29-30
29-30
แจ้งอีกรอบครับ ช่วง 150 บทแรก ฟรี น่ะ ผมแปลไป สองร้อยกว่า บท กำลังมานั่งตรวจซ้ำอีก รอบ คือ ช่วง 100 บทแรก ผมสนุกกับการใช้คำ แสลง เช่น เทพทรู หวานเจ๊ยบ เยอะไปหน่อย คงไม่กลับไปแก้ให้น่ะ แต่ จะอธิบาย ให้ข้างบท เช่นคำว่า เติมทรู คือ ทุ่มเทอายุขัย แนวๆนี้
บทที่ 29: วิชาเงามายาปีศาจ และความชื่นชมของเจียงฉยง
"วิชาลับอะไรหรือขอรับ?"
กู้อันถามด้วยแววตาเป็นประกาย เขาได้เรียนรู้วิชามากมายจากเจียงฉยง แต่สำหรับวิชาอาคมแล้ว ยิ่งรู้เยอะก็ยิ่งดี
รอให้เจียงฉยงจากไปแล้ว เขาคงยากจะหา 'ท่านอาจารย์ปู่' ที่ทุ่มเทการสอนขนาดนี้ได้อีก
เจียงฉยงกัดน่องไก่คำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"หนึ่งในเก้าสุดยอดวิชาลับแห่งหอพันฤดูสารทของพวกเรา... วิชาเงามายาปีศาจ!"
วิชาเงามายาปีศาจ?
ฟังชื่อแล้วมันทะแม่งๆ ชอบกล...
กู้อันขมวดคิ้วถามด้วยความระแวง "มันเป็นเคล็ดบ่มเพาะพลังหรือเปล่าขอรับ?"
เขาไม่ขาดแคลนเคล็ดบ่มเพาะ หากต้องเปลี่ยนวิชาหลักแล้วเริ่มฝึกใหม่ เขาต้องเสียเวลาปั้นระดับพลังปราณใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองอายุขัยโดยใช่เหตุ
"ก็บอกแล้วไงว่าเป็นวิชาลับ! วิชาเงามายาปีศาจจะช่วยให้เจ้าเป็น 'สายลับ' ได้แนบเนียนยิ่งขึ้น เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง"
เจียงฉยงตอบเสียงอู้อี้ เพราะในปากเต็มไปด้วยเนื้อไก่จนแก้มตุ่ย
ใบหน้าของกู้อันกระตุกเล็กน้อย
ข้าไม่ได้อยากเป็นสายลับฝ่ายอธรรมนะโว้ย!
ช่างเถอะ อดทนเรียนๆ ไปก่อน รอให้เจียงฉยงกลับไปเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน ภายภาคหน้าจะพูดภาษาคนหรือภาษาผี ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตัวตนเป็นสิ่งที่เรากำหนดเองได้
...
เที่ยงวันถัดมา
กู้อันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้ ห่างออกไปเจ็ดก้าว เย่หลานและเจินฉิ้นกำลังฝึกกระบี่ ท่วงท่าพลิ้วไหวงดงาม แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจดึงดูดสายตาของกู้อันได้
"ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่หลี่หยามาขอรับ!"
เสี่ยวชวนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน ด้านหลังเขามีชายหนุ่มเดินตามมา นั่นคือหลี่หยา
กู้อันลุกขึ้นทันที ยัด 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' เข้าไปในอกเสื้อ แล้วเดินตรงเข้าไปหาหลี่หยา
"ขึ้นไปคุยบนหอกัน" หลี่หยาชิงพูดขึ้นก่อน
กู้อันพยักหน้า แล้วพาเขาเดินขึ้นชั้นบน
เจินฉิ้นหยุดมือจากการแกว่งกระบี่ หันไปมองเย่หลานแล้วถามด้วยความกังวล "อาจารย์อาเย่ ศิษย์พี่หลี่หยาคงไม่ได้มาเพราะเรื่องผู้ฝึกตนฝ่ายมารสองคนเมื่อวานใช่ไหมเจ้าคะ?"
"อาจจะใช่" เย่หลานหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา
ภายในห้อง
กู้อันและหลี่หยายนั่งประจันหน้ากัน กู้อันรินน้ำชาพลางถาม "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
หลี่หยาเปิดประเด็น "ข้าตั้งใจว่าจะมาพักที่หุบเขาโอสถสักครึ่งปี เจ้าจะว่าอะไรไหม?"
"ย่อมได้อยู่แล้ว ท่านอยากอยู่นานแค่ไหนก็ตามสบายเลย ว่าแต่... ท่านเจอเรื่องอะไรมาหรือเปล่า?"
กู้อันตอบรับโดยไม่ลังเล พร้อมถามไถ่ด้วยความห่วงใยตามมารยาท
หลี่หยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวระทึกขวัญเมื่อวานให้ฟัง เขาคิดว่าหากศิษย์น้องกู้อันได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของโลกภายนอก อาจจะเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นแรงผลักดันในการฝึกฝนได้
เมื่อฟังจบ กู้อันก็เบิกตากว้าง แสร้งทำหน้าตกใจสุดขีด "สองคนนั้นตายแล้วรึ? แล้วลัทธิหมื่นวิญญาณจะไม่มาหาเรื่องเราหรือขอรับ?"
หลี่หยาแค่นเสียงฮึดฮัด "พวกมันกล้าลงมือกับข้าและหลี่เสวียนอวี้ หากจะมีใครหาเรื่อง ก็ต้องเป็นสำนักไท่เสวียนเราที่ไปคิดบัญชีกับลัทธิหมื่นวิญญาณ นอกจากสำนักแล้ว ราชสำนักก็คงไม่ปล่อยไว้แน่ หลี่เสวียนอวี้เป็นถึงธิดาสุดที่รักของเสด็จพ่อ"
กู้อันถามด้วยความแปลกใจ "ขนาดนั้นแล้ว พวกมันยังกล้าลงมือกับรุ่นพี่หลี่อีกหรือ?"
"สวีหรูเย่กับฉานจีทำชั่วมานับไม่ถ้วน เพื่อเป้าหมายแล้วพวกมันไม่สนวิธีการ ก่อนหน้านี้ฉานจีเคยมีเรื่องบาดหมางกับหลี่เสวียนอวี้ที่เมืองเย่เฉิง พอสบโอกาสเจอหลี่เสวียนอวี้อยู่ลำพัง มีหรือพวกมันจะปล่อยไป และที่สำคัญ..."
หลี่หยาพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน แต่เมื่อถึงประโยคท้าย เขาก็ชะงักปากไว้
"และที่สำคัญอะไร?"
"ไม่มีอะไร"
กู้อันคันไม้คันมืออยากจะเขกกะโหลกคนตรงหน้าสักที ถ้าจะกั๊กไว้ก็อย่าพูดคำว่า 'และที่สำคัญ' ออกมาตั้งแต่แรกสิวะ!
หลี่หยามองหน้ากู้อันแล้วถาม "ตั้งแต่เมื่อวานถึงตอนนี้ เจ้าเห็นใครผ่านหุบเขาโอสถบ้างไหม?"
กู้อันส่ายหน้า
"เจ้าน่าจะได้เห็นกับตา เมื่อวานถ้าไม่ได้ท่านอาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดยื่นมือเข้าช่วย ข้ากับหลี่เสวียนอวี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว วิถีกระบี่ของท่านผู้อาวุโสนั้นช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เด็ดใบไม้สังหารศัตรู! ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นเก้าในสายตาท่านก็เปรียบเสมือนผักปลาในสวน เพียงใบไม้ใบเดียวก็ปลิดชีพได้..."
พอเล่าถึงฉากการต่อสู้เมื่อวาน หลี่หยาก็เกิดอาการเลือดลมสูบฉีด เริ่มบรรยายฉากเด็ดอย่างออกรส
กู้อันเบิกตากว้าง ทำท่าซู๊ดปากสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดเป็นระยะ ราวกับกำลังฟังตำนานปรัมปรา
ทั้งที่ท่านผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดคนนั้นแค่ดีดใบไม้ไปสองใบ แต่หลี่หยากลับสรรหาคำศัพท์วิจิตรพิสดารทั้งชีวิตมาบรรยายเสียจนเห็นภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกร
"ผู้ฝึกกระบี่ควรเป็นเช่นนี้ ไร้กระบี่เหนือกว่ามีกระบี่ ไม่ว่าในมือจะถือสิ่งใด ล้วนเป็นกระบี่ได้ทั้งสิ้น แม้แต่ตัวข้าเอง... สรุปก็คือ ศิษย์พี่อย่างข้าค้นพบเส้นทางของตัวเองแล้ว จากนี้ไปข้าจะทุ่มเทฝึกฝนวิถีแห่งกระบี่..."
หลี่หยาเผยสีหน้ามุ่งมั่นและเปี่ยมด้วยความหวัง กู้อันพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจกลับหัวเราะร่า
'ไอ้น้องชาย ท่านอาวุโสที่เจ้าพูดยกย่องปานเทพเจ้านั่งหัวโด่รินชาให้เจ้าอยู่นี่ไง น่าเสียดายที่เจ้าตบะยังตื้นเขิน มองภูเขาไท่ซานไม่ออก!'
กู้อันตัดบทจินตนาการอันบรรเจิดของหลี่หยา "งานชุมนุมศิษย์ฝ่ายนอกทั่วหล้ายิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำไมสำนักไม่ส่งศิษย์มาลาดตระเวน หรือส่งคนมาคุ้มกันศิษย์รับใช้อย่างพวกเราบ้างเลย?"
รอบหุบเขาเสวียนกู่ในรัศมีห้าสิบลี้ มีถ้ำวิมานของศิษย์ฝ่ายนอกอยู่อย่างน้อยหกแห่ง แม้ส่วนใหญ่จะไม่อยู่ แต่ถ้าสำนักออกคำสั่ง ย่อมต้องมีคนมา
รอยยิ้มของหลี่หยาจางหายไป เขาตอบเสียงเรียบ "เจ้าลองคิดดูสิ ทำไมถึงมีคนกล้าเลี้ยงปีศาจแห่งความโลภและการะไว้นอกเขตฝ่ายนอก? ก็เพราะสำนักไม่เคยเห็นหัวศิษย์รับใช้อย่างพวกเจ้าไง แต่เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่จนกว่างานชุมนุมจะจบ"
กู้อันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม "แล้วท่านไม่เข้าร่วมงานประลองหรือ?"
"ข้าตบะยังไม่ถึงขั้น ขืนผลีผลามเข้าร่วมก็มีแต่เจ็บตัว งานใหญ่ระดับนี้เป็นเวทีของพวกระดับสร้างรากฐานขั้นเก้าเขาเล่นกัน" หลี่หยาส่ายหน้า
คำตอบนี้ทำให้กู้อันต้องมองเขาใหม่ หมอนี่รู้จักประเมินตนเองได้ดีทีเดียว
หรืออาจจะเป็นเพราะโดนสวีหรูเย่ซ้อมจนเสียความมั่นใจไปแล้วก็ได้
ทั้งสองคุยกันต่ออีกพักใหญ่ก่อนจะลงมาข้างล่าง กู้อันสั่งให้เสี่ยวชวนและถังอวี๋ช่วยกันจัดเรือนพักหลังหนึ่งให้หลี่หยาอยู่คนเดียว
พอรู้ว่าหลี่หยาจะมาอยู่ด้วยตั้งครึ่งปี คนในหุบเขาต่างดีใจกันยกใหญ่ หนึ่งคือมีคนคุ้มกัน สองคือจะได้ขอคำชี้แนะวิชากระบี่
ในสายตาพวกเขา กู้อันดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือรู้วิชาน้อยไปหน่อย สอนอะไรพวกเขาลึกซึ้งไม่ได้ แต่หลี่หยานั้นต่างออกไป เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานตัวจริงเสียงจริง!
วันเวลาผ่านไป ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเสวียนกู่มักมีผู้ฝึกตนขี่กระบี่บินผ่านไปมา กู้อันได้เห็นพาหนะวิเศษและสัตว์ขี่แปลกตามากมาย จนอดทอดถอนใจไม่ได้
นี่สิ... โลกแห่งเซียนที่แท้จริง!
...
หนึ่งเดือนต่อมา ในยามดึกสงัด
เจียงฉยงนั่งเอกเขนกพิงต้นเถาวัลย์สวรรค์ ขาข้างหนึ่งแกว่งไกวไปมา เผยให้เห็นน่องขาวเนียนภายใต้ชายกระโปรง นางถือหนังสืออ่านเล่นอยู่ในมือ สายตาชำเลืองมองกู้อันที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรอยู่ไกลๆ
จู่ๆ นางก็ดีดตัวลุกขึ้น หนังสือในมือลอยหายวับเข้าไปในจี้ห้อยคอ นางบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย
"หลานศิษย์ตัวน้อย เลิกยุ่งได้แล้ว มาฝึกวิชาเงามายาปีศาจกันเถอะ"
เจียงฉยงร้องเรียก พลางกระโดดลงไปนั่งหน้าเตาหลอมยาที่กำลังต้มยาจนควันโขมง
กู้อันตอบโดยไม่หันมามอง "ไม่เป็นไรขอรับ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
เจียงฉยงส่ายหน้ายิ้มขำ 'เจ้าเด็กนี่ขยันขันแข็งจริงๆ หายากนัก ต้องรางวัลด้วยยาดีๆ สักหน่อย'
ครึ่งก้านธูปต่อมา
กู้อันหอบสมุนไพรที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมายืนข้างเจียงฉยง เขาจัดเรียงสมุนไพรแยกประเภทวางบนพื้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้เจียงฉยงยิ่งถูกใจ
เด็กคนนี้... ไม่มีที่ติจริงๆ!
กู้อันเพิ่งกวาดอายุขัยมาได้กว่าหนึ่งพันสามร้อยปีในรวดเดียว อารมณ์จึงดีเป็นพิเศษ โอกาสฟาร์มยาวๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ
"ฝึกวิชาต่อเถอะ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามข้าได้ตลอด" เจียงฉยงจ้องมองเตาหลอมยา พลางกล่าวเสียงนุ่ม
กู้อันพยักหน้า แล้วเริ่มร่ายรำกระบวนท่าวิชาเงามายาปีศาจ เขาฝึกวิชานี้มาเดือนหนึ่งแล้ว แต่รายชื่อวิชายังไม่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างสถานะ ซึ่งทำให้เขาหงุดหงิดใจไม่น้อย
วันนี้ต้องทำให้มันขึ้นให้ได้!
ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำสวรรค์แปดทิศ กู้อันและเจียงฉยงนั่งสมาธิอยู่ใกล้เตาหลอมยา ควันยาสีจางปกคลุมร่างของทั้งสองอย่างเลือนราง
ผ่านไปอีกสี่วัน ในที่สุดวิชาเงามายาปีศาจก็ปรากฏขึ้นบนแผงสถานะของกู้อัน
เขากวาดตามองข้อมูลของตัวเอง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า
[ชื่อ: กู้อัน]
[อายุขัย: 27 / 12,268 ปี]
[รากวิญญาณ: รากวิญญาณห้าธาตุระดับหนึ่ง (ธาตุไม้และดินโดดเด่น)]
[วรยุทธ์: ระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 8]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดควบคุมไฟ (ยังไม่สำเร็จ), วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ (เชี่ยวชาญ), วิชามังกรสวรรค์พลังศักดิ์สิทธิ์ (เชี่ยวชาญ), วิชาปรุงยา (เริ่มเข้าถึง), คัมภีร์หมื่นพิษ (ยังไม่สำเร็จ), เคล็ดหยินหยาง (ยังไม่สำเร็จ)]
[วิทยายุทธ์: บาทาวายุคลั่งไร้เงา (ชำนาญ), กระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ (ชำนาญ), บาทาแปดทิศ (ยังไม่สำเร็จ), วิชาเงามายาปีศาจ (ยังไม่สำเร็จ)]
[คาถาอาคม: วิชาสะกดวิญญาณ (ยังไม่สำเร็จ), วิชาควบคุมกระบี่ (ชำนาญ), เนตรมายา (ยังไม่สำเร็จ), ค่ายกลไม้พิษ (เริ่มเข้าถึง), วิชาควบคุมลม (ยังไม่สำเร็จ), วิชาควบคุมศพ (ยังไม่สำเร็จ)]
ขึ้นบนแผงสถานะได้ แสดงว่าเป็นของจริง!
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เจียงฉยงถ่ายทอดวิชาให้เขาถึงแปดอย่าง
ช่างเป็นอาจารย์ที่ประเสริฐแท้!
สิ่งนี้ทำให้กู้อันมองนางในแง่ดีขึ้นมาก แม้จะเป็นนางมารจากพรรคมาร แต่ความทุ่มเทในการสอนสั่งนั้นดีกว่าพวกฝ่ายธรรมะเสียอีก
กู้อันลุกขึ้น โค้งคำนับเจียงฉยงอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์ปู่ คืนนี้พอแค่นี้เถอะขอรับ ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน"
เจียงฉยงยังคงนั่งหลับตาอยู่หน้าเตาหลอม ไอปีศาจลอยวนรอบกาย นางเอ่ยปากโดยไม่ลืมตา "กลับไปก็หมั่นฝึกฝนให้ดี ข้าจะพักฟื้นอยู่ที่นี่อีกอย่างมากก็สองปี แล้วก็จะไปแล้ว"
กู้อันไม่ตอบคำ เพียงหันหลังเดินจากไป
เจียงฉยงลืมตาข้างหนึ่ง แอบมองแผ่นหลังของเขา แล้วคิดในใจ 'เจ้าเด็กนี่ดูเศร้าๆ นะ ก็แหงล่ะ อาจารย์ปู่แสนดีอย่างข้าจะไปหาที่ไหนได้อีก? เห็นแก่ที่เขาโดดเดี่ยวตัวคนเดียว เดี๋ยวข้ากลับไปจะส่งคนมาดูแลแทน ให้เขาย้ายไปฝึกที่หอพันฤดูสารท แล้วค่อยให้ท่านพ่อไปสอนวิชากระบี่ให้'
กู้อันเดินจ้ำอ้าวตรงไปที่ปากถ้ำ
เขาต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการกลั้นยิ้ม ไม่ให้หลุดหัวเราะออกมา
ในที่สุดก็จะไปแล้ว!
แม้เจียงฉยงจะดีกับเขามาก แต่เขาก็อยากครอบครองถ้ำสวรรค์แปดทิศไว้คนเดียวมากกว่า
เมื่อกลับออกมาสู่ป่าเขา กู้อันไม่ได้ตรงกลับที่พักทันที แต่มุ่งหน้าไปยังที่ห่างไกล เพื่อหาสถานที่ลับตาคน แล้วเติมอายุขัยหนึ่งปีเข้าสู่การบ่มเพาะพลัง
เขารู้สึกได้ว่าระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 9 อยู่ไม่ไกลแล้ว อาจจะภายในไม่กี่วันนี้
แม้จะรู้สึกว่าใกล้จะทะลวงระดับ แต่เขาก็ยังใจเย็น เติมแค่ปีละครั้งพอ
เขาเดินมาไกลกว่ายี่สิบลี้ แล้วนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ กดกลิ่นอายของตัวเองให้ต่ำที่สุดจนกลมกลืนไปกับต้นหญ้า
ทันทีที่กดเติมอายุขัยหนึ่งปี พลังวิญญาณธรรมชาติก็หลั่งไหลเข้ามา
ดอกไม้ใบหญ้ารอบกายสั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังเริงระบำต้อนรับการเลื่อนระดับ
ไม่นานนัก พลังวิญญาณก็สงบลง เป็นอันเสร็จสิ้นการบำเพ็ญเพียรประจำวัน
กู้อันลุกขึ้นเตรียมจะกลับ แต่เท้ายังไม่ทันก้าว เขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงรีบหลบเข้าหลังต้นไม้
สี่ลมหายใจต่อมา เสียงแหวกอากาศดังขึ้น เงาร่างสองสายเหาะผ่านศีรษะเขาไป
สายตาของกู้อันเฉียบคมเหนือมนุษย์ เขาจับภาพคนทั้งสองได้ชัดเจน แล้วโยนสกิลตรวจสอบอายุขัยใส่ทันที
[จั่วอีเจี้ยน (ระดับแก่นทองคำ ขั้น 9): 142 / 490 / 980 ปี]
[จั่วหลิน (ระดับสร้างรากฐาน ขั้น 2): 27 / 280 / 1,400 ปี]
ระดับแก่นทองคำ ขั้น 9!
กู้อันนึกสงสัยในใจ คนสองคนนี้มาจากสำนักไหนกัน?
รอจนพวกเขาบินไปไกลลับตา กู้อันถึงได้ย่องกลับหุบเขาเสวียนกู่
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็นำเหล่าศิษย์ทำกายบริหารตามปกติ ส่วนหลี่หยามาบอกกล่าวว่าจะไปทำธุระที่เขตนอก
จนกระทั่งเที่ยงวัน หลี่หยาถึงขี่กระบี่กลับมา พร้อมพาคนมาด้วยอีกหนึ่งคน
นั่นคือ 'จั่วหลิน' ที่กู้อันเพิ่งส่องสเตตัสไปเมื่อคืน
บทที่ 30: วิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 9 และเพลงกระบี่วิญญาณไม้
"ศิษย์น้องกู้ ข้าขอแนะนำหน่อย นี่คือเพื่อนสมัยเด็กของข้า ชื่อจั่วหลิน เขาอยากมาแลกเปลี่ยนวิชาดาบกับข้า ให้เขาพักที่เรือนข้าแล้วกันนะ" หลี่หยาพาจั่วหลินมาแนะนำให้กู้อันรู้จัก
จั่วหลินสวมชุดสีเหลือง หน้าตาหล่อเหลาเอาการ แต่ความหยิ่งยโสที่ฉายชัดอยู่ระหว่างคิ้วนั้นปิดไม่มิด ที่เอวห้อยกระบี่ล้ำค่า ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดีมีราคา
หลี่หยาแนะนำกู้อันให้จั่วหลินรู้จัก แต่อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าให้นิดๆ อย่างเสียไม่ได้ ไม่ยอมเปิดปากพูดด้วยสักคำ
กู้อันชินกับคนประเภทนี้แล้ว จึงยิ้มตอบ "งั้นศิษย์พี่หลี่ก็พาเขาไปพักเถอะขอรับ"
หลี่หยาพยักหน้า สายตาสื่อความหมายขอโทษแทนเพื่อน
จั่วหลินลากแขนหลี่หยาเดินไป พลางพูดด้วยความตื่นเต้น "วันนี้จีหลินจากตระกูลจีร้ายกาจจริงๆ เจ้าเห็นเพลงกระบี่ชุดนั้นไหม? สุดยอดไปเลย ข้าว่าเขามีสิทธิ์เป็นแชมป์นะ"
จีหลิน?
ภาพใบหน้าหล่อเหลาแต่เย่อหยิ่งอีกคนผุดขึ้นในหัวกู้อัน จีหลินเข้าสำนักมาพร้อมกับจีเซียวอวี้ แม้จะไม่ค่อยได้คุยกัน แต่ก่อนหน้านี้ตู้เย่ก็เคยมาช่วยจีหลินหาสมุนไพร
ไม่นึกว่าจีหลินจะเริ่มฉายแสงในงานประลองศิษย์ฝ่ายนอกแล้ว ทั้งที่อายุมากกว่ากู้อันไม่เท่าไหร่
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทรัพยากร สวัสดิการของสำนักไท่เสวียนบวกกับทุนหนาของตระกูลจี จะเก่งเร็วก็ไม่แปลก
กู้อันเดินไปที่ใต้ต้นไม้ แต่หูกางผึ่งแอบฟังบทสนทนาของสองหนุ่ม
งานชุมนุมศิษย์ฝ่ายนอกเริ่มขึ้นแล้ว เหล่าหัวกะทิจากทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมมารวมตัวกันประลองฝีมือ พวกตัวเต็งเริ่มสร้างชื่อเสียงกระฉ่อน
กู้อันไม่ได้ยินชื่อของจีเซียวอวี้ พอลองคิดดูก็เข้าใจได้ นางไม่ได้สังกัดฝ่ายนอกนี่นา
พวกเสี่ยวชวนและอู้ซินต่างให้ความสนใจจั่วหลินกันใหญ่ จับกลุ่มซุบซิบกันสนุกปาก
การมาของจั่วหลินไม่ได้กระทบชีวิตในหุบเขามากนัก เขาดูถูกพวกศิษย์รับใช้ วันๆ ก็เอาแต่ดวลดาบกับหลี่หยา เสร็จแล้วก็มุดหัวเข้าห้องไปบำเพ็ญเพียร
เพราะมีคนนอกมาอยู่ กู้อันเลยลดความถี่ในการไปถ้ำสวรรค์แปดทิศลง แต่กิจวัตรประจำวันยังคงเหมือนเดิม
หนึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก
ในที่สุด กู้อันก็บรรลุระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 9! คืนนั้นเขาเดินตัวเบาหวิวกลับมาที่หุบเขาแทบจะเหาะได้
พอกลับมาถึง ก็เห็นคนกำลังร่ายรำเพลงกระบี่อยู่ในลานบ้านของหลี่หยา
กู้อันขึ้นห้องตัวเอง แล้วแอบมองผ่านหน้าต่าง
คนที่กำลังฝึกดาบคือจั่วหลิน
ตอนแรกที่เห็นจั่วหลิน กู้อันนึกว่าเป็นอัจฉริยะด้านกระบี่
แต่พอดูมาเดือนนึง... หมอนี่มันดาษดื่นชัดๆ!
ด้วยสายตาของกู้อันตอนนี้ เขามองออกทะลุปรุโปร่งว่าพรสวรรค์ของจั่วหลินยังสู้ซูหานไม่ได้ด้วยซ้ำ
ซูหานถือว่าเป็นที่หนึ่งในหุบเขา แต่ถ้าเทียบกับโลกภายนอก ก็ยังถือว่าธรรมดา
กู้อันดูอยู่พักหนึ่งก็ปิดหน้าต่างนอน
พอรุ่งสาง กู้อันลงมาข้างล่าง ก็ยังเห็นจั่วหลินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองกระบี่ในมือ คิ้วขมวดเป็นปม
กู้อันเรียกศิษย์น้องและลูกศิษย์มาตั้งแถวทำกายบริหาร เสียงดังจนเรียกความสนใจจากจั่วหลิน
"จริงๆ แล้วเจ้าไม่ต้องฝืนฝึกกระบี่ก็ได้นะ รากวิญญาณเจ้าดีอยู่แล้ว รอให้พลังตบะสูงกว่านี้ค่อยมาฝึกกระบี่ อาจจะง่ายขึ้นก็ได้" หลี่หยาเดินมาข้างๆ จั่วหลินแล้วปลอบใจ
หน้าของจั่วหลินดำคล้ำ "ไม่ได้! ข้าต้องเป็นเซียนกระบี่ให้ได้! พ่อข้าคือจอมดาบแห่งทะเลสาบคังเชียวนะ!"
หลี่หยาตั้งใจจะห้ามเพื่อน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อยากพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็นเหมือนกัน
จั่วหลินจ้องเขม็งไปที่กู้อันและพรรคพวกที่กำลังยืดแข้งยืดขา ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าท่วงท่าของกู้อันมันมี 'ของ' บางอย่างที่แปลกประหลาด แม้จะทำท่าเหมือนคนอื่นเปี๊ยบ แต่จังหวะจะโคนของกู้อันมันดูลึกล้ำพิสดาร
ตอนแรกนึกว่าตาฝาด แต่ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าใช่
หลี่หยาไม่อยากรบกวนเพื่อน เลยปลีกตัวไปฝึกวิชาในป่า เขาเองก็ไม่อยากแพ้ใครอีกแล้ว!
พอกู้อันนำกายบริหารจบ เขาก็ปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงาน ตอนนี้เขาแทบไม่ต้องสั่งงานแล้ว อู้ซินเริ่มรับบทบาทหัวหน้างานแทนได้ดีเยี่ยม
เสี่ยวชวนเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบสั่งใคร เลยยอมยกหน้าที่ให้อู้ซิน
ส่วนเย่หลานไม่ต้องพูดถึง นางเก็บตัวมุ่งมั่นจะสอบเข้าศิษย์ฝ่ายนอกให้ได้
คนหัวช้าอย่างพวกนาง ทางเดียวที่จะได้เป็นศิษย์นอกคือต้องฝึกให้ถึงระดับกลั่นลมปราณ ขั้น 9 แล้วไปสอบ เพื่อรอยาสร้างรากฐาน
ถ้าทะลวงขั้นสร้างรากฐานได้เลย ก็ไม่ต้องสอบ
กู้อันกำลังชั่งใจว่าจะอัพเกรดสกิลปรุงยา เพื่อช่วยปรุงยาจูจีให้พวกศิษย์น้องดีไหม วัตถุดิบในหุบเขามีครบ ขาดแค่คนปรุงเป็น
เย่หลานยังอีกนานกว่าจะถึงขั้น 9 มีเวลาให้เขาคิดอีกเยอะ ส่วนเสี่ยวชวนนี่ยิ่งห่างไกล
ด้วยพรสวรรค์ดาดๆ แบบคนทั่วไป ฝึกทั้งชาติอาจจะไม่ถึงขั้น 8 ด้วยซ้ำ
กู้อันเดินกลับไปที่เรือนพัก ล้วง 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ออกมาจากอกเสื้อด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ห้าตอนสุดท้าย! เขาอุตส่าห์ดองไว้เพื่อรอวันที่อากาศดีๆ แบบนี้
ฝนตกหนัก จอมยุทธ์เสื้อเขียวกับแม่นางอินนัดพบกันที่วัดร้าง ความรักความแค้นกำลังจะระเบิด...
แค่คิดก็ฟินแล้ว!
"น้องกู้อัน"
เสียงเรียกขัดจังหวะความฟิน กู้อันหันไปเห็นจั่วหลินเดินจ้ำอ้าวเข้ามา
พอมาหยุดตรงหน้า จั่วหลินดูขัดเขินเล็กน้อย กู้อันไม่ถือสาความหยิ่งยโสก่อนหน้านี้ ยิ้มถาม "พี่จั่วมีอะไรหรือ?"
จั่วหลินกัดฟันพูด "ข้าเห็นกระบวนท่าของเจ้าเมื่อครู่ดูวิจิตรพิสดารยิ่งนัก... สอนข้าได้ไหม?"
"ได้สิ ไปที่ใต้ต้นไม้นั่นกัน" กู้อันตอบรับง่ายๆ
เผยแพร่วัฒนธรรมกายบริหารเพื่อสุขภาพ คือหน้าที่ของลูกหลานมังกร!
จั่วหลินอึ้งไปเลย ไม่นึกว่าจะง่ายขนาดนี้ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจ เขารีบเดินตามกู้อันต้อยๆ
ไปถึงใต้ต้นไม้ กู้อันก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เริ่มสอนท่ากายบริหารทันที
จั่วหลินความจำดีเยี่ยม สอนรอบเดียวจำได้หมด
"แค่นี้?" จั่วหลินขมวดคิ้ว
กู้อันทำหน้างง "ไม่พอเหรอ? ก็มีแค่นี้นี่นา"
"แล้วเคล็ดวิชาเดินลมปราณล่ะ?"
"ไม่มี"
"เป็นไปไม่ได้! ถ้าไม่มีเคล็ดวิชา แล้วทำไมเจ้าถึง..." จั่วหลินเถียง
คำพูดนั้นยิ่งทำให้กู้อันงง "ข้าทำไม?"
จั่วหลินร้อนรน "ก็ความรู้สึกที่เจ้าแสดงออกมามันไม่เหมือนคนอื่น! ท่าเดียวกันแท้ๆ แต่เจ้าทำแล้วมันดูมีนัยยะลึกซึ้ง เจ้าต้องซ่อนเคล็ดวิชาไว้แน่ๆ..."
กู้อันถอนหายใจ ในใจคิด 'ไอ้หนูนี่มันบ้ากระบี่จนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ'
เห็นหน้ากู้อันแล้ว จั่วหลินก็เริ่มกระดากใจ เหตุผลบอกเขาว่าศิษย์รับใช้กระจอกๆ คนหนึ่งจะมีสุดยอดวิชาลับได้ยังไง
แต่สัญชาตญาณเขามันร้องเตือน!
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาเซนส์แรงเรื่องพรสวรรค์และกลิ่นอายของผู้คน ขนาดอาจารย์เขายังชมว่าเขามี 'จิตใจกระจ่างใส' มองคนทะลุปรุโปร่ง
ไอ้ศิษย์รับใช้คนนี้... ต้องไม่ธรรมดาแน่!
จั่วหลินกลอกตา คิดแผนออก "งั้นเอางี้... ข้าจะสอนเพลงกระบี่ให้เจ้าแลกกัน เจ้าลองฝึกดูไหม?"
กู้อันอยากปฏิเสธ แต่ดูทรงแล้วไอ้หมอนี่กัดไม่ปล่อยแน่ เลยพยักหน้าส่งๆ ไป
เรียนไว้ก็ไม่เสียหาย!
จั่วหลินเห็นกู้อันไม่มีอาวุธ เลยควักกระบี่ยาวจากถุงสมบัติยื่นให้ ส่วนตัวเองชักกระบี่ประจำกายออกมาเริ่มร่ายรำ
'ไอ้บ้านี่ มารยาททรามจริง! จะฟันเร็วไปหาพ่องเหรอ?'
กู้อันบ่นในใจ แต่สายตาจดจ้องทุกกระบวนท่าไม่กระพริบ
ไกลออกไป ถังอวี๋และซูหานแอบมองด้วยความอิจฉา
"ถ้าอาจารย์เรียนรู้สำเร็จ ก็มาสอนพวกเราได้สินะ?" ซูหานตาเป็นประกาย เขาคลั่งไคล้กระบี่ที่สุด
"แน่นอน ถ้าอาจารย์เป็น พวกเราไปอ้อนวอน เขาไม่ปฏิเสธหรอก" ถังอวี๋พยักหน้ามั่นใจ
ในใจพวกเขา กู้อันคืออาจารย์ที่ดีที่สุด ปัญหาคืออาจารย์จะเรียนทันไหมเนี่ยสิ?
คำตอบคือ... ทันแน่นอน! กู้อันอัดอายุขัยใส่ 'เจ็ดกระบี่สกุลหลี่' ไปตั้งสองพันปี ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเขานั้นล้ำลึกสุดหยั่งคาด
เพลงกระบี่ที่จั่วหลินโชว์ แม้จะดูดี แต่ยังเทียบไม่ได้กับ 'เจ็ดกระบี่' เวอร์ชั่นอัพเกรด หรือ 'เก้ากระบี่สะท้านฟ้า' ของเขา
แหงล่ะ จั่วหลินคงไม่โง่สอนวิชาไม้ตายก้นหีบให้คนแปลกหน้าหรอก
พอรำจบ จั่วหลินหันมาถาม "จำได้กี่ส่วน?"
กู้อันส่ายหน้าทำท่ามึนๆ "สองส่วนมั้ง... ข้าก็ไม่แน่ใจ เพลงกระบี่ท่านพลิ้วไหวเกินไป ข้าตาลาย ท่าแรกๆ ลืมไปหมดแล้วเนี่ย"
จั่วหลินคิ้วกระตุก สั่งให้กู้อันลองทำให้ดู
กู้อันก็จัดให้... ร่ายรำแบบตะกุกตะกัก ท่าทางเก้ๆ กังๆ ดูแล้วขัดลูกตาสุดๆ จั่วหลินคิ้วขมวดจนแทบจะผูกโบว์
ซูหานกับถังอวี๋ที่แอบดูอยู่ถอนหายใจเฮือก... จบกัน อาจารย์เราหัวทึบเรื่องกระบี่จริงๆ
กู้อันแกล้งทำท่าทางเงอะงะ จั่วหลินไม่ยอมแพ้ ให้ทำใหม่อีกรอบ คราวนี้กู้อันยิ่งทำช้าลง แกล้งลืมหนักกว่าเดิม
ยื้อยุดกันอยู่ครึ่งชั่วยาม กู้อันก็หาข้ออ้างชิ่งหนีไปได้สำเร็จ
จั่วหลินหัวเสียสุดๆ วิ่งไปฟ้องหลี่หยาว่ากู้อันปั่นหัวเขา
หลี่หยาฟังแล้วก็ขำ "หมอนั่นไร้พรสวรรค์ด้านกระบี่จริงๆ แถมยังเกลียดการฝึกกระบี่เข้าไส้ด้วย"
"จริงเหรอ?" จั่วหลินเริ่มหายโมโห แต่ภาพกู้อันทำกายบริหารเมื่อเช้ายังติดตา... เขาเชื่อความรู้สึกตัวเองว่าหมอนั่นมีของซ่อนอยู่!
"ข้าเป็นศิษย์พี่มัน ทำไมจะไม่รู้?"
หลี่หยาค้อนใส่ แล้วเตือน "เลิกไปวุ่นวายกับเขาได้แล้ว ให้เจ้าอยู่ที่นี่ก็บุญโขแล้ว ขืนยังตอแยเขาอีก ข้าจะไล่เจ้ากลับไปหาพ่อที่เขตนอกนะเว้ย!"
จั่วหลินเงียบกริบ สายตาเหม่อมองไปทางเรือนพักของกู้อันอย่างครุ่นคิด
...
ภายในห้องพัก
กู้อันนั่งขัดสมาธิบนเตียง หลับตาพริ้ม ทบทวนเพลงกระบี่ที่จั่วหลินเพิ่งสอน
พอลืมตาขึ้น ประกายกระบี่คมกริบวาบผ่านดวงตา
เขาเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู ในช่อง 'วิทยายุทธ์' มีรายการใหม่เพิ่มขึ้นมา
[เพลงกระบี่วิญญาณไม้ (ยังไม่สำเร็จ)]
วิญญาณไม้?
เป็นวิชาธาตุไม้สินะ?
วิชา 'เทพพฤกษาบริสุทธิ์' ของกู้อันก็เป็นธาตุไม้ ถ้าใช้วิชากระบี่ธาตุเดียวกันน่าจะส่งเสริมกันได้ดี เหมือนตอนที่ฝึกค่ายกลไม้พิษของเจียงฉยง แป๊บเดียวก็เป็น
แต่ตอนนี้เขาขี้เกียจอัพเกรดวิชานี้ เก็บอายุขัยให้ครบแสนปีก่อนดีกว่า
หนึ่งพันปีปลดล็อกฟังค์ชั่น 'ตรวจสอบอายุขัย'
หนึ่งหมื่นปีปลดล็อก 'อาณาเขตอายุขัย'
หนึ่งแสนปี... มันต้องมีฟีเจอร์เด็ดๆ รออยู่แน่! เขาตั้งตารอใจจดใจจ่อเลยล่ะ!