เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

69-72

69-72

69-72


บทที่ 69 เลื่อนขั้นรับทรัพย์ และภารกิจตามหาตัวเอง

ให้ข้าเขียนงั้นรึ?

กู้อันไม่กล้ารับปากสุ่มสี่สุ่มห้า เขาเองก็ยังงงว่าจีฮั่นเทียนจะโมโหอะไรนักหนา

ถ้าจีฮั่นเทียนเกิดอยากให้เขาเขียนใส่ร้ายป้ายสีตัวเองขึ้นมา เขาไม่ทำด้วยหรอกนะ!

"เจ้าจะเสียงดังไปทำไม?"

กู่จงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะนั่งลงแล้วพยักพเยิดให้กู้อันนั่งลงข้างๆ กู้อันรับคำสั่งอย่างว่าง่าย เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวติดกัน

จีฮั่นเทียนพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนกล่าวเสียงเครียด "เอาชีวิตศิษย์นับแสนมาสังเวยเพื่อสร้างค่ายกล นี่หรือวิถีของฝ่ายธรรมะ? หากยอดฝีมือกระบี่ท่านนั้นไม่ลงมือ ป่านนี้ข้าคงยังถูกปิดหูปิดตาอยู่!"

เขาเจ็บใจจริงๆ

ตอนเกิดเหตุเขากำลังปิดด่านฝึกวิชา จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่อันทรงพลัง จนต้องรีบออกจากฌาน เหาะข้ามระยะทางหมื่นลี้มาดูเหตุการณ์ แต่ก็ไม่ทันได้ช่วยฉู่เสียน สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงก่นด่าสาปแช่งของเหล่าศิษย์ฝ่ายนอก ความโกรธแค้นผสมปนเปกับความสงสัยในตัวตนของยอดฝีมือลึกลับ ทำให้เขาตัดสินใจไล่ตามไป

ผลปรากฏว่า เขาพ่ายแพ้อย่างหมดรูป...

ตั้งแต่บรรลุระดับผสานกาย จีฮั่นเทียนมั่นใจว่าในราชวงศ์ไท่ชางนี้เขาสามารถเดินยืดอกได้แทบทุกที่ คนที่จะต่อกรกับเขาได้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกตาแก่ตกยุคที่เอาแต่จำศีล เขาไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้มานานมากแล้ว

ที่สำคัญคือ อีกฝ่ายไม่เพียงแค่ชนะ แต่ยังออมมือให้เขาด้วย!

"ถ้าคนผู้นั้นไม่ลงมือ รอจนข้าออกจากด่านมาเห็นซากปรักหักพัง ความผิดเรื่องสังหารหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกก็คงถูกโยนให้พวกพรรคมารรับจบไปแล้วใช่ไหม?" จีฮั่นเทียนจ้องหน้ากู่จงเขม็ง

กู่จงยิ้มเฝื่อน ไม่ตอบคำถาม แต่คำตอบนั้นชัดเจนอยู่ในใจของทุกคน

จีฮั่นเทียนหันกลับมามองกู้อัน สั่งกำชับ "เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน เจ้าต้องเขียนบันทึกความจริงลงไปให้หมด อย่าให้ตกหล่น โดยเฉพาะเรื่องความชั่วช้าของหอปราบมาร และที่สำคัญที่สุด เจ้าต้องเขียนถึงยอดฝีมือกระบี่ท่านนั้นด้วย การที่เขาลงมือยับยั้งหายนะ แสดงว่าเขาก็เป็นคนของสำนักไท่เสวียน เพียงแต่ไม่ชอบเปิดเผยตัวตน การเชิดชูคุณงามความดีของเขาจะช่วยกู้ภาพลักษณ์ของสำนักเราได้ อย่างน้อยก็ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคมารไปเสียทั้งหมด"

พอรู้ว่างานนี้คือการ 'อวยตัวเอง' กู้อันก็โล่งอก

แต่จะตอบตกลงง่ายๆ ก็ดูจะผิดวิสัยไปหน่อย

กู้อันแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ อึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ไม่กล้า

จีฮั่นเทียนขมวดคิ้ว "ทำไม? เจ้าไม่อยากทำรึ?"

กู่จงสวนขึ้นทันควัน "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเขาเขียนไป ก็เท่ากับแกว่งเท้าหาเสี้ยน สร้างศัตรูไปทั่วสำนัก เจ้าพูดง่ายๆ แต่คนทำเขาลำบากนะเว้ย!"

จีฮั่นเทียนชะงัก สีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

กู้อันสูดหายใจลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เพื่อสำนักไท่เสวียน ข้าย่อมยินดีทำถวายหัว เพียงแต่..."

กู่จงยิ้มตาหยีถามนำทาง "เจ้าอยากได้อะไร ว่ามาได้เลย"

จีฮั่นเทียนขมวดคิ้วรอฟัง แต่ไม่ได้คัดค้าน

"ข้าอยากขยายพื้นที่หุบเขาโอสถขอรับ ข้าหมายถึงหุบเขาโอสถที่สามในฝ่ายใน ข้าขอพื้นที่รอบๆ สักร้อยลี้ ข้าจะปลูกสมุนไพรให้เต็มพื้นที่ ส่วนยอดส่งมอบให้สำนักก็เท่าเดิม ข้าไม่โลภมากหรอกขอรับ" กู้อันกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

จีฮั่นเทียนได้ยินถึงกับหลุดปาก "แค่นี้รึ? เจ้าเรียกเรียกร้องได้มากกว่านี้นะ"

เขานึกว่ากู้อันจะขูดรีดของวิเศษหรือวิชาลับเสียอีก ที่ไหนได้ ขอแค่ที่ดินทำกิน

กู้อันพยักหน้ายืนยัน "ข้าต้องการเท่านี้จริงๆ ขอรับ ข้ามันคนหัวทึบ ให้ของวิเศษหรือคัมภีร์มาก็รังแต่จะนำภัยมาสู่ตัว การปลูกสมุนไพรคือความสุขของข้า มันช่วยให้ข้ามีแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ แถมยังได้ทำประโยชน์ให้สำนักด้วย"

จีฮั่นเทียนหันไปมองหน้ากู่จงอย่างทึ่งๆ

กู่จงหัวเราะร่า "อย่าดูถูกมันเชียว มันคิดแบบนั้นจริงๆ เจ้าไม่รู้หรอกว่าชื่อเสียงของ 'พานอัน' ดังขนาดไหน ลองไปสืบดูเถอะ แค่มันเอ่ยปาก สภาอาวุโสพร้อมจะประเคนตำแหน่งศิษย์สืบทอดให้มันด้วยซ้ำ"

"โห? หนังสือของมันดีขนาดนั้นเชียว?"

"ลองไปหาอ่าน 'ตำนานสถาปนาเทวดา' ดูสิ รับรองเจ้าวางไม่ลง"

"ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าอนุมัติ! ยกพื้นที่ร้อยลี้ตรงนั้นให้เจ้าไปเลย อยากปลูกอะไรก็ปลูก แถมข้าจะให้กู่จงไปติดตั้งค่ายกลพิทักษ์วิญญาณระดับหกให้เจ้าด้วย" จีฮั่นเทียนตัดสินใจเด็ดขาด

กู่จงพยักหน้ารับคำสั่งยิ้มๆ

กู้อันรีบประสานมือคารวะขอบคุณจีฮั่นเทียนยกใหญ่

จากนั้นกู่จงก็เริ่มซักถามท่าทีของเจ้าสำนัก จีฮั่นเทียนตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่าเจ้าสำนักคงแกล้งทำไขสือไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม

เจ้าสำนักกับรองเจ้าสำนักคู่นี้ไม่กินเส้นกันอย่างแรง!

ระหว่างคุย จีฮั่นเทียนยังพาดพิงถึงลวี่ไป่เทียน หรือผู้เฒ่าเถียน ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ดูท่าทางผู้เฒ่าเถียนจะเปลี่ยนรูปลักษณ์จนจีฮั่นเทียนจำไม่ได้

ฟังไปฟังมา กู้อันถึงได้รู้ว่าคนในสำนักเข้าใจว่าผู้เฒ่าเถียนธาตุไฟเข้าแทรกตายไปแล้ว เพราะตาแก่มัวแต่เก็บตัวฝึกวิชา ไม่บริหารงาน ปล่อยให้คนอื่นอ้างชื่อไปทำเรื่องเละเทะ จนสุดท้ายเหล่าผู้อาวุโสต้องดันฉู่เทียนฉีขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักแทน

จากบทสนทนา กู้อันเริ่มปะติดปะต่อความสัมพันธ์ระหว่างกู่จงกับจีฮั่นเทียนได้ชัดเจนขึ้น

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทั้งสองคนก็กลับไป

กู้อันยืนส่งพวกเขาอยู่บนสนามหญ้า

ผู้เฒ่าเถียนเดินดุ่มๆ เข้ามาถามด้วยความอยากรู้ "ฝ่ายนอกเกิดเรื่องหรือ?"

กู้อันพยักหน้า เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟัง ผู้เฒ่าเถียนฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว

"ผู้เฒ่า ท่านคิดว่าอย่างไร สำนักไท่เสวียนนี่ตกลงเป็นฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายอธรรมกันแน่?" กู้อันแกล้งถามลอยๆ ขณะนั่งลงดูต้นสมุนไพรตรงหน้า

ผู้เฒ่าเถียนตอบเสียงเรียบ "เส้นแบ่งระหว่างธรรมะกับอธรรมนั้นเลือนราง การจะตัดสินว่าใครเป็นอะไร ไม่ใช่มองแค่ปัจจุบัน ต้องให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน"

ตอบแบบนี้...

มิน่าล่ะสำนักไท่เสวียนถึงได้เบี้ยวบูดขนาดนี้!

กู้อันเลิกสนใจตาแก่ แล้วหันไปวางแผนเพาะปลูกในที่ดินร้อยลี้ของเขา กู่จงรับปากว่าจะย้ายศิษย์ฝ่ายในคนอื่นออกไป ยกเว้นเสิ่นเจิน เพื่อป้องกันปัญหาเพื่อนบ้านทะเลาะกัน

ศิษย์ฝ่ายในไม่ใช่ไก่กา แต่ละคนถ้าไม่เก่งเทพก็ต้องมีแบ็กดี พูดง่ายๆ คือเด็กเส้นทั้งนั้น

เหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้กู้อันรู้ว่า ราชวงศ์ไท่ชางไม่ใช่ของฮ่องเต้ หรือของสำนักเซียน แต่เป็นของ 'ตระกูลใหญ่'

ตระกูลจีมีคนเป็นรองเจ้าสำนัก แถมยังแทรกซึมไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ต้องพูดถึงตระกูลกู่ หรือตระกูลโจว

กู้อันเดาว่าฉู่จิงเฟิงกับเจ้าสำนักฉู่เทียนฉีก็น่าจะเป็นญาติกัน ตระกูลฉู่เองก็ไม่ธรรมดา

แต่ใครจะใหญ่ก็ช่าง กู้อันไม่สน เขาไม่มีแผนจะสร้างตระกูล ไม่อยากมีห่วงผูกคอ

ขอแค่มุ่งสู่ความเป็นอมตะ ที่เหลือจะทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน!

...

กู่จงทำงานรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ไม่ถึงเจ็ดวัน เอกสารสิทธิ์ก็เรียบร้อย ศิษย์คนอื่นถูกย้ายออก ค่ายกลพิทักษ์วิญญาณระดับหกถูกติดตั้งเสร็จสรรพ

ค่ายกลนี้มีไว้สำหรับรวบรวมและกักเก็บไอวิญญาณโดยเฉพาะ

ในโลกกว้าง ไอวิญญาณไหลเวียนไปทั่ว แต่สำนักต่างๆ มักจะเลือกตั้งรกรากบนชีพจรมังกร แล้วใช้วิชาปิดกั้นรวบรวมไอวิญญาณไว้ใช้เอง ทำให้โลกภายนอกมีไอวิญญาณเบาบาง

ต่อไปเมื่อมีทั้งค่ายกลและสมุนไพรมหาศาล หากกู้อันจะเลื่อนระดับเป็นแก่นทองคำ วิญญาณแรกกำเนิด หรือแปรสภาพเทพ เขาก็อ้างได้เต็มปากว่า 'อ๋อ ข้าใช้ทรัพยากรยัดทะนานเอาน่ะครับ' ใครจะได้ไม่สงสัยในความเทพของเขา

แถมกู่จงยังอนุญาตให้เขาเลี้ยงดูศิษย์รับใช้ในหุบเขาโอสถที่สามได้ถึงยี่สิบคน ซึ่งปกติศิษย์รับใช้ไม่มีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าฝ่ายในด้วยซ้ำ แต่นี่มันอภิสิทธิ์ชนชัดๆ

กู้อันเรียกตัวศิษย์จากหุบเขาเสวียนกู่มาเจ็ดคน รวมทั้งถังอวี๋ด้วย

ส่วนเสี่ยวชวนกับอู้ซินยังคงให้เฝ้าฐานที่มั่นเดิม แต่กู้อันอนุญาตให้พวกเขาแวะมาเที่ยวเล่นที่นี่ได้ตลอด

ชีวิตดี๊ดี!

วันเวลาล่วงเลย ผ่านไปหนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์วิปโยคในฝ่ายนอก

วันนี้กู้อันเดินทางเข้าเมืองฝ่ายนอก บรรยากาศกลับมาคึกคักเหมือนเก่า ไร้เงาของหอปราบมาร ผู้คนเดินกันขวักไขว่สีหน้าผ่อนคลาย

เดินไปสักพัก กู้อันก็สะดุดตากับคนผู้หนึ่ง

เจียงฉยง!

ตอนที่สู้กับฉู่เสียน กู้อันก็เห็นนางแล้ว แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น นึกว่าป่านนี้นางจะหนีไปแล้ว ที่ไหนได้ยังลอยหน้าลอยตาอยู่

เจียงฉยงเดินตรงเข้ามาหา ยิ้มหวาน "ตามข้ามาหน่อยสิ"

กู้อันเหลือบมองชายชราหลังค่อมข้างหลังนาง แล้วยิงทักษะเนตรหยั่งรู้อายุขัยใส่ทันที

ฮูมั่ว (ระดับแปรสภาพเทพ ขั้น 9): 970/1,300/1,570

ระดับแปรสภาพเทพขั้นเก้า!

ฮ่องเต้เลี้ยงดูปูเสื่อมาดีจริงๆ

เจียงฉยงนี่ก็ใจกล้าบ้าบิ่น ตัวเองมาไม่พอ ยังหิ้วระดับแปรสภาพเทพมาเดินเล่นในถิ่นศัตรู ไม่กลัวโดนจับได้หรือไง?

เห็นกู้อันลังเล เจียงฉยงก็ชูตราประทับขึ้นมา

'ผู้อาวุโสใหญ่ฝ่ายนอก!'

ตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าเมืองฝ่ายนอกเลยทีเดียว!

กู้อันตาโต นางไปทำอีท่าไหนถึงได้ตำแหน่งนี้มา?

เจียงฉยงยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ แล้วเดินนำหน้าไป กู้อันรีบซอยเท้าตาม

ทั้งคู่มาถึงจวนของเจียงฉยง ภายในมีศิษย์รับใช้เดินกันขวักไขว่ ทุกคนดูปกติดี ไม่มีกลิ่นอายมาร

เจียงฉยงพากู้อันเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ส่วนฮูมั่วยืนเฝ้าหน้าประตู กู้อันสัมผัสได้ว่าตาแก่กำลังร่ายเวทกางม่านป้องกันการสอดแนม

กู้อันมองเจียงฉยงที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธาน หมดมาดผู้อาวุโสผู้ทรงเกียรติไปโดยสิ้นเชิง

"ท่านทำได้ยังไง?" กู้อันอดถามไม่ได้

เจียงฉยงเชิดหน้า "ปรมาจารย์ของเจ้าอิทธิฤทธิ์จะตาย แค่ตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่ฝ่ายนอกจิ๊บจ๊อย เผลอๆ วันดีคืนดีข้าอาจจะได้เป็นเจ้าสำนักก็ได้ใครจะรู้"

กู้อันหัวเราะร่า "ถ้าท่านได้เป็นเจ้าสำนักจริง ท่านจะเข้าข้างหอพันฤดูสารท หรือสำนักไท่เสวียนล่ะ?"

"ถ้าข้าได้เป็นเจ้าสำนักไท่เสวียน ข้าก็ไม่ใช่มารแล้วสิ แน่นอนว่าต้องเข้าข้างสำนักไท่เสวียน ต่อให้เอาตำแหน่งประมุขหอพันฤดูสารทมาแลก ข้าก็ไม่เอาหรอก" เจียงฉยงตอบแบบไม่ต้องคิด น้ำเสียงดูแคลนหอพันฤดูสารทอย่างเห็นได้ชัด

กู้อันถึงบางอ้อ มิน่าล่ะไส้ศึกหอพันฤดูสารทถึงเต็มสำนักไปหมด แต่ไม่ยักกะล้มสำนักได้สักที

ที่แท้ในสายตาคนพวกนี้ หอพันฤดูสารทเทียบสำนักไท่เสวียนไม่ติดฝุ่น!

ขนาดอู้ซินยังยอมเป็นคนสวนดีกว่ากลับไปเป็นนายน้อยพรรคมารเลยคิดดู

"จากนี้ไป ห้ามบอกใครในหอพันฤดูสารทเรื่องต้นเถาวัลย์สวรรค์เด็ดขาด ต้นไม้นั้นเป็นสมบัติของข้ากับเจ้า ไม่เกี่ยวกับพรรค เข้าใจไหม?" เจียงฉยงสั่งเสียงเข้ม

กู้อันพยักหน้า

ขอโทษทีนะ มันเป็นของข้าคนเดียวต่างหาก

เจียงฉยงยิ้มหวาน "หลานรัก อยากได้อะไรบอกปรมาจารย์มาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

กู้อันทำท่าครุ่นคิด "ข้าอยากให้ท่านช่วยดันตำแหน่งเย่เหยียนแห่งหอคุมกฎหน่อย นางเป็นศิษย์น้องของข้า ส่วนอย่างอื่นไม่มีแล้ว อ้อ ถ้าท่านมีเมล็ดสมุนไพรระดับสูงก็เอามาให้ข้าปลูกได้นะ เดี๋ยวข้าเพาะพันธุ์ให้แล้วค่อยแบ่งกัน"

รอยยิ้มของเจียงฉยงกว้างขึ้น นางมองกู้อันอย่างพึงพอใจ "ดีมาก ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ วางใจเถอะ ปรมาจารย์จะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง และจะไม่เอาเปรียบเจ้าด้วย"

"อีกเรื่องหนึ่ง ข้ามีภารกิจจะมอบหมายให้เจ้า"

กู้อันเลิกคิ้ว "นอกจากปลูกผัก ข้ายังทำอะไรให้ท่านได้อีก?"

"ช่วงนี้ช่วยสืบข่าวคราวของ 'พานอัน' ให้หน่อย สายข่าวข้ารายงานว่าพานอันพลังบ่มเพาะไม่สูง แฝงตัวอยู่ในฝ่ายนอก แต่สภาอาวุโสปิดข่าวเงียบกริบ ไม่รู้ว่าเป็นใครกันแน่"

บทที่ 70 จอมกระบี่ฝูเต้า นามระบือลั่นหล้า

ให้ข้าตามหาข้าเนี่ยนะ?

กู้อันอยากจะขำให้ฟันร่วง แต่ต้องกลั้นไว้สุดชีวิต

จีฮั่นเทียนจะให้เขาเขียนอวยตัวเอง เจียงฉยงจะให้เขาตามล่าหาตัวเอง แม้จะคนละบทบาท แต่ความบันเทิงระดับเดียวกัน

นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย?

กู้อันแสร้งทำหน้าลำบากใจ "ข้าขลุกอยู่แต่ในหุบเขาโอสถ ไม่ค่อยได้เจอผู้คน เกรงว่าจะสืบข่าวพานอันได้ยากนะขอรับ"

เจียงฉยงโบกมือ "ไม่แน่หรอก พานอันเป็นนักเขียน ย่อมต้องพบปะผู้คน นิยาย 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' ปลุกระดมคนระดับล่างได้ดีนัก เขาอาจจะชอบคลุกคลีกับพวกศิษย์รับใช้หรือศิษย์ฝ่ายนอกก็ได้ เจ้าแค่คอยสังเกตดู มีเบาะแสอะไรก็มารายงานข้า"

กู้อันได้แต่พยักหน้าหงึกๆ รับคำบัญชา

หลังจากสั่งความอีกเล็กน้อย เจียงฉยงก็ให้ฮูมั่วไปหยิบถุงเมล็ดพันธุ์ระดับสูงมาให้กู้อันถุงใหญ่

ออกจากจวนเจียงฉยง กู้อันมุ่งหน้าไปยังแท่นบูชาซ่อมฟ้า

ได้ข่าวว่าที่นั่นกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของฝ่ายนอก ใครไปใครมาต้องแวะเช็คอิน

เรื่องมหาสงครามเมื่อเดือนก่อนดังกระฉ่อนไปทั่ววงการเซียน แม้แต่โรหลุนที่อยู่ไกลถึงหุบเขาขอบฟ้ายังรู้ข่าว แสดงว่าหมอนั่นก็แอบออกมาเที่ยวบ้างเหมือนกัน

เมื่อมาถึงแท่นบูชา กู้อันเห็นคนยืนมุงกันอยู่อย่างน้อยหมื่นคน

รอบๆ ตัวอักษร 'วิถีธรรม' มีผู้บำเพ็ญเพียรนั่งล้อมวงทำสมาธิกันเพียบ

กู้อันเหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้า

จั่วอีเจี้ยน กับ จั่วหลิน!

สองพ่อลูกคู่นี้กำลังนั่งจ้องลายมือเขาตาเป็นมัน พยายามแกะรอยวิถีกระบี่

ตอนกู้อันใช้กระบี่สลักอักษร เขาแฝงเจตจำนงกระบี่ลงไปด้วย สำหรับนักกระบี่ในสำนักไท่เสวียน นี่คือคัมภีร์ล้ำค่าที่ดึงดูดพวกเขาราวกับแม่เหล็ก

นอกจากนี้ เขายังเห็นซูหาน

ซูหานก็เป็นนักกระบี่ วิชากระบี่แค้นสวรรค์ของเขาเริ่มเข้าฝัก พัฒนาการรวดเร็วอย่างน่าตกใจ จนบุคลิกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

กู้อันยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่เข้าไปทักทาย หูคอยดักฟังชาวบ้านคุยกัน

"เจตจำนงกระบี่ของ 'จอมกระบี่ฝูเต้า' ช่างยิ่งใหญ่ไพศาลนัก จินตนาการไม่ออกเลยว่าฝีมือจริงๆ จะขนาดไหน"

"เขาว่ากันว่าจอมกระบี่ฝูเต้ามีพลังทัดเทียมรองเจ้าสำนัก เผลอๆ จะเก่งกว่าเจ้าสำนักด้วยซ้ำ"

"หรือว่าจอมกระบี่ฝูเต้าก็คือเจ้าสำนัก?"

"จะเป็นไปได้ไง เจ้าสำนักบอกเองว่าไม่รู้เรื่องที่ฉู่เสียนทำ แถมยังสั่งสอบสวนคนใกล้ชิดฉู่เสียนทุกคน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ใครผิดกฏพรรคโดนเชือดหมด"

"เห็นคำว่า 'วิถีธรรม' แล้วเลือดลมสูบฉีดชะมัด ได้ข่าวว่าพานอันจะเขียนเรื่องจอมกระบี่ฝูเต้าด้วย อยากอ่านใจจะขาดแล้ว"

จอมกระบี่ฝูเต้า (ผู้ค้ำจุนวิถีธรรม)!

นี่คือสมญานามที่เจ้าสำนักฉู่เทียนฉีประทานให้กู้อัน... หรือพูดให้ถูกคือประทานให้ยอดฝีมือลึกลับที่ฆ่าฉู่เสียน

'จอมกระบี่ฝูเต้า ผู้ผดุงธรรม หากสำนักไท่เสวียนเกิดอธรรม จอมกระบี่มีสิทธิ์แทนฟ้าลงทัณฑ์ เบื้องบนตัดหัวเจ้าสำนักผู้ไร้คุณธรรม เบื้องล่างประหารมารร้ายในสำนัก'

ฟังดูเท่ระเบิด แต่กู้อันคิดว่ามันไร้สาระสิ้นดี

ฉู่เทียนฉีประกาศแบบนี้เพื่อเซฟเก้าอี้ตัวเองชัดๆ ตั้งแต่แต่งตั้งจอมกระบี่ฝูเต้า กระแสต่อต้านเขาก็ลดฮวบ คนหันมาชมว่าเขามีสปิริต กล้ารับผิดชอบ

แต่กู้อันก็ได้ยินคนนินทาเจ้าสำนักเหมือนกัน

โดยเฉพาะเรื่องตระกูลฉู่

ฉู่เทียนฉี กับ ฉู่เสียน... แซ่เดียวกันขนาดนี้ ใครจะไม่คิดลึก?

นี่แสดงว่าคลื่นใต้น้ำในสำนักกำลังปั่นป่วน คนที่กล้าวิจารณ์ในที่แจ้งแบบนี้ผิดวิสัยผู้บำเพ็ญเพียรสุดๆ อาจจะเป็นเบี้ยของใครสักคนก็ได้

แต่ช่างหัวมัน เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับกู้อันสักนิด

เดินเล่นสักพัก กู้อันก็ไปที่แท่นเคลื่อนย้ายมวลสารฝ่ายใน

เขาต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่ม แม้กู่จงกับเจียงฉยงจะให้มาเยอะแล้ว แต่จะให้เต็มพื้นที่ร้อยลี้ยังต้องใช้อีกเยอะ

พอนึกภาพสมุนไพรเขียวชอุ่มเต็มทุ่งร้อยลี้ กู้อันก็ฟินจนเนื้อเต้น

การลงมือเสี่ยงตายเมื่อเดือนก่อน นอกจากจะช่วยคนกันเองแล้ว ยังได้ผลตอบแทนคุ้มค่าขนาดนี้ นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!

...

ยามเย็น กู้อันกลับมาถึงหุบเขาโอสถที่สาม ศิษย์รับใช้ทั้งเจ็ดคนทำให้หุบเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้น พวกเขากระจายกำลังกันถางหญ้า เสียงเห่าของสุนัขวิญญาณแว่วมาจากป่า ให้ความรู้สึกสงบแบบบ้านทุ่ง

กู้อันกลับมาถึงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเสิ่นเจิน ยัยนี่มาดักรอที่ห้องเขาอีกแล้ว

พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นเสิ่นเจินยืนอ่านหนังสืออยู่หน้านั้น นางเก็บหนังสือเข้าชั้นแล้วหันมามอง

กู้อันปิดประตูถาม "แม่นางเสิ่น วันนี้มีธุระอันใดหรือ?"

"ได้ข่าวว่าเจ้าจะเขียนเรื่องจอมกระบี่ฝูเต้า?"

"ก็มีกล่าวถึงบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องหลัก หลักๆ คือเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในฝ่ายนอกเมื่อเดือนก่อน"

"งั้นเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ชื่อเสียงของจอมกระบี่ฝูเต้าดังไกลออกไปนอกราชวงศ์ไท่ชางแล้ว เมื่อวานข้าเพิ่งได้รับจดหมายว่าพวกเซียนกระบี่จากราชวงศ์ต้าอวี๋กำลังเดินทางมาท้าประลองกับเขา หลายคนคิดว่าในเมื่อเจ้าจะเขียนถึงเขา เจ้าต้องรู้จักเขาแน่ๆ การตามหาเจ้ามันง่ายกว่าหาจอมกระบี่ฝูเต้าเยอะ"

เสิ่นเจินยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายซุกซน

กู้อันถอนหายใจ "ข้าจะไปเจอตัวเป็นๆ เขาได้ที่ไหน ข้าก็ต้องไปเก็บข้อมูลที่ฝ่ายนอกเหมือนคนอื่นนั่นแหละ"

"วางใจเถอะ ข้าไม่บอกใครหรอกว่าเจ้าเป็นใคร ขนาดท่านพ่อข้าถาม ข้ายังไม่บอกเลย" เสิ่นเจินหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ

"ถึงข้าไม่พูด เจ้าก็ต้องระวังตัว ความเก่งกาจของจอมกระบี่ฝูเต้าทำให้หลายสำนักหวาดระแวง ต่างก็อยากสืบข้อมูล อ้อ นี่หนังสือที่ข้าเขียน อีกไม่เกินเดือนหอตำราคงวางแผงขายทั่วหล้า เจ้าเอาไปอ่านเล่นก่อนสิ"

พูดจบ นางก็เดินสวนเขาออกไปทันที

คุ้นเคยกันดีแล้ว กู้อันเลยไม่ต้องเดินไปส่ง เขานั่งลงที่โต๊ะ หยิบผลงานของเสิ่นเจินขึ้นมาดู

'ความลับแห่งไท่เสวียน'!

หือ?

ชื่อเรื่องดูวิชาการน่าเชื่อถือ

กู้อันเปิดอ่านหน้าแรก... อ่านไปเรื่อยๆ คิ้วเริ่มขมวด

คุณพระช่วย!

นึกว่าฝีมือจะงั้นๆ ที่ไหนได้ เรื่องฉาก 'เข้าพระเข้านาง' นี่บรรยายละเอียดกว่า 'จอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ของเขาเสียอีก!

ยัยนี่ต่อหน้าทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์ ที่แท้แอบไปเขียนอะไรแบบนี้ลับหลังเนี่ยนะ?

เนื้อหาแบบนี้จะผ่านเซนเซอร์ได้จริงดิ?

กู้อันหวังว่าบรรณารักษ์หอตำราจะทำงานเคร่งครัดหน่อยนะ

ถึงจะบ่นในใจ แต่เขาก็นั่งอ่านจนวางไม่ลง

รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว

กู้อันเรียกศิษย์มาออกกำลังกายยามเช้า พอคนเยอะขึ้น กิจกรรมนี้ต้องทำให้เป็นประเพณี แม้แต่ผู้เฒ่าเถียนยังโดนลากมาร่วมวง

หลังจากนั้นก็แจกจ่ายงาน แบ่งสามคนไปเพาะปลูก ที่เหลือไปบุกเบิกพื้นที่ต่อ

ป่ารอบหุบเขาหนาทึบ ต้องใช้เวลาจัดการเยอะ กู้อันบอกพวกศิษย์ว่าการทำงานหนักโดยไม่ใช้เวทมนตร์ก็ถือเป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง

ซึ่งพวกศิษย์ก็บ้าจี้ทำตามอย่างขยันขันแข็ง ยิ่งพื้นที่เยอะ สมุนไพรก็เยอะ ส่วนแบ่งยาพวกเขาก็เยอะตาม กู้อันใจป้ำอยู่แล้วเรื่องนี้

ชีวิตดำเนินไปอย่างเรียบง่าย

ห้าวันต่อมา เสิ่นเจินบุกมาหาด้วยความโมโห เพราะหนังสือโดนหอตำราตีกลับ

กู้อันเกือบหลุดขำ แต่ต้องเก๊กขรึมไว้

เสิ่นเจินหัวดื้อมาก หอตำราไม่ให้ขาย นางก็จะพิมพ์เองขายเองในตลาดมืดฝ่ายใน

กู้อันแนะให้ตัดฉากหวือหวาออกบ้าง นางก็ไม่ยอม

แต่ก็นะ ไม่มีหอตำราหนุนหลัง หนังสือคงไม่ดังเปรี้ยงปร้างหรอก กู้อันเลยเลิกกังวล

ฤดูหนาวมาเยือน หิมะขาวโพลนปกคลุมแผ่นดิน

เที่ยงวันหนึ่ง กู้อันไปที่หุบเขาขอบฟ้า

ในหุบเขามีคนเพิ่มมาอีกคน กลิ่นอายไม่ธรรมดา

โรหลุนกระโดดลงมาจากต้นไม้เหมือนนก มาหยุดตรงหน้ากู้อัน

"มาพอดีเลย ข้าจะแนะนำคนคนหนึ่งให้รู้จัก ฝ่าบาททรงส่งมา ให้เขาหยิบสมุนไพรไปใช้ได้ตามใจชอบ จะได้เลื่อนขั้นไวๆ"

โรหลุนพากู้อันไปที่เรือนพัก

สมุนไพรของที่นี่ กู้อันไม่เคยหวง อยากได้ก็เอาไป ของลุงแกอยู่แล้ว

หน้าเรือนพัก ประตูเปิดออก ชายชุดขาวเดินออกมา

อี้หลิวอวิ๋น (ระดับแปรสภาพเทพ ขั้น 9): 466/1,208/2,850

ระดับแปรสภาพเทพขั้นเก้า!

ฮ่องเต้ก็มีของดีเหมือนกันแฮะ

อี้หลิวอวิ๋นดูราวสี่สิบต้นๆ หล่อเหลาเอาการ ชุดขาวส่งเสริมให้ดูเป็นยอดกระบี่ผู้เย็นชาและหยิ่งทระนง

อี้หลิวอวิ๋นประสานมือข้ามรั้ว "ข้าอี้หลิวอวิ๋น คารวะท่านเจ้าหุบเขา"

โรหลุนแนะนำ "ท่านอี้คือกระบี่มือหนึ่งข้างกายฝ่าบาท ฝีมือกระบี่ระดับแถวหน้าของราชวงศ์ไท่ชาง คนที่ประมือกับเขาได้มีไม่ถึงสิบคน"

กู้อันรับไหว้

อี้หลิวอวิ๋นจ้องกู้อันเขม็ง ถามตรงประเด็น "ท่านเจ้าหุบเขา ท่านก็เป็นศิษย์ไท่เสวียน พอจะรู้เรื่องจอมกระบี่ฝูเต้าไหม? เขาอยู่ระดับไหนกันแน่?"

ชื่อเสียงจอมกระบี่ฝูเต้าดังกระฉ่อน แต่คนรู้แค่ว่าฆ่าฉู่เสียนได้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยซัดกับจีฮั่นเทียน เพราะจีฮั่นเทียนปิดปากเงียบกริบ

"ข้าเป็นแค่ศิษย์ฝ่ายนอก รู้น้อยมาก แต่ที่แท่นบูชาซ่อมฟ้าฝ่ายนอกมีเจตจำนงกระบี่ของเขาอยู่ ท่านลองไปดูสิ"

พวกบ้ากระบี่ถามหาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยอยากท้าดวล

กู้อันอยากให้เขาไปดูคำว่า 'วิถีธรรม' จะได้รู้ซึ้งถึงความห่างชั้นและเจียมตัวกลับไป

ได้ผลเกินคาด พอรู้ว่ามีเจตจำนงกระบี่ให้ดู อี้หลิวอวิ๋นตาเป็นประกาย วิ่งเหาะออกจากหุบเขาไปทันที

กู้อันหันมาถามโรหลุน "เขาเข้าออกไท่เสวียนได้ตามใจชอบเลยรึ?"

"เขามีป้ายทองของฝ่าบาท เข้าออกได้ทุกสำนัก"

กู้อันพยักหน้า แล้วเดินไปเก็บสมุนไพร

หนึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็กลับ

ปีใหม่ผ่านไปท่ามกลางลมหนาว

หลังตรุษจีน กู้อันไปฝ่ายนอกอีกครั้ง ไปขอเมล็ดพันธุ์เพิ่มจากเจียงฉยง แล้วแวะไปดูลาดเลาที่แท่นบูชาซ่อมฟ้า

สองพ่อลูกตระกูลจั่วยังนั่งเฝ้าลายมือเขาไม่เลิก อี้หลิวอวิ๋นก็อยู่ที่นั่น นั่งขมวดคิ้วจ้องคำว่า 'วิถีธรรม' อย่างเคร่งเครียด

กู้อันมองเลยขึ้นไปเหนือคำว่า 'วิถี' เห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ คิ้วของเขากระตุกทันที

บทที่ 71 ธรรมะกับอธรรม ข้าอ่านแต่ตำนานสถาปนาเทวดา

กู้อันมองตามสายตาของตนเองไปยังชายชุดผ้าฝ้ายที่นั่งขัดสมาธิอยู่เหนือคำว่า 'วิถี' บนแท่นบูชา รูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายของชายผู้นั้นดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก

หากกู้อันไม่ใช้เนตรหยั่งรู้อายุขัยตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง คงไม่มีทางจับสัมผัสความพิเศษของคนผู้นี้ได้

จักรพรรดิปีศาจหวงเฉวียน (ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้น 9): 3,847/5,700/14,000

ที่แท้ก็เป็นปีศาจ!

กู้อันรู้ดีว่าอายุขัยของเผ่าพันธุ์ปีศาจนั้นยืนยาวกว่ามนุษย์ในระดับพลังเดียวกัน แต่เมื่อเห็นตัวเลขขีดจำกัดสูงสุดถึงหนึ่งหมื่นสี่พันปี เขาก็อดตื่นตะลึงไม่ได้

เจ้าหมอนี่ฝึกวิชาอะไรกัน ถึงได้เก็บซ่อนกลิ่นอายปีศาจได้มิดชิดขนาดนี้ ขนาดเขาที่เป็นระดับผสานกายยังมองไม่ออกด้วยตาเปล่า

ที่สำคัญ ปีศาจสมัยนี้หันมาฝึกกระบี่กันแล้วรึ?

กู้อันนึกถึง 'มังกรฮ่าว' ที่เขาเลี้ยงไว้ เจ้านั่นก็บ้าคลั่งวิชากระบี่เหมือนกัน

เขาไม่กล้าจ้องมองจักรพรรดิปีศาจหวงเฉวียนนานเกินไป จึงแสร้งทำเป็นกวาดสายตามองไปรอบๆ แท่นบูชาแทน

คนที่กล้ามานั่งทำความเข้าใจวิชากระบี่ บนแท่นนี้ ล้วนมีระดับพลังไม่ธรรมดา เพราะพวกรระดับกลั่นลมปราณหรือสร้างรากฐานยังต้องง่วนอยู่กับการดูดซับไอวิญญาณ ไม่มีเวลามานั่งเพ่งกระแสจิตแบบนี้หรอก

กู้อันเริ่มตระหนักว่าเขาประเมินอิทธิพลของ 'จอมกระบี่ฝูเต้า' ต่ำไป

แม้เขาจะไม่รู้จักฉู่เสียน แต่ด้วยระดับพลังขนาดนั้น ย่อมเป็นที่รู้จักกว้างขวางในวงการเซียน การตายของยอดฝีมือระดับฝ่าความว่างเปล่าย่อมสั่นสะเทือนไปทั้งราชวงศ์!

ดูท่าเขาต้องทำตัวให้ลีบเล็กกว่าเดิม เพราะเมื่อชื่อเสียงขจรขจายไป เดี๋ยวพวกตัวประหลาดคงแห่กันมาไม่ขาดสาย

หลังจากสำรวจคนบนแท่นจนครบ กู้อันก็เดินจากมา

ตอนนี้เขาติดนิสัยเจอใครหน้าแปลกต้องส่องอายุขัยไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นมันรู้สึกไม่ปลอดภัย

จากนี้ไปเขาจะตั้งหน้าตั้งตาทำสวนสักสองสามปี รอให้กระแสจอมกระบี่ฝูเต้าซาลงค่อยว่ากัน!

ส่วนหนังสือเรื่องจอมกระบี่ฝูเต้าและคดีฉาวโฉ่ฝ่ายนอกที่จีฮั่นเทียนเร่งยิกๆ นั้น เขาเขียนเสร็จตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว เป็นแค่เล่มเดียวจบ ไม่ใช่ซีรีส์ยาว

...

ฤดูใบไม้ผลิหวนคืน ผืนแผ่นดินเขียวขจี

ในหุบเขาโอสถที่สาม กู้อันกำลังนั่งดื่มสุรากับกู่หยูในเรือนพัก

"หนังสือ 'ธรรมะและอธรรม' ที่เจ้าเขียนดังระเบิดเถิดเทิงไปทั่วราชวงศ์ไท่ชางแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงมหาวีรบุรุษไท่เสวียนเลย ทุกคนเอาแต่ถกเถียงเรื่องสำนักไท่เสวียนกับจอมกระบี่ฝูเต้า" กู่หยูบ่นอุบด้วยความอิจฉา

กู้อันหัวเราะร่า "ก็สำนักไท่เสวียนเป็นถึงสำนักอันดับหนึ่งฝ่ายธรรมะ เกิดเรื่องฉาวโฉ่ขนาดนี้ใครๆ ก็อยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา วางใจเถอะ อีกไม่กี่ปีคนก็ลืม ถึงตอนนั้นพวกเขาก็ต้องกลับมาติดตามตำนานกู่หยูปราบจักรพรรดิปีศาจต่างแดนของเจ้าอยู่ดี"

กู่หยูยิ้มแก้มปริ รีบยกยอปอปั้นฝีมือการเขียนของกู้อัน แล้วเซ้าซี้ถามเนื้อเรื่องตอนต่อไป

กู้อันปิดปากเงียบกริบ ทำเอากู่หยูแทบลงแดงตาย

"จริงสิ ช่วงนี้ข้าได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ตัวเอกชื่อกู้อันเหมือนเจ้าเลย สนุกใช้ได้" กู่หยูหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ

ความลับแห่งไท่เสวียน !

เห็นชื่อปก หัวใจกู้อันกระตุกวูบ

ฉิบหายแล้ว!

ยัยนั่นทำสำเร็จจนได้!

ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของข้าป่นปี้หมดแล้ว!

กู่หยูแกว่งหนังสือไปมา ยิ้มเจ้าเล่ห์ "สหายกู้ เจ้าเคยอ่านเล่มนี้หรือยัง?"

กู้อันแกล้งตีหน้าซื่อ "หนังสืออะไรหรือ?"

"หนังสือดีเลยล่ะ สารภาพมาซะดีๆ เจ้าเขียนเองใช่ไหม?"

"จะเป็นไปได้ยังไง ไหนเอามาดูซิ มันจะสนุกแค่ไหนเชียว"

กู้อันคว้าหนังสือมาเปิดอ่าน

กู่หยูเลิกคิ้วถาม "ไม่ใช่เจ้าจริงๆ รึ? งั้นคนข้างกายเจ้าเขียนหรือเปล่า?"

กู้อันอ่านหน้าแรกแล้วขมวดคิ้ว ทำท่าเหมือนเพิ่งเคยเห็นเนื้อหาแบบนี้เป็นครั้งแรก

เห็นปฏิกิริยานั้น กู่หยูก็เลิกแซว หันมารินเหล้าดื่มเอง

พอกู้อันทำหน้าเครียดขึ้นเรื่อยๆ กู่หยูก็ปลอบว่า "หนังสือเล่มนี้ระบาดในหมู่ศิษย์ฝ่ายใน เจ้าคงไม่รู้จักใครในนั้นหรอกมั้ง น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ชื่อกู้อันก็โหลจะตายไป"

กู้อันปิดหนังสือ ถอนหายใจเฮือก "หอตำราปล่อยให้หนังสือพรรค์นี้หลุดออกมาได้ยังไง?"

"มันไม่ได้ผ่านหอตำราหรอก พวกศิษย์แอบปั๊มขายกันเองในตลาดมืด" กู่หยูตอบอย่างจนใจ

กู้อันนิ่งเงียบ

กู่หยูเห็นบรรยากาศเริ่มกร่อยจึงขอตัวกลับ ก่อนไปก็ตบไหล่ให้กำลังใจกู้อัน

พอลับหลังกู่หยู กู้อันก็หยิบ 'ความลับแห่งไท่เสวียน' มาพิจารณาอย่างละเอียด

ต้องยอมรับว่าเสิ่นเจินทำการบ้านมาดี ศึกษาสไตล์การเขียนของ 'จอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' มาอย่างแตกฉาน จนฝีมือแทบจะแซงหน้าต้นฉบับไปแล้ว

ถึงจะมีฉากติดเรทชวนหน้าแดงไปบ้าง แต่ตัวละคร 'กู้อัน' ในเรื่องก็ดูเป็นจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม นิสัยใจคอกว้างขวางน่าคบหา ไม่ถือว่าทำให้เขาเสียชื่อเสียงเท่าไหร่

กู้อันนั่งอ่านจนเพลินไปเป็นชั่วโมง กว่าจะวางลงแล้วออกไปทำงานต่อ

เป้าหมายของเขาคือปลูกสมุนไพรให้เต็มพื้นที่ร้อยลี้ วันนี้ต้องไปล้อมรั้วแสดงอาณาเขต กันไม่ให้พวกศิษย์ฝ่ายในทะเล่อทะล่าเข้ามา

...

เมืองฝ่ายใน ณ จวนตระกูลจี

จีเซียวอวี้นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะ ฝั่งตรงข้ามคือจีฮั่นเทียนที่กำลังจิบชา

"เป็นอย่างไร 'ธรรมะและอธรรม' เล่มนี้เขียนดีไหม?" จีฮั่นเทียนวางถ้วยชาแล้วเอ่ยถาม

จีเซียวอวี้พลิกหน้ากระดาษ ตอบโดยไม่เงยหน้า "ดีมากเจ้าค่ะ การเล่าเรื่องทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง ไม่ได้เข้าข้างความผิดของสำนัก ตีแผ่ความชั่วร้ายของฉู่เสียนได้ลึกซึ้ง แต่ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความสามัคคีของศิษย์ฝ่ายนอกออกมาได้อย่างน่าประทับใจ อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกรังเกียจสำนัก แต่กลับสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของสำนักอันดับหนึ่ง"

จีฮั่นเทียนยิ้มมุมปาก "เจ้ารู้หรือไม่ว่า 'พานอัน' ผู้เขียนคือใคร?"

จีเซียวอวี้เงียบ

"ก็เจ้า 'กู้อัน' คนสวนของเจ้านั่นแหละ คาดไม่ถึงล่ะสิ?" จีฮั่นเทียนเฉลยอย่างภาคภูมิใจ

จีเซียวอวี้พูดเสียงเรียบ "ความจริงข้ารู้อยู่แล้ว แต่ไม่นึกว่าท่านปู่ทวดจะรู้ด้วย ท่านปู่ทวดคงไม่ได้บังคับให้เขาเขียนหรอกนะเจ้าคะ? ทำแบบนี้จะนำภัยมาสู่ตัวเขา"

จีฮั่นเทียนกระแอมแก้เก้อ "ไม่เป็นไรหรอก ข้าจะคุ้มครองเขาเอง ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ตอนนี้ข้ามีอำนาจต่อรองในสภาอาวุโสมากขึ้น การจะโค่นล้มฉู่เทียนฉีก็ไม่ใช่ฝันกลางวันอีกต่อไป"

จีเซียวอวี้กลับมาสนใจหนังสือในมือ พูดลอยๆ ว่า "ข้าว่าตระกูลจีไม่ควรไปยุ่งกับตำแหน่งเจ้าสำนัก เป็นอยู่อย่างตอนนี้ก็ดีแล้ว กระจายกำลังไปตามสำนักต่างๆ ปลอดภัยกว่าการเป็นเป้านิ่ง"

"เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่าตอนลวี่ไป่เทียนกดหัวข้า มันน่าเจ็บใจแค่ไหน! ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งเจ้าเข้าสำนักไท่เสวียนทำไม? ก็เพื่อให้เจ้าใชพรสวรรค์กู้หน้าให้ข้านี่แหละ" จีฮั่นเทียนฮึดฮัด พอเอ่ยถึงลวี่ไป่เทียนทีไร อารมณ์เสียทุกที

"ท่านทำให้กู้อันเดือดร้อนขนาดนี้ มีอะไรชดเชยให้เขาบ้างหรือไม่?"

"มีสิ ข้าขยายพื้นที่หุบเขาโอสถให้เขาเป็นร้อยลี้ อ้อ เจ้าเองก็เอาเมล็ดสมุนไพรระดับสูงของตระกูลไปให้เขาปลูกได้นะ ข้าสืบมาแล้ว ไอ้หนูนี่มือขึ้นเรื่องปลูกต้นไม้จริงๆ แถมถ้าเจ้าตีสนิทเขาไว้ วันหน้าเขาอาจจะเขียนหนังสือเชิดชูตระกูลจีให้เราก็ได้ ข้าอ่าน 'ตำนานสถาปนาเทวดา' แล้ว เขาเขียนถึง 'จีฟา' ได้ดี แสดงว่าเขามีใจให้ตระกูลจี"

จีฮั่นเทียนร่ายยาวด้วยความหวังดี แต่จีเซียวอวี้กลับขมวดคิ้ว

นางมองเขาด้วยสายตาตำหนิ "ท่านปู่ทวด การคบค้าสมาคมกับผู้คน ไม่ควรหวังผลประโยชน์เช่นนี้นะเจ้าคะ"

"เด็กโง่ นี่ไม่ใช่การหวังผล แต่เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทำไมจะไม่ดี?"

จีเซียวอวี้ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ไม่ต่อปากต่อคำ จีฮั่นเทียนได้แต่ส่ายหัว

เขาลุกขึ้นยืน "งานชุมนุมร้อยเผ่าพันธุ์ใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ ต้องคว้าอันดับหนึ่งในทำเนียบมังกรซ่อนมาให้ได้นะ"

สั่งจบ เขาก็หายวับไปจากห้อง

จีเซียวอวี้ไม่ได้ลุกไปไหน นางยังคงจดจ่ออยู่กับหนังสือในมือ

...

เดือนสาม ลมใบไม้ผลิพัดเย็นสบาย

วันหนึ่ง คนของตระกูลจีขนเมล็ดสมุนไพรมาส่งให้กู้อันถึงหุบเขาโอสถที่สาม ล็อตนี้มีแต่ของดีระดับสี่ขึ้นไปทั้งนั้น ทำเอากู้อันยิ้มแก้มปริ

ก่อนกลับ ผู้ส่งของยังกระซิบกระซาบว่าคุณหนูสามชื่นชมในตัวกู้อันมาก เมล็ดพวกนี้นางคัดมาเองกับมือ มีอะไรขาดเหลือก็บอกนางได้เลย

กู้อันก็รับมุก ฝากคำขอบคุณและคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ลืมบุญคุณกลับไป ผู้ส่งของจึงจากไปอย่างพอใจ

ตอนนี้ทั้งตระกูลจี กู่จง และเจียงฉยง ต่างประเคนเมล็ดพันธุ์ให้เขาไม่ขาดสาย ช่วยประหยัดต้นทุนไปได้โข กู้อันเลยวางแผนจะรับสมัครศิษย์รับใช้เพิ่มให้ครบโควตายี่สิบคน แถมใจป้ำจะแจกสัตว์อสูรให้คนละตัวด้วย

วันนี้กู้อันพาผู้เฒ่าเถียนเข้าเมืองฝ่ายนอก ตาแก่รบเร้าอยากมาเห็นคำว่า 'วิถีธรรม' บนแท่นบูชาให้เห็นกับตา

พอถึงเมือง ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันเดิน

กู้อันเดินมาถึงหน้าหอรับภารกิจ จู่ๆ ก็มีศิษย์ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามาประกบ กระซิบถามเสียงเบา "สหาย ข้ามีของดีมาเสนอ แค่หินวิญญาณระดับต่ำสองก้อนเท่านั้น"

"สองก้อน? ปล้นกันเลยดีกว่าไหม?"

กู้อันตอบปัดๆ แล้วเดินเลี่ยงหนี

ศิษย์คนเดิมยังตื๊อไม่เลิก ขวางหน้าเขาไว้แล้วควักหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ทำหน้าเจ้าเล่ห์ "ดูให้ดีๆ นี่หนังสือดังนะโว้ย ศิษย์ฝ่ายในเขาฮิตอ่านกันทั่วบ้านทั่วเมือง อ่านแล้วบรรลุธรรมนะจะบอกให้"

กู้อันเหลือบตามอง เห็นชื่อเรื่องสี่พยางค์

ความลับแห่งไท่เสวียน

เขาผลักอกอีกฝ่ายเบาๆ แล้วเดินหนี ทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว

"ขอโทษที ข้าอ่านแต่ 'ตำนานสถาปนาเทวดา' "

ศิษย์คนนั้นมองตามหลังกู้อันแล้วสบถไล่หลัง ก่อนจะหันไปหาเหยื่อรายใหม่

ครึ่งชั่วยามต่อมา กู้อันเดินออกจากหอรับภารกิจพร้อมกับขบวนศิษย์ใหม่สิบเอ็ดคน มีทั้งชายและหญิง อายุยังน้อย หน้าตาตื่นเต้นดีใจกันทุกคน

การที่กู้อันรับคนได้ทีเดียวเป็นโขยงขนาดนี้ แสดงว่าต้องเป็นขาใหญ่แน่ๆ อนาคตสดใสรอพวกเขาอยู่!

กู้อันพาขบวนพาเหรดมุ่งหน้าสู่แท่นบูชาซ่อมฟ้า

พวกศิษย์ใหม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องแท่นบูชามานานแล้ว แต่พลังบ่มเพาะต่ำต้อยเลยไม่กล้ามาเดินเพ่นพ่าน กลัวโดนพวกยอดฝีมือเขม่น

กู้อันกวาดตามองหาผู้เฒ่าเถียน ไม่นานก็เจอตาแก่ยืนจ้องคำว่า 'วิถี' ตาไม่กะพริบอยู่

เขาเหลือบมองไปทางอื่น

จักรพรรดิปีศาจหวงเฉวียน ระดับฝ่าความว่างเปล่าขั้นเก้า ยังปักหลักอยู่ที่เดิม มือขวาขยับไปมาเหมือนกำลังร่ายรำ

กู้อันจ้องแค่สองวิฯ ก็ต้องร้อง 'อุทาน' ในใจ

นั่นมันท่า 'กระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ' ไม่ใช่เรอะ?

แค่ดูเจตจำนงกระบี่ก็แกะท่าออกมาได้เลยเหรอ?

ไอ้หมอนี่มันอัจฉริยะเกินไปแล้ว!

ไม่ได้การ กลับไปต้องยกระดับวิชานี้ด่วนๆ อัดอายุขัยสักหมื่นสองหมื่นปี กันเหนียวไว้ก่อน!

กู้อันละสายตา แล้วเดินตรงไปหาผู้เฒ่าเถียน

"ฮ่าๆๆๆ! ข้าบรรลุแล้ว! บรรลุแล้วโว้ย!"

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังลั่นแท่นบูชา ทำเอาคนนับหมื่นสะดุ้งโหยง

ชายชราผมเผ้ารุงรังในชุดนักพรตกระโดดลอยตัวขึ้นไปกลางอากาศ ชูสองนิ้วชี้ไปที่คำว่า 'วิถีธรรม' บนพื้นแท่น

บทที่ 72 แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งกระบี่ แผนการลับรีสตาร์ท

เห็นตาแก่ขี้เมาทำท่าจะทำลายผลงานศิลปะของตัวเอง กู้อันหน้าเปลี่ยนสีทันที

หมายความว่าไง?

ดูดวิชาจากลายมือข้าเสร็จ แล้วจะมาพังป้ายข้าทิ้งงั้นรึ?

กู้อันเกือบจะงัดของวิเศษออกมาสั่งสอนตาแก่นี่แล้ว แต่โชคดีที่ไม่ต้องออกแรง

"บังอาจ!"

เสียงตวาดก้องฟ้าดังขึ้น เจ้าของเสียงคืออี้หลิวอวิ๋น กระบี่มือหนึ่งของฮ่องเต้!

อี้หลิวอวิ๋นระดับแปรสภาพเทพขั้นเก้า ตะโกนคำเดียวเล่นเอาคนทั้งเมืองสะเทือน

ไม่ใช่แค่อี้หลิวอวิ๋น ยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่นั่งสมาธิอยู่รอบคำจารึกต่างพากันลุกฮือ แม้แต่จักรพรรดิปีศาจหวงเฉวียนยังเงยหน้ามองด้วยสายตาไม่พอใจ

กู้อันรีบสแกนอายุขัยตาแก่บนฟ้าทันที

ผางอวี้ (ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้น 2): 1,279/1,720/1,770

อายุขัยใกล้หมดหลอดแล้วนี่หว่า!

มิน่าถึงได้บ้าบอคอแตกขนาดนี้!

ผางอวี้มองอี้หลิวอวิ๋นด้วยสายตาดูแคลน "แค่ระดับแปรสภาพเทพ กล้ามาขวางข้ารึ?"

ระดับแปรสภาพเทพ?

ศิษย์บนแท่นบูชาฮือฮา รีบถอยกรูดหนีตายกันจ้าละหวั่น กลัวโดนลูกหลงจากการตีกันของเทพ

"ท่านดูแคลนระดับแปรสภาพเทพ แล้วท่านดูแคลนระดับฝ่าความว่างเปล่าหรือไม่?"

เสียงเย็นชาดังขึ้นอีกทาง คราวนี้ไม่ใช่เสียงของจักรพรรดิปีศาจ แต่เป็นชายวัยกลางคนในชุดผู้อาวุโสสำนักไท่เสวียน ระดับฝ่าความว่างเปล่าขั้นห้า ซึ่งกู้อันเล็งไว้นานแล้ว

ผางอวี้หน้าเจื่อน ยอมลดมือลง สะบัดแขนเสื้ออย่างหงุดหงิด "เออ! สำนักไท่เสวียนคนเยอะ รุมกินโต๊ะเก่ง ข้ายอมแพ้ก็ได้ ข้าไปล่ะ!"

พูดจบแกก็หันหลังบินหนีออกจากเมืองไปดื้อๆ

"คิดจะมาพังแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักข้า นึกจะไปก็ไปง่ายๆ งั้นรึ?"

เสียงแค่นหัวเราะดังไล่หลัง เสียงนี้กู้อันจำได้แม่น... กู่จง!

กู้อันสัมผัสได้ว่ากู่จงกำลังพุ่งทะยานไล่กวดผางอวี้ไปติดๆ ผู้อาวุโสระดับฝ่าความว่างเปล่าขั้นห้าคนนั้นก็หายวับไปเช่นกัน

บรรยากาศบนแท่นบูชาผ่อนคลายลง เหล่าศิษย์เริ่มจับกลุ่มวิจารณ์ความเทพของสำนักไท่เสวียน

กู้อันรู้สึกว่าเมืองฝ่ายนอกเมืองนี้ติดหนี้บุญคุณเขาครั้งใหญ่ เมื่อก่อนจะหาเงาของยอดฝีมือสักคนยังยาก เดี๋ยวนี้มีระดับฝ่าความว่างเปล่ามานั่งเฝ้าให้ตั้งสองคน ปลอดภัยหายห่วง

ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณลายมือ 'วิถีธรรม' ของเขาแท้ๆ!

จากนั้น กู้อันก็พาขบวนศิษย์ใหม่ไปหาผู้เฒ่าเถียน

พวกเด็กใหม่ตื่นเต้นกันใหญ่ วันแรกของการทำงานก็ได้เห็นฉากบู๊ระดับตำนาน ทั้งระดับแปรสภาพเทพ ระดับฝ่าความว่างเปล่า ชื่อชั้นพวกนี้มันเกินเอื้อมสำหรับพวกเขาจริงๆ

"กลับกันเถอะ"

กู้อันตบไหล่ผู้เฒ่าเถียนเบาๆ

ผู้เฒ่าเถียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น

จังหวะที่สบตากัน กู้อันรู้สึกแปลกๆ เหมือนตาแก่เปลี่ยนไป

เขาลองสแกนอายุขัยดูเล่นๆ

หือ?

ระดับกลั่นลมปราณ ขั้น 8?

เฮ้ย! จู่ๆ ก็กระโดดข้ามมาสองขั้นเฉยเลย?

เวลาแค่แป๊บเดียวเนี่ยนะ?

กู้อันเก็บความสงสัยไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าผู้เฒ่าเถียนต้องกลับมาผงาด คนระดับอดีตเจ้าสำนัก ไม่ใช่พวกขี้แพ้ที่จะยอมจบชีวิตแบบเงียบๆ แน่นอน การที่เขาตกต่ำลงมันเป็นเพราะอุบัติเหตุจากการฝึกวิชา ไม่ใช่เพราะไร้ความสามารถ สักวันเขาต้องทวงคืนบัลลังก์

หนึ่งชั่วยามต่อมา กู้อันและคณะก็กลับถึงหุบเขาโอสถที่สาม เขาโยนหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กให้เสี่ยวชวนจัดการ

เสี่ยวชวนมาเที่ยวที่นี่บ่อยจนติดใจ ถึงขั้นขนสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วยถาวร กู้อันรักน้องคนนี้มาก เลยตามใจทุกอย่าง

ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน เหลือแค่เสี่ยวชวนที่ยังอยู่ข้างกายเขา

อู้ซินถึงจะเป็นศิษย์น้อง แต่ความผูกพันยังสู้เสี่ยวชวนที่โตมาด้วยกันไม่ได้

กู้อันรู้ดีว่าอีกสองร้อยปี คนรู้จักคงล้มหายตายจากไปหมด การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในวัยชรา  มันยาก เขาเลยถนอมคนที่มีอยู่ตอนนี้ไว้ให้ดีที่สุด

พอกลับถึงหุบเขา ผู้เฒ่าเถียนก็แยกไปนั่งสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่ตามลำพัง

ยามเย็น แสงอาทิตย์อัสดงทาบทาภูเขา เย่เหยียนยืนร่ายรำเพลงทวนอยู่บนยอดเขา ท่วงท่าสง่างามดุจเทพสงคราม เรียกเสียงฮือฮาจากพวกเด็กใหม่ได้เกรียวกราว

...

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน สองปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

ฤดูร้อนปีนี้ กู้อันในวัยสี่สิบหกปียืนอยู่บนยอดเขา ทอดสายตามองลงมาเห็นทุ่งสมุนไพรเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา กินพื้นที่ร้อยลี้

ความภูมิใจเปี่ยมล้นอก นี่คืออาณาจักรของเขา!

เสี่ยวชวนเดินเข้ามาหา "ศิษย์พี่ เย่เหยียนไปแล้วหลายเดือน เราจะรับคนเพิ่มให้ครบโควตาไหม? พื้นที่กว้างขนาดนี้ ขาดคนไปคนหนึ่ง คนอื่นต้องเดินขากลากเลยนะ"

กู้อันโยนป้ายเจ้าหุบเขาให้ "เอ้า เจ้าไปเลือกมาเลย ข้าเชื่อใจสายตาเจ้า"

เสี่ยวชวนรับป้ายด้วยความดีใจ รีบวิ่งลงเขาไปทำหน้าที่

กู้อันมองไปทางเมืองฝ่ายนอก สัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่ที่พุ่งพล่าน

มีคนบรรลุวิชากระบี่จากแท่นบูชาอีกแล้ว

สองปีมานี้ มีคนเก่งๆ เกิดขึ้นจากแท่นบูชาถึงสี่คน ชื่อเสียงของ 'จอมกระบี่ฝูเต้า' ยิ่งกระฉ่อน

แท่นบูชาซ่อมฟ้ากลายเป็นเมกกะของนักกระบี่ทั่วราชวงศ์ไท่ชาง แม้แต่คนต่างสำนักก็แห่กันมา สำนักไท่เสวียนก็ใจกว้างเปิดให้เข้ามาศึกษาได้เต็มที่

บวกกับอานิสงส์จากหนังสือ 'ธรรมะและอธรรม' ทำให้ภาพลักษณ์สำนักไท่เสวียนดู 'ป๋า' ขึ้นมาทันที

กู้อันยอมรับเลยว่าพวกสภาอาวุโสนี่เหลี่ยมจัดจริงๆ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้เก่งชะมัด

ยืนกินลมชมวิวสักพัก กู้อันก็เดินลงเขา

ถึงสมุนไพรส่วนใหญ่จะยังโตไม่เต็มที่ แต่อัตราการเพิ่มของอายุขัยตอนนี้ก็น่าพอใจมาก

เขาตัดสินใจรื้อฟื้นโปรเจกต์ 'เติมทรูวันละนิด จิตแจ่มใส'

ทุกคืนเขาจะทุ่มอายุขัย 5 ปี เพื่อยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรทีละน้อย

ระดับผสานกายขั้นหนึ่งเริ่มทำให้เขาระแวง เพราะยอดฝีมือที่แห่กันมาดูงานที่แท่นบูชาเริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ เกิดวันดีคืนดีมีระดับผสานกายตัวเป็นๆ โผล่มา เขาจะได้ไม่หน้าแตก

เขาเดินทอดน่องลงเขา ชมวิวทิวทัศน์อาณาจักรตัวเองอย่างเพลิดเพลิน ระยะทางยี่สิบลี้เดินแป๊บเดียวก็ถึง

เดินมาถึงริมแม่น้ำ จู่ๆ ร่างเงาก็ร่วงตุบลงมาข้างหลัง

"ไม่ได้เจอกันนาน!"

หลี่หยาตบไหล่กู้อัน หวังจะให้สะดุ้ง

กู้อันแกล้งทำตัวสั่นงันงกให้สมบทบาท ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าหลี่หยาใช้วิชาพรางตัวมา

"เจ้ามาได้ไง? เป็นไงบ้างสบายดีไหม?" กู้อันหันไปถามด้วยสีหน้าดีใจ

หลี่หยายืดอก "สบายมาก! ตั้งแต่โดนอัดคราวนั้น ข้าก็ซุ่มฝึกวิชาจนเทพแล้ว ตอนนี้ข้าไม่ใช่คนเดิมแล้วนะขอบอก"

"จริงดิ? ไม่เชื่ออะ"

"งั้นมาวัดกันไหมล่ะ?"

"ไม่เอาหรอก ระดับพลังต่างกันเกินไป ไม่ยุติธรรม"

"รู้ตัวก็ดี"

"เหอๆ"

กู้อันหัวเราะแห้งๆ ในใจคิด 'ไม่ยุติธรรมกับเจ้าน่ะสิ เพื่อนยาก'

ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อยๆ หลี่หยาเล่าเรื่องตอนไปฝ่ายใน พอไปถึงก็วิ่งเต้นเรื่องช่วยฝ่ายนอก แต่ยังไม่ทันได้เรื่อง ฝ่ายนอกก็ระเบิดตูมตามเสียก่อน

เขารีบมาดูกู้อันที่หุบเขา พอรู้ว่าเพื่อนปลอดภัยก็โล่งอก กลับไปตั้งใจฝึกวิชาต่อ

เขาเข็ดแล้วกับการเป็นกระสอบทราย

"วันนี้ลมอะไรหอบมา?" กู้อันถาม

"เสด็จพ่อส่งข้ากับน้องหญิงเสวียนอวี้ไปงานชุมนุมร้อยเผ่าพันธุ์ งานนี้รวมพวกหัวกะทิจากร้อยตระกูลใหญ่ในเก้าอาณาจักรมาประลองกัน มีการจัดอันดับด้วยนะ ชนะแล้วได้รางวัลเพียบ เป็นหน้าเป็นตาของวงศ์ตระกูล"

"อ้อ จีเซียวอวี้จากบ้านเจ้าก็จะไปด้วยนะ"

กู้อันฟังแล้วจินตนาการถึงพล็อตนิยายกำลังภายในทั่วไป แต่งานแบบนี้เขาขอบาย ไม่ใช่แนว

"เจ้าสู้คุณหนูสามบ้านข้าได้เหรอ?" กู้อันแซว

"เมื่อก่อนไม่แน่ แต่ตอนนี้... ก็อาจจะ!" หลี่หยาตอบเสียงดังฟังชัด

กู้อันเหลือบมองเพื่อน

เลือดลมหมอนี่แปลกๆ...

เหมือนมีกลิ่นอายเลือดสัตว์อสูรผสมอยู่?

คืนนั้น ทั้งคู่ตั้งวงกงเหล้าจนดึกดื่น ลูกศิษย์ลูกหามาร้อมวงฟังวีรกรรมของหลี่หยา แม้แต่ผู้เฒ่าเถียนยังมาร่วมแจม

"จริงสิ ลวี่ไป่เทียน อดีตเจ้าสำนัก เคยคว้าแชมป์ทั้งทำเนียบมังกรซ่อน ทำเนียบหงส์มังกร แล้วก็ทำเนียบวาสนาเซียน ครบทุกรายการเลยนะ เขาว่ากันว่าเป็นเจ้าสำนักที่เก่งที่สุดในรอบสามพันปี น่าเสียดายที่ธาตุไฟเข้าแทรกตายเร็วไปหน่อย" หลี่หยาเล่าอย่างออกรส

กู้อันคิ้วกระตุก ตาแก่เทพขนาดนั้นเลย?

เขาไม่กล้ามองไปทางผู้เฒ่าเถียน เดี๋ยวหลุดพิรุธ

ถังอวี๋ถามแทรก "ศิษย์ลุงหลี่ แล้วโจวทงโยวจะได้ที่หนึ่งทำเนียบมังกรซ่อนไหมขอรับ?"

ทำเนียบมังกรซ่อนคือเวทีของรุ่นเยาว์อายุต่ำกว่าร้อยปี

โจวทงโยวคือเต็งหนึ่งในรุ่นนี้ ยิ่งมีนิยาย 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' มาปั่นกระแส คนยิ่งเชียร์กันใหญ่

หลี่หยาค้อนขวับ "พูดบ้าอะไร! ที่หนึ่งต้องเป็นข้าสิ! โจวทงโยวอะไรนั่น เดี๋ยวเจอข้าตบคว่ำ คอยดูเถอะ!"

คำคุยโตของหลี่หยาเรียกเสียงเชียร์จากพวกเด็กๆ ได้เกรียวกราว

ผู้เฒ่าเถียนหัวเราะหึๆ "จริงๆ แล้วคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าโจวทงโยว ยังซ่อนอยู่ในสำนักไท่เสวียนนะ เขาเก็บตัวเงียบเชียบ คนเลยไม่ค่อยรู้"

หลี่หยาหูผึ่ง "ใคร?"

"ลวี่เซียน... สามสิบปีก็บรรลุระดับแก่นทองคำแล้ว"

"หา!?"

หลี่หยาตาถลน คนอื่นๆ ก็อ้าปากค้าง

สามสิบปีระดับแก่นทองคำ? นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!

กู้อันทำหน้าพิลึก

สองปีมานี้ ลวี่เซียนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่หุบเขาขอบฟ้า

เขาไม่เคยเอะใจเรื่องชื่อแซ่มาก่อน พอเอามาโยงกับลวี่ไป่เทียน...

สองคนนี้ต้องเป็นญาติกันแน่ๆ!

หลี่เสวียนเต้านี่ร้ายกาจจริงๆ ขุดรูเก่งชะมัด ไปงัดเอาอัจฉริยะเบอร์หนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ของสำนักไท่เสวียนมาได้ไงเนี่ย?

จบบทที่ 69-72

คัดลอกลิงก์แล้ว