เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

105-106

105-106

105-106


บทที่ 105: ผู้จุติเยือนถิ่น

"ข่าวร้ายเรื่องอันใดหรือขอรับ?"

กู้อันเอ่ยถาม เขาจับสังเกตได้ว่าลมปราณของลวี่ไป่เทียนอ่อนโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด จึงส่งเนตรหยั่งรู้อายุขัยเข้าไปตรวจสอบ

[ลวี่ไป่เทียน (ระดับผสานกาย ขั้น 9): 764/2050/3200]

ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

เดี๋ยวก่อน!

อายุขัยของเขาหายไปหนึ่งพันหนึ่งร้อยปี!

กู้อันจำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้อายุขัยของเจ้าสำนักอยู่ที่สามพันหนึ่งร้อยห้าสิบปี

หรือว่า... ฝ่าด่านเคราะห์กรรมล้มเหลว?

กู้อันลอบตระหนกในใจ มิน่าล่ะเวลาที่เขาจำลองสถานการณ์ในระบบ ทุกครั้งที่ล้มเหลวต้องใช้เวลาพักฟื้นนานนับปีกว่าจะเริ่มใหม่ได้ ความจริงก็โหดร้ายเช่นกัน แถมในความเป็นจริงอาจถึงขั้นตัวแตกตายได้เลย หรือต่อให้รอดมาได้ ก็ใช่ว่าจะลุกขึ้นมาท้าทายสวรรค์ได้อีกรอบในเร็ววัน

ลวี่ไป่เทียนสูดลมหายใจลึก กล่าวเสียงเครียด "ข้าล้มเหลวในการฝ่าด่านเคราะห์ ไม่อาจก้าวสู่ระดับที่สูงกว่า มิหนำซ้ำยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บให้หายกลับมาเป็นปกติ"

กู้อันได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันซีดเผือด เขาแสดงท่าทีตื่นตระหนก รีบก้าวเข้าไปถามไถ่อย่างร้อนรน "ท่านเจ้าสำนัก ท่านไม่เป็นไรมากใช่ไหมขอรับ? ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะขอรับ สำนักไท่เสวียนจะขาดท่านไปไม่ได้เด็ดขาด!"

เมื่อเห็นความจงรักภักดีของศิษย์ ใบหน้าอันมืดมนของลวี่ไป่เทียนก็ผุดรอยยิ้มบางๆ กู่จงเองก็พลอยรู้สึกปลื้มใจไปด้วย

ทว่าจีฮั่นเทียนกลับดูไม่สบอารมณ์นัก เขาโพล่งขึ้นมาว่า "อะไรคือขาดเขาไม่ได้ ถ้าเขาตาย ก็ยังมีข้าอยู่ทั้งคน"

รองเจ้าสำนักคนไหนบ้างไม่อยากเลื่อนขั้นเป็นเจ้าสำนัก?

แต่ท่านเล่นพูดตรงขนาดนี้ มันจะดีเรอะ?

กู้อันลอบนินทาในใจ แต่ใบหน้ายังคงฉายแววเป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดซึ้ง

"วางใจเถอะ ข้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่ชาตินี้หากหวังจะฝ่าด่านขึ้นไปอีก คงยากเต็มที หากล้มเหลวอีกครั้ง คราวนี้คงได้ตายจริงๆ" ลวี่ไป่เทียนกล่าว พลางนึกย้อนไปถึงความน่าสะพรึงกลัวของทัณฑ์สวรรค์ สีหน้ายังคงมีความหวาดหวั่นหลงเหลืออยู่

กู้อันแสร้งถามต่อ "ทัณฑ์สวรรค์ยากขนาดนั้นเลยหรือขอรับ? แม้แต่ยอดคนอย่างท่านก็ยังไร้หนทาง?"

จีฮั่นเทียนแค่นเสียงฮึ "การที่เขากล้าฝ่าด่านเคราะห์ ก็ถือว่าเหนือกว่าสรรพชีวิตในเก้าราชวงศ์แล้ว มีมนุษย์และปีศาจกี่มากน้อยที่ทุ่มเททั้งชีวิตยังแตะไม่ถึงขอบชายคาของระดับผสานกาย"

กู่จงพยักหน้าเห็นด้วย หัวเราะเย้ยหยันตัวเอง "ข้าเองก็แตะไม่ถึงระดับผสานกายเช่นกัน"

กู้อันสูดหายใจเข้าลึก ทำหน้าขมขื่น "อย่าว่าแต่ระดับผสานกายเลยขอรับ แค่ระดับแก่นทองคำ ข้าน้อยยังมองไม่เห็นฝั่งฝัน"

เพราะตอนนี้เขายังคงตรึงระดับพลังภายนอกไว้ที่ระดับสร้างรากฐาน

"เจ้าไม่ต้องกังวล ต่อให้ต้องถลุงยาอายุวัฒนะหรือสมบัติวิเศษแค่ไหน ข้าก็จะปั้นเจ้าให้ถึงระดับแก่นทองคำให้ได้ แต่จะไปถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิดหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าเอง สำนักคงช่วยไม่ได้มากกว่านั้น... แต่ช้าก่อน เจ้ายังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือมาเป็นศิษย์ของข้า ข้าจะถ่ายทอดพลังบำเพ็ญทั้งหมดให้เจ้าโดยตรง" ลวี่ไป่เทียนสะบัดแขนเสื้อ กล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ

มาไม้นี้อีกแล้ว!

กู้อันกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่จีฮั่นเทียนชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อน "อย่าเพิ่งคิดเรื่องถ่ายทอดพลังเลย ลัทธิถานฮวากำลังจ้องจะงาบเราอยู่ ไม่แน่พรุ่งนี้อาจจะบุกมาแล้วก็ได้ ต่อให้เจ้ายกพลังให้เด็กนี่ เขาก็มีแต่พลังแต่ไร้ฝีมือ สถานการณ์ตอนนี้สำนักไท่เสวียนยังขาดเจ้าไม่ได้จริงๆ"

กู่จงเสริม "ข้าติดต่อเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาช่วยได้กี่ท่าน"

พอหัวข้อเปลี่ยนไปเรื่องผู้อาวุโสสูงสุด ความสนใจของลวี่ไป่เทียนก็ถูกเบี่ยงเบนไป เขาเริ่มรำพึงรำพันถึงอดีต

ที่แท้เหล่าผู้อาวุโสที่ออกจากสำนักไป ล้วนออกไปแสวงหาหนทางสู่ระดับที่เหนือกว่าผสานกาย แต่จากสถิติแล้ว มีเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นที่ได้กลับมา และในหนึ่งส่วนนั้น มีเพียงน้อยนิดที่ทำสำเร็จ ส่วนใหญ่กลับมาเพื่อรอวันตาย

จีฮั่นเทียนเอ่ยถึงศิษย์เอกสายตรงคนหนึ่ง เขาเชื่อว่าคนผู้นั้นมีความหวังที่จะก้าวข้ามระดับผสานกายได้มากที่สุด ยิ่งกว่าพวกผู้อาวุโสเสียอีก

คำพูดนั้นทำให้กู้อันนึกสงสัย ว่าศิษย์เอกผู้นั้นจะมีพรสวรรค์ระดับไหนกัน ถึงทำให้คนทั้งสำนักไท่เสวียนกล่าวขวัญถึงด้วยความเลื่อมใสและคาดหวัง

กู้อันยืนสงบเสงี่ยมเงี่ยหูฟัง เก็บข้อมูลประวัติศาสตร์สำนักไท่เสวียนเงียบๆ

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสามจึงคุยกันจบ

"ที่เรียกเจ้ามาวันนี้ เรื่องสำคัญคือเราจะส่งเมล็ดพันธุ์ระดับสูงไปให้เจ้าเพิ่ม เจ้าต้องดูแลให้ดี นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเกี่ยวกับสงครามระหว่างเรากับลัทธิถานฮวาในอนาคต" จีฮั่นเทียนกำชับเสียงเข้ม

ส่งเมล็ดพันธุ์?

ของชอบเลย! ยิ่งเยอะยิ่งดี!

กู้อันรับคำแข็งขัน "ไม่ว่าจะส่งมามากแค่ไหน ข้าน้อยจะดูแลสุดความสามารถ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยขอรับ!"

กู่จงหัวเราะร่า "ข้าชอบความมุ่งมั่นของเจ้าจริงๆ เจ้าหุบเขาคนอื่นไม่มีใครตั้งใจเท่าเจ้าเลย มีแต่พวกอู้งานไม่ก็ยักยอกของ ทำดีต่อไปเถอะ วันหน้าข้าจะเลื่อนขั้นเจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายใน"

กู้อันรีบโค้งคำนับขอบคุณ

จากนั้น ลวี่ไป่เทียนและคณะก็ลุกขึ้นจากไป

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สีหน้าของลวี่ไป่เทียนก็กลับมาสดใสแข็งแรงในพริบตา ในฐานะผู้นำ เขาจะแสดงความอ่อนแอให้ลูกศิษย์เห็นไม่ได้

กู้อันเดินลงมาส่งสายตาละห้อย

เขาเสียดายที่ไม่ได้ถามจีฮั่นเทียนว่า 'แล้วต้นไม้ระดับเจ็ดของข้าล่ะ เมื่อไหร่จะมาส่ง?'

......

ข่าวการล่มสลายของต้นถานฮวาและความล้มเหลวของลวี่ไป่เทียนไม่ได้แพร่งพรายออกไปในยุทธภพ อย่างน้อยตอนที่เย่หลานมาหากู้อัน นางก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้

เทศกาลตรุษจีนปีนี้ เย่หลานไม่อาจมาร่วมฉลองได้ เพราะหอคุมกฎมีภารกิจใหญ่ต้องออกไปทำหน้าที่หลายเดือน

กู้อันยืนอยู่ริมระเบียง มองส่งแผ่นหลังของเย่หลานที่ค่อยๆ เลือนหายไปในพายุหิมะ

เขาทอดสายตาไปยังหยางนีที่เดินออกมาจากป่า พอเห็นนางเดินผ่านใต้ตึก เขาจึงเอ่ยถาม "เจ้าว่าคนในยุทธภพนี้โง่เขลาเพียงใด ลัทธิถานฮวาไม่มีแม้แต่รากฐานที่มั่นคง แต่กลับมีคนแห่ไปสมัครเป็นสาวกมากมาย?"

หยางนีชะงักฝีเท้า เงยหน้ามองกู้อัน "บางทีลัทธิถานฮวาอาจจะมีสิ่งที่พวกเขาปรารถนากระมัง?"

"งั้นรึ แต่ข้าว่าเหมือนพวกสิบแปดมงกุฎมากกว่า เหมือนตอนหอปราบมารของฝ่ายนอกนั่นไง ลู่จิ่วเจี่ยก็เคยหลงเชื่อ นึกว่าจะได้ดิบได้ดี สุดท้ายก็กลายเป็นแพะรับบาป"

กู้อันถอนหายใจ พลางส่ายหน้า "คนในใต้หล้านี้ มองไปทางไหนก็หนีไม่พ้นคำว่า 'แก่งแย่ง' สู้มาปลูกผักในหุบเขาโอสถกับข้าไม่ได้ ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใครให้ปวดหัว"

พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง

หยางนีขมวดคิ้ว นางรู้สึกเหมือนกู้อันกำลังพูดเหน็บแนม

หากกู้อันเดาได้ว่านางเกี่ยวข้องกับลัทธิถานฮวา เหตุใดจึงไม่พูดออกมาตรงๆ?

หยางนีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าจะลองไปคุยกับลู่จิ่วเจี่ยดู เผื่อจะเข้าใจสิ่งที่กู้อันพูดมากขึ้น

......

หิมะฤดูหนาวโปรยปราย ในที่สุดต้นไม้ระดับเจ็ดที่ตระกูลจีรับปากไว้ก็มาถึง

[ต้นวิญญาณหยางบริสุทธิ์ (ระดับ 7): 2/8999/64000]

กู้อันหิ้วต้นกล้าที่สูงท่วมหัว เดินสำรวจหาทำเลทองในการปลูก

สุดท้ายเขาเลือกพื้นที่ว่างหน้าหอพักของตนเอง ตะโกนเรียกเหล่าศิษย์มาช่วยกันโกยหิมะขุดดิน

พอได้ยินว่าเป็นต้นไม้ระดับเจ็ด บรรดาศิษย์ต่างก็มุงดูด้วยความตื่นเต้น

แม้ต้นวิญญาณหยางบริสุทธิ์จะยังเป็นเพียงต้นกล้า แต่ทันทีที่หยั่งรากลงดิน หิมะรอบบริเวณก็ละลายหายไปสิ้น ไออุ่นแผ่ซ่านออกมาจนทุกคนรู้สึกสบายตัว ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงน้อยฝังอยู่ในดิน

ต้นไม้นี้เป็นสมบัติส่วนตัวของกู้อัน ดังนั้นคำชื่นชมของเหล่าศิษย์จึงทำให้เขายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ

ทันใดนั้น สายตาของเขาก็มองฝ่าหิมะออกไปไกล เห็นกลุ่มผู้ฝึกตนขี่กระบี่เหินข้ามเขามา นำขบวนโดยลวี่ซงฮั่น ผู้อาวุโสใหญ่ฝ่ายนอก

ด้านหลังลวี่ซงฮั่นมีศิษย์รับใช้ระดับกลั่นลมปราณติดตามมากว่าสองร้อยคน ทุกคนล้วนมีระดับพลังขั้นเจ็ดขึ้นไป

หืม?

นางมาทำอะไรที่นี่?

กู้อันเหลือบไปเห็น 'ลู่หลิงจวิน' ปะปนอยู่ในกลุ่มศิษย์รับใช้ นางแสร้งทำตัวเป็นผู้มีระดับพลังกลั่นลมปราณขั้นแปด เนียนกริบ

ใครจะไปคาดคิดว่าศิษย์รับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้จุติ ระดับผสานกายขั้นเก้าที่ทรงพลังพอๆ กับลวี่ไป่เทียน!

เผลอๆ ถ้าซัดกันตัวต่อตัว ลวี่ไป่เทียนอาจจะแพ้ก็ได้ เพราะเจ้าสำนักเพิ่งจะอายุเจ็ดร้อยกว่าปี แต่ยายเฒ่าทาริกาคนนี้เป็นปีศาจเฒ่าอายุเกือบสองพันปีเข้าไปแล้ว

ลวี่ซงฮั่นร่อนลงพื้น ประสานมือคารวะพร้อมรอยยิ้ม "น้องกู้อัน นี่คือศิษย์รับใช้สองร้อยคนที่ข้าคัดมาเป็นพิเศษเพื่อให้เจ้าใช้งาน ทางเบื้องบนอนุมัติเรียบร้อยแล้ว"

เหตุที่เลือกศิษย์รับใช้มา เพราะคนพวกนี้ขโมยสมุนไพรยาก อีกอย่างที่นี่คือเขตศิษย์ฝ่ายใน มีเมืองศิษย์ฝ่ายนอกกั้นอยู่อีกชั้น เรื่องความปลอดภัยจึงหายห่วง เน้นแรงงานเป็นหลัก

กู้อันเดินเข้าไปทักทายลวี่ซงฮั่นอย่างเป็นกันเอง

ลู่หลิงจวินยืนปะปนในฝูงชน ลอบสังเกตกู้อัน นางแปลกใจนักที่เห็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสามารถเรียกผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำว่าพี่น้องได้

คนผู้นี้มีเบื้องหลังอะไรกันแน่?

ส่วนศิษย์รับใช้คนอื่นๆ ต่างตื่นเต้นดีใจ การได้มาทำงานในหุบเขาโอสถฝ่ายในถือเป็นวาสนาหล่นทับชัดๆ

หลังจากลวี่ซงฮั่นกลับไป กู้อันก็สั่งให้เสี่ยวชวนไปจัดแจงที่พักให้เด็กใหม่

เขาพยายามไม่มองไปทางลู่หลิงจวิน ไม่อยากไปผูกกรรมสัมพันธ์กับพวกผู้จุติให้ยุ่งยาก

วันนั้นทั้งวัน เหล่าศิษย์ใหม่ต่างวุ่นวายกับการสร้างที่พักและเดินสำรวจหุบเขา

ลู่หลิงจวินตกตะลึงเมื่อพบว่าในหุบเขาเล็กๆ นี้มีต้นไม้ระดับเจ็ดซ่อนอยู่ถึงสองต้น

ก่อนจะจุติขึ้นมา นางเคยเห็นต้นไม้ระดับเจ็ดเพียงต้นเดียว ซึ่งมีอายุสองหมื่นปีและใหญ่โตเท่าภูเขา

รากฐานของสำนักไท่เสวียนช่างน่าสะพรึงกลัว นางคิดถูกแล้วที่เลือกมาฝังตัวที่นี่!

นับจากนั้น ลู่หลิงจวินก็ขยันขันแข็งทำงานจนกู้อันไม่อาจแกล้งทำเมินนางได้อีก

หลังตรุษจีน กู้อันให้เสี่ยวชวนคัดเลือกคนสิบคนขึ้นมาเป็นผู้ดูแล และแน่นอนว่าในรายชื่อนั้นมีลู่หลิงจวินติดมาด้วย

ลู่หลิงจวินจ้องมองกู้อันด้วยสายตาเป็นประกายร้อนแรง จนเขารู้สึกขนลุก

นางหน้าตาสะสวยโดดเด่นที่สุดในหุบเขา แถมยังขยันตัวเป็นเกลียว หากกู้อันแกล้งมองข้ามไป คงมีพิรุธน่าสงสัย

กู้อันให้โอวาทแก่ผู้ดูแลทั้งสิบคนเล็กน้อยก่อนจะปล่อยแถว

ทว่าลู่หลิงจวินกลับเดินเข้ามาหา กระซิบเสียงเบา "ท่านเจ้าหุบเขา ข้ามีเรื่องอยากเรียนให้ทราบ ขออนุญาตไปคุยในห้องท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?"

กู้อันลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แล้วพานางเดินขึ้นหอพัก

ผู้ดูแลคนอื่นๆ มองตามด้วยความอิจฉาตาร้อน

หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆ!

เมื่อเข้ามาในห้อง ลู่หลิงจวินปิดประตูลงกลอน กู้อันเดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือ มือคว้าเอานิยาย 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' มาวางคว่ำหน้าไว้

ลู่หลิงจวินเดินมาที่โต๊ะ ล้วงเอาคัมภีร์เล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้กู้อัน

กู้อันปรายตามอง

เคล็ดกายาทองคำเก้าตลบ!

ชื่อฟังดูอลังการงานสร้าง!

ลู่หลิงจวินแนะนำเสียงค่อย "นี่เป็นวิชาประจำตระกูลของข้า หวังว่าท่านเจ้าหุบเขาจะไม่รังเกียจ"

กู้อันขมวดคิ้ว "เจ้าทำอะไร? รีบเก็บกลับไป เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะดูไม่งาม!"

ลู่หลิงจวินเข้าใจความหมาย เก็บตำรากลับไป แล้วหยิบของวิเศษอีกชิ้นออกมาจากถุงสมบัติ

"ข้าบอกแล้วไง อย่าทำแบบนี้!"

ลู่หลิงจวินเปลี่ยนเป็นขวดยา บอกว่าช่วยบำรุงเลือดลมและเส้นชีพจร

"นี่เจ้ากำลังดูถูกข้าหรือ? เห็นข้าเป็นคนเห็นแก่ได้หรือไง!" กู้อันลุกขึ้นยืนตบโต๊ะ แกล้งตวาดเสียงดังพอให้คนข้างนอกได้ยิน สร้างภาพลักษณ์ผู้ซื่อสัตย์สุจริต

ลู่หลิงจวินลอบด่าในใจว่า 'ไอ้คนโลภมาก'

นางนึกขึ้นได้ จึงหยิบขวดหยกขาวออกมา "นี่คือ น้ำทิพย์วิญญาณสวรรค์ เจ้าค่ะ แม้จะมีแค่ขวดเดียว แต่หากรดลงดิน จะช่วยรวบรวมลมปราณ สร้างเป็นทะเลสาบวิญญาณขนาดย่อม ช่วยให้สมุนไพรรอบข้างโตเร็วขึ้น แถมยังกลั่นตัวเป็นไข่มุกวิญญาณทุกปี ใช้กินหรือปรุงยาก็ได้"

กู้อันได้ยินสรรพคุณก็ตาโต รีบคว้าขวดมาถือไว้ แล้วกระแอมไอ "ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ว่ามา เจ้าต้องการอะไร แต่ต้องไม่กระทบผลประโยชน์ของสำนัก"

ลู่หลิงจวินยิ้มหวาน "ท่านเจ้าหุบเขา ข้าขออนุญาตไปฝึกวิชาใต้ต้นเสวียนชิงได้หรือไม่เจ้าคะ?"

นางเคยผ่านไปเห็นหนูวิญญาณตัวอ้วนปุ๊กลุกนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ด้วยสายตาอันเฉียบคม นางมองออกทันทีว่าเจ้าหนูอ้วนไม่ได้หลับ แต่กำลังเข้าสู่ภวังค์แห่งการรู้แจ้ง

บทที่ 106: ระดับฝ่าความว่างเปล่า... เก่งนักรึ?

ต้นเสวียนชิง?

กู้อันคาดไม่ถึงว่าลู่หลิงจวินจะตาแหลมคม มองเห็นความพิเศษของต้นเสวียนชิงได้เร็วปานนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับเขา กลับกัน มันจุดประกายความคิดดีๆ ขึ้นมา

วันหน้าเอาเรื่องต้นเสวียนชิงมาล่อให้พวกศิษย์ขยันทำงานดีกว่า!

กู้อันทำท่าครุ่นคิด "ก็ได้ แต่ให้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น ฟ้าสางเมื่อไหร่ต้องรีบไป ต้นเสวียนชิงเป็นสมบัติล้ำค่าของสำนัก มีผู้อาวุโสจับตามองอยู่ เข้าใจไหม?"

ลู่หลิงจวินรีบโขกศีรษะขอบคุณ

เห็นยอดยุทธ์ระดับผสานกายขั้นเก้ามานอบน้อมต่อหน้าตนเช่นนี้ กู้อันอดรู้สึกปลงตกไม่ได้

เขาก็ไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ?

มีพลังล้นเหลือแต่ต้องทำตัวเจียมเจี้ยม เพราะต่างก็ไม่พอใจในจุดที่ยืนอยู่ และเชื่อมั่นว่าจะปีนป่ายขึ้นไปได้สูงกว่านี้

คุยกันไม่กี่คำ ลู่หลิงจวินก็ขอตัวกลับ

นางปิดประตูแล้วเดินลงบันไดไป พลางเก็บความสงสัยไว้ในใจ "บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้าคือคัมภีร์อะไรกัน? ถึงขนาดมีค่ามากกว่าเคล็ดกายาทองคำเก้าตลบของข้า"

แม้กู้อันจะมือไว แต่สายตาของนางก็ไวกว่า ทันเห็นชื่อหนังสือแวบหนึ่ง

นางตั้งใจว่าวันหลังจะไปสืบหาที่เมืองศิษย์ฝ่ายนอก

เมื่อมาถึงโลกเทียนหลิง ลู่หลิงจวินกระหายใคร่รู้ไปเสียทุกเรื่อง แต่ก็ระแวดระวังตัวแจ นางจึงยอมลดตัวมาเป็นศิษย์รับใช้ เพื่อเรียนรู้โลกใบใหม่และไต่เต้าอย่างมั่นคง

เป้าหมายของนางคือการเป็นผู้อาวุโสของสำนักไท่เสวียน หุบเขาโอสถที่สามเป็นเพียงบันไดขั้นแรก

ระหว่างทาง นางอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าสำนักไท่เสวียนจะมีพลังระดับไหน?

ต้องเหนือกว่านางแน่นอนใช่ไหม?

......

ดึกสงัด ณ เทือกเขาเป่ยไห่ ลมพายุพัดกระหน่ำ หิมะปลิวว่อน

กู้อันนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ ลืมตาขึ้น แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า

เขาเพิ่งละลายอายุขัยหนึ่งแสนปีเพื่ออัปเกรดวิชา 'ปราณเต๋าฟ้าดิน' ของตระกูลจี มันยกระดับขึ้นสองขั้นรวด จาก 'ปราณเต๋าฟ้าดิน' กลายเป็น 'กายาเต๋าราชัน' และท้ายสุดคือ 'ปราณเต๋าต้นกำเนิด'

เมื่อสำเร็จวิชา ปราณเต๋าต้นกำเนิดที่ไร้สีไร้รูปจะห่อหุ้มร่างกายอัตโนมัติ ป้องกันสิ่งชั่วร้ายและมนตร์ดำ ต้านทานอาคมและวิชาต่างๆ ได้สารพัด แถมยังสั่งการให้โจมตีศัตรูได้ดั่งใจ รุกรับสมบูรณ์แบบ

กู้อันเริ่มกลั่นปราณเต๋าต้นกำเนิด ความรู้จากการจำลองสถานการณ์ไหลบ่าเข้ามาในหัว เพียงแค่โคจรพลังตามเคล็ดวิชารอบเดียวก็บรรลุผล

ครึ่งชั่วยามผ่านไป ปราณเต๋าต้นกำเนิดก่อตัวสมบูรณ์ เขาเก็บมันไว้ที่ผิวหนัง คนอื่นแตะตัวเขาได้ แต่ไม่มีทางทำอันตรายเขาได้

ตอนนี้เหลืออายุขัยอีกสี่แสนสามหมื่นปี เขาลองชั่งใจว่าจะอัปเกรดกระบี่ไท่ชางสะท้านเทพต่อดีไหม

แต่กระบี่ไท่ชางก็โหดอยู่แล้ว อัปไปก็ไม่รู้จะต่างจากเดิมแค่ไหน

ลางสังหรณ์บอกว่าถ้าไปอัปเกรด 'เพลงกระบี่วิญญาณไม้' อาจจะรุ่งกว่า เพราะพื้นฐานพลังของเขาเป็นธาตุไม้ ตอนนี้ยังไม่มีวิชาห้าธาตุครบชุด

แต่มีวิชากระบี่อยู่แล้ว จะฝึกเพิ่มทำไมให้รกสมอง เอาดีให้สุดสักทางดีกว่า

ร้อยปีผ่านไปค่อยมาคิดใหม่ แสนปีสำหรับเขาตอนนี้มันแค่เศษเงิน จะฝึกเพลงกระบี่วิญญาณไม้ตอนไหนก็ทัน

ช่างมัน!

ไปอัปเกรดวิชาสายเวทมนตร์ดีกว่า

ด้วยระดับมหายานขั้นแปด วิชาไก่กาอะไรมาอยู่ในมือเขาก็กลายเป็นมหาเวทถล่มปฐพีได้ทั้งนั้น เขาไม่คิดจะไปตีกับใครข้ามรุ่นอยู่แล้ว การอัปเกรดวิชาตอนนี้ก็เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเลื่อนระดับในอนาคต

คิดไปคิดมา กู้อันเลือกอัปเกรด 'ดัชนีเทพรวมวิญญาณ' ที่ลวี่ไป่เทียนเคยสอน

วิชานี้มีความพิเศษตรงที่ไม่ได้ใช้แค่พลังของผู้ใช้ แต่ดึงพลังฟ้าดินรอบตัวมาใช้ได้ด้วย

กู้อันมีความคิดแผลงๆ ผุดขึ้นมา

ในระบบจำลอง เขาจะยืมพลังฟ้าดินมาใช้นิ้วเดียวดีดทัณฑ์สวรรค์ให้กระจุยได้ไหมนะ?

แค่คิดก็ฟินแล้ว

หวังว่าตัวเขาในระบบจำลองจะฉลาดพอนะ!

กู้อันเทหมดหน้าตัก อัดอายุขัยหนึ่งแสนปีใส่ดัชนีเทพรวมวิญญาณ

จากดัชนีเทพรวมวิญญาณ พัฒนาเป็น 'ดัชนีค้ำฟ้า' และสุดท้ายกลายเป็น 'แสงเทพทำลายวิถี'

ความทรงจำมหาศาลไหลบ่าเข้าสมอง

วิชาดัชนีไม่ได้จำกัดแค่นิ้วอีกต่อไป แต่สามารถปล่อยพลังได้จากทุกส่วนของร่างกาย!

ปรากฏการณ์ฟ้าดินวิปริตเหนือเทือกเขาเป่ยไห่ทำให้สัตว์น้อยใหญ่แตกตื่น แต่พักหลังเกิดบ่อยจนพวกมันชินชา เลิกกลัวแล้วหันมาเม้าท์มอยกันแทน

อีกครึ่งชั่วยามผ่านไป

กู้อันลืมตาขึ้น ลอบอุทานในใจ

แสงเทพทำลายวิถี... โคตรเถื่อน!

วิชานี้เกิดมาเพื่อทำลายล้างค่ายกล อาคม และเกราะป้องกันทุกชนิดโดยเฉพาะ หรือจะใช้ยิงใส่ศัตรูให้ตัวแตกวิญญาณสลายก็ง่ายดาย

คุ้มค่าการลงทุนจริงๆ!

กู้อันยิ้มกริ่ม ลุกขึ้นยืน ปลดม่านพลังอายุขัยออก แล้วเดินลึกเข้าไปในป่า ยังอีกนานกว่าจะเช้า เขาเลยถือโอกาสเดินชมวิวและแวะไปดูหลี่หยาเสียหน่อย

เจ้าหลานชายตัวดีนั่นยังคงฝึกกระบี่ไท่ชางสะท้านเทพอยู่ที่ชายหาดริมทะเลเหนือ

ตอนสอนวิชา กู้อันแอบฝังเจตจำนงแห่งกระบี่ไว้ในกระบี่ยักษ์เป่ยไห่ เพื่อช่วยชี้แนะ

มีตัวช่วยขนาดนี้ หลี่หยาเลยพัฒนาเร็วปานติดจรวด แต่ก็ยังสู้กู้อันที่ใช้ระบบโกงไม่ได้อยู่ดี

ป่าไม้แถบนี้สูงเสียดฟ้าจนคนดูเหมือนมด กู้อันเดินชมสัตว์อสูรหน้าตาประหลาดอย่างเพลิดเพลิน

ในขณะเดียวกัน ณ ชายหาดอันห่างไกลนับหมื่นลี้

หลี่หยาเปลือยท่อนบน เหวี่ยงกระบี่ยักษ์เป่ยไห่ท้าแสงจันทร์

บนผิวน้ำทะเลสะท้อนเงาจันทร์ หิมะโปรยปรายราวกับดาวตก

ร่างกายของหลี่หยาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งตัวระเบิดพลัง

"อย่าเพิ่งพูดถึงเพลงกระบี่ ตอนนี้ร่างกายเจ้าหลอมรวมกับแก่นพลังมังกรคชสารได้สมบูรณ์แล้ว พละกำลังเทียบเท่าสัตว์อสูรระดับสี่เลยทีเดียว"

เสียงของบรรพบุรุษ ดังขึ้นด้วยความชื่นชม

หลี่หยายกยิ้มมุมปาก เหวี่ยงกระบี่ต่อไปไม่ตอบคำ

ในหัวเขาจินตนาการภาพตัวเองไล่ตบพวกลวี่เซียน, โจวทงโยว และจีเซียวอวี้ เขาจะทำให้ร้อยเผ่าพันธุ์ต้องตะลึง และกอบกู้ชื่อเสียงตระกูลหลี่ให้กลับมารุ่งโรจน์

"เพลงกระบี่ไม่เลว คลื่นลูกใหม่ไฟแรงจริงๆ"

เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ทำเอาหลี่หยาตกใจหันขวับ เห็นชายหนุ่มแต่งกายคล้ายบัณฑิตเดินทอดน่องมาตามหาดทราย

ชายผู้นั้นสวมชุดขาว แบกตะกร้าหนังสือ สวมหมวกผ้า ถือพัดจีบ ท่ามกลางแสงจันทร์ดูเหมือนภูตผีปีศาจมากกว่าคน

หลี่หยาขมวดคิ้ว "ท่านมีธุระอันใด?"

อยู่แถวนี้มาหลายปี เจอมาหมดทั้งผีทั้งปีศาจ เขาไม่กลัวอะไรอีกแล้ว

บัณฑิตชุดขาวแย้มยิ้ม "ข้ามาจากลัทธิถานฮวา เรียกข้าว่า 'จิงหงเค่อ' (อาคันตุกะตื่นตระหนก) ก็ได้ ข้าเห็นเพลงกระบี่เจ้าเยี่ยมยอด พลังเลือดลมก็เหนือกว่าคนทั่วไป เป็นเพชรในตมแท้ๆ สนใจมาร่วมลัทธิถานฮวาไหม?"

ลัทธิถานฮวา!

หลี่หยาหน้าตึง สองปีมานี้ลัทธิมารทำสงครามกันเองในแถบนี้ เขาเจอบ่อยจนเอือม

เขาปฏิเสธทันควัน "ข้าเป็นศิษย์สำนักไท่เสวียน ขอบคุณในความหวังดี"

เขายังคงภูมิใจในสำนักไท่เสวียน ลัทธิมารไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างถานฮวา จะมาเทียบชั้นกับสำนักใหญ่อันดับหนึ่งได้เยี่ยงไร?

"ศิษย์สำนักไท่เสวียนหลายคนก็มาเข้ากับเรานะ แม้แต่ระดับผู้อาวุโสก็มี สำนักไท่เสวียนกำลังจะถูกเรากลืนกิน รีบย้ายข้างมาอยู่กับผู้ชนะดีกว่า" จิงหงเค่อยิ้มตาหยี

หลี่หยาหน้าบึ้ง ยกกระบี่ชี้หน้า "แปลว่าข้าปฏิเสธไม่ได้สินะ?"

เห็นท่าทางนั้น จิงหงเค่อก็หัวเราะร่า "เจ้าหนู คิดว่ามีวิญญาณคนแก่สิงร่างแล้วจะอวดดีได้งั้นรึ?"

สิ้นคำ เขาก็พุ่งเข้าใส่หลี่หยา

หลี่หยาหน้าถอดสี รีบยกกระบี่ขึ้นรับมือ

......

กู้อันเดินเล่นกินลมชมวิวอยู่หลายชั่วยาม จนใกล้รุ่งสางจึงใช้วิชา 'บาทาไร้ขอบเขตอิสระ' วาร์ปหายไป

เขามาโผล่ที่ชายหาด มองเห็นหลี่หยานั่งคุกเข่าหมดสภาพอยู่หน้าโขดหิน ซุกหน้าลงกับแขน กระบี่ยักษ์เป่ยไห่นอนแอ้งแม้งถูกคลื่นซัด

หือ?

มีบางอย่างผิดปกติ!

กู้อันลองตรวจสอบ พบว่าดวงวิญญาณบรรพบุรุษในตัวหลี่หยาหายไปแล้ว

เขาเดินเข้าไปหา

จนประชิดตัว หลี่หยาถึงได้ยินเสียงฝีเท้า

หลี่หยาเงยหน้าขึ้น พอเห็นกู้อันในร่างเงาปีศาจ เขาก็จำได้ทันที รีบคลานเข้ามาคุกเข่าโขกหัว

"ท่านบรรพบุรุษ! ช่วยท่านปู่ด้วย! เขาถูกจิงหงเค่อแห่งลัทธิถานฮวาจับไป!"

หลี่หยาร้องลั่น เสียงสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้

ที่เขาฟูมฟายขนาดนี้ เพราะเขาปักใจเชื่อว่ากู้อันคือบรรพบุรุษตระกูลหลี่ พอเจอญาติผู้ใหญ่ ความเข้มแข็งก็พังทลายลง

กู้อันดัดเสียงให้แก่ชรา "เกิดอะไรขึ้น?"

พร้อมกันนั้น เขาแผ่จิตสัมผัสออกตามหากลิ่นอายวิญญาณที่หายไป

เขาไม่รู้จักจิงหงเค่อ เลยต้องตามหาจากวิญญาณปู่แทน

หลี่หยาเล่าเหตุการณ์ทั้งน้ำตา

เขาแพ้จิงหงเค่อหมดรูป แถมยังโดนเหยียดหยาม สุดท้ายมันก็ชิงวิญญาณปู่ไป บอกว่าถ้าอยากได้คืน ให้ไปเข้าลัทธิถานฮวา

ความมั่นใจที่สั่งสมมานานปี แตกสลายไม่มีชิ้นดี

กู้อันหาไม่เจอ คาดว่าจิงหงเค่อคงใช้วิชาปิดกั้นกลิ่นอายวิญญาณไว้ แต่เขาไม่เดือดร้อน ถ้าตั้งใจหาจริงๆ เดี๋ยวก็เจอ

"ทำไมเจ้าไม่หาที่ปลอดภัยฝึกวิชา มายืนล่อเป้าอะไรตรงนี้ ค่ายกลป้องกันก็ไม่กาง?" กู้อันตำหนิ

ไอ้เด็กนี่ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือ 'ซ่า' เกินเบอร์

คิดว่ามีปู่ช่วยแล้วจะไปไหนก็ได้งั้นสิ โดนของจริงเข้าให้แล้วไง

ถือเป็นบทเรียนราคาแพง!

"ข้า..."

หลี่หยาพูดไม่ออก ความอับอายจุกอก

ที่เขามาฝึกตรงนี้ เพราะหวังจะล่อให้ปีศาจมาโจมตี จะได้ฝึกฝีมือจากการต่อสู้จริง

แน่นอนว่าที่กล้าทำแบบนี้ เพราะมั่นใจว่ามีปู่คอยคุ้มกะลาหัว

"เจ้ารอดตายมาได้ แต่เคยคิดไหมว่าวิญญาณตนนั้นเขาต้องแบกรับภาระแค่ไหน?" กู้อันขยี้ซ้ำ

หลี่หยานึกถึงตอนที่ปู่ด่าว่าเขาบ้าระห่ำ ยิ่งรู้สึกผิดจับใจ แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

เห็นหลานสลดหดหู่ กู้อันก็ใจอ่อน ไม่อยากดุมาก

"เจ้าไปเข้าลัทธิถานฮวาซะ" กู้อันสั่งเรียบๆ

หลี่หยาเงยหน้าขวับ มอง 'ท่านบรรพบุรุษ' ด้วยความตะลึง

"ลัทธิถานฮวาเป็นภัยต่อโลก เจ้าจงแฝงตัวเข้าไป ทุกสิ้นเดือนให้ไปที่ยอดเขาแล้วปล่อยพลังออกมา ข้าจะหาเจ้าเจอเอง รอให้พวกมันรวมพลกันเยอะๆ แล้วข้าจะลงมือทีเดียว" กู้อันกล่าวเสียงเย็นชา

หลี่หยารีบแย้ง "แต่มันอันตรายมากนะขอรับ! ทั้งฝ่ายอธรรมยังสู้ลัทธิถานฮวาไม่ได้ ได้ยินว่าในลัทธิมีตัวตนที่เหนือกว่าระดับฝ่าความว่างเปล่าอยู่ด้วย! แถมมีหลายคน!"

กู้อันย้อนถามเสียงเรียบ

"ระดับฝ่าความว่างเปล่า... เก่งนักรึ?"

หลี่หยาอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ

(จบตอน)

จบบทที่ 105-106

คัดลอกลิงก์แล้ว