข็งขัน "ข้าจะดูแลหุบเขาโอสถให้ดีที่สุด ไม่ให้สำนักผิดหวังขอรับ"
ลวี่ไป่เทียนถลึงตาใส่ทีหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินจากไป
กู้อันรีบเดินไปส่ง
หิมะตกหนักปกคลุมหุบเขาโอสถที่สาม ขาวโพลนไปทั่วทุกสารทิศ ร่างของลวี่ไป่เทียนหายลับไปในม่านหิมะอย่างรวดเร็ว
วันเวลาผ่านไป
ตรุษจีนเวียนมาบรรจบอีกครั้ง งานชุมนุมรายชื่อทองคำสิ้นสุดลงก่อนวันตรุษจีนเพียงวันเดียว
ยามพลบค่ำ กู้อันไปฉลองเทศกาลที่หุบเขาเสวียนกู่
เจินฉิ้นเพิ่งกลับมาจากเมืองชั้นนอก กำลังจับกลุ่มคุยเรื่องอันดับในงานชุมนุมอย่างออกรส ทางสำนักจะตีพิมพ์หนังสือรวบรวมประวัติร้อยอันดับแรกเพื่อเป็นการการันตีความน่าเชื่อถือ
อันดับหนึ่งคืออันฮ่าว ไร้คู่แข่งตามคาด
อันดับสองไม่ใช่ลวี่เซียน แต่เป็น นักพรตเสวียนเมี่ยว จากเขาซานชิง การดวลระหว่างเขากับอันฮ่าวกลายเป็นตำนานเล่าขาน ทำให้ชื่อของเขาซานชิงดังก้องไปทั่วราชวงศ์ไท่ชาง
ลวี่เซียนตกไปอยู่อันดับสาม ป่านนี้คงนั่งซึมเศร้าอยู่ อันดับต่อๆ มาส่วนใหญ่เป็นศิษย์จากตระกูลใหญ่ ตระกูลโจว ตระกูลกู่ และตระกูลจี กวาดที่นั่งในร้อยอันดับแรกไปถึงสามส่วน
อิทธิพลของสามตระกูลใหญ่ช่างน่ากลัวจริงๆ!
อู่เจวี๋ยใช้พลังระดับสร้างรากฐานฝ่าเข้าไปถึงยี่สิบอันดับแรก แต่โชคร้ายเจออันฮ่าวสกัดดาวรุ่ง แพ้ยับเยิน แต่ถึงกระนั้นเขาก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นของจริง
กู้อันนั่งฟังศิษย์โม้เรื่องงานประลองอย่างเพลิดเพลิน พวกเขายังหันมาเยินยอกู้อันด้วยที่ติดห้าร้อยอันดับแรก ทุกคนต่างภูมิใจในตัวเขา
"อาจารย์ พรุ่งนี้ข้าต้องออกไปทำภารกิจ อาจจะไม่ได้กลับมาสักสองสามปี..."
เจินฉิ้นนั่งลงข้างๆ กู้อันและเริ่มพูดคุย แต่ใจกู้อันลอยไปไกลแล้ว
สมุนไพรระดับสูงในถ้ำสวรรค์เสวียนเทียนน่าจะสุกงอมได้ที่แล้ว!
...
เจ็ดวันหลังตรุษจีน ในค่ำคืนอันเงียบสงัด กู้อันวาร์ปมาที่ถ้ำสวรรค์เสวียนเทียน จัดการเก็บเกี่ยวกวาดต้อนอายุขัยไปเกือบสองหมื่นปี แล้วลงมือเพาะปลูกรอบใหม่
จากการบริหารจัดการมาหลายปี ตอนนี้ในถ้ำเต็มไปด้วยสมุนไพรระดับ 4 ขึ้นไป ผลิตอายุขัยให้เขาอย่างต่อเนื่อง
ลำพังแค่หุบเขาโอสถที่มีอยู่ ประตู่สู่สิบล้านปีก็เริ่มแง้มรอเขาแล้ว
เขาเริ่มวางแผนเรื่องการทะลวงด่าน
แค่ระดับมหายานก็สูบพลังวิญญาณแถบเทือกเขาเป่ยไห่จนเกือบแห้ง การทะลวงด่านครั้งหน้าต้องหาที่ที่มีพลังหนาแน่นกว่านี้
รอบหน้ากู้อันกะจะทุ่มสักห้าล้านปี จะไปถึงขั้นไหน ตัวเขาเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
หลังปลูกเสร็จ กู้อันก็นั่งจิบชาที่โต๊ะหิน ปล่อยอารมณ์สุนทรีย์ พลางแผ่จิตสัมผัสออกไปสำรวจความเคลื่อนไหวในเทือกเขาเป่ยไห่
เทือกเขานี้เป็นแหล่งเก็บเลเวลชั้นดีของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งช่วงงานชุมนุมมีคนต่างถิ่นผ่านมาเยอะ การต่อสู้แย่งชิงสมบัติก็ยิ่งดุเดือด
เอ๊ะ?
กู้อันสะดุดตากับการต่อสู้วงหนึ่ง คนในวงล้อมนั่นมัน...
นักพรตเสวียนเมี่ยว แห่งเขาซานชิง!
อัจฉริยะผู้เบียดลวี่เซียนตกกระป๋องคนนั้น กู้อันจำได้แม่น
ตอนนี้เขากำลังถูกผู้บำเพ็ญเพียรนับสิบรุมกินโต๊ะ
ใต้ฟ้ามืดมิด ลมพายุโหมกระหน่ำ แสงสีจากวิชาอาคมระเบิดตูมตาม ทำลายป่าเขาจนราบเป็นหน้ากลอง
นักพรตเสวียนเมี่ยวถือกระบี่มือขวา แส้ปัดรังควานมือซ้าย ด้านหลังปรากฏร่างจำแลงสามเศียรหกกร รับมือกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปรสภาพเทพได้อย่างสูสี
ร่างจำแลงสามเศียรหกกรนั้นเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณที่เหนือกว่าตัวจริง แถมแต่ละแขนยังใช้วิชาต่างกันได้อีก
วิชานี้แจ่มใช้ได้!
กู้อันจิบชาไปดูไป เพลินตาดีแท้
ดูทรงแล้วนักพรตเสวียนเมี่ยวไม่น่าแพ้พวกระดับแปรสภาพเทพ แต่ในเงามืดมีระดับฝ่าความว่างเปล่าแอบซุ่มอยู่ ดูท่าพ่อหนุ่มนักพรตจะรอดยาก
กู้อันไม่มีความคิดจะยื่นมือเข้าไปสอด เรื่องชาวบ้านไม่ใช่เรื่องของเขา
ถ้านักพรตเสวียนเมี่ยวต้องมาตายที่นี่ ก็ถือว่าดวงซวยเอง
กู้อันจะช่วยเฉพาะคนกันเองเท่านั้น
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ไอ้ตัวซุ่มระดับฝ่าความว่างเปล่าก็ลงมือ ลอบโจมทีเดียวทำลายร่างจำแลงจนแตกกระเจิง นักพรตเสวียนเมี่ยวรากเลือดกระเด็นไปกระแทกป่าด้านล่าง
เห็นดังนั้น พวกระดับแปรสภาพเทพที่เจ็บตัวกันระนาวก็ถอนหายใจโล่งอก หันไปสรรเสริญเยินยอรุ่นใหญ่ที่มาช่วยปิดงาน
ในขณะที่กู้อันคิดว่านักพรตเสวียนเมี่ยวคงจอดแน่แล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง คิ้วกระตุกเบาๆ
ป่าที่นักพรตเสวียนเมี่ยวตกลงไปเกิดพายุหมุนรุนแรง ต้นไม้ใหญ่นับร้อยถูกถอนรากถอนโคนลอยขึ้นฟ้า ท่ามกลางซากปรักหักพัง นักพรตเสวียนเมียวนั่งขัดสมาธิ รายล้อมด้วยอักขระสีเขียว อักขระเหล่านั้นเปล่งแสงรวมตัวกันเป็นประตูบานใหญ่เหนือศีรษะ
ประตูค่อยๆ เปิดออก กลิ่นอายเก่าแก่โบราณทะลักออกมา ทำเอายอดฝีมือระดับฝ่าความว่างเปล่าหน้าถอดสี หันหลังเตรียมโกยแน่บ
"จะหนีไปไหน?"
เสียงแหบพร่าดังก้องฟ้าดิน
บทที่ 132: จอมกระบี่ฝูเต้าจะต้านทานพลังระดับมหายานได้หรือ?
สิ้นเสียงลึกลับที่กึกก้องกัมปนาท ประตูแสงสีเขียวก็เปิดออกกว้าง มือยักษ์ข้างหนึ่งยื่นออกมา คว้าหมับเข้าที่ร่างของยอดฝีมือระดับฝ่าความว่างเปล่าที่กำลังหนีตาย
จอมยุทธ์ผู้นั้นแทบสิ้นสติ พยายามดิ้นรนสุดชีวิตแต่ไร้ผล แม้แต่จะถอดจิตหนีก็ทำไม่ได้ ราวกับถูกตรึงไว้กับร่าง
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?"
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลั่น
มือยักษ์บีบเบาๆ
ผละ!
ร่างนั้นระเบิดเป็นหมอกเลือด วิญญาณและแก่นทองคำแหลกสลายไม่เหลือซาก
พวกระดับแปรสภาพเทพที่เหลือเห็นท่าไม่ดี ต่างแตกฮือหนีตายกันจ้าละหวั่น มือยักษ์ไม่ได้ไล่ตาม เพียงแค่ค่อยๆ หดกลับเข้าไปในประตูแสง
ใต้ท้องฟ้ายามราตรี พายุยังคงพัดโหม
อักขระสีเขียวรอบกายนักพรตเสวียนเมี่ยวจางหายไป พร้อมกับประตูแสงเหนือหัว
"อั้ก!"
นักพรตเสวียนเมี่ยวพ่นเลือดเสียออกมาคำโต ร่างกายทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็ว เขาฝืนโคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ
กู้อันที่นั่งอยู่ในถ้ำสวรรค์เสวียนเทียนหมุนถ้วยชาเล่น แววตาฉายแววสนใจ
มือยักษ์เมื่อครู่ต้องเป็นระดับจิตลึกลับแน่นอน แถมยังอยู่เหนือขั้น 5 ขึ้นไป
มิน่าล่ะ นักพรตเสวียนเมี่ยวถึงกล้าฉายเดี่ยวมางานชุมนุม ที่แท้ก็มีทักษะ 'เรียกผู้ปกครอง' นี่เอง
กู้อันสนใจวิชานี้มาก
ทั้งเท่ ทั้งปกป้องลูกหลานได้ ขนาดเขาที่เป็นจอมกระบี่ฝูเต้ายังอยากได้บ้าง
และที่น่าสนใจกว่าคือเขาซานชิง
สำนักนี้มีตัวตนระดับจิตลึกลับขั้น 5 ซ่อนอยู่ แม้จะไม่ใช่ระดับมหายาน แต่ก็ทำให้กู้อันประหลาดใจได้
เก้าราชวงศ์นี่เสือหมอบมังกรซ่อนจริงๆ!
ไม่แปลกใจเลยที่ลัทธิถานฮวาเมื่อก่อนถึงกล้าซ่าแค่ในราชวงศ์ไท่ชาง ไม่กล้าเปิดศึกรอบทิศ
กู้อันเคยได้ยินจากเย่หลานว่าเขาซานชิงมีศิษย์แค่พันกว่าคน แต่ดันเป็นเบอร์หนึ่งของราชวงศ์เฉินถัง แสดงว่าสัดส่วนยอดฝีมือต้องสูงปรี๊ด
ราชวงศ์เฉินถังเองก็น่าค้นหา ชื่อ 'เฉินถัง' (ถังจม) มาจากอดีตราชวงศ์เทียนถังที่เคยเกือบรวมเก้าราชวงศ์ได้ แต่ฮ่องเต้ดันไปทำเรื่องบัดซบจนสวรรค์ลงโทษ น้ำท่วมจมมิดทั้งราชวงศ์ อำนาจจึงเปลี่ยนมือ
ปัจจุบันราชวงศ์เฉินถังมีทะเลสาบเยอะที่สุด เมืองและสำนักส่วนใหญ่อยู่บนเกาะ ฝนตกชุกทำให้พลังวิญญาณพุ่งสูง อยู่ในม่านหมอกตลอดปี
หลายคนเชื่อว่าตามเกาะร้างเหล่านั้นมีเซียนอาศัยอยู่
กู้อันละสายตา แม้วิชาเรียกพวกจะน่าสน แต่เขาขี้เกียจไปผูกมิตรหรือหาเรื่อง
แค่ที่พึ่งอีกฝ่ายสูงกว่าตัวเองขั้นใหญ่ขั้นเดียว กู้อันยังไม่ปลื้ม
ต้องระวังตัว ห้ามซ่า!
อีกสักพันปี เขาจะอยู่สูงกว่าเก้าราชวงศ์กี่ขั้นกันนะ?
น่าลุ้นจริงๆ!
...
เมฆดำปกคลุมท้องฟ้า ผืนดินเบื้องล่างสลับซับซ้อนด้วยทิวเขา ป่าไม้ทึบราวกับรังปีศาจ พระราชวังขนาดมหึมาตั้งตระหง่านระหว่างขุนเขา เสาสีแดงหลังคาสีเลือด ดูน่าสยดสยอง
ภายในโถงใหญ่ กลุ่มคนชุดดำคุกเข่าอยู่กับพื้น มีทั้งมนุษย์ ปีศาจ และร่างวิญญาณ
ชายสวมหน้ากากที่คุกเข่าอยู่หน้าสุดเอ่ยขึ้น "ท่านประมุข เก้าราชวงศ์ร่วมมือกันบุกเบิกวิถีจิ่วโยว กระทบต่อแผนการใหญ่ของพวกเรา เราควรจะถอยหรือซุ่มรอต่อไปขอรับ?"
เสียงของเขาแหบแห้ง ไอผีลอยออกมาจากใต้หน้ากาก
บนบัลลังก์เบื้องหน้า มีร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่าน สวมชุดคลุมดำลายมังกรเลือดที่ดูเหมือนมีชีวิต ผมขาวโพลนปลิวไสว สวมมงกุฎกระดูกที่มีเขาแหลมคมสองข้าง
เขาคือประมุขลัทธิถานฮวาสายหลัก จิ่งถูเซียน!
จิ่งถูเซียนค่อยๆ หันกลับมา เผยใบหน้าซีดขาวเย็นชา ดวงตาสีเลือด กลางหน้าผากมีปานรูปผีร้ายสองตัวดูน่าขนลุก
"เก้าราชวงศ์... น่าขันนัก กล้าเหยียบย่างเข้าสู่วิถีจิ่วโยว รนหาที่ตายชัดๆ"
น้ำเสียงของจิ่งถูเซียนเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดกรูเข้ามาในโถงจนชายเสื้อของทุกคนสะบัด
ชายชุดดำหัวเสือขาวเอ่ยขึ้น "เก้าราชวงศ์ต่างมีระดับจิตลึกลับคุ้มกัน จอมกระบี่ฝูเต้าแห่งไท่เสวียนยิ่งลึกลับยากหยั่งถึง การจะกลืนกินเก้าราชวงศ์ก่อนมหาภัยพิบัติปีศาจมาถึง คงไม่ง่ายขอรับ"
ร่างวิญญาณในชุดคลุมดำเสริม "จินหลิงจุนและเย่เลี่ยนเซียนจื่อของพวกเราล้วนจบชีวิตด้วยน้ำมือจอมกระบี่ฝูเต้า คนผู้นี้คือขวากหนามชิ้นโต คาดว่าระดับพลังน่าจะอยู่เหนือจิตลึกลับ ขั้น 5 อาจถึงขั้น 8"
ครืนนน—
เสียงฟ้าคำรามต่ำๆ ดังมาจากภายนอก ราวกับสัตว์ร้ายคำราม
"หึ จิตลึกลับขั้น 8 แล้วอย่างไร? พวกเจ้าคิดว่าจอมกระบี่ฝูเต้าจะต้านทานพลังระดับมหายานได้หรือ?"
จิ่งถูเซียนกล่าวอย่างดูแคลน ผมขาวสยาย ดวงตาเลือดฉายแววอำมหิต
ระดับมหายาน!
ชายสวมหน้ากากตอบ "เก้าราชวงศ์ไร้ซึ่งทัณฑ์สวรรค์ระดับมหายานมานับหมื่นปี เขาผู้นั้นย่อมไม่ใช่คู่มือท่าน แต่หากท่านลงมือ จะกระทบต่อการรักษาอาการบาดเจ็บหรือไม่ขอรับ?"
"โทษที่พวกเจ้ามันไร้น้ำยา! ไปเรียกรวมพล รอคนครบเมื่อไหร่ ข้าจะนำทัพกวาดล้างเก้าราชวงศ์ด้วยตัวเอง! อย่าลืมเอา ต้นแม่ถานฮวา ไปด้วย!" จิ่งถูเซียนสั่งเสียงเรียบ
สิ้นคำ ทั้งโถงก็ฮือฮา
"ท่านประมุข ท่านจะ..." เสียงแหบพร่าของชายสวมหน้ากากสั่นเครือ
"ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเจ้าออกไปได้"
จิ่งถูเซียนสะบัดแขนเสื้อ เดินหายเข้าไปในความมืด
เหล่าสาวกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
...
คืนหนึ่ง กู้อันกลับมาที่ถ้ำสวรรค์เสวียนเทียน ห่างจากครั้งล่าสุดครึ่งเดือน
เขาเก็บสมุนไพรและหว่านเมล็ดตามปกติ แต่ยังไม่รีบกลับ ตั้งใจจะนอนเล่นสักครึ่งคืน
เขาปีนขึ้นไปนอนบนเปลตาข่ายที่ผูกไว้กับต้นไม้ใหญ่ข้างกระท่อม บิดตัวหามุมสบาย
"อ่า... ฟิน..."
กู้อันยิ้มอย่างพอใจ หยิบนิยายท่องเที่ยวขึ้นมาอ่าน
ช่วงนี้เขาซื้อนิยายมาตุนเพียบ นอกจากฆ่าเวลาแล้ว ยังเผื่อจะเจอโลเคชั่นดีๆ สำหรับการทะลวงด่านที่แจ่มกว่าเทือกเขาเป่ยไห่
บรรยากาศในถ้ำเงียบสงบ มีเพียงเสียงปลาโดดน้ำจ๋อมแจ๋มให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
อ่านจนถึงค่อนคืน กู้อันก็วางหนังสือ แผ่จิตสัมผัสออกไปสอดส่องความเคลื่อนไหวงเทือกเขาเป่ยไห่ตามความเคยชิน
สายตาเขาไปสะดุดกับนักพรตเสวียนเมี่ยว
หมอนี่ยังไม่ไปอีกเรอะ!
แถมยังไปสร้างศาลเจ้าเล็กๆ ในป่าลึก อยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ทำอะไรของเขา?
กู้อันเพ่งมอง เห็นนักพรตเสวียนเมียวนั่งสมาธิหน้ากระถางธูป มีควันลอยออกจากหัว
ส่วนเด็กหนุ่มกำลังฝึกวิชาอยู่ในกระท่อม... เดี๋ยวนะ เด็กนี่เป็นปีศาจ มีหางจิ้งจอกด้วย
น่าสนุกแฮะ
กู้อันดูอยู่พักใหญ่ก่อนจะถอนสายตา
ใกล้รุ่งสาง เขาจึงกลับหุบเขาเสวียนกู่
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ครึ่งปีผ่านไป
ปลายฤดูร้อน ฝนเพิ่งหยุดตก อากาศในหุบเขาอบอ้าว
เช้าวันหนึ่ง หลี่หยามาเยี่ยมกู้อัน แน่นอนว่าต้องปีนหน้าต่างเข้ามา กู้อันก็ต้องเล่นละครแกล้งตกใจตามบท
"ดูทำหน้าเข้า ขี้ขลาดจริง พ่อคนเก่งห้าร้อยอันดับแรก" หลี่หยาเท้าแตะพื้นปุ๊บก็แขวะปั๊บ
กู้อันลุกขึ้นต้อนรับ "ข้ามันแค่โชคดี ท่านสิควรจะติด 10 อันดับแรก น่าเสียดายที่ไปเจออันฮ่าวซะก่อน"
หลี่หยาหน้ากระตุกยิกๆ
เขาสงสัยว่ากู้อันจงใจแซะหรือเปล่า แต่เห็นหน้าตาใสซื่อเสียดายแทนแบบนั้น ก็เลยด่าไม่ลง
หารู้ไม่ กู้อันจงใจล้วนๆ
ยังจะมาเหยียบขอบหน้าต่างข้าอีก!
หลี่หยาลากเก้าอี้มานั่ง "ข้าจะไปแล้วนะ"
"ไปไหน? นานไหม?"
กู้อันถามตามมารยาท เดินไปชงชา
"เสด็จพ่อส่งข้าไปฝึกที่เขาซานชิง ราชวงศ์เฉินถัง คงอีกหลายสิบปีกว่าจะได้กลับ"
เขาซานชิงอีกแล้ว!
หลี่เสวียนเต้านี่ซี้กับเขาซานชิงขนาดไหนเนี่ย?
ยัดลูกยัดหลานไปตั้งสองคน
กู้อันพยักหน้า "ก็ดีนะ ศิษย์เขาซานชิงได้ที่สองงานชุมนุมนี่นา"
"นักพรตเสวียนเมี่ยวเก่งจริง ถ้าข้าเจอเขา ข้าก็คงแพ้เหมือนกัน" หลี่หยายอมรับ
ในงานประลอง มีแค่นักพรตเสวียนเมี่ยวที่ยืนแลกหมัดกับอันฮ่าวได้ถึงหนึ่งก้านธูป
กู้อันยกน้ำชามาเสิร์ฟ "ไปที่นั่นก็ตั้งใจฝึก อย่าไปหาเรื่องชาวบ้านให้เจ็บตัวกลับมาอีกล่ะ"
"อะแฮ่ม นอกจากโดนอันฮ่าวซัด หลายปีมานี้ข้าไม่เคยเจ็บตัวเลยนะจะบอกให้"
"เหรอ?"
"ข้าจะโกหกเจ้าทำไม?"
ทั้งสองคุยสัพเพเหระ จนเที่ยง หลี่หยาก็ลุกขึ้น
"ข้าต้องไปแล้ว ศิษย์น้องกู้ หวังว่าตอนข้ากลับมา พลังเจ้าจะขยับบ้างนะ การติดห้าร้อยอันดับแรกไม่ใช่แค่ดวง ข้าเชื่อว่าเจ้ามีของดี อย่ามัวแต่ขี้เกียจ รีบๆ ตามศิษย์พี่คนนี้ให้ทันล่ะ"
พูดจบ หลี่หยาก็เดินไปที่หน้าต่าง กระโดดแวบออกไป ทิ้งรอยเท้าไว้บนขอบหน้าต่างอีกรอย
จงใจชัดๆ!
กู้อันระอาใจ หลี่หยาดูเคร่งขรึม แต่ชอบมาทำตัวเป็นเด็กๆ กับเขา
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แววตาลึกล้ำ
หลี่เสวียนเต้ารีบส่งหลี่หยาออกไปแบบนี้ มีวาระซ่อนเร้นหรือเปล่า?
แล้วเศษวิญญาณในตัวหลี่หยา ทำไมถึงอ่อนลงขนาดนั้น?
เหมือนพร้อมจะดับได้ทุกเมื่อ
กู้อันส่ายหน้า คิดไม่ออกก็ช่างหัวมัน
ตกดึก
กู้อันวาร์ปมาที่ถ้ำสวรรค์เสวียนเทียน กำลังจะเก็บสมุนไพร คิ้วก็ขมวดมุ่น
นักพรตเสวียนเมี่ยวมาทำอะไรแถวนี้?
ศาลเจ้าของเขาอยู่ห่างไปตั้งแปดพันลี้ เดินดุ่มๆ มาตรงนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
ในขณะเดียวกัน
ในป่าห่างออกไปสิบลี้ นักพรตเสวียนเมี่ยวถือเข็มทิศเดินพึมพำกับตัวเอง "น่าจะเป็นแถวนี้แหละ ไม่รู้ว่าเป็นวาสนาแบบไหนกันนะ..."