57-60
57-60
บทที่ 57: วิถีแห่งเซียนผู้ยิ่งใหญ่ และธิดาเทพแห่งลัทธิเต๋าสวรรค์
กู้อันรับป้ายคำสั่งจากลู่จิ่วเจี่ยมาถือไว้ ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ "ไม่เลวเลยนี่ ตอนนี้เจ้าได้ใช้ชีวิตในแบบที่ใฝ่ฝันแล้วสินะ"
ลู่จิ่วเจี่ยยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำชม "ช่วงไม่กี่ปีมานี้ข้าต้องใช้ชีวิตเหมือนเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ เพราะกลัวจะลากท่านมาซวยไปด้วย แต่ตอนนี้ฟ้าหลังฝนแล้ว ต่อไปเราคงได้ไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น"
ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ลู่จิ่วเจี่ยก็ขอตัวลา บอกว่าจะไปล่าพวกสายลับมารต่อ
กู้อันมองตามแผ่นหลังของศิษย์น้องรุ่นเยาว์ด้วยความรู้สึกหลากหลาย
หอปราบมารมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก นอกจากจะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจล้นฟ้าในเขตศิษย์ฝ่ายนอกแล้ว ยังเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป ว่ากันว่าใครที่ไปขัดแข้งขัดขาหอปราบมาร เพียงแค่โดนยัดข้อหาว่าเป็นสายลับมาร ก็เตรียมตัวไปเกิดใหม่ได้เลย
กู้อันสัมผัสได้ถึงสายตารังเกียจและขยะแขยงจากคนรอบข้างที่มองมาที่เขา
เขาไม่เก็บมาใส่ใจ หันหลังเดินจากไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา
กู้อันมาถึงหุบเขาโอสถที่สาม ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็เห็นผู้เฒ่าเถียนยืนลูบเคราครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่หน้าศิลาจารึก
หลายปีที่ผ่านมา กู้อันกับผู้เฒ่าเถียนเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น ผู้เฒ่าเถียนแสดงบทบาทภารโรงเฒ่าได้แนบเนียนจนแม้แต่พวกเจินฉิ้นก็ดูไม่ออก กู้อันเองก็แกล้งโง่ตามน้ำ ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนงานทั่วไป
"ผู้เฒ่าเถียน มายืนทำอะไรตรงนี้?" กู้อันตะโกนทักทายขณะเดินเข้าไปหา
ผู้เฒ่าเถียนหันมามอง ใบหน้าเหี่ยวย่นคลี่ประดับด้วยรอยยิ้มใจดี ตาที่หรี่ลงจนแทบปิดทำให้ดูเหมือนคนแก่ไม้ใกล้ฝั่งเต็มที
"ท่านเจ้าหุบเขา ข้ากำลังสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อหุบเขาที่สาม ท่านมีหุบเขาอื่นอีกสองแห่งหรือ?" ผู้เฒ่าเถียนถามยิ้มๆ
กู้อันเดินมาหยุดข้างศิลาจารึก หัวเราะเบาๆ "เปล่าหรอก นอกจากที่นี่ ข้ามีหุบเขาอีกแค่แห่งเดียว ที่ตั้งชื่อว่า 'ที่สาม' ก็เพื่อเตือนใจในการใช้ชีวิต ข้าถือคติไม่แย่งชิงที่หนึ่งที่สอง ขอเป็นที่สามก็พอ ใครจะเก่งก็เก่งไป แต่ที่สามนี่แหละปลอดภัยที่สุด"
ผู้เฒ่าเถียนได้ยินดังนั้น เปลือกตาที่หนักอึ้งก็เผยอขึ้นเล็กน้อย จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
กู้อันตบไหล่ชายชราเบาๆ "วันนี้ข้าหิ้วไก่ย่างกับเหล้าชั้นดีมาด้วย มาดื่มด้วยกันเถอะ นี่ไก่เลี้ยงด้วยสมุนไพรจากฝ่ายนอกเชียวนะ ตัวตั้งสิบหินวิญญาณ!"
ผู้เฒ่าเถียนสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบเดินตามกู้อันไป
เย่เหยียนไม่ได้ฝึกหอกอยู่ที่หน้าหุบเขาเหมือนเคย แต่อยู่ที่ทางเดินกลางสวน ยืนตัวตรงมือข้างหนึ่งจับหอก หลับตานิ่งสงบ เหมือนกำลังสื่อสารจิตวิญญาณกับอาวุธคู่กาย
กู้อันไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายวิชาของเขา เพราะตัวเองก็ไม่ถนัดเรื่องหอก แถมเขายังมีวิชาลมปราณมังกรเสวียนหวงไว้ขัดเกลาร่างกายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องฝึกเพิ่ม
"เหยียนเอ๋อร์! มาดื่มฉลองให้ศิษย์พี่ศิษย์เจ๊เจ้าหน่อย เร็วเข้า!" กู้อันตะโกนเรียก
ผู้เฒ่าเถียนถามด้วยความสงสัย "หลายปีมานี้ ท่านเอายาที่ปรุงจากสมุนไพรส่วนตัวไปแจกจ่ายให้ลูกศิษย์หมด ท่านทำไปเพื่ออะไร? ถึงพวกเขาจะสำนึกบุญคุณ แต่นานไปความสัมพันธ์ก็จืดจาง สู้เอาทรัพยากรมาบำรุงตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?"
"รวมถึงข้าด้วย ข้ามันไม้ใกล้ฝั่ง อยู่ได้อีกไม่กี่ปี ให้ยาข้ากินก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
ยิ่งอยู่ด้วยนานวัน ผู้เฒ่าเถียนก็ยิ่งประทับใจในตัวกู้อัน เด็กหนุ่มคนนี้ดูแลเขาดีมาก ไม่เหมือนศิษย์คนอื่นที่มักจะมองข้ามหัวหงอกอย่างเขา แถมยังใจกว้างแบ่งปันยาดีๆ ให้กินเพื่อยืดอายุขัย
ก่อนที่ระดับพลังจะตกลงมา เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าในสำนักไท่เสวียนจะมีคนที่จิตใจงดงามและไม่เห็นแก่ตัวเช่นนี้อยู่
เขาเริ่มนึกเสียใจที่เมื่อก่อนละเลยศิษย์ฝ่ายนอกไป
กู้อันยิ้มตอบ "ข้ามันหัวทึบ จะดันทุรังฝึกไปก็มีแต่ทุกข์ สู้เอาไปให้เด็กๆ ที่ยังมีความหวังดีกว่า ส่วนท่านนะผู้เฒ่าเถียน ถึงท่านจะแก่กว่าข้า แต่ในเมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ถือเป็นคนในความดูแลของข้า ข้าต้องดูแลทุกคนเท่าเทียมกัน กินยาไปเถอะ ถึงระดับพลังไม่ขึ้น แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอยู่สุขสบายขึ้นไม่ใช่หรือ?"
สายตาของกู้อันมองไปยังเย่เหยียนด้วยความเอ็นดู
แสงแดดสาดส่องลงมากระทบใบหน้าด้านข้างของกู้อัน ภาพนั้นสร้างความสะเทือนใจให้ผู้เฒ่าเถียนอย่างประหลาด
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำพูดที่กู่จงเคยแนะนำกู้อันให้ฟัง
"อย่าดูถูกที่เขามีระดับพลังต่ำต้อย การที่เขาเขียนตำนานสถาปนาเทวดาออกมาได้ แสดงว่าจิตใจของเขากว้างขวางดั่งมหาสมุทร แม้จะได้ดิบได้ดีมีชื่อเสียง เขาก็ยังเลือกที่จะเฝ้าสวนสมุนไพร ทำประโยชน์ให้สำนักอย่างเงียบๆ ข้าว่าจิตใจและความสง่างามของเขา เหนือกว่าพวกยอดฝีมือระดับแปรสภาพเทพเสียอีก"
คิดแล้วผู้เฒ่าเถียนก็เผลอยิ้มออกมา รอยยิ้มของกู้อันช่างมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างจริงๆ
ไม่นาน ทั้งสามคนก็นั่งล้อมวงที่โต๊ะหิน เริ่มลงมือจัดการไก่ย่างและร่ำสุรา
กู้อันเล่าเรื่องที่เจอมาวันนี้ให้ฟัง รวมถึงเรื่องของลู่จิ่วเจี่ย เพื่อดูปฏิกิริยาของผู้เฒ่าเถียน
แต่ชายชรากลับนั่งแทะน่องไก่หน้าตาเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เย่เหยียนแสดงความคิดเห็น "ข้าว่าหอปราบมารก็ดีนะขอรับ ตั้งแต่มีหอปราบมาร เราแทบไม่เจอพวกมารร้ายในเขตฝ่ายนอกเลย ข่าวลือแย่ๆ พวกนั้นอาจจะเป็นฝีมือสายลับมารปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงก็ได้"
กู้อันพยักหน้าเห็นด้วย
ตั้งแต่หอปราบมารก่อตั้งขึ้น เสวียนกู่ก็สงบสุขขึ้นเยอะ ไม่มีสายลับพันฤดูสารทมาป้วนเปี้ยนอีกเลย
"ท่านอาจารย์ ข้าตัดสินใจแล้ว พอสร้างรากฐานสำเร็จ ข้าจะไม่อยู่ที่สำนักต่อ ข้าจะไปสมัครเป็นทหาร" เย่เหยียนโพล่งขึ้นมา
เอาจริงดิ!
ประกาศย้ายค่ายต่อหน้าอดีตเจ้าสำนักเนี่ยนะ?
"ทำไมล่ะ?" กู้อันถาม
เย่เหยียนตอบด้วยแววตามุ่งมั่น "สำนักไท่เสวียนให้ความสำคัญแต่กับพรสวรรค์ คนอย่างข้าคงยากจะเติบโต อีกอย่าง การเป็นทหารได้ออกไปปราบปีศาจ ช่วยเหลือชาวบ้าน พ่อแม่ข้าถูกปีศาจฆ่าตาย ข้าสาบานไว้ตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นจะเป็นยอดฝีมือที่ตระเวนปราบปีศาจทั่วหล้า"
ผู้เฒ่าเถียนเงยหน้ามองเย่เหยียน พยักหน้าเบาๆ อย่างชื่นชม
กู้อันยิ้มกว้าง "ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีปณิธานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ อาจารย์สนับสนุนเจ้าเต็มที่!"
เย่เหยียนยิ้มแก้มปริ ยกชามเหล้าขึ้น "ขอบคุณท่านอาจารย์!" เขาชนชามกับกู้อัน แล้วหันไปชนกับผู้เฒ่าเถียนด้วย
บรรยากาศในวงเหล้าครึกครื้นขึ้น เย่เหยียนที่เปิดใจแล้วก็เริ่มพูดคุยมากขึ้น พลอยทำให้ผู้เฒ่าเถียนพูดเยอะขึ้นตามไปด้วย
"อาจารย์ จะย้ายคนจากเสวียนกู่มาเพิ่มไหมขอรับ?" เย่เหยียนถาม
กู้อันส่ายหน้า "รอเจ้าสร้างรากฐานก่อนดีกว่า ข้าไม่อยากให้ใครมารบกวนเวลาเจ้าทำสมาธิ ลำพังข้ากับผู้เฒ่าเถียนก็ดูแลไหว"
ตอนนี้สวนสมุนไพรเข้าที่เข้าทางแล้ว งานไม่ได้หนักหนาอะไร
เย่เหยียนยิ่งซาบซึ้งใจ
กู้อันชวนคุยเรื่องอนาคต ดื่มกันจนเมามาย
...
ปลายฤดูร้อน ความร้อนระอุเริ่มจางหาย
กู้อันยืนอยู่บนทุ่งหญ้าในหุบเขาเสวียนกู่ มองส่งศิษย์หอปราบมารสี่คนที่เหาะจากไปอย่างเงียบงัน
อู้ซินเดินเข้ามาสะกิด "ศิษย์พี่ เหม่ออะไรอยู่? ของกองเต็มไปหมด ไม่มาเช็กหน่อยหรือ?"
เมื่อครู่คนของลู่จิ่วเจี่ยเอาของขวัญมาส่งให้กู้อัน นั่งรออยู่ครึ่งค่อนวันกว่ากู้อันจะกลับมา
กู้อันละสายตา หันมายิ้มให้อู้ซิน "เจ้าเช็กเถอะ น่าจะเป็นพวกสมุนไพรแหละ"
อู้ซินยิ้มร่า ดีใจที่ได้รับความไว้วางใจ
ตอนนี้กู้อันยกหน้าที่บริหารเสวียนกู่ให้อู้ซินหมดแล้ว เขาแค่แวะมาเก็บเกี่ยวผลผลิต อู้ซินเองก็เต็มใจ เพราะจะได้แบ่งเบาภาระศิษย์พี่ แถมยังได้อำนาจบริหารเต็มมือ
สิ่งที่อู้ซินต้องการคืออำนาจ ไม่ใช่การไล่กู้อันออก ถ้าไม่มีกู้อัน เขาก็รู้สึกเหมือนขาดเสาหลัก ดังนั้นช่วงที่กู้อันไม่อยู่ เขาจึงตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก
กู้อันเดินไปที่แท่นค่ายกล
ชั่วพริบตา เขาก็มาโผล่ที่หุบเขาโอสถที่สาม
ตั้งแต่พวกเจินฉิ้นย้ายออกไป หุบเขานี้ก็เงียบเหงาลงถนัดตา เย่เหยียนทำงานเสร็จก็ไปฝึกหอก ผู้เฒ่าเถียนก็เป็นพวกพูดน้อย
กู้อันเดินลงจากแท่น เห็นผู้เฒ่าเถียนนั่งยองๆ จ้องดอกไม้ระดับสี่อยู่ในสวน
ตาแก่นี่ชอบเหม่อลอยเป็นกิจวัตร กู้อันชินแล้ว
เขาขึ้นไปบนหอพัก หยิบคัมภีร์ค่ายกลจื่อเวยออกมาอ่าน
ตลอดปีที่ผ่านมา เขาแอบศึกษาวิชาค่ายกลจนมีความรู้แตกฉานพอตัว
ผ่านไปหลายชั่วยาม กู้อันสัมผัสได้ถึงผู้มาเยือน เก็บตำราเข้าถุงสมบัติ นั่งรอในห้อง
"กู้อัน! กู้อัน! ออกมาหน่อย!"
เสียงตะโกนของกู่หยูดังลั่นมาแต่ไกล
กู้อันลุกออกไปยืนที่ระเบียง เห็นกู่หยูกับกู่จงขี่กงล้อทองคำบินเข้ามาด้วยความเร็วสูง
พอลงจอด กู่จงเก็บอาวุธวิเศษ กู่หยูก้าวเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น "กู้อัน เรื่อง..."
"อะแฮ่ม!"
กู่จงกระแอมขัดจังหวะ กู่หยูรู้ตัวรีบหุบปาก
กู้อันยืนอยู่บนระเบียง ผายมือเชิญ "เชิญทั้งสองท่านขึ้นมาคุยกันข้างบนขอรับ"
กู่หยูรีบวิ่งขึ้นบันได ส่วนกู่จงหันไปกวักมือเรียกผู้เฒ่าเถียนให้ตามมาด้วย
ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงในห้องชั้นสอง กู่จงสะบัดมือร่ายอาคมปิดกั้นเสียงที่หน้าต่างและประตู
กู่หยูลากกู้อันให้นั่งลง พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด "มหาวีรบุรุษไท่เสวียนดังระเบิดเถิดเทิง! ทั่วทั้งยุทธภพติดกันงอมแงม! ไม่ใช่แค่ในไท่เสวียนนะ แม้แต่ราชวงศ์อื่นและสำนักต่างๆ ก็แห่กันมาสั่งซื้อ!"
"ฮ่าๆๆ ตอนแรกมีแต่คนดูถูกว่าพานอันหมดมุกแล้ว เป็นไงล่ะ! ตอนนี้ทุกคนตั้งตารอวันที่ข้า กู่หยู จะได้พิสูจน์ความเป็นอัจฉริยะ!"
เห็นท่าทางดีใจจนออกนอกหน้าของกู่หยู กู้อันก็ได้แต่ยิ้มแห้ง
นิยายเรื่องนี้ดังก็ไม่แปลก พล็อตเรื่องแนว 'พระเอกตกอับแล้วกลับมาเทพ' มันโดนใจตลาดแมสในโลกเซียนสุดๆ
กู่จงเอ่ยขึ้น "วันนี้ไม่ได้มาแค่เรื่องนิยาย แต่มีเรื่องเกี่ยวพันกับนิยายด้วย ทางสำนักจะต้อนรับแขกสำคัญ ธิดาเทพแห่งลัทธิเต๋าสวรรค์ นางเดินทางมาเพื่อพบเจ้าโดยเฉพาะ ลัทธิเต๋าสวรรค์เป็นสำนักอันดับหนึ่งของราชวงศ์ต้าอวี๋ การมาของนางจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองสำนัก"
"ข้าต้องพานางมาพบเจ้า ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เป็นความลับ มีแค่เจ้ากับนางที่รู้ นางรับปากแล้วว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนเจ้า"
กู้อันกุมขมับ
กลายเป็นทูตวัฒนธรรมไปซะแล้ว?
กู่จงลูบเครา "นิยายเรื่องนี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สำนักมาก หอผู้อาวุโสประทับใจในตัวเจ้ามาก ถ้าเจ้ากล่อมให้นางอยู่ที่นี่ต่อได้ ทางหอผู้อาวุโสจะมอบต้นกล้า 'ต้นวิญญาณระดับ 7' ให้เจ้า ต้นไม้นี้โตขึ้นจะช่วยเพิ่มพลังปราณในพื้นที่มหาศาล ต่อให้เจ้าหัวทึบแค่ไหน มีต้นไม้นี้ช่วย อนาคตสร้างแก่นทองคำได้สบาย"
"เดิมทีจะให้ยาวิเศษหรืออาวุธเทพ แต่กู่หยูบอกว่าเจ้าไม่ชอบการต่อสู้ ชอบแต่ปลูกต้นไม้ เลยเปลี่ยนเป็นของรางวัลชิ้นนี้แทน หวังว่าจะถูกใจเจ้านะ"
บทที่ 58: ถ้าให้ท่านเป็นเจ้าสำนัก ท่านจะทำอย่างไร?
ต้นวิญญาณระดับ 7!
ระดับเดียวกับต้นเถาวัลย์สวรรค์เลยนี่นา! สำนักไท่เสวียนใจป๋าขนาดนี้เลยรึ?
หรือว่าต้นเถาวัลย์สวรรค์ในถ้ำแปดทิศยังไม่ใช่ต้นที่โตเต็มวัย?
กู้อันเนื้อเต้น แต่ต้องเก็บอาการ เขาแกล้งทำหน้าเครียด
แค่รั้งตัวธิดาเทพไว้ ยากตรงไหน?
นางชอบอ่านนิยายไม่ใช่เหรอ?
เดี๋ยวเขียนตอนพิเศษของ 'ตำนานสถาปนาเทวดา' ให้นางอ่านเล่นสักเล่มก็จบ!
"แล้วนางจะมาเมื่อไหร่ขอรับ?" กู้อันถามเสียงเครียด แสร้งทำเป็นกังวล
กู่จงยิ้ม "อย่างช้าก็อีกปี ไม่ต้องกดดันไป"
กู่หยูแซว "ไม่ต้องกลัวนางจับทำสามีหรอกน่า ระดับพลังต่างกันขนาดนั้น นางแค่ชอบนิยายเจ้าเฉยๆ"
กู้อันพยักหน้า เขาไม่ได้หลงตัวเองขนาดนั้น
กู่จงหันไปถามผู้เฒ่าเถียน "อยู่ที่นี่เป็นไงบ้าง?"
"ดีมากขอรับ ท่านเจ้าหุบเขาดูแลข้าดีมาก" ผู้เฒ่าเถียนตอบ
กู้อันลอบถอนหายใจ
เอาญาติมาฝากเลี้ยงชัดๆ ยังจะมาเล่นละครตบตาข้าอีก
ไม่ได้การ!
ต้องเล่นละครกลับ!
กู้อันมองกู่จง ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
กู่จงรู้ทัน ยิ้มตอบ "เขารู้เรื่องพานอันตั้งนานแล้ว เพราะเขาเป็นแฟนคลับตัวยง ข้าเลยส่งมาที่นี่ นอกจากพวกเรา ก็มีแต่ระดับสูงในหอผู้อาวุโสที่รู้เรื่อง วางใจเถอะ ตอนนี้พวกเราหวงความลับเรื่องพานอันยิ่งกว่าเจ้าซะอีก"
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครคิดว่านิยายจะสร้างอิมแพ็คได้ขนาดนี้ แต่ 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พลังของสื่อมันมหาศาล ช่วยดึงดูดคนเข้าสำนักและสร้างพันธมิตรได้จริง คนระดับสูงย่อมมองเห็นประโยชน์ข้อนี้
กู้อันโล่งอก (แบบแกล้งๆ)
กู่หยูพูดแทรก "ข้าว่าเราเลิกเขียนบทให้โจวทงโยวรังแกกู่หยูเถอะ หมอนั่นนิสัยดีออก"
กู้อันมองกู่หยูตาปริบๆ
กู่จงหัวเราะ "ภาพลักษณ์ข้าในนิยายก็ดูดีใช้ได้ ไปไหนมาไหนมีแต่คนถามว่าเมื่อไหร่ข้าจะกลับมากู้สถานการณ์ช่วยลูกชาย"
"ฮ่าๆ ต้องอุบไว้ก่อนสิขอรับท่านพ่อ บอกไปก็ไม่สนุกสิ"
"นั่นสินะ"
กู้อันเปลี่ยนเรื่องคุย ถามข้อมูลของธิดาเทพ เขาต้องทำการบ้านให้ดีก่อนเจอตัวจริง
กู่จงเล่าให้ฟัง นางชื่อ 'เสิ่นเจิน' มีรากวิญญาณสามธาตุ พรสวรรค์ปานกลาง แต่เป็นอัจฉริยะด้านดนตรี ชอบงานศิลปะ
ฟังดูแล้วน่าจะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน
...
ดึกสงัด ณ ถ้ำสวรรค์แปดทิศ
ใต้ต้นเถาวัลย์สวรรค์ กู้อันกำลังร่ายรำเพลงกระบี่ 'วิญญาณไม้'
วิชานี้จั่วหลินเคยสอนให้เพื่อลองเชิง มันเป็นวิชาดาษดื่นหาซื้อได้ทั่วไป
เพราะเป็นธาตุไม้ กู้อันเลยเลือกฝึกเองโดยไม่ใช้ระบบโกงอายุขัย
แต่เดี๋ยวนะ... เวลาในชีวิตจริงก็คืออายุขัยเหมือนกันนี่หว่า?
ด้วยพื้นฐานวิชากระบี่ไท่ชางสะท้านเทพและรากวิญญาณสวรรค์ 5 ธาตุ กู้อันฝึกวิชานี้ได้รวดเร็วปานอัจฉริยะ
เขาแบ่งระดับความชำนาญของวิชาต่างๆ ออกเป็นขั้นๆ เหมือนในเกม ตั้งแต่ 'มือใหม่หัดขับ' ไปจนถึง 'บรรลุสัจธรรม'
มังกรฮ่าวตัวยาวหนึ่งวา นอนดูเจ้านายฝึกกระบี่อยู่บนต้นไม้ ตอนนี้มันดูสง่างามสมเป็นมังกรแล้ว
กู้อันเคลื่อนไหวว่องไวในรัศมีสามวา ทิ้งภาพติดตาไว้มากมาย ปราณกระบี่คมกริบพุ่งออกไปแต่สลายตัวในระยะสั้นๆ เพื่อไม่ให้ทำลายดอกไม้
หนึ่งชั่วยามผ่านไป กู้อันหยุดฝึก
ชิ้ง—
กระบี่เทียนซู่กลับเข้าฝัก เสียงกังวานใสเหมือนมังกรคำราม
เขาเก็บกระบี่ ยืดเส้นยืดสาย
มังกรฮ่าวร่อนลงมา เสียงเล็กๆ เหมือนเด็กผู้ชายถามขึ้น "เจ้านาย เก่งจัง สอนข้าบ้างสิ?"
กู้อันขำ "เจ้ามีมือถือกระบี่เหรอ?"
"ใช้กรงเล็บแทนไม่ได้เหรอ?" มังกรฮ่าวกระพริบตาปริบๆ
กู้อันชะงัก
เออ เข้าท่าแฮะ!
เขาหยิบคัมภีร์กระบี่วิญญาณไม้ที่วาดเองโยนให้ "งั้นลองฝึกดู ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนค่อยมาถามข้าตอนข้ากลับมา"
มังกรฮ่าวรับคัมภีร์ไว้ "อย่าลืมไก่ย่างข้านะ!"
กู้อันยิ้มรับ แล้วเดินหายไปในความมืด
เขาเดินย่ำหิมะในป่า แต่ไร้รอยเท้า
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้อันนำทีมออกกำลังกายเสร็จ กำลังจะไปหุบเขาที่สาม เย่เหยียนก็โผล่มาเยี่ยม
กู้อันพาขึ้นไปคุยบนหอพัก
สอบถามสารทุกข์สุกดิบ เย่เหยียนมาเยี่ยมทุกปี กู้อันซึ้งใจมาก
"ปีที่ผ่านมา มีศิษย์ฝ่ายนอกหายตัวไปบ่อยมาก พวกเราสืบยังไงก็ไม่เจอเบาะแส แต่หอปราบมารกลับจับแพะ... เอ้ย จับคนร้ายได้ตลอด" เย่เหยียนบ่นอุบ
ตั้งแต่เปลี่ยนเจ้าสำนัก หอปราบมารกับหอคุมกฎก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน
กู้อันยิ้ม "ก็ปล่อยให้เขาจับไปสิ พวกเจ้าจะได้มีเวลาฝึกวิชา"
เย่เหยียนส่ายหน้า "ไม่ได้หรอกค่ะ หอปราบมารจ้องจะยุบหน่วยงานเรา ถ้าเราไม่มีผลงาน อีกหน่อยคงโดนยุบแน่"
"ไม่เป็นไร ถ้าตกงานก็กลับมาหาศิษย์พี่ ข้ายี้ยงดูเจ้าได้สบาย"
"ไม่ได้ค่ะ! ข้าจะมาเป็นภาระท่านได้ยังไง!" เย่เหยียนปฏิเสธเสียงแข็ง
กู้อันเลยชวนคุยเรื่องอื่นแทน
เย่เหยียนขออยู่ต่ออีกหลายวัน กู้อันเลยตัดสินใจอยู่เสวียนกู่จนจบตรุษจีน
...
หลังตรุษจีน หิมะละลาย กู้อันไปเก็บเกี่ยวอายุขัยที่หุบเขาเทียนหยา แล้วตรงดิ่งไปหุบเขาที่สาม
บรรยากาศที่นี่เงียบสงบ เย่เหยียนกับผู้เฒ่าเถียนต่างคนต่างอยู่
กู้อันเดินเก็บสมุนไพร ผู้เฒ่าเถียนเดินเข้ามาถาม "ทำไมท่านชอบเก็บเองตลอดเลย?"
"หาอะไรทำน่ะ อีกอย่างได้เก็บผลผลิตด้วยมือตัวเอง มันทำให้รู้สึกว่าได้ทำประโยชน์ให้สำนักจริงๆ"
ผู้เฒ่าเถียนยิ้ม "ท่านทำประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้คิดไปเองหรอก"
"หวังว่าพวกเบื้องบนจะคิดงั้นนะ" กู้อันหัวเราะ
ผู้เฒ่าเถียนถามขึ้นลอยๆ "ถ้าท่านได้เป็นเจ้าสำนัก ท่านจะทำยังไง?"
กู้อันใจกระตุก แต่ยังเก็บสมุนไพรต่อมือไม่สั่น "เพ้อเจ้ออีกแล้วตาแก่ ท่านไม่ใช่เจ้าสำนักสักหน่อย จะมายกตำแหน่งให้ข้าได้ไง? อีกอย่างข้าดูแลได้แค่สวนผัก ดูแลคนเป็นล้านไม่ไหวหรอก"
"ด้วยระดับพลังแค่นี้ ขึ้นไปนั่งบัลลังก์ก็โดนเขาถีบลงมาพอดี"
ใครจะอยากเป็น!
เขาอยากอยู่อย่างสงบ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นเป้านิ่งรับตีนชาวบ้าน!
กู้อันไม่ได้จงรักภักดีกับสำนักขนาดนั้น
ผู้เฒ่าเถียนยิ้มบางๆ ไม่ซักไซ้ต่อ
เก็บของเสร็จ กู้อันชวนผู้เฒ่าเถียนกลับหอพัก
"ข้ามีวิชาลับสุดยอด อยากเรียนไหม? แม้แต่ผู้อาวุโสกู่จงยังไม่รู้เลยนะ" ผู้เฒ่าเถียนถาม
"ไม่เอา เสียเวลาเขียนนิยาย ข้าไม่ชอบฝึกวิชา กินยาเอาง่ายกว่า"
"ยังหนุ่มยังแน่น แท้ๆ..."
"ข้าชอบใช้ชีวิตชิลล์ๆ ไม่เหมือนคนอื่น เข้าใจไหมตาแก่"
กู้อันปัดตกทุกข้อเสนอ ตาแก่นี่ชักจะพูดมาก วันนี้มาแปลกๆ
จะมาทำลายวิถีสโลว์ไลฟ์ข้าเรอะ?
ผู้เฒ่าเถียนกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่เสียงแหวกอากาศดังขึ้น สองคนหันไปมอง เห็นกู่จงขี่กงล้อมาพร้อมสาวงามชุดดำปิดหน้า
ธิดาเทพมาแล้ว!
กู้อันรีบบอกให้ผู้เฒ่าเถียนเอาของไปเก็บ แล้วหันไปต้อนรับแขก
[เสิ่นเจิน (ระดับแก่นทองคำ ขั้นที่ 2): 78/660/1,050]
กู่จงร่อนลง "กู้อัน นี่คือธิดาเทพเสิ่นเจิน ดูแลนางให้ดีล่ะ"
แนะนำตัวเสร็จ กู่จงก็เผ่นแน่บ
เสิ่นเจินจ้องมองกู้อันด้วยดวงตาสุกใสสวยงาม
กู้อันคารวะ "ข้าน้อยกู้อัน คารวะแม่นางเสิ่น"
เสิ่นเจินพยักหน้าถาม "ตำนานสถาปนาเทวดา กับ มหาวีรบุรุษไท่เสวียน ท่านชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน?"
มาถึงก็สอบสัมภาษณ์เลย?
กู้อันตอบหน้านิ่ง "ชอบทั้งคู่ขอรับ อารมณ์ต่างกัน ก็ต้องอ่านหนังสือต่างกัน"
เสิ่นเจินตาเป็นประกาย
"ความจริงข้าก็เขียนนิยายเหมือนกัน ท่านช่วยวิจารณ์หน่อยได้ไหม?"
กู้อันปฏิเสธไม่ลง "เชิญด้านบนขอรับ"
ทั้งคู่ขึ้นไปชั้นสอง กู้อันกะจะเปิดประตูไว้กันครหา แต่เสิ่นเจินดันปิดประตูลงกลอน
นั่งลงที่โต๊ะ นางหยิบสมุดเล่มหนึ่งยื่นให้อย่างเขินอาย
กู้อันรับมาอ่านหน้าปกแล้วตาตุกระตุก
'บันทึกจอมยุทธ์ทมิฬท่องหล้า'
นี่มัน... แฟนฟิคเรอะ!
บทที่ 59: มหาภัยพิบัติปีศาจ และการพบกันของนักเขียน
ชื่อเรื่องแบบนี้มันชวนให้คิดดีไม่ได้จริงๆ!
กู้อันใจเต้นตึกตั้ก ไม่กล้าเปิดอ่านหน้าแรก กลัวเหลือเกินว่า 'จอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ที่เขาเขียนจะเป็นผลงานของเสิ่นเจินจริงๆ
ถ้าเป็นงั้น ภาพลักษณ์นักเขียนในดวงใจคงพังทลายไม่เหลือชิ้นดี!
แต่เดี๋ยวนะ... เสิ่นเจินเป็นคนของลัทธิเต๋าสวรรค์จากต้าอวี๋ จะมาออกหนังสือในไท่เสวียนได้ยังไง?
พอคิดได้ดังนั้น กู้อันก็ค่อยโล่งใจ เปิด 'บันทึกจอมยุทธ์ทมิฬท่องหล้า' อ่าน
เสิ่นเจินก้มหน้างุด หูแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
อ่านไปได้หน้าแรก กู้อันก็ถอนหายใจโล่งอก
นางไม่ใช่คนเขียน 'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' แน่นอน สำนวนการเขียนต่างกันลิบลับ แต่ดูออกเลยว่าพยายามลอกเลียนแบบสไตล์การเล่าเรื่องมาเต็มๆ
เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ
'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' มักจะเปิดเรื่องด้วยการบรรยายทิวทัศน์ ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้คน 'จอมยุทธ์ทมิฬ' ก็ทำเหมือนกัน
แต่ประสบการณ์ชีวิตของเสิ่นเจินยังน้อย การบรรยายฉากธรรมชาติเลยดูแข็งๆ ไม่เห็นภาพชัดเจนเหมือนต้นฉบับ
ห้องเงียบกริบ
ผ่านไปพักใหญ่ เสิ่นเจินลุกไปดูชั้นหนังสือแก้เขิน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป กู้อันปิดหนังสือ เสิ่นเจินรีบหันขวับมาถาม "เป็นไงบ้าง?"
"เจ้าชอบ 'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' เหรอ?" กู้อันย้อนถาม
เสิ่นเจินพยักหน้าเบาๆ "นอกจากตำราฝึกวิชา ก็มีเรื่องนี้แหละที่ข้าอ่านเป็นเล่มแรก แต่ที่ชอบที่สุดก็ยังเป็น 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' ของท่านนะ"
อื้อหือ... ปากหวานซะด้วย
กู้อันยิ้ม "ความจริงข้าก็ชอบ 'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' เหมือนกัน ที่ข้าเริ่มเขียนนิยายก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้นี่แหละ"
เสิ่นเจินตาเป็นประกาย เดินเข้ามาคุยอย่างตื่นเต้น
ทั้งคู่คุยกันถูกคอ ตั้งแต่ 'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' ไปจนถึง 'ตำนานสถาปนาเทวดา' และ 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน'
คุยกันไปพักใหญ่
กู้อันอดถามไม่ได้ "เจ้าเคยเจอคนเขียน 'จอมยุทธ์เสื้อเขียว' ไหม?"
เสิ่นเจินส่ายหน้า "ถึงจะชอบนิยายเขา แต่ข้ารู้สึกว่าคนเขียนน่าจะเป็นพวกเจ้าชู้ ไม่น่าคบหา ไม่เหมือนท่านที่เขียนได้หลากหลายแนว น่าสนใจกว่าเยอะ"
กู้อันแอบเสียดายลึกๆ
ตัวตนที่แท้จริงของ 'ชิงเสีย' (จอมยุทธ์เสื้อเขียว) ยังคงเป็นปริศนาที่คาใจเขาที่สุดในสำนักไท่เสวียน
"เขียน 'มหาวีรบุรุษไท่เสวียน' จบแล้ว ท่านจะเขียนแนวชิงดีชิงเด่นแบบ 'ตำนานสถาปนาเทวดา' อีกไหม?" เสิ่นเจินถามต่อ
"น่าจะนะ แล้วแม่นางเสิ่นล่ะ จะอยู่ที่ไท่เสวียนต่อหรือ?"
เสิ่นเจินยิ้ม "ทางไท่เสวียนคงกดดันท่านสินะ จริงๆ พวกเราแค่ต้องการข้ออ้าง ลัทธิเต๋าสวรรค์ต้องการผูกมิตรกับสำนักไท่เสวียนเพื่อข่มขวัญสำนักอื่นในต้าอวี๋ และเพื่อร่วมมือกันรับมือ 'มหาภัยพิบัติปีศาจ' ที่กำลังจะมาถึง"
กู้อันเลิกคิ้ว "มหาภัยพิบัติปีศาจ?"
"ทวีปนี้มีเก้าราชวงศ์ใหญ่ รวมทั้งไท่ชางและต้าอวี๋ พวกเราขับไล่ปีศาจออกไปอยู่นอกเขตแดน แต่ตอนนี้ปีศาจเหล่านั้นเริ่มแข็งแกร่งขึ้นจนคุกคามพวกเราได้แล้ว อีกไม่เกินร้อยปี จะเกิดมหาสงครามครั้งใหญ่ ราชวงศ์ที่อ่อนแออาจถึงคราวล่มสลาย"
เสิ่นเจินเล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
กู้อันฟังแล้วเครียดตาม
ภาพในหัวผุดขึ้นมาทันที แผ่นดินลุกเป็นไฟ สำนักไท่เสวียนแตกพ่าย เกณฑ์คนไปรบ แม้แต่ศิษย์รับใช้อย่างเขาก็ไม่รอด!
ไม่ได้การ!
ต้องรีบปั๊มอายุขัยให้ถึงล้านปีภายในร้อยปีนี้ให้ได้ แล้วยกระดับพลังให้สุดหลอด!
"ในเมื่อสถานการณ์ตึงเครียด ทำไมเจ้าไม่รีบฝึกวิชา มานั่งเขียนนิยายอยู่ทำไม?" กู้อันถาม
เสิ่นเจินยิ้มบางๆ "คนเรามีโชคชะตาต่างกัน ข้าไม่ถูกโฉลกกับการฝึกตน ข้าชอบอ่านชอบเขียนมากกว่า ใครจะไปรู้ วันหนึ่งข้าอาจจะบรรลุเต๋าผ่านตัวหนังสือก็ได้ ใครกำหนดว่าต้องนั่งสมาธิดูดซับพลังปราณถึงจะเป็นเซียนได้?"
กู้อันอึ้งไปเล็กน้อย
ความคิดล้ำลึกไม่เบาแม่นางคนนี้
คุยกันต่ออีกสักพัก เสิ่นเจินก็ขอตัวกลับ
"คุณชายกู้ ข้าจะตั้งถ้ำฝึกตนอยู่แถวนี้ ไว้ว่างๆ จะแวะมาคุยด้วยใหม่" นางทิ้งท้ายแล้วขี่กระบี่จากไป
กู้อันมองตามหลังนางด้วยรอยยิ้ม
ไม่ได้ยิ้มเพราะสาวจะมาอยู่ใกล้ แต่ยิ้มเพราะต้นวิญญาณระดับ 7 กำลังจะลอยมาหา!
...
สามวันต่อมา กู่จงเอาต้นกล้า 'ต้นเสวียนชิง (วิญญาณบริสุทธิ์)' มาส่งถึงที่
พอกู่จงกลับไป กู้อันก็รีบเอาต้นกล้าไปปลูกกลางสวน ผู้เฒ่าเถียนกับเย่เหยียนมายืนดูด้วยความสนใจ
[ต้นเสวียนชิง (ระดับ 7): 48/8,999/65,000]
อายุขัยหกหมื่นห้าพันปี! สุดยอด!
ผู้เฒ่าเถียนยิ้ม "ต้นเสวียนชิงนี่ของดี แม้จะไม่ออกผล แต่ช่วยให้จิตใจสงบ เหมาะแก่การฝึกสมาธิมาก"
กู้อันยิ้มแก้มปริ "ผู้เฒ่าเถียน ฝากดูแลมันดีๆ นะ อย่าให้มดกัดไรตอมเชียวล่ะ"
"วางใจเถอะ มันทนทายาดกว่าข้าเยอะ"
ตาแก่เล่นมุกซะด้วย
กู้อันเดินไปดู 'ต้นไม้หน้าคน' ที่มุมสวน
มันยังคงนิ่งสนิท ไม่โตสักนิด
แต่พอลองสังเกตดีๆ เขาสัมผัสได้ว่ามีกระแสพลังปราณบางเบาไหลจากต้นเสวียนชิงไปหล่อเลี้ยงรากของต้นไม้หน้าคน
หรือว่าต้นเสวียนชิงจะช่วยปลุกชีพมันได้?
กู้อันดีใจ แต่ก็กังวล กลัวต้นไม้หน้าคนจะดูดพลังต้นเสวียนชิงจนแห้งตาย ถ้ามันเป็นไม้ปีศาจจริงๆ เขาคงต้องถอนทิ้ง
ต้องหาคนมาเฝ้า
เย่เหยียนตอนนี้อยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 8 แล้ว แต่อาศัยยาช่วยเป็นหลัก ถ้าเขาไม่อยู่ ใครจะเฝ้า?
...
ปลายฤดูร้อน กู้อันอายุ 43 ปี เขาเข้าเมืองไปส่งต้นฉบับ
บรรยากาศในเมืองดูตึงเครียด ผู้คนซุบซิบกันหน้าดำคร่ำเครียด
เห็นคนของหอปราบมารไล่จับศิษย์คนหนึ่งกลางถนน กู้อันขมวดคิ้ว
จับกันไม่หมดไม่สิ้นสักที?
เขาเดินไปหอสัตว์เลี้ยง ซื้อสุนัขวิญญาณสามตัวใส่ถุงสัตว์เลี้ยง กะว่าจะเอาไปเลี้ยงเป็นเพื่อนผู้เฒ่าเถียน
เดินออกมาก็จ๊ะเอ๋กับลู่จิ่วเจี่ย
"ศิษย์พี่ มาซื้อสัตว์เลี้ยงเหรอ?" ลู่จิ่วเจี่ยทักทาย สีหน้าดูซีดเซียว มีไอแห่งความตายแผ่ออกมาจางๆ
"เจ้าดูหน้าซีดๆ นะ ไม่สบายรึเปล่า?" กู้อันถาม
"แค่เพลียจากการฝึกวิชาน่ะ" ลู่จิ่วเจี่ยตอบเลี่ยงๆ
กู้อันสังเกตเห็นไอปีศาจจางๆ ในตัวรุ่นน้อง
ฝึกวิชามาร?
ลู่จิ่วเจี่ยไม่เล่า กู้อันก็ไม่เซ้าซี้
"ศิษย์พี่ ช่วงนี้กลางคืนอย่าออกไปไหนนะ มีปีศาจระดับสูงแฝงตัวเข้ามา" ลู่จิ่วเจี่ยเตือนก่อนจากไป
กู้อันพยักหน้า
กลับมาถึงหุบเขาที่สาม กู้อันปล่อยหมาสามตัวให้ผู้เฒ่าเถียนดูแล แล้วเตรียมตัววาร์ปกลับเสวียนกู่
จังหวะที่ยืนบนแท่นวาร์ป เขาเห็นสายตาเป็นห่วงของผู้เฒ่าเถียนแวบหนึ่ง
พอกลับมาถึงเสวียนกู่ กู้อันก็สัมผัสได้ถึงพลังที่คุ้นเคย
หลี่หยา!
เขาเดินไปดู เห็นหลี่หยากำลังสอนเด็กๆ ฝึกกระบี่
หลี่หยาเดินเข้ามาหา
"ทำไมมาอยู่ที่นี่?" กู้อันถาม
สร้างแก่นทองคำสำเร็จแล้ว! ไวใช้ได้!
"มาคุ้มครองเจ้า ได้ข่าวว่าจอมมารพรรคเทียนเจวี๋ยบุกมา ข้าเป็นห่วง" หลี่หยายิ้มตอบ
บทที่ 60: ท่านบรรพชนช่วยข้าด้วย!
"เจ้าจะสู้จอมมารไหวเหรอ?" กู้อันถามด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือ
หลี่หยายืดอก "ข้าสร้างแก่นทองคำแล้วนะ อย่าดูถูกกันสิ!"
"ระดับแก่นทองคำก็แค่ศิษย์ฝ่ายใน จะไปสู้จอมมารได้ยังไง?"
"เอาน่า ข้ามาคุ้มครองเจ้า เจ้ายังจะบ่นอีก?"
"ข้ากลัวเจ้าเป็นอะไรไปต่างหาก"
ทั้งสองเถียงกันไปมา กู้อันไม่อยากให้หลี่หยาอยู่ เพราะถ้าจอมมารมาจริง มีหลี่หยาอยู่ด้วยเขาจะแสดงฝีมือลำบาก
แต่หลี่หยาดื้อแพ่ง จะอยู่ให้ได้ กู้อันเลยต้องยอม
ตกดึก ทั้งสองนั่งคุยกันบนหอพัก
กู้อันไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองเป็นพานอัน เพราะกลัวหลี่หยาปากโป้งไปบอกพ่อ
...
สิบวันผ่านไป เหตุการณ์ปกติ
เย็นวันหนึ่ง กู้อันกำลังเก็บสมุนไพร หลี่หยาทำสมาธิอยู่บนยอดเขา
จู่ๆ กู้อันก็ชะงัก
มาแล้ว!
มีกลิ่นอายปีศาจระดับสูงลอยผ่านมา แต่ไม่ได้มุ่งมาที่หุบเขา
กู้อันโล่งอก นึกว่าจะซวย
แต่ที่ไหนได้... เป้าหมายมันคือหลี่หยา!
บนยอดเขา หลี่หยาบืมตาโพลง ลุกขึ้นมองลงไปที่ป่าด้านล่าง เห็นเงาดำตะคุ่มๆ ยืนจ้องเขาอยู่
หลี่หยาขมวดคิ้ว ชี้หน้ามันแล้วกระโดดหนีไปทางอื่น
เงาดำสลายตัวเป็นควัน พุ่งตามไปติดๆ
หนึ่งก้านธูปต่อมา
หลี่หยาร่อนลงริมลำธารในหุบเขาลึก
เงาดำปรากฏตัวขึ้นอีกฟากของลำธาร
"เจ้าไม่ใช่คนของพรรคเทียนเจวี๋ย รู้จักข้าด้วยรึ?" หลี่หยาถาม
เสียงแหบพร่าตอบกลับ "องค์ชายหลี่หยา ผู้สืบทอดเจตจำนงกระบี่แห่งชางโจว เจอตัวเจ้าถือเป็นโชคดีจริงๆ"
หลี่หยาชักกระบี่ "อย่ามาเล่นลิ้น!"
ปราณกระบี่ระเบิดออก เงากระบี่เจ็ดเล่มปรากฏขึ้นรอบกาย ส่องแสงวาววับในความมืด
"แค่ระดับแก่นทองคำ คิดจะสู้ข้า?" เงาดำหัวเราะเยาะ
พริบตาเดียว มันก็วาร์ปมาโผล่ข้างหลังหลี่หยา
หลี่หยาไหวตัวทัน ตวัดกระบี่ฟันสวนตูมใหญ่!
แต่ยังไม่ทันรู้ผล แรงกระแทกมหาศาลก็ซัดเข้าใส่ร่างเขา ปลิวกระเด็นไปไกลหลายร้อยวา ชนต้นไม้หักระเนระนาด
หลี่หยากระอักเลือด พยายามลุกขึ้นแต่ไม่ไหว
เงาดำลอยอยู่กลางอากาศ มองลงมาอย่างผู้ชนะ "ไอ้หนู กล้าดีนี่ที่สู้กับข้า รู้ไหมข้าอยู่ระดับไหน?"
"บ้าเอ๊ย..." หลี่หยากัดฟันกรอด
"โธ่เอ้ย... เจ้าเด็กบ้า หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องของเจ้าแล้วนะ มันลามมาถึงข้าด้วย!"
เสียงชายชราดังขึ้นในหัวหลี่หยา
เงาดำยกมือขึ้นเตรียมปิดบัญชี แต่จู่ๆ มือข้างหนึ่งที่มีไอปีศาจล้อมรอบก็มาจับไหล่มันไว้
เถาวัลย์ไม้เสียบทะลุร่างเงาดำ เลือดสาดกระเซ็น!
เงาดำคืนร่างเดิม เป็นชายวัยกลางคนสวมชุดผู้อาวุโสฝ่ายนอก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"วิชาเงามายาปีศาจ... เจ้า..." เฉินจ่างเหล่า (ผู้อาวุโสเฉิน) ร้องเสียงหลง
หลี่หยาเบิกตากว้าง "ผู้อาวุโสเฉิน! เป็นท่านเองหรือ!"
ยังไม่ทันได้คำตอบ ร่างของเฉินจ่างเหล่าก็ถูกไฟสีเขียวลุกท่วม เผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่านในพริบตา เหลือแต่ถุงสมบัติที่ลอยไปเข้ามือเงามรณะด้านหลัง
ร่างเงาสีม่วงดำยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ มือยังค้างอยู่ในท่าขย้ำเหยื่อ
หลี่หยาขนลุกซู่ เฉินจ่างเหล่าระดับวิญญาณแรกกำเนิดยังโดนเก็บในวินาทีเดียว!
"ระดับฝ่าความว่างเปล่า! อย่างต่ำก็ขั้น 5!"
เสียงชายชราในหัวสั่นเครือ
หลี่หยาใจเต้นระรัว
บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว หลี่หยากลั้นหายใจ เตรียมรับมือสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ในใจกรีดร้อง 'ท่านบรรพชนช่วยข้าด้วย!'
ไม่กี่อึดใจต่อมา
ร่างเงาหายวับไป
"มันไปแล้ว... คงเห็นแก่หน้าใครบางคนมั้ง" เสียงในหัวถอนหายใจ
"ไอ้โง่! เลิกยุ่งกับกู้อันแล้วรีบไสหัวไปฝ่ายในเดี๋ยวนี้! ฝ่ายนอกนี่มันดงปีศาจชัดๆ อยู่ไปมีแต่ตายกับตาย!"
...
ในหอพักกู้อัน
กู้อันถอนหายใจ มองถุงสมบัติในมือ
ขอโทษทีนะศิษย์พี่หลี่ ต้องเจ็บตัวหน่อยถึงจะยอมไป
เขาไม่อยากทำร้ายเพื่อน แต่ถ้าหลี่หยาไม่ไป ก็จะซวยกันหมด
ฆ่าเฉินจ่างเหล่าได้อายุขัยมา 37 ปี
กู้อันตรวจของในถุง เผาขยะทิ้ง
รุ่งเช้า หลี่หยากลับมาในสภาพสะบักสะบอมแต่เปลี่ยนชุดใหม่แล้ว
"หน้าซีดๆ นะ ไปโดนอะไรมา?" กู้อันแกล้งถาม
"ฝึกวิชาพลาดนิดหน่อย" หลี่หยาโกหกหน้าตาย
กู้อันลากขึ้นห้อง ควักยารักษาออกมาเพียบ ยัดใส่มือ
"เมื่อคืนออกไปข้างนอกมาใช่ไหม? ไปเจอดีมาล่ะสิ" กู้อันดักคอ
หลี่หยาหน้าเครียด "เมื่อคืนเจอปีศาจจริงๆ ศิษย์น้อง ย้ายไปฝ่ายในเถอะ ที่นี่อันตราย!"
"ไม่ไป! ข้ามีลู่จิ่วเจี่ยคุ้มกะลาหัวอยู่ ไม่ต้องห่วง" กู้อันยืนกราน
"แต่..."
"เชื่อข้าเถอะ ความวุ่นวายในฝ่ายนอกมันแปลกๆ อาจจะไม่ใช่ฝีมือปีศาจก็ได้ ท่านไปฝ่ายในน่ะดีแล้ว จะได้ไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อยู่ที่นี่ปกป้องข้าไม่ได้ตลอดหรอก"
หลี่หยาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วขนลุก
ตัดสินใจเด็ดขาด "ตกลง ข้าจะไปฝ่ายใน!"
กู้อันยิ้ม ยัดยาให้เพิ่ม
หลี่หยาซาบซึ้งใจ รีบขี่กระบี่จากไป
บินพ้นหุบเขา เขาหันกลับมามอง "เห็นไหม นี่แหละเหตุผลที่ข้าทิ้งเขาไม่ได้ ใครแตะต้องเขา ข้าจะฆ่ามันให้หมด!"