61-64
61-64
บทที่ 61 ความลับของสำนักไท่เสวียน และเส้นแบ่งแห่งธรรมะอธรรม
หลังจากหลี่หยาจากไป กู้อันก็จัดการเก็บถุงสมบัติของผู้อาวุโสเฉินเข้าสู่ถ้ำสวรรค์แปดทิศอย่างเงียบเชียบ ตกบ่ายวันนั้นเขาจึงเดินทางไปยังหุบเขาโอสถที่สาม
เขาเดินตรวจตราไปทั่วแปลงเพาะปลูก คิ้วขมวดมุ่นสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา
ผ่านไปพักใหญ่...
ในที่สุดผู้เฒ่าเถียนก็ติดเบ็ด
ชายชราเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย "ท่านเจ้าหุบเขา เหตุใดท่านจึงเอาแต่ขมวดคิ้วเช่นนั้น?"
กู้อันปรายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ โดยไม่เอ่ยปาก
ผู้เฒ่าเถียนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว "ข้าอาจช่วยท่านไม่ได้ แต่หลายเรื่องหากได้ระบายออกมา ความกดดันย่อมลดน้อยลง ข้าสามารถให้คำแนะนำท่านในฐานะผู้สังเกตการณ์ได้นะ"
พอกู้อันได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ทันที ก่อนจะพรั่งพรูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝ่ายนอกออกมาจนหมดเปลือก รวมถึงเรื่องที่หลี่หยาผู้มีพลังบ่มเพาะระดับแก่นทองคำขั้นหนึ่งต้องยอมบาดเจ็บเพื่อปกป้องเขา
สาเหตุที่เขาจงใจเอ่ยชื่อหลี่หยา ก็เพื่อให้ปูชนียบุคคลตรงหน้าจดจำความดีความชอบของสหายเขาไว้
สัญชาตญาณของกู้อันร้องเตือนว่าผู้เฒ่าเถียนไม่มีทางยอมแก่ตายอยู่ที่นี่แน่ ดีไม่ดีวันใดวันหนึ่งตาแก่นี่อาจจะผงาดกลับมาทวงความยิ่งใหญ่
เมื่อฟังจบ ผู้เฒ่าเถียนก็ขมวดคิ้วตาม
กู้อันได้ทีจึงแกล้งบ่นกระปอดกระแปด "หอปราบมารฝ่ายนอกไล่จับไส้ศึกพรรคมารกันโครมคราม แต่จับกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ก็ยังมีผู้บำเพ็ญมารเล็ดลอดเข้ามาในสำนักไท่เสวียนได้อีก สำนักเราเป็นสำนักอันดับหนึ่งจริงๆ หรือเนี่ย ทำไมศิษย์ในสำนักถึงไม่มีความปลอดภัยเอาเสียเลย!"
"ตัวข้าตายไม่เป็นไรหรอก แต่ข้าเป็นห่วงลูกศิษย์พวกนั้น"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและคับแค้นใจอย่างที่สุด
ในใจของกู้อันอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้กับการแสดงของตัวเอง
ถ้าทักษะ 'ตอแหล' มีให้เก็บเลเวลในหน้าต่างระบบ ป่านนี้เขาคงบรรลุขั้น 'สุดยอดแห่งการสร้างภาพ' ไปแล้ว เผลอๆ อีกนิดคงทะลวงขั้น 'คืนสู่สามัญ' แน่ๆ
ผู้เฒ่าเถียนถอนหายใจตามพลางกล่าวว่า "ฟังดูยุ่งยากจริงๆ แต่วงการบำเพ็ญเพียรก็เป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าสำนักไหนก็ไม่เคยใส่ใจศิษย์รับใช้หรอก พูดกันตามตรง พวกเบื้องบนไม่มองศิษย์รับใช้ว่าเป็นศิษย์ด้วยซ้ำ"
คราวนี้กู้อันขมวดคิ้วของจริง
คำพูดนี้เมื่อออกจากปากอดีตเจ้าสำนัก มันช่างฟังดูระคายหูพิลึก
"แต่ข้าได้ยินมาว่าท่านเจ้าสำนักคนใหม่มีจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นที่ยอมรับของเหล่าผู้อาวุโส บางทีเขาอาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้ อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าคนก่อน" ผู้เฒ่าเถียนกล่าวต่อ สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับคนที่ถูกพาดพิงเมื่อครู่ไม่ใช่ตัวเอง และน้ำเสียงก็ราบเรียบจนเดาไม่ออกว่ากำลังประชดประชันอยู่หรือไม่
กู้อันไม่รับมุก เขาเพียงถอนหายใจแล้วหันไปตรวจสอบสมุนไพรต่อ
ผู้เฒ่าเถียนไม่ได้เดินตามมา และกู้อันก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก เพราะขืนพูดมากไปจะดูจงใจจนเสียเรื่อง
หนึ่งชั่วยามต่อมา กู้อันเดินทางกลับมายังหุบเขาเสวียนกู่
ช่วงนี้เขาตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่นี่ หากต้องไปที่อื่นก็จะรีบไปรีบกลับภายในวันเดียว
เหล่าศิษย์ในหุบเขาต่างพากันสงสัยว่าทำไมหมู่นี้อาจารย์ถึงไม่ออกไปไหน จนกระทั่งอู้ซินและถังอวี๋กลับมาจากฝ่ายนอกและแจ้งข่าวเรื่องผู้บำเพ็ญมารลักลอบเข้ามา พวกเขาถึงได้เข้าใจ นอกจากจะตื่นตระหนกแล้ว พวกเขายังซาบซึ้งใจยิ่งนัก
อาจารย์เป็นห่วงพวกเราจริงๆ!
ตั้งแต่กู้อันไปดูแลหุบเขาโอสถที่สาม ศิษย์ทุกคนต่างรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับอาจารย์เริ่มห่างเหิน แต่ตอนนี้ความรู้สึกผูกพันเหล่านั้นได้หวนกลับมาอีกครั้ง
อู้ซินเป็นคนที่แบกรับความกดดันมากที่สุด เขาเริ่มเคี่ยวเข็ญให้ศิษย์น้องทุกคนฝึกฝนคาถาอาคม เพื่อให้แต่ละคนพอมีวิชาป้องกันตัวบ้าง
เขาถึงขั้นควักเนื้อซื้อวิชาที่สร้างเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากฝ่ายนอก แล้วแจกจ่ายให้ทุกคนฝึก
การจะฆ่าผู้บำเพ็ญมารนั้นยากเข็ญ แต่ถ้าการต่อสู้เอิกเกริกเสียงดังเข้าไว้ บางทีอาจถ่วงเวลาให้คนของฝ่ายนอกมาช่วยทัน
กู้อันไม่ได้ห้ามปราม บางทีวิกฤตครั้งนี้อาจช่วยสร้างความสามัคคีให้หุบเขาเสวียนกู่ และถือเป็นการฝึกทักษะความเป็นผู้นำของอู้ซินไปในตัว
...
หลายวันต่อมา
เย่เหยียนมาหา
เหตุผลของนางไม่ต่างจากหลี่หยา คือนางเป็นห่วงกู้อัน
ภายในเรือนรับรอง เย่เหยียนหยิบกระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ วางลงบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า "ช่วงนี้มีผู้บำเพ็ญมารเพ่นพ่าน แถมพลังบ่มเพาะยังไม่ธรรมดา กระบี่เล่มนี้มีนามว่า 'ชิงหง' ท่านพกติดตัวไว้เถอะ แม้มันจะไม่มีพลังโจมตีรุนแรง แต่มันเชื่อมโยงกับ 'กระบี่ไป๋หลิง' ของข้า หากท่านตกอยู่ในอันตราย ข้าจะรับรู้ได้ทันทีและจะรีบมาช่วยท่าน"
กู้อันได้ยินแล้วก็ยิ้มแห้งๆ "ศิษย์น้อง พลังบ่มเพาะเจ้าสูงกว่าข้าแค่ไม่กี่ขั้น อย่ามา 'แจกแต้ม' ให้ศัตรูเลยน่า!"
แจกแต้ม?
เย่เหยียนขบคิดครู่หนึ่งก็เข้าใจความหมาย นางถลึงตาใส่กู้อันแล้วแค่นเสียง "ศิษย์พี่ ถ้าต้องสู้กันจริงๆ ข้าใช้ท่าเดียวก็สยบท่านได้แล้ว อย่าเห็นข้าทำตัวน่ารักต่อหน้าท่าน แล้วคิดว่าข้าจะใจดีกับคนอื่นนะ"
"ดูท่าศิษย์น้องของข้าจะเก่งกาจจริงๆ เป็นศิษย์พี่ที่ประเมินเจ้าต่ำไป"
กู้อันหัวเราะร่าพลางหยิบกระบี่ชิงหงขึ้นมาพิจารณา
ฝักกระบี่วิจิตรบรรจง สลักลวดลายนกหงส์สยายปีกเหนือปุยเมฆดูงดงามมีมนต์ขลัง เขาชักกระบี่ออกจากฝัก แสงเย็นวาบผ่านนัยน์ตา เผยให้เห็นใบมีดเรียวยาวคมกริบ
"สวยจริงๆ ต่อไปข้าจะแขวนมันไว้ที่เอวตลอดเลย" กู้อันกล่าวด้วยรอยยิ้ม
คำพูดนั้นทำให้เย่เหยียนยิ้มแก้มปริจนตาหยี
กู้อันสังเกตว่าแม้เย่เหยียนจะไม่ได้สวยสะกดสายตาเหมือนจีเซียวอวี้หรือหลี่เสวียนอวี้ แต่มองนานๆ ก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่หยอก
เย่เหยียนนั่งลง มองกู้อันลูบคลำกระบี่ชิงหงด้วยรอยยิ้ม
จู่ๆ กู้อันก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย "ถ้าเจ้าตกอยู่ในอันตราย กระบี่ชิงหงจะส่งสัญญาณบอกกระบี่ไป๋หลิงได้หรือไม่?"
เย่เหยียนเลิกคิ้วสูง "ทำไมหรือศิษย์พี่ ท่านคิดจะมาปกป้องข้าหรือไง?"
"ฮ่าๆๆ จะเป็นไปได้ยังไง เจ้าก็รู้ว่าศิษย์พี่ไม่เคยสู้รบปรบมือกับใคร ขืนไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเจ้าเปล่าๆ"
"รู้ตัวก็ดีแล้วศิษย์พี่ ถ้าข้าเจออันตราย ท่านห้ามมาเด็ดขาดนะ"
"วางใจเถอะ ข้ามันคนกลัวตาย"
"คิกคิก ข้าก็กลัวตายเหมือนกัน ข้าไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก ข้าต้องมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีข้า ใครจะคอยดูไม่ให้ใครมารังแกศิษย์พี่ล่ะ"
"เพ้อเจ้อ ข้าอยู่มาตั้งหลายปี เคยโดนใครรังแกที่ไหน?"
"งั้นก็ขอให้ศิษย์พี่ปลอดภัยตลอดไปนะ"
...
หลังจากหลี่หยาจากไป หุบเขาเสวียนกู่ก็ไม่ประสบเหตุร้ายใดๆ อีก เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง กู้อันคำนวณเวลาแล้วเห็นว่าสมุนไพรชุดหนึ่งในหุบเขาโอสถที่สามน่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว จึงเดินทางกลับไปที่นั่น
เขาก้าวออกจากแท่นค่ายกลเคลื่อนย้าย สายตามองตรงไปยังเรือนพักของตน
มีคนอยู่ข้างใน!
เสิ่นเจิน!
กู้อันไม่ได้ตรงเข้าไปหาเสิ่นเจินทันที อย่างไรเสียในเรือนนั้นก็ไม่มีความลับอะไร นอกจากต้นฉบับนิยาย 'จอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ซึ่งนางก็ชอบอ่านอยู่แล้ว
เขาเดินเลี่ยงไปที่แปลงสมุนไพร เริ่มลงมือเก็บเกี่ยว มองดูข้อความแจ้งเตือนอายุขัยที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า มุมปากของเขาก็ยกขึ้นด้วยความเบิกบานใจ
ไม่ว่าจะบรรลุระดับพลังสูงแค่ไหน การได้เห็นตัวเลขอายุขัยเพิ่มขึ้นก็ยังเป็นความสุขที่สุดของเขาอยู่ดี
ไม่รู้ว่าถ้าสะสมอายุขัยครบหนึ่งล้านปี พลังบ่มเพาะของเขาจะพุ่งไปถึงระดับไหน
เขาเคยพลิกแผ่นดินหาข้อมูลในหอตำราฝ่ายนอก แต่ก็ไม่พบเกี่ยวกับการบรรลุเซียนเหาะเหินเดินอากาศ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่เพียงใด
ยิ่งโลกกว้างใหญ่ ระดับพลังย่อมต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ลำพังแค่สำนักไท่เสวียนก็มีจอมยุทธ์ระดับฝ่าความว่างเปล่าแล้ว ศิษย์เอกสายตรงที่ออกท่องเที่ยวคนนั้นอาจจะก้าวข้ามระดับฝ่าความว่างเปล่าไปแล้วก็ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ไร้เทียมทาน
หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรช่างยาวไกลและยากลำบากนัก
กู้อันเก็บสมุนไพรไปพลางปล่อยความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย
เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น เขาจึงเดินกลับไปยังเรือนพัก
ขณะเดินผ่านผู้เฒ่าเถียน ชายชราก็เอ่ยขึ้น "แม่นางเสิ่นคนนั้นมาหาท่านหลายครั้งแล้ว"
กู้อันพยักหน้ารับรู้แล้วเดินต่อ
ผู้เฒ่าเถียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "เรื่องที่ท่านพูดวันนั้น ข้าแจ้งให้ผู้อาวุโสกู่จงทราบแล้ว บางทีสถานการณ์ในฝ่ายนอกอาจจะดีขึ้น"
กู้อันหันกลับมายิ้มกว้าง "ท่านผู้เฒ่าเห็นไหมล่ะ ทุกคนล้วนมีประโยชน์ในแบบของตัวเอง ท่านชอบบ่นว่าจะลงโลงวันไหนก็ไม่รู้ แต่สุดท้ายท่านก็ยังช่วยชีวิตศิษย์ฝ่ายนอกนับหมื่นได้ ขอบคุณมาก"
กู้อันประสานมือคารวะ จบคำก็หันหลังเดินจากไป
ผู้เฒ่าเถียนมองตามพลางพึมพำกับตัวเอง "ทุกคนล้วนมีประโยชน์..."
อีกด้านหนึ่ง
กู้อันเดินขึ้นเรือน ผลักประตูเข้าไปก็เห็นเสิ่นเจินนั่งตวัดพู่กันอยู่ที่โต๊ะหนังสือ นางยังคงสวมชุดดำ คลุมหน้าด้วยผ้าโปร่งสีดำ ผมยาวเกล้าเป็นมวย มีปอยผมระใบหน้าดูอ่อนหวานนุ่มนวล
เสิ่นเจินไม่เงยหน้า ราวกับไม่รู้ว่ากู้อันเข้ามา
กู้อันเดินอ้อมไปด้านข้าง ชะโงกหน้าดูว่านางกำลังเขียนอะไร
ทันใดนั้น นางก็หยุดพู่กันอย่างเชื่องช้า แล้วรวบเก็บกระดาษทันที
แต่กู้อันที่เห็นเนื้อหาบางส่วนไปแล้วถึงกับหน้าตาบิดเบี้ยว อ้าปากค้างพูดไม่ออก
เสิ่นเจินลุกขึ้น ยัดกระดาษปึกนั้นใส่แขนเสื้อ แล้วเดินเลี่ยงออกไปรักษาระยะห่าง ก่อนจะยิ้มกล่าว "ข้ามาหาเจ้าตั้งหลายครั้ง ไม่อยู่สักที หุบเขาโอสถฝ่ายนอกมีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์นักหนา?"
กู้อันตอบอย่างจนใจ "ช่วงนี้ฝ่ายนอกไม่ปลอดภัย ข้าจะพาพวกศิษย์หนีไปหมดก็ไม่ได้ เลยต้องไปเฝ้าไว้ อย่างน้อยพลังบ่มเพาะข้าก็สูงกว่าพวกเขา"
ที่ยอมบอกเรื่องนี้ ก็หวังจะยืมปากนางส่งข่าวไปถึงเบื้องบน
ยิ่งมีคนพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีน้ำหนักและความหวังมากเท่านั้น
"ด้วยความสามารถระดับเจ้า อย่าว่าแต่เข้าฝ่ายในเลย จะย้ายไปอยู่เมืองหลักของสำนักไท่เสวียนก็ไม่ใช่เรื่องยาก ตั้งใจเขียนนิยายไม่ง่ายกว่าหรือ ทำไมต้องเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องจุกจิกพวกนี้?" เสิ่นเจินถามด้วยความสงสัย
กู้อันย้อนถาม "แล้วท่านเล่า เป็นถึงธิดาเทพแห่งลัทธิเต๋าสวรรค์ มีทรัพยากรล้นฟ้าที่คนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง เหตุใดไม่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่กลับมาหมกมุ่นอยู่กับดนตรี กวี และศิลปะ?"
เสิ่นเจินเงียบกริบ
กู้อันจึงหันไปจัดของบนโต๊ะ
ครู่ต่อมา เสิ่นเจินก็เปรยขึ้นอย่างซาบซึ้ง "สมกับเป็นผู้เขียนเรื่อง 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' จริงๆ ในโลกนี้มีแค่เจ้าที่เข้าใจข้า ถ้าเจ้าตายไป นอกจากข้าจะไม่มีนิยายอ่านแล้ว ข้าคงเสียสหายรู้ใจไปอีกคน"
"ไม่ได้การ จะปล่อยเจ้าตายไม่ได้ ข้าจะบอกความลับข้อหนึ่งให้เจ้าฟัง"
นางสะบัดแขนเสื้อปิดประตูห้องฉับพลัน ยันต์หลายแผ่นพุ่งออกจากแขนเสื้อไปแปะผนึกตามประตูหน้าต่างจนแน่นหนา
กู้อันมองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความลับอะไรจะช่วยชีวิตเขาได้?
"มีคนในสำนักไท่เสวียนต้องการฝึกวิชามาร เพื่อทะลวงระดับพลังให้สูงขึ้นสำหรับรับมือกับ 'มหาภัยพิบัติปีศาจ' ในอนาคต แต่วิชานี้จะได้ผลหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ ดังนั้นเมืองฝ่ายนอกของพวกเจ้าจึงกลายเป็นหนูทดลอง เรื่องนี้ทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ เพราะจะเสียชื่อสำนักฝ่ายธรรมะ พวกเขาเลยอ้างเรื่องจับกุมผู้บำเพ็ญมารเพื่อบังหน้า" เสิ่นเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กู้อันขมวดคิ้ว "ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?"
"เพราะลัทธิเต๋าสวรรค์ก็กำลังทดลองเรื่องนี้เช่นกัน เสียสละศิษย์ระดับล่างส่วนหนึ่ง เพื่อแลกกับความอยู่รอดของสำนักสืบไป นับเป็นคุณูปการชั่วลูกชั่วหลาน"
กู้อันฟังแล้วรู้สึกคลื่นไส้ในใจ
"วิชามารบ้าบออะไรต้องสังเวยศิษย์ตัวเอง?" กู้อันซักไซ้
"คนเราเกิดมา การบำเพ็ญเพียรแม้จะบอกว่าฝืนลิขิตสวรรค์ แต่ยิ่งระดับสูงขึ้น ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงชะตากรรม วิชามารนี้มีไว้เพื่อให้จอมยุทธ์ที่ติดคอขวดทำลายชะตากรรมนั้น เอาเป็นว่า เจ้าทิ้งหุบเขาฝ่ายนอกนั่นเสียเถอะ อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ ที่พวกเขายังไม่แตะต้องเจ้าเพราะเจ้าคือ 'พานอัน' นักเขียนชื่อดัง พวกเขากลัวเจ้าเขียนแฉเลยไม่กล้าบอกความจริง... อ้อ อย่าไปบอกใครเชียวว่าข้าเล่าให้ฟัง"
คำพูดของเสิ่นเจินทำให้กู้อันนิ่งเงียบ
เส้นแบ่งระหว่างธรรมะและอธรรม กลายเป็นเรื่องตลกร้ายไปในบัดดล
เสิ่นเจินยิ้มตาหยีพลางถามว่า "จริงสิ เมื่อครู่เจ้าแอบอ่านนิยายของข้าแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?"
กู้อันได้ยินคำถาม สีหน้าก็กลับมาพิลึกพิลั่นอีกครั้ง เขากล่าวเสียงเข้ม "ความจริง 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ก็มีข้อบกพร่องนะ บางอย่างท่านไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ตามก็ได้"
"ทำไมจะไม่ได้? นั่นคือการปะทะกันที่สมจริงที่สุด สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้ดีที่สุดเชียวนะ"
"ท่านจะเขียนให้ได้เลยใช่ไหม?"
"อืม"
"งั้นเปลี่ยนชื่อพระเอกเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ 'กู้อัน' ได้หรือไม่?"
บทที่ 62 เตรียมทะลวงด่าน และค่ายกลกระบี่ประหารเซียน
"กลัวอะไร ในหล้านี้คนชื่อกู้อันมีตั้งเยอะแยะ ข้าไม่เหมือนเจ้านะที่มั่วชื่อตัวละครขึ้นมาได้ดื้อๆ ข้าต้องรู้สึกยอมรับในตัวคนคนนั้นก่อนถึงจะเขียนเรื่องราวออกมาได้ และในสายตาข้า เจ้าเหมาะกับบทพระเอกที่สุด เท่าที่ข้ารู้จักเจ้ามา ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเจ้าคือพลังบ่มเพาะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน"
เสิ่นเจินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่กู้อันฟังแล้วคิ้วกระตุกยิกๆ
นี่ชมหรือด่า?
ฟังยังไงก็เหมือนกำลังดูถูกกันชัดๆ!
ถ้าข้าโชว์พลังที่แท้จริงให้ดู พ่อเจ้าก็อาจจะสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!
กู้อันพยายามเกลี้ยกล่อม แต่นางก็หัวรั้นไม่ยอมเปลี่ยนชื่อพระเอกท่าเดียว
สุดท้าย เสิ่นเจินยื่นข้อเสนอจะให้คัมภีร์ลับแลกกับสิทธิ์การใช้ชื่อ เขาจึงจำใจต้องตกลง
เมื่อเสิ่นเจินจากไป กู้อันก็นั่งอ่านคัมภีร์ที่ได้มาในเรือนพัก
เคล็ดวิชาเสียงลึกลับ (เสวียนอินเจวี๋ย)!
มันคือวิชาสายคลื่นเสียง สามารถทำลายอวัยวะภายในของคู่ต่อสู้ และสร้างภาพหลอนรบกวนประสาทสัมผัสได้ ครบเครื่องทีเดียว
กู้อันกำลังขาดวิชาประเภทนี้อยู่พอดี เก็บไว้ฝึกทีหลังได้
เขาอ่านเคล็ดวิชาเสียงลึกลับจนจบหนึ่งรอบ เก็บลงถุงสมบัติ แล้วลุกเดินออกจากห้อง
...
หนึ่งเดือนต่อมา
กู้อันเดินทางมายังเมืองฝ่ายนอก เขาแวะไปที่หอโอสถเพื่อส่งมอบผลผลิตประจำปี
ผู้อาวุโสจูชิงลู่ออกมาต้อนรับ กู้อันสังเกตเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายดูอิดโรย และมีไอปีศาจจางๆ ไหลเวียนอยู่ในร่าง เช่นเดียวกับลู่จิ่วเจี่ย
"ผู้อาวุโสจู สีหน้าท่านดูไม่สู้ดี เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ?" กู้อันเอ่ยถาม
เขาไม่รู้ว่าวิชามารของฝ่ายนอกฝึกกันอย่างไร มีคนหายสาบสูญไปก็จริง แต่การมาเมืองฝ่ายนอกครั้งนี้ เขาพบว่าศิษย์จำนวนมากมีไอปีศาจซ่อนอยู่ในกาย และส่วนใหญ่เป็นศิษย์ประจำหอต่างๆ ไม่ใช่ศิษย์ทั่วไป
จะเป็นเพราะสมยอมหรือถูกวางยา เขาไม่อาจฟันธงได้ และเสิ่นเจินก็ไม่ได้บอกรายละเอียด
จูชิงลู่ยิ้มตอบ "แค่ฝึกหนักไปหน่อย ไม่เป็นไรหรอก เจ้ามีหุบเขาโอสถที่ฝ่ายในแล้วไม่ใช่รึ รีบย้ายไปเถอะ อย่ามัวโอ้เอ้อยู่ที่ฝ่ายนอกเลย ช่วงนี้ผู้บำเพ็ญมารอาละวาด ข้างนอกอันตรายเกินไป"
กู้อันลองหยั่งเชิงถาม "ใครๆ ก็บอกข้าว่าฝ่ายนอกอันตราย ถ้ามันอันตรายขนาดนั้น ทำไมเบื้องบนถึงไม่ส่งคนมาปราบมารให้สิ้นซากล่ะขอรับ?"
"แล้วก็... พื้นที่ก่อสร้างกลางเมืองนั่นคืออะไรหรือขอรับ? กินที่ไปตั้งหนึ่งในสี่ของเมืองแล้ว"
ตอนเพิ่งมาถึงเมือง เขาเห็นศิษย์จำนวนมากกำลังปูพื้นด้วยหินพิเศษที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณ
มองมุมไหน มันก็เหมือนแท่นบูชายัญขนาดยักษ์ชัดๆ
จูชิงลู่ตอบแบบขอไปที "เบื้องบนย่อมมีเหตุผลของเบื้องบน เราคาดเดาไม่ได้หรอก สิ่งที่ทำได้คือรักษาชีวิตตัวเองให้ดี ส่วนสิ่งที่สร้างกลางเมืองนั่นคือฐานค่ายกล เอาไว้ปกป้องฝ่ายนอกในภายภาคหน้า"
ดูจากท่าทางแล้ว กู้อันรู้สึกสังหรณ์ใจว่าตาแก่นี่ไม่ใช่คนดี เผลอๆ จะรู้วงในและได้รับผลประโยชน์ด้วยซ้ำ
กู้อันไม่เซ้าซี้ต่อ พูดคุยตามมารยาทอีกไม่กี่คำก็ขอตัวลา
เดินออกมาจากหอโอสถ กู้อันยืนอยู่บนถนน มองไปยังแท่นค่ายกลที่กำลังก่อสร้างไกลๆ
ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝน เมืองฝ่ายนอกที่เคยคึกคักและสว่างไสว บัดนี้กลับดูหม่นหมองราวกับดินแดนปีศาจ
กู้อันยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกรูผ่านถนน ชายเสื้อของเขาพลิ้วไหว กระบี่ชิงหงที่เอวสั่นไหวเบาๆ ปลอกกระบี่สะท้อนแสงเย็นยะเยือก
หลังจากออกจากเมืองฝ่ายนอก กู้อันก็ตระเวนไปดูแลถ้ำฝึกตนตามหน้าที่
เมื่อมาถึงถ้ำของหลี่เสวียนอวี้ เขาก็พบว่านางอยู่ข้างใน
"จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องมาแล้ว ข้าต้องย้ายเข้าฝ่ายใน นี่คือค่าตอบแทนของเจ้า" หลี่เสวียนอวี้นั่งอยู่ที่โต๊ะ นางสะบัดมือขวา กองหินวิญญาณก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
กู้อันรีบประสานมือคารวะ แล้วกวาดหินวิญญาณลงถุงสมบัติอย่างรวดเร็ว
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังเตรียมกลับทันที
หลี่เสวียนอวี้มองแผ่นหลังของเขาแล้วถามขึ้นลอยๆ "ได้ยินว่าเพลงเตะเจ้าเจ๋งมาก?"
กู้อันชะงักฝีเท้า หันกลับไปตอบ "ศิษย์พี่หลี่หยาบอกหรือขอรับ เพลงเตะข้าเทียบเขาไม่ติดหรอก"
ก่อนหน้านี้ตอนหลี่หยาไปพักที่หุบเขาเสวียนกู่ เห็นถังอวี๋ฝึก 'บาทาวายุสลาย' เลยได้รู้เรื่องวีรกรรมที่กู้อันเคยใช้ท่านี้สยบเมิ่งลั่ง
ไม่นึกว่าหมอนั่นจะคาบข่าวมาบอกหลี่เสวียนอวี้เร็วขนาดนี้...
"อืม ข้าก็แค่ถามดู"
หลี่เสวียนอวี้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ "ข้าจะรอวันที่เจ้าได้เข้าฝ่ายใน ถึงตอนนั้นเราค่อยมาประลองกัน"
กู้อันทำหน้าปุเลี่ยน รีบปฏิเสธ "ข้าจะไปกล้าประลองกับศิษย์พี่ได้ยังไง ชาตินี้ข้าคงตามท่านไม่ทันหรอกขอรับ"
"กลับไปซะ"
หลี่เสวียนอวี้ไม่ต่อความยาวสาวความยืด นางไล่แขกทันที
กู้อันจึงต้องจำใจจากมา
ออกจากถ้ำของนางแล้ว กู้อันไม่ได้รู้สึกกดดันอะไร
ตราบใดที่เขา 'หน้าด้าน' ปฏิเสธหัวชนฝา หลี่เสวียนอวี้จะทำอะไรเขาได้?
...
ดึกสงัด กู้อันเคลื่อนไหวอยู่ในป่าลึก ช่วงบ่ายเขาบอกอู้ซินไว้แล้วว่าจะออกไปทำธุระ กลับมาอีกทีพรุ่งนี้
สาเหตุที่ต้องบอกล่วงหน้า เพราะเขาเตรียมจะทะลวงด่านพลัง
การเลื่อนระดับย่อมก่อให้เกิดปรากฏการณ์เอิกเกริก หากลูกศิษย์มาตามหาแล้วไม่เจอตัว อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้
ตั้งแต่ไปเมืองฝ่ายนอกมา กู้อันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ผู้มีอำนาจฝึกวิชามาร ลูกหลานตระกูลใหญ่พากันหนีออกจากฝ่ายนอก สัญญาณเหล่านี้ทำให้เขากังวล
แม้พลังบ่มเพาะระดับฝ่าความว่างเปล่าขั้นเก้าจะแข็งแกร่ง แต่ในสำนักไท่เสวียนก็มีตัวตนระดับนี้อยู่ ดังนั้นหลังจากชั่งใจอยู่หลายวัน กู้อันจึงตัดสินใจว่าต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกขั้นใหญ่ๆ ให้ได้ก่อน
อย่างมากก็แค่ฟังก์ชัน 'สะสมอายุขัยหนึ่งล้านปี' เลื่อนเวลาปลดล็อกออกไปอีกสักปี!
คราวนี้เขาเดินทางออกมาไกลมาก วิ่งฝ่าความมืดกว่าสามร้อยลี้ มาหยุดอยู่ในป่าทึบแห่งหนึ่ง สาเหตุที่หยุด เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับวิญญาณแรกกำเนิดสองสาย และหนึ่งในนั้นเขาคุ้นเคยดี
จั่วอีเจี้ยน!
จอมกระบี่คลั่งแห่งทะเลสาบชาง ผู้ที่เคยมานั่งตากลมบรรลุวิชากระบี่แถวหุบเขาเสวียนกู่ แล้วโดนกู้อันในคราบ 'เซียนกระบี่ใบไม้บิน' สั่งสอนจนบาดเจ็บ หลังจากนั้นกู้อันก็เจอเขาอีกครั้งที่จวนตระกูลจี
กู้อันกดกลิ่นอายของตนจนมิดชิด ไม่กลัวว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดจะจับสัมผัสได้
ห่างออกไปไม่กี่ลี้ เหนือน่านฟ้าป่าเขา จั่วอีเจี้ยนในชุดสีน้ำเงินยืนหยัดอยู่กลางอากาศ รายล้อมด้วยกระบี่วิเศษห้าเล่มที่หมุนวนรอบกาย แผ่รังสีแห่งผู้ฝึกกระบี่ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
คู่ต่อสู้ของเขาคือชายร่างยักษ์ในชุดคลุมดำตัวโคร่ง คิ้วดกตาโปน ใบหน้าเหลี่ยมดุดัน ถือไม้เท้าขนาดยาว ชุดคลุมดำสะบัดพริ้วตามแรงลม กลิ่นอายอำมหิตกดดันจนป่าไม้เบื้องล่างเอนลู่ไปด้านข้าง
"จั่วอีเจี้ยน เจ้าไม่อยู่ฝ่ายในอ่านหนังสือดีๆ จะมาขวางข้าทำไม?" ชายชุดดำถามเสียงเย็น
จั่วอีเจี้ยนสีหน้าตายด้าน ตอบกลับ "เฉินเสวียนจิ้น ท่านเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ฝ่ายนอก กลับฝึกวิชามาร ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก ไม่ใช่ข้าขวางท่าน แต่ท่านทำชั่วมากเกินไป ข้าจึงมาลงทัณฑ์แทนสวรรค์"
เฉินเสวียนจิ้นได้ยินดังนั้นก็ระเบิดหัวเราะเย้ยหยัน
"เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าทำงานให้ใคร?" เฉินเสวียนจิ้นแค่นเสียง ก่อนจะกระแทกไม้เท้าลงบนอากาศ ปลายไม้เท้าเปล่งแสงสีม่วงเป็นวงคลื่น อักขระสีม่วงก่อตัวเป็นค่ายกลซับซ้อนพิสดาร กินอาณาเขตกว้างกว่าร้อยวา
เมื่อขอบเขตค่ายกลจะกระทบจั่วอีเจี้ยน เจตจำนงกระบี่ที่มองไม่เห็นก็พุ่งเข้าต้านทาน หากมองจากมุมสูง จะเห็นว่าขอบวงแหวนแสงสีม่วงนั้นแหว่งไปส่วนหนึ่ง
"ข้าย่อมรู้ดี ข้าจัดการเขาไม่ได้ แต่ข้าจัดการท่านได้ ฆ่าท่านเสีย ต่อให้ผู้อาวุโสใหญ่คนใหม่จะชั่วร้ายเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยช่วงนี้ข้าก็คุ้มครองศิษย์ฝ่ายนอกได้บ้าง"
จั่วอีเจี้ยนกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กระบี่ทั้งห้าเล่มรอบกายพุ่งออกจากฝัก แสงกระบี่สว่างวาบไปทั่วราตรี
"เจ้าคิดจะฆ่าข้า?"
เฉินเสวียนจิ้นเหมือนได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในชีวิต ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว กลิ่นอายระเบิดออก ลมกรรโชกแรงจนป่ารอบรัศมีสิบลี้สั่นสะเทือนเลือนลั่น
จั่วอีเจี้ยนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลง
"ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นหนึ่งอย่างเจ้า จะฆ่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นเก้าอย่างข้าได้งั้นรึ? จั่วอีเจี้ยน เจ้าคิดว่ามีอาจารย์หนุนหลัง แล้วข้าจะไม่กล้าฆ่าเจ้าหรือไง?"
"ในเมื่อเจ้าเลือกเดินเส้นทางแห่งอำนาจ แต่ไม่รู้จักกลมกลืนไปกับโลก เจ้าเองนั่นแหละที่ผิด! ช่วยศิษย์สวะไม่กี่คน เทียบกับการกอบกู้ราชวงศ์ไท่ชางทั้งมวล อะไรสำคัญกว่ากัน ถ้าเรื่องแค่นี้เจ้ายังคิดไม่ได้ ก็เสียชาติเกิดแล้ว!"
เฉินเสวียนจิ้นยืนผงาด กลิ่นอายกดดันเงากระบี่ของจั่วอีเจี้ยนจนกระบี่ทั้งห้าเล่มสั่นระริก
"ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย กลับใจตอนนี้ยังทัน กลับไปนอนกอด 'ตำนานสถาปนาเทวดา' ของเจ้าซะ หรือจะเลือกความตาย" ไม้เท้าในมือเฉินเสวียนจิ้นปลดปล่อยไอปีศาจมหาศาล ก่อตัวเป็นมังกรทมิฬขนาดยักษ์พันรอบกาย
จั่วอีเจี้ยนสูดหายใจลึก กล่าวว่า "ในเมื่อท่านเอ่ยถึงตำนานสถาปนาเทวดา ท่านรู้จัก 'ค่ายกลกระบี่ประหารเซียน' หรือไม่?"
ค่ายกลกระบี่ประหารเซียน!
เฉินเสวียนจิ้นชะงัก สีหน้าตื่นตะลึง
กู้อันที่แอบดูอยู่ไกลๆ ก็สะดุ้งเช่นกัน
"หนึ่งปราณแยกสามเทพพิสดารล้ำ วิชาในกาบรรจุจักรวาล..."
จั่วอีเจี้ยนร่ายคาถา กระบี่รอบกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แล้วกระจายตัวออกไปตั้งค่ายกล จิตสังหารพุ่งทะยานเสียดฟ้า
กู้อันที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ถึงกับอ้าปากค้าง
อ่านนิยายแล้วบรรลุวิชาได้ด้วยเหรอ?
ไอ้หมอนี่มันอัจฉริยะหรือไง?
เฉินเสวียนจิ้นเองก็ตกใจ รีบชิงลงมือก่อน
มหาศึกปะทุขึ้น!
ฟ้าถล่มดินทลาย ป่าไม้พังพินาศ
กู้อันยืนนิ่งใต้ต้นไม้ไม่ไหวติง นัยน์ตาสะท้อนแสงกระบี่วูบวาบ จ้องมองร่างของจั่วอีเจี้ยนเขม็ง
สิบอึดใจผ่านไป
การต่อสู้จบลง
กู้อันถอนหายใจโล่งอก
ตกใจหมด!
กู้อันนึกว่าจั่วอีเจี้ยนจะบรรลุค่ายกลกระบี่ประหารเซียนจากนิยายได้จริงๆ
ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่าตำนานสถาปนาเทวดาเป็นเรื่องจริงน่ะสิ บรรลัยล่ะทีนี้!
วิชาที่จั่วอีเจี้ยนใช้เป็นเพียงวิชากระบี่ที่คิดค้นขึ้นเอง แม้จะทรงพลังจนต้านทานระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นเก้าได้ แต่ก็ยื้อไว้ได้ไม่นาน
เมฆหมอกบนฟ้าแตกกระจาย ภูเขาและป่าไม้กลายเป็นที่รกร้าง ฝุ่นควันฟุ้งตลบ
เฉินเสวียนจิ้นลอยตัวอยู่กลางอากาศ หอบหายใจถี่ ใบหน้ายังคงมีความหวาดหวั่นหลงเหลืออยู่ เขาก้มมองกลุ่มควันเบื้องล่าง
เขาสัมผัสได้ว่าจั่วอีเจี้ยนยังไม่ตาย คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความลังเล
ใจจริงอยากฆ่าจั่วอีเจี้ยนให้รู้แล้วรู้รอด แต่สติเตือนว่าขืนฆ่าไป ปัญหาใหญ่จะตามมาแน่
แม้เขาจะเป็นถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิด แต่ในสำนักไท่เสวียน เขาก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศดังสนั่น เฉินเสวียนจิ้นหันขวับไปมอง รูม่านตาขยายกว้างด้วยความตื่นตระหนก
แสงเย็นยะเยือกสายหนึ่งพุ่งมาจากขอบฟ้า แหวกฝ่าฝุ่นควันและใบไม้นับไม่ถ้วน ราวกับกระบี่แห่งกาลเวลาที่พุ่งเข้าใส่
จั่วอีเจี้ยนที่นอนจมกองเลือดอยู่ในซากปรักหักพังรู้สึกถึงบางอย่าง จึงลืมตาขึ้น ฝุ่นควันเหนือร่างถูกแหวกออก ท้องฟ้ายามค่ำคืนสะท้อนในดวงตา ในความมืดมิดนั้น มีแสงสว่างจุดหนึ่งเจิดจรัสตา
"เป็นเขา..."
จั่วอีเจี้ยนเบิกตากว้าง มองดูใบไม้ที่ห่อหุ้มด้วยปราณกระบี่ พุ่งทะลวงอกเฉินเสวียนจิ้นจนทะลุ เลือดสาดกระเซ็นเปื้อนท้องนภายามราตรี
วินาทีนี้ จั่วอีเจี้ยนถึงได้เข้าใจ
เมื่อครั้งก่อน 'เซียนกระบี่ใบไม้บิน' ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายเขา แต่เป็นการชี้แนะต่างหาก มิเช่นนั้นเขาจะรอดชีวิตมาได้อย่างไร?
บัดนี้เซียนกระบี่ผู้นั้นลงมือช่วยชีวิตเขาอีกครั้ง ความรู้สึกทั้งดีใจและละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก
ผู้อาวุโสท่านนี้... คือใครกันแน่?
บทที่ 63 ทะลวงระดับผสานกาย!
หลังจากใบไม้ที่อัดแน่นด้วยปราณกระบี่พุ่งทะลวงอกเฉินเสวียนจิ้น พลังวิญญาณในกายของเขาก็แตกซ่าน นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความหวาดผวาจนขวัญหนีดีฝ่อ
เขาไม่รอช้า รีบถอดวิญญาณแรกกำเนิดออกจากร่างแล้วเหาะหนีไปสุดขอบฟ้าทันที
ท่ามกลางป่าเขาที่สั่นไหว กู้อันยืนมองเฉินเสวียนจิ้นหนีไปอย่างใจเย็น เขาจงใจไม่ลงมือสังหาร เพราะฆ่าไปก็ได้อายุขัยแค่ยี่สิบสามสิบปี สู้ปล่อยมันกลับไปข่มขวัญคนที่อยู่เบื้องหลังยังคุ้มเสียกว่า
ต่อให้ฆ่าเฉินเสวียนจิ้นทิ้ง เดี๋ยวก็มีคนใหม่มารับตำแหน่งแทน เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุชัดๆ
แต่ถ้าขู่แล้วยังไม่กลัว ยังกล้ามาวุ่นวายกับหุบเขาเสวียนกู่ของเขาอีก ถึงตอนนั้นกู้อันคงต้องลงมือถอนรากถอนโคนด้วยตัวเอง
ภายใต้ความมืดมิด แววตาของกู้อันเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ เขาหันหลังกลับแล้วเลือนหายไปในป่าลึกอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางซากปรักหักพัง
จั่วอีเจี้ยนตะเกียกตะกายอยู่นานกว่าจะยันกายลุกขึ้นยืนได้ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและฝุ่นโคลน ดูอนาถยิ่งนัก เขาตะโกนเรียกหาผู้อาวุโสสุดเสียง แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ ณ ตรงนั้น
อีกด้านหนึ่ง กู้อันเร่งความเร็วเต็มพิกัด พริบตาเดียวก็เดินทางไกลกว่าพันลี้ ก่อนจะหยุดลง
เขายังคงซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบ กู้อันสะบัดชายเสื้อนั่งขัดสมาธิพิงต้นไม้ใหญ่ แล้วเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู
เมื่อเห็นตัวเลขอายุขัยกว่าแสนปี เขาก็สูดหายใจเข้าลึก
ระดับฝ่าความว่างเปล่าเวลาจะผ่านด่านเคราะห์กรรม ไม่รู้ต้องล้มเหลวกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
แต่เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้ง วันนี้เขาต้องทะลวงด่านให้ได้!
ไม่อย่างนั้นเขานอนไม่หลับเพราะระแวงความปลอดภัยของตัวเอง!
ประเดิมด้วยหนึ่งหมื่นปีไปเลย!
[ท่านใช้อายุขัย 10,000 ปี เพื่อทำการจำลองการบำเพ็ญเพียร]
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 100 ปี ท่านใช้วิชาไม้หยางบรรพกาลขั้นสูงฝืนทะลวงระดับผสานกาย เริ่มเข้าสู่ด่านเคราะห์กรรม ท่านมิอาจต้านทานทัณฑ์สวรรค์อัสนีห้าลักษณ์ การฝ่าด่านล้มเหลว]
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 400 ปี ท่านใช้วิชาไม้หยางบรรพกาลขั้นสูงฝืนทะลวงระดับผสานกาย เริ่มเข้าสู่ด่านเคราะห์กรรม ท่านมิอาจต้านทานทัณฑ์สวรรค์อัสนีห้าลักษณ์ การฝ่าด่านล้มเหลว]
...
ความล้มเหลวเด้งขึ้นมารัวๆ!
ใช้เวลาตั้งสามร้อยปีถึงจะเริ่มฝ่าด่านเคราะห์กรรมได้สักครั้ง!
มิน่าเล่าพวกสำนักไท่เสวียนถึงต้องดิ้นรนฝึกวิชามารเพื่อฝืนลิขิตสวรรค์ ระดับนี้มันยากบรรลัยจริงๆ
หลังจากล้มเหลวติดต่อกันสิบครั้ง หัวใจของกู้อันเริ่มสั่นไหว
มันจะยากอะไรขนาดนี้?
เขามีทั้งวิชาบาทาไร้ขอบเขตไร้เงาเสวียนเทียน วิชามหาความเปลี่ยนแปลงหยินหยาง แถมยังมีเสินทงอีกตั้งสองอย่าง แค่นี้ยังฝ่าด่านไม่ได้อีกเรอะ?
กู้อันสังเกตว่าทัณฑ์สวรรค์ที่เขาเจอส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้งห้า หรือว่าทัณฑ์สวรรค์ของเขามันโหดหินกว่าชาวบ้าน?
ตอนอยู่ระดับแก่นทองคำ หลี่หยาเคยบอกว่าทัณฑ์สวรรค์มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และเคล็ดวิชาของแต่ละคน
แววตาของกู้อันฉายแววมุ่งมั่น
ต่อให้ยากแค่ไหนก็ต้องทำให้ได้!
สวรรค์ย่อมไม่ทอดทิ้งคน 'เติมทรู' ด้วยอายุขัย!
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 5,400 ปี ท่านใช้วิชาไม้หยางบรรพกาลขั้นสูงฝืนทะลวงระดับผสานกาย เริ่มเข้าสู่ด่านเคราะห์กรรม ท่านมิอาจต้านทานทัณฑ์สวรรค์อัสนีห้าลักษณ์ การฝ่าด่านล้มเหลว]
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 5,700 ปี ท่านใช้วิชาไม้หยางบรรพกาลขั้นสูงฝืนทะลวงระดับผสานกาย เริ่มเข้าสู่ด่านเคราะห์กรรม ท่านมิอาจต้านทานทัณฑ์สวรรค์อัสนีห้าลักษณ์ การฝ่าด่านล้มเหลว]
...
ข้อความแจ้งเตือนความล้มเหลวยังคงไหลมาเป็นน้ำตก!
กู้อันรีบเหลือบมองหน้าต่างสถานะ เห็นตัวเลขอายุขัยที่เหลืออยู่ก็พอใจชื้นขึ้นมาบ้าง
กระสุนดินดำเขายังมีอีกเพียบ!
ทว่า จนกระทั่งครบหนึ่งหมื่นปี เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
จิตใจของกู้อันแทบจะพังทลาย เขาตัดสินใจทุ่มลงไปอีกหนึ่งพันสองร้อยปีทันที
ล้มเหลว!
ล้มเหลว!
ล้มเหลว!
ล้มเหลว!
กู้อันตาแดงก่ำด้วยความโมโห ยัดอายุขัยลงไปอีกหนึ่งพันสองร้อยปี
ล้มเหลว!
ล้มเหลว!
สำเร็จ!
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 900 ปี ท่านใช้วิชาไม้หยางบรรพกาลขั้นสูงฝืนทะลวงระดับผสานกาย เริ่มเข้าสู่ด่านเคราะห์กรรม ท่านสามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์อัสนีห้าลักษณ์ การฝ่าด่านสำเร็จ ท่านบรรลุระดับผสานกายขั้นที่ 1]
[ท่านรวบรวมลมปราณบำเพ็ญเพียร 1,200 ปี พลังบ่มเพาะของท่านเพิ่มพูนขึ้น]
สำเร็จแล้วโว้ย!
กู้อันถอนหายใจยาวเหยียด นี่ล่อไปตั้งหนึ่งหมื่นสองพันสี่ร้อยปีถึงจะผ่าน!
แม้อายุขัยที่ใช้ในการจำลองจะสิ้นเปลืองกว่าการฝึกจริง แต่มันก็สร้างแรงกดดันให้เขาไม่น้อย
แค่ระดับผสานกายยังขนาดนี้ ระดับต่อไปมิต้องรากเลือดหรือ?
แต่พอลองคิดอีกมุม ด้วยพรสวรรค์กากๆ ดั้งเดิมของเขา การมาถึงระดับผสานกายได้ก่อนอายุห้าสิบปี มันคือเรื่องมหัศจรรย์พันลึกขนาดไหน?
ที่เสียไปมันก็แค่ตัวเลข ไม่ใช่ชีวิตจริงสักหน่อย!
กู้อันปรับอารมณ์ให้คงที่ กางอาณาเขตอายุขัยครอบคลุมพื้นที่ เตรียมตัวรับพลังพลังบ่มเพาะที่เพิ่มขึ้น
พื้นดินเริ่มมีไอวิญญาณเอ่อล้นออกมา มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ไม่ถึงสามอึดใจ ผืนดินก็กลายเป็นระลอกคลื่นสีเขียวขจี อันเกิดจากปราณธาตุไม้เข้มข้น
ไอวิญญาณเหล่านั้นพุ่งเข้าสู่ร่างของเขา ก่อเกิดพายุหมุนวนรอบกาย
ความรุนแรงเริ่มทวีคูณ!
กู้อันสัมผัสได้ว่าแรงกระเพื่อมครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ แม้จะดูเหมือนเลื่อนขึ้นมาแค่ขั้นเดียว แต่ปริมาณพลังงานที่ใช้เทียบกับระดับก่อนหน้าไม่ได้เลย
ขณะที่ไอวิญญาณไหลเข้าสู่ร่าง พลังบ่มเพาะของกู้อันก็พุ่งทะยาน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระดับผสานกายผุดขึ้นในสมอง ราวกับเขาได้ผ่านการฝึกฝนมายาวนานนับหมื่นปีจริงๆ
...
เมืองฝ่ายนอก
ภายในจวนแห่งหนึ่ง วิญญาณแรกกำเนิดของเฉินเสวียนจิ้นลอยอยู่หน้าโต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียด สายตาจับจ้องไปที่กระจกทองแดงโบราณตรงหน้า
ไม่นานนัก เงาสะท้อนในกระจกก็ปรากฏเป็นใบหน้าเลือนราง พร้อมเสียงราบเรียบดังออกมา "ดึกป่านนี้ มีเรื่องอันใด?"
"ข้าเกือบถูกเซียนกระบี่ใบไม้บินฆ่าตาย... แถมจั่วอีเจี้ยนยังเข้ามาขัดขวางแผนการใหญ่ของเรา!" เฉินเสวียนจิ้นกัดฟันกรอด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บใจระคนหวาดกลัว
ตอนที่ถูกใบไม้นั้นทะลวงร่าง เฉินเสวียนจิ้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายอย่างแท้จริง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังตัวสั่นไม่หาย
ถ้ารู้ตัวช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ป่านนี้คงได้ดับสูญไปแล้ว!
คนในกระจกเงียบไปครู่หนึ่ง
เฉินเสวียนจิ้นไม่กล้ารบกวน ได้แต่รอคอยอย่างสงบ
สักพัก เฉินเสวียนจิ้นเหมือนสัมผัสอะไรได้ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ไอวิญญาณกำลังจมดิ่งอีกแล้ว!"
เฉินเสวียนจิ้นรีบรายงาน สายตาระแวงมองไปที่ประตู ราวกับกลัวว่าเซียนกระบี่ใบไม้บินจะบุกเข้ามาเชือด
"พรุ่งนี้ ข้าจะไปฝ่ายนอกด้วยตัวเอง!"
คนในกระจกกล่าวจบ ภาพก็ตัดไป
เฉินเสวียนจิ้นหันมองออกไปนอกหน้าต่าง เมฆดำเริ่มบดบังดวงจันทร์ ราวกับลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา ความหวาดหวั่นในใจเขายิ่งทวีคูณ
ไม่ใช่แค่เขาที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ทั่วทั้งเมืองฝ่ายนอกต่างแตกตื่น ศิษย์จำนวนมากเริ่มเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า
ช่วงนี้มีทั้งข่าวผู้บำเพ็ญมารอาละวาด มีคนหายตัวไป แล้วจู่ๆ คืนนี้ไอวิญญาณก็เกิดวิปริต ใครบ้างจะไม่ตื่นตูม?
เย่เหยียนกำลังมุ่งหน้าไปยังหอคุมกฎ ระหว่างทางสวนกับลู่จิ่วเจี่ยที่ขี่กระบี่สวนมา ทั้งสองหยุดชะงัก
ลู่จิ่วเจี่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นเย่เหยียนก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป
เย่เหยียนถามหน้านิ่ง "ฝีมือพวกท่านอีกแล้วหรือ?"
ลู่จิ่วเจี่ยส่ายหน้า "ไม่ใช่ หอปราบมารสั่งเฝ้าระวังภัยแล้ว ครั้งนี้อาจเป็นผู้บำเพ็ญมารบุกจริง"
"จริงงั้นรึ?" เย่เหยียนถามเสียงสูงเชิงเย้ยหยัน
ลู่จิ่วเจี่ยขมวดคิ้ว
เย่เหยียนถามต่อ "ศิษย์พี่ลู่ ท่านคิดว่าเส้นทางที่ท่านเลือกมันถูกแล้วจริงๆ หรือ? พวกเขาทารุณกับศิษย์คนอื่นได้ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งคมมีดนั้นจะไม่หันมาหาพวกท่าน?"
ลู่จิ่วเจี่ยย้อนถาม "ถ้าไม่เลือกทางนี้ แล้วจะให้ไปทางไหน? ให้เหมือนเจ้า ไปสังกัดหอคุมกฎที่เสี่ยงจะโดนยุบวันยุบคืนน่ะหรือ?"
ทั้งสองจ้องตากันอย่างดุเดือด
สุดท้ายต่างคนต่างแยกย้ายโดยไม่มีคำพูดอาฆาตใดๆ หลุดออกมา
...
เมฆดำหมุนวน ท้องฟ้ายามราตรีปรากฏวังวนขนาดยักษ์ดูน่าเกรงขาม ป่าเขาเบื้องล่างกระเพื่อมไหวราวกับคลื่นทะเล บรรยากาศกดดันถึงขีดสุด
ในป่าลึก ณ มุมมืดที่ไม่มีใครสังเกตเห็น กู้อันยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม พลังบ่มเพาะของเขายังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด จนป่านนี้ยังไม่เข้าสู่ระดับผสานกายอย่างสมบูรณ์
พลังวิญญาณที่ระดับผสานกายต้องการนั้นมหาศาลเกินกว่าที่กู้อันคาดไว้มาก
ขนาดแค่จำลองยังขนาดนี้ ถ้าต้องฝ่าด่านในโลกความเป็นจริงจะน่ากลัวขนาดไหน?
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการล้มเหลวในระบบจำลองเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะในชีวิตจริง พลาดครั้งเดียวคือ 'เกมโอเวอร์'
กู้อันสัมผัสพลังที่พุ่งพล่านในกาย จิตใจไม่อาจสงบนิ่ง
แค่ระดับผสานกายยังมีพลังอำนาจขนาดนี้ แล้วเซียนตัวจริงจะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?
เขาเริ่มจินตนาการไปไกลลิบ
ไอวิญญาณจากผืนปฐพียังคงทะลักเข้าสู่ร่าง พื้นดินรอบตัวเขาปล่อยควันสีเขียวออกมาจนดูเหมือนเขากำลังลอยอยู่กลางมหาสมุทร
ภายนอกอาณาเขตอายุขัย ป่าไม้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ผู้บำเพ็ญเพียรบินผ่านหัวเขาไปคนแล้วคนเล่า แต่ไม่มีใครจับสัมผัสการมีอยู่ของกู้อันได้เลย
ผลกระทบที่เขาสร้างไม่ได้มีแค่นี้ พูดให้ถูกคือ ทั่วทั้งสำนักไท่เสวียนได้รับผลกระทบกันหมด ป่ารอบเมืองฝ่ายนอกทั้งแปดทิศต่างสั่นไหว สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้คน
กู้อันเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เขาเลยผ่อนคลายมาก ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกสะใจลึกๆ
อยากฝึกวิชามารนักใช่ไหม? อยากบูชายัญศิษย์ฝ่ายนอกนักใช่ไหม? เจอแบบนี้เข้าไป ดูซิว่าจะลนลานกันแค่ไหน!
กู้อันไม่ได้ต่อต้านแนวคิดเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนรวมหรอกนะ แต่ประเด็นคือ 'ส่วนน้อย' ที่ว่าดันรวมถึงตัวเขาด้วยนี่สิ
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
จำนวนคนที่บินผ่านหัวเขาเยอะขึ้นทุกที กู้อันใช้เนตรหยั่งรู้อายุขัยตรวจสอบตลอดเวลา
ระดับแปรสภาพเทพผ่านไปกว่าสิบคน แล้วเขาก็เห็นระดับฝ่าความว่างเปล่าด้วย
สำนักไท่เสวียนนี่เสือซ่อนมังกรจริงๆ!
ยิ่งดึก จอมยุทธ์ระดับฝ่าความว่างเปล่าก็ยิ่งโผล่มาเยอะขึ้น กู้อันถึงกับเห็นกู่จง
กู่จงในยามลาดตระเวนแผ่รังสีอำมหิตน่ากลัว ต่างจากตอนคุยกับกู้อันลิบลับ แรงกดดันมหาศาลทำเอาสรรพสิ่งสั่นสะท้าน
คืนนี้คงไม่มีใครได้หลับได้นอน
ผ่านไปอีกเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดกู้อันก็ก้าวเข้าสู่ระดับผสานกายโดยสมบูรณ์ ประสาทสัมผัสทั้งร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เขารู้สึกว่ากายเนื้อและจิตวิญญาณผสานกันแนบแน่นยิ่งขึ้น การถอดจิตทำได้ง่ายดายกว่าเดิม การควบคุมทั้งร่างกายและจิตวิญญาณเหนือชั้นกว่าเก่าแบบเทียบไม่ติด
ความรู้สึกนี้มันฟินสุดยอด จนหาคำบรรยายไม่ได้
เมื่อถึงระดับผสานกาย พลังวิญญาณของกู้อันก็เปลี่ยนไป มันเข้มข้นขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้น
ขอบเขตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาขยายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่กล้าส่งกระแสจิตไปสำรวจซี้ซั้ว กลัวจะไปสะกิดต่อมพวกขาใหญ่บนฟ้าเข้า
ตอนนี้มีระดับฝ่าความว่างเปล่าบินว่อนเกินสิบคนแล้ว!
กู้อันยังเห็นจอมยุทธ์ระดับฝ่าความว่างเปล่าจากตระกูลจีด้วย มิน่าตระกูลจีถึงกล้ามาตั้งจวนในสำนักไท่เสวียน แถมคนคนนี้ไม่เคยโผล่มาในงานเลี้ยงของจีเซียวอวี้เสียด้วย
ผ่านไปอีกพักใหญ่ ความเร็วในการดูดซับไอวิญญาณเริ่มช้าลง
สัญญาณว่าการเลื่อนระดับใกล้สิ้นสุด
หัวใจของกู้อันค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง
การกางอาณาเขตอายุขัยครั้งนี้ผลาญอายุขัยไปกว่าพันปี แต่เขาไม่เสียดายเลยสักนิด เพราะมันช่วยปกปิดเขาจากสายตาของยอดฝีมือนับร้อยคน
คนที่เขานับว่าเป็นยอดฝีมือ อย่างน้อยต้องระดับวิญญาณแรกกำเนิดขึ้นไป
นี่แค่ทิศทางเดียวนะ ถ้ารวมเมืองฝ่ายนอกอีกเจ็ดทิศ จะมียอดฝีมืออีกกี่คน?
เรื่องเดียวที่ทำให้กู้อันพอใจชื้นคือ เขายังไม่เห็นใครที่มีระดับผสานกายโผล่มาเลย
แม้จะยืนยันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสำนักไท่เสวียนไม่มีระดับผสานกาย แต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่า ระดับผสานกายคือตัวตนระดับยอดพีระมิดของที่นี่แน่นอน
บทที่ 64 แท่นบูชาซ่อมฟ้า และค่ายกลปริศนา
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผืนแผ่นดินและขุนเขา พาดผ่านเมืองฝ่ายนอก เหล่าศิษย์ต่างบินเข้าออกกันขวักไขว่ บรรยากาศดูวุ่นวายและตึงเครียด
ภายในจวนแห่งหนึ่ง
วิญญาณแรกกำเนิดของเฉินเสวียนจิ้นลอยตัวต่ำอย่างนอบน้อมอยู่กลางห้องโถง ท่าทางประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
เบื้องหน้าของเขา บนเก้าอี้ประธาน มีบุรุษหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำลายมังกรนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ แต่แววตากลับฉายแววทรงอำนาจกดดันผู้คน ผมยาวถูกรวบไว้ใต้เกี้ยวเงินลายกิเลน เพียงแค่นั่งเฉยๆ ก็แผ่รัศมี 'ข้าคือเจ้าโลก' ออกมา
"น้องชายเจ้าถูกผู้บำเพ็ญมารจากหอพันฤดูสารทสังหาร มาคราวนี้เจ้าก็ถูกเซียนกระบี่ใบไม้บินทำร้ายสาหัส เจ้าคิดว่าอาจารย์ของจั่วอีเจี้ยนจะมีเอี่ยวกับหอพันฤดูสารทหรือไม่?" ชายชุดดำเอ่ยถามเนิบนาบ
น้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ
เฉินเสวียนจิ้นรีบเงยหน้าตอบ "มีความเป็นไปได้สูงขอรับ การที่หอพันฤดูสารทส่งไส้ศึกเข้ามาไม่ใช่เรื่องแปลก ท่านเองก็เคยบอกว่าเบื้องบนมีหนอนบ่อนไส้ ตอนนี้มันอาจจะเผยตัวออกมาแล้วก็ได้"
การไปตอแยจั่วอีเจี้ยนมีแต่ปัญหา หากสามารถโค่นอาจารย์ของมันได้ เฉินเสวียนจิ้นก็ไม่ต้องกลัวหัวหดอีกต่อไป
ชายชุดดำหรี่ตาลง จ้องมองเฉินเสวียนจิ้นจนอีกฝ่ายต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถง
เนิ่นนาน...
ชายชุดดำเอ่ยเสียงเย็น "เตรียมเปิดค่ายกลเถอะ ประจวบเหมาะกับช่วงนี้มารอาละวาด หลังจบเรื่องก็โยนความผิดให้หอพันฤดูสารทรับไปซะ"
เฉินเสวียนจิ้นละล่ำละลัก "แต่สภาพข้าตอนนี้ เกรงว่า..."
"ครั้งนี้ข้าจะรับหน้าที่เป็นแกนกลางเอง"
"อะไรนะขอรับ? ไม่ได้นะขอรับ! วิชานี้ยังไม่มีความแน่นอน แม้แต่ลัทธิเต๋าสวรรค์ยังรอดูผลจากเรา"
"ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สำเร็จแน่นอน เส้นทางเซียนคือการย่ำเดินบนขวากหนาม แผนการนี้เตรียมการมานับร้อยปี สำนักไท่เสวียนต้องเดินหน้าต่อ จะให้ใครมาขัดขวางไม่ได้ เจ้าไม่ต้องพูดมาก"
เมื่อได้ยินคำขาด เฉินเสวียนจิ้นจึงต้องกลืนความกังวลลงคอ แล้วรับคำสั่ง
อีกด้านหนึ่ง
หุบเขาเสวียนกู่
กู้อันกำลังนำเหล่าลูกศิษย์ออกกำลังกายยามเช้า เหตุการณ์สะเทือนเลื่อนลั่นเมื่อคืนทำให้ทุกคนนอนไม่หลับ ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ถังอวี๋ถามขึ้น "อาจารย์ ท่านทำไมรีบกลับมาเร็วนักขอรับ?"
คนอื่นๆ ก็หันมามองกู้อันเป็นตาเดียว
กู้อันแค่นเสียงในลำคอ "เมื่อคืนแผ่นดินไหวขนาดนั้น พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือไง? อาจารย์กลัวพวกเจ้าจะเป็นอะไรไป เลยต้องรีบบิ่งกลับมานี่ไง"
สิ้นคำนั้น เหล่าศิษย์ต่างพากันซาบซึ้งระคนละอายใจ รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอจนเป็นภาระให้อาจารย์ต้องคอยเป็นห่วง
เสี่ยวชวนกล่าวด้วยสีหน้ากังวล "ศิษย์พี่ ท่านย้ายไปอยู่หุบเขาโอสถฝ่ายในเถอะขอรับ พวกเราแยกย้ายกันไปก็ได้ ไปหาทางรอดเอากระบี่หน้าในฝ่ายนอก อย่างน้อยท่านจะได้ปลอดภัย"
เขาไม่ได้กลัวตาย แต่ไม่อยากให้กู้อันต้องมาลำบาก
กู้อันเป็นถึงระดับสร้างรากฐาน อนาคตไกลกว่าพวกเขานัก ไยต้องมาเสี่ยงชีวิตปกป้องพวกศิษย์ปลายแถว?
กู้อันกล่าวเสียงเรียบ "ถ้าพวกเจ้าอยากไปเมืองฝ่ายนอก ข้าก็ไม่ห้าม แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าฝ่ายนอกอาจจะอันตรายกว่าที่นี่ เพราะมีคนหายสาบสูญไปในเมืองอยู่เรื่อยๆ ข้าไม่ได้ขู่หรือชี้นำ ไม่ว่าพวกเจ้าจะเลือกทางไหน ข้าเคารพการตัดสินใจ ข้าคงไม่รั้งพวกเจ้าไว้ตามอำเภอใจ แต่จำไว้ จะไปหรือจะอยู่ ความเป็นศิษย์อาจารย์ของเรายังคงเดิม"
นี่คือคำพูดจากใจจริง
เขาแสวงหาความเป็นอมตะ อนาคตต้องเจอการจากลาอีกนับไม่ถ้วน เขาเตรียมใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้อื่นมานานแล้ว
เว้นแต่คนคนนั้นจะสำคัญกับเขาจริงๆ เขาถึงจะยอมยื่นมือเข้าช่วย
ได้ยินดังนั้น เหล่าศิษย์ต่างเงียบกริบ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
อู้ซินทำท่าจะพูดแต่ก็กลืนคำพูดลงไป
"จะไปไหนกัน! ไปเป็นศิษย์รับใช้ที่อื่น จะมีอาจารย์ที่ไหนคอยหลอมยาให้พวกเราเหมือนท่านอาจารย์บ้าง? หุบเขาเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะขนาดนี้ แต่ท่านอาจารย์ก็ยังรับพวกเราไว้ แถมเบี้ยหวัดก็ไม่เคยขาด เราจะเนรคุณไม่ได้นะ!"
ถังอวี๋โพลงขึ้นมาก่อน เขาเสียใจที่สุดตอนที่โฉวเชียนลี่ก่อเรื่อง แล้วเขาไม่ได้ออกไปสู้เหมือนซูหาน
เมื่อก่อนซูหานต้องวิ่งตามหลังเขา แต่ตอนนี้ซูหานบรรลุระดับสร้างรากฐานไปแล้ว ส่วนเขายังไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีหวังไหม ช่องว่างนี้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้น
ถังอวี๋ไม่เคยโกรธกู้อัน มีแต่โทษตัวเอง เขาตั้งปณิธานว่าจะทำตัวให้ดี เพื่อเรียกความเอ็นดูจากกู้อันกลับคืนมา
พอมีคนเปิดประเด็น คนอื่นก็เริ่มคล้อยตาม บรรยากาศอึมครึมเมื่อครู่เริ่มกลับมาคึกคัก
กู้อันยิ้มบางๆ แล้วนำศิษย์ออกกำลังกายต่อ
พอเสร็จสิ้น เย่เหยียนก็แวะมา เมื่อเห็นว่ากู้อันปลอดภัยดี นางก็รีบจากไป
กู้อันยืนริมหน้าต่าง มองไปยังทิศทางของเมืองฝ่ายนอก
ยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์บินผ่านท้องฟ้าอยู่บ้าง แต่ไม่หนาตาเท่าเมื่อคืน
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของกู้อันพุ่งข้ามระยะทางพันลี้ไปส่องดูเมืองฝ่ายนอกได้อย่างง่ายดาย และนี่ไม่ใช่ระยะไกลสุดที่เขาทำได้ด้วยซ้ำ
เขาเห็นแท่นค่ายกลยักษ์กำลังเร่งก่อสร้าง มีศิษย์ขนหินวิญญาณกันจ้าละหวั่น เขามองดูเงียบๆ ยังดูไม่ออกว่ามันคือค่ายกลอะไร
เหตุการณ์ไอวิญญาณวิปริตทำให้สำนักไท่เสวียนปั่นป่วนตึงเครียดอยู่นานเกือบสิบวันกว่าจะคลี่คลาย
กู้อันได้รับผลกระทบเล็กน้อย
มีศิษย์ฝ่ายนอกหลายคนย้ายที่อยู่ ทำให้เขาเสียแหล่งเก็บเกี่ยวอายุขัยไปบางส่วน คนพวกนี้คงหนีตายออกจากเมืองฝ่ายนอกแห่งนี้
แต่กู้อันไม่เสียดาย ตอนนี้เขามีหุบเขาโอสถในมือตั้งสามแห่ง อายุขัยมีแต่จะเพิ่มขึ้น เขาเล็งว่าจะขยายพื้นที่หุบเขาโอสถที่สามด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขาแค่นั่งรอให้เรื่องวุ่นวายในฝ่ายนอกจบๆ ไป ตราบใดที่ไฟไม่ลามมาถึงหุบเขาเสวียนกู่และคนของเขา เขาก็ขี้เกียจไปยุ่งกับแผนชั่วของใคร
อย่างที่เสิ่นเจินบอก ขนาดลัทธิเต๋าสวรรค์ที่เป็นเบอร์หนึ่งของราชวงศ์ต้าอวี๋ยังทำเรื่องแบบนี้ เขาจะเอาอะไรไปขวาง เขาไม่ได้มีจิตวิญญาณพ่อพระมาโปรดสัตว์ขนาดนั้น ความทุกข์ในโลกมีตั้งเยอะ จะให้ช่วยหมดคงไม่ไหว
แถมเรื่องแบบนี้ยุ่งไปก็เข้าตัว ถ้าเขาไปพังแผนของสำนัก แล้ววันหน้าเกิดภัยพิบัติปีศาจขึ้นมาจริงๆ จนสำนักรับมือไม่ไหว เขาก็กลายเป็นคนบาปของสำนักไท่เสวียน คนที่รอดเพราะเขาช่วยไว้อาจจะมาด่าเขาทีหลังก็ได้ว่า 'ถ้าเจ้าไม่เผือก พวกเราก็คงรอดไปแล้ว'
จะให้ช่วยคนกลุ่มนี้ แล้วต้องไปตามเช็ดตามล้างช่วยคนกลุ่มอื่นต่อ แบกโลกไว้บนบ่า แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป
วันหนึ่ง กู้อันไปที่หุบเขาขอบฟ้า (เทียนหยา) เก็บเกี่ยวสมุนไพรเสร็จก็นำลิงสามตัวลงมือเพาะปลูก
หลัวหุนเดินเข้ามาถาม "หนึ่งเดือนก่อน ไอวิญญาณแปรปรวน ยอดฝีมือสำนักไท่เสวียนบินว่อนไปทั่ว บางคนบินผ่านหุบเขาเราด้วยซ้ำ มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?"
กู้อันตอบปัดๆ "เห็นว่ามีผู้บำเพ็ญมารบุกน่ะ อ้อ หลี่หยาก็เคยโดนทำร้าย ตอนนี้พักฟื้นอยู่ฝ่ายใน"
หลัวหุนขมวดคิ้ว แล้วหันหลังเดินเข้าป่าไป
หลังจากนั้น สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของกู้อันก็จับภาพหลัวหุนกำลังร่ายคาถาใส่ยันต์แผ่นหนึ่ง พออัดพลังวิญญาณเข้าไป ยันต์ก็ลุกไหม้เป็นจุณ
กู้อันในระดับผสานกายสัมผัสได้ทันทีว่ามีเศษเสี้ยวพลังวิญญาณของหลัวหุนพุ่งแหวกอากาศหายไปทางขอบฟ้าด้วยความเร็วสูง
คงส่งข่าวให้หลี่เสวียนเต้าสินะ
กู้อันไม่เก็บมาใส่ใจ ลงมือปลูกสมุนไพรต่อ
พอเสร็จงาน เขาสั่งกำชับลิงสามตัวแล้วก็ออกจากหุบเขา
เทียบกับแผนการลับลวงพรางพวกนั้น เขาเอาเวลามาพัฒนาหุบเขาโอสถดีกว่า เป็นเนื้อเป็นหนังกว่าเยอะ
...
เมฆดำปกคลุมท้องฟ้า เมืองฝ่ายนอกเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ซูหานและเจินฉิ้นยืนอยู่หน้าแผ่นหินจารึก ซูหานอ่านข้อความบนนั้น "แท่นบูชาซ่อมฟ้า"
เบื้องหน้าสายตาของเจินฉิ้น คือแท่นค่ายกลมหึมา กินอาณาเขตกว้างกว่าสิบลี้ ดูอลังการงานสร้าง ขอบแท่นรายล้อมด้วยรูปปั้นเทพเซียนโบราณในท่วงท่าต่างๆ
ตรงใจกลางแท่นบูชาซ่อมฟ้า มีเสาหินสูงร้อยวาตั้งตระหง่าน ผิวเสาสลักลวดลายร่องลึกคล้ายเส้นชีพจรมนุษย์ แฝงความลึกลับซับซ้อน
"ศิษย์พี่ แท่นบูชาซ่อมฟ้านี่มีไว้ทำอะไรหรือเจ้าคะ? ทำไมสำนักถึงเรียกตัวศิษย์ฝ่ายนอกทุกคนกลับมา แถมพรุ่งนี้ยังต้องไปรวมตัวกันบนแท่นนั้นอีก" เจินฉิ้นถาม คิ้วสวยขมวดมุ่น น้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
ซูหานมองแท่นบูชายักษ์แล้วตอบเสียงเบา "ข้าก็ไม่รู้ อาจจะเกี่ยวกับเรื่องไอวิญญาณเมื่อเดือนก่อนก็ได้"
บนถนนด้านหลัง ผู้คนเดินกันขวักไขว่ หลายคนหยุดยืนวิจารณ์แท่นบูชานี้เช่นกัน
ศิษย์หลายคนที่เพิ่งกลับมาเห็นแท่นนี้เป็นครั้งแรกต่างพากันตื่นตะลึง
แท่นใหญ่ขนาดนี้ ถ้าค่ายกลทำงานจะทรงพลังขนาดไหน?
เจินฉิ้นไม่ได้คำตอบ จึงหันมองไปทางอื่น ทันใดนั้น นางเหมือนเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตา แต่พอมองดีๆ กลับไม่พบใคร ราวกับตาฝาด
"แปลกจริง..." เจินฉิ้นพึมพำ
ในฝูงชนไม่ไกลนัก เจียงฉยงในชุดสีเขียวเดินทอดน่อง สายตาเหลือบมองแท่นบูชาซ่อมฟ้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ข้างกายมีชายชราหลังค่อมถือไม้เท้า เดินตามต้อยๆ ความสูงของแกอยู่แค่ไหล่นางเท่านั้น
"คุณหนู แท่นค่ายกลนี้ไม่ธรรมดา พรุ่งนี้คงมีเรื่องใหญ่แน่ เราจะอยู่ต่อจริงๆ หรือขอรับ?" ชายชราหลังค่อมเอ่ยถาม
ไม่ใช่แค่เขา ศิษย์รอบข้างต่างก็กังวลและคาดเดากันไปต่างๆ นานา
เจียงฉยงตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า "แน่นอนว่าไม่ธรรมดา ข้อห้ามในค่ายกลซับซ้อนมาก หากไม่ใช้เวลาคำนวณหลายสิบปีคงสร้างไม่เสร็จ แต่ในเมื่อมาแล้ว พรุ่งนี้ต้องขอดูให้เห็นกับตา"
ชายชรามองนางแล้วถอนหายใจ "คุณหนูเปลี่ยนไปมากจริงๆ ในสำนักไท่เสวียนคงมีคนที่ท่านห่วงใยอยู่สินะ?"
"ก็มีอยู่ ข้าถึงได้เชิญท่านมาไง"
"เหอๆ ดูท่ากระดูกแก่ๆ ของข้าคงได้ออกแรงอีกแล้ว"
ทั้งสองคุยกันสัพเพเหระ โดยไม่เอ่ยถึงชื่อ 'หอพันฤดูสารท' จึงไม่มีใครสงสัยสถานะของพวกเขา
ในขณะเดียวกัน
บนหอสูงเก้าชั้นอีกด้านหนึ่งของแท่นบูชาซ่อมฟ้า มีสองร่างยืนอยู่ที่ระเบียง ทั้งคู่ดูหนุ่มแน่น หนึ่งในนั้นคือชายชุดดำผู้เป็นนายเหนือหัวของเฉินเสวียนจิ้น
ชายชุดดำมองลงมายังแท่นบูชา สายตาลึกล้ำยากหยั่งถึง
ชายหนุ่มข้างกายเอ่ยถาม "นายท่าน ศิษย์ฝ่ายนอกกลับมาเกือบครบแล้ว จะให้เรียกศิษย์รับใช้จากหุบเขาโอสถ คอกสัตว์ และเหมืองแร่แถวนี้มาด้วยไหมขอรับ?"
เสียงที่พูดออกมานั้นคือเสียงของเฉินเสวียนจิ้น!
เขาได้ยึดร่างของศิษย์หนุ่มไปเรียบร้อยแล้ว
ชายชุดดำตอบเสียงเรียบ "ไม่จำเป็น พวกศิษย์รับใช้มากันเยอะ พลังพลังบ่มเพาะจะปนเปื้อนไม่บริสุทธิ์เปล่าๆ"