25-26
25-26
บทที่ 25 เจ้าเคยได้ยินชื่อชั้นวิญญาณแรกกำเนิดหรือไม่?
กร๊อบ!
ฝ่าเท้าเหี่ยวแห้งข้างหนึ่งก้าวออกมาจากโลงศพ เหยียบลงบนท่อนถ่านจนหักสะบั้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของกู้อันคือสตรีในชุดขาวขาดวิ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร่างกายผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกราวกับถูกสูบเลือดเนื้อออกไปจนหมด แขนเสื้อและขากางเกงฉีกขาดรุ่งริ่ง นางเดินโงนเงนออกมาไม่ต่างอะไรกับผีร้ายที่หลุดจากขุมนรก
เจียงฉยงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของนางแห้งตอบ เบ้าตาลึกโหล ดวงตาปูดโปนออกมาจนน่าสยดสยอง
เมื่อสายตาคู่นั้นจ้องมองมา กู้อันก็รีบก้มหน้าหลบด้วยความหวาดกลัว
"ศิษย์หลานเด็กดี... ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยหลอมยาให้ข้าตลอดห้าปีมานี้ ข้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเยอะ..." เจียงฉยงแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม พร้อมกับพ่นลมหายใจที่มีกลิ่นอายความตายออกมา
นางเปลี่ยนสรรพนามจาก 'เปิ่นจั่ว' (ตัวข้าผู้สูงส่ง) เป็น 'ข้า' เฉยๆ ทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงไปมาก
กู้อันข่มความรู้สึกคลื่นไส้ เอ่ยตอบเสียงสั่น "เป็นหน้าที่ของศิษย์หลานขอรับ เพียงแต่ศิษย์หลานมีเรื่องสงสัย"
"ถามมาสิ"
เจียงฉยงตอบพลางเดินโซซัดโซเซตรงไปยังเตาหลอมยา
กู้อันมองตามร่างผอมแห้งนั้น "ในเมื่อการปรุงยาสามารถช่วยให้ท่านฟื้นตัวได้ ไฉนก่อนหน้านี้ท่านไม่ให้อาจารย์ของข้าทำให้ล่ะขอรับ?"
เฉิงเสวียนตานเข้าใจว่าเจียงฉยงตายไปเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน นั่นหมายความว่านางซ่อนตัวอยู่ที่นี่มาตลอดโดยที่ลูกศิษย์คนสนิทไม่รู้ระแคะระคาย
เจียงฉยงหัวเราะ หึหึ แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตาม "เพราะข้าไม่ไว้ใจมัน อาจารย์เจ้าถูกบีบให้กราบข้าเป็นอาจารย์ จิตใจมันโลเลไม่มั่นคง ไม่รู้วันไหนมันจะแว้งกัดข้า เจ้าเห็นโลงศพในถ้ำนี้ไหม ครึ่งหนึ่งในนั้นคือศิษย์ที่มันรับมานั่นแหละ"
กู้อันนิ่งเงียบ
เขาเชื่อว่านางพูดจริง เพราะเมิ่งลั่งก็มีจุดจบเช่นนั้น
เจียงฉยงนั่งลงหน้าเตาหลอม สะบัดมือวูบหนึ่ง สมุนไพรกองข้างๆ ก็ลอยละลิ่วลงไปในเตา
"ห้าปีผ่านไป ตอนนี้เจ้าอยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับไหนแล้ว?" เจียงฉยงเอ่ยถาม
แม้ระดับพลังที่กู้อันแสดงออกคือกลั่นลมปราณ ขั้น 5 แต่เจียงฉยงปักใจเชื่อไปแล้วว่าเขาคือยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานที่แกล้งปลอมตัวมา
กู้อันไหลตามน้ำ "เกือบจะขั้นสามแล้วขอรับ"
"ช้าไป อย่ามัวแต่ทำงานจนลืมฝึกฝน สมัยข้าอายุสิบแปดข้าก็สร้างรากฐานแล้ว พอสี่สิบก็บรรลุระดับแก่นทองคำ ถ้าไม่ใช่เพราะมัวแต่ไปบ้าวิชาปรุงยากับค่ายกล ป่านนี้ข้าคงเป็นระดับวิญญาณแรกกำเนิดไปแล้ว... เจ้าเคยได้ยินชื่อระดับ 'วิญญาณแรกกำเนิด' หรือไม่?" เจียงฉยงจ้องมองเปลวไฟในเตา พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความข่ม
กู้อันรีบพยักหน้ารัวๆ "วิญญาณแรกกำเนิด! นั่นมันระดับเซียนเดินดินเลยนะขอรับ ในฝ่ายนอกแทบไม่เคยเห็นตัวจริงเลย"
ในใจกู้อันกลับคิดขำ 'เคยได้ยินไหมงั้นรึ? ก็เป็นอยู่นี่ไง!'
"หึ เซียนอะไรกัน ก็แค่นักพรตที่เก่งขึ้นมาหน่อย รอข้าฟื้นพลังเต็มที่เมื่อไหร่ ข้าจะหาที่เหมาะๆ ทะลวงด่านวิญญาณแรกกำเนิด ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะมีอาจารย์ปู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดหนุนหลัง เป็นไง ตื่นเต้นไหมล่ะ?" เจียงฉยงคุยโวอย่างภาคภูมิใจ
น้ำเสียงของนางฟังดูยั่วยวนขัดกับสารรูปที่ดูเหมือนซากศพเดินได้โดยสิ้นเชิง
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปู่ที่เมตตา มีอะไรให้ข้าช่วยไหมขอรับ?" กู้อันขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย
"นั่งดูเฉยๆ เถอะ ดูวิธีที่ข้าปรุงยา ถือว่าเรียนรู้ไปในตัว คุยแก้เหงาด้วย"
นางตบพื้นข้างตัว เรียกให้กู้อันมานั่ง
กู้อันนั่งลงแต่ยังเว้นระยะห่าง รักษาระดับความระมัดระวังไว้สูงสุด
ต่อให้เจียงฉยงจะดีกับเขาแค่ไหน ตราบใดที่นางยังไม่ออกไปจากที่นี่ เขาก็ประมาทไม่ได้
เมิ่งลั่งคือตัวอย่างชั้นดี หมอนั่นคงตายโดยไม่ทันได้สงสัยเฉิงเสวียนตานด้วยซ้ำ
เจียงฉยงซักประวัติความเป็นมาของเขา กู้อันก็เล่าความจริงครึ่งเดียว ตัดเรื่องตระกูลจีออก บอกว่าเป็นแค่เด็กรับใช้ที่บังเอิญมีรากวิญญาณ
คุยกันอยู่ครึ่งชั่วยาม เจียงฉยงก็ไล่เขากลับ พร้อมกำชับให้มาเฝ้าอีกสามคืน หากงานสำเร็จจะมีรางวัลใหญ่
กู้อันมาตามนัดทุกคืน
คืนที่สาม
กู้อันนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงข้ามเตาหลอม ในมือถือตำรา 'เคล็ดหยินหยาง' อ่านไปถามไป
เจียงฉยงเริ่มรำคาญ ตวาดแว้ด "เจ้าหนู เจ้าแกล้งโง่รึเปล่าเนี่ย? เป็นถึงระดับสร้างรากฐานตั้งแต่อายุน้อย ทำไมหัวทึบขนาดนี้?"
กู้อันทำหน้ามุ่ย "ปรุงยาก็ส่วนปรุงยา เดินลมปราณก็ส่วนเดินลมปราณสิขอรับ มันคนละศาสตร์กัน"
เจียงฉยงจนปัญญาจะเถียง ทันใดนั้นสายตานางก็หันขวับไปที่เตาหลอม
ไอร้อนพวยพุ่งออกมา รูระบายอากาศบนฝาเตาเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มดูน่ากลัว
กู้อันเห็นแล้วขนลุก นางกำลังปรุงยาอะไรอยู่?
ดูยังไงก็ยาพิษชัดๆ!
ดวงตาของเจียงฉยงเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น นางหยุดพูด จ้องเขม็งไปที่เตา
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
กู้อันเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ กลัวนางจะเล่นตุกติก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ตึ้ง!
เสียงทึบหนักดังมาจากในเตา เจียงฉยงฉีกยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ดูสยองกว่าร้องไห้
นางชูสองนิ้วตวัดขึ้น ฝาเตากระเด็นเปิดออก มือคว้าหมับไปกลางอากาศ เม็ดยาสีดำทมิฬลอยเข้ามือ แล้วนางก็โยนเข้าปากกลืนลงคอทันที
เร็วมาก!
เหมือนกลัวกู้อันจะแย่งกินอย่างนั้นแหละ
พอกลืนยา เจียงฉยงก็นั่งขัดสมาธิเดินลมปราณ เพียงแค่สามลมหายใจ ไอขาวก็เริ่มระเหยออกจากรูขุมขนทั่วร่าง
กู้อันลุกขึ้นยืน ค่อยๆ ถอยหลังทิ้งระยะห่าง
ไอขาวหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ห่อหุ้มร่างเจียงฉยงจนเลือนราง มองดูคล้ายซอมบี้ในหมอกมรณะ
กู้อันใช้สกิลตรวจสอบอายุขัยเช็กนางถี่ยิบ กลัวนางจะทะลวงขั้นวิญญาณแรกกำเนิดแบบปุบปับ
ตัวเลขอายุขัยปัจจุบันของนางพุ่งขึ้นรวดเร็วอย่างน่าตกใจ กู้อันเพิ่งเคยเห็นตัวเลขวิ่งแบบเรียลไทม์ขนาดนี้
ยาบ้านั่นมันคืออะไรกันแน่? น่าสนใจแฮะ
ไม่ใช่แค่อายุขัย กลิ่นอายพลังของนางก็พุ่งทะยาน ทะลุขีดจำกัดสร้างรากฐานไปไกล
นี่คือพลังระดับ แก่นทองคำ ของจริง!
สายตาอันเฉียบคมของกู้อันสังเกตเห็นว่า ร่างกายที่แห้งเหี่ยวของนางกำลังฟื้นฟู เนื้อหนังมังสาเริ่มเต่งตึงขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลม
มีของดีนี่นา!
เขารอคอยอย่างใจเย็น
เสียงลมหายใจของเจียงฉยงดังหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามต่ำเหมือนสัตว์ป่า
ผ่านไปพักใหญ่
เสียงหอบหายใจเงียบลง กู้อันโล่งใจที่ระดับพลังของนางหยุดนิ่ง ไม่ได้ทะลุไปถึงวิญญาณแรกกำเนิด
ท่ามกลางหมอกขาว เจียงฉยงบิดขี้เกียจ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่งดงามสมบูรณ์แบบ แตกต่างจากซากศพเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
นางเดินฝ่าหมอกออกมา ผมเผ้ายังคงยุ่งเหยิง เสื้อผ้ายังคงขาดรุ่งริ่ง แต่ผิวพรรณภายใต้เศษผ้าเหล่านั้นกลับขาวผ่องเนียนละเอียด
ในถ้ำสลัว กู้อันเห็นแล้วหน้าร้อนผ่าว รีบเบือนหน้าหนี
"ไม่ได้เดินเหินคล่องตัวแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโหยหา นางเดินนวยนาดเข้ามาหากู้อัน โน้มตัวลงมาใกล้ ใช้มือเสยผมที่ปรกหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง "เป็นไงศิษย์หลาน อาจารย์ปู่สวยไหม?"
กู้อันแอบชำเลืองมอง แม้หน้าจะเปื้อนคราบเขม่า แต่โครงหน้าและเครื่องหน้านั้นงดงามหยาดเยิ้ม ในบรรดาผู้หญิงที่เขาเคยเจอ มีเพียงจีเซียวอวี้และหลี่เสวียนอวี้เท่านั้นที่เทียบชั้นได้
"อาจารย์ปู่งามล้ำเลิศในปฐพีขอรับ แต่ศิษย์หลานห่วงสุขภาพท่านมากกว่า อาการบาดเจ็บหายดีแล้วหรือ?"
กู้อันประสานมือถามด้วยความจริงใจ
หายแล้วก็รีบไปสักทีเถอะ!
"ยังหรอก ต้องพักฟื้นอีกสักห้าปี" เจียงฉยงยิ้มหวาน ดวงตาสุกใสจ้องมองกู้อันอย่างพิจารณา
วูบ!
จู่ๆ นางก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่กู้อัน รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝ่ามือนั้นหยุดกึกห่างจากอกเขาเพียงคืบ แรงลมจากการหยุดกะทันหันกระแทกจนเสื้อผ้ากู้อันปลิวไปด้านหลัง
เจียงฉยงยิ้มเจ้าเล่ห์ "ทำไมไม่หลบ?"
กู้อันทำหน้าซีด "ข้า... ข้าตามความเร็วท่านไม่ทัน..."
ความจริงคือ... ช้าเป็นเต่าคลาน! แค่เสี้ยววินาทีเขาสามารถใช้ปราณมังกรกระแทกนางกระเด็นได้สบายๆ
ที่นางหยุดมือ ไม่ใช่เพราะเมตตาเขา แต่เพราะนางเพิ่งช่วยชีวิตตัวเองไว้ต่างหาก
เจียงฉยงระเบิดหัวเราะชอบใจ หัวเราะจนตัวงอ
กู้อันยืนมองนางหัวเราะโดยไม่ขัดจังหวะ
พอนางหัวเราะจนพอใจ ก็หันหลังเดินกลับไปที่เตาหลอม "วางใจเถอะ ข้าไม่ฆ่าลูกศิษย์ตัวเองหรอก ขนาดเฉิงเสวียนตานคิดทรยศ ข้ายังไว้ชีวิตมันแถมให้ยืมชื่อคุ้มกะลาหัว ตราบใดที่เจ้ากตัญญู ข้าไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง ใครมารังแกเจ้า บอกข้า เดี๋ยวจัดการให้"
กู้อันได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้
เจียงฉยงสั่งความ "ทิ้งชุดใหม่ไว้ให้ชุดนึง แล้วกลับไปได้ พรุ่งนี้ค่อยมา ข้าจะสอนวิชาให้"
กู้อันรีบหยิบชุดคลุมสีขาวของตัวเองออกจากถุงสมบัติ วางไว้บนพื้นอย่างนอบน้อม ทำความเคารพแล้วถอยออกไป
เมื่อเขาลับสายตา เจียงฉยงเดินมาที่กองเสื้อผ้า ใช้พลังดูดชุดขึ้นมาสูดดมกลิ่นอาย แล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
...
รุ่งสาง กู้อันกำลังนำเหล่าศิษย์ในหุบเขาออกกำลังกายยามเช้า
ที่ปากทางหุบเขา ร่างของชายหนุ่มชุดดำเดินเข้ามา
หลี่หยา!
ห้าปีผ่านไป เขายิ่งดูคมเข้ม รัศมีผู้นำแผ่ออกมาชัดเจน
"ศิษย์พี่หลี่!" เสี่ยวชวนตะโกนเรียกด้วยความดีใจ
กู้อันรีบเดินเข้าไปหา สั่งให้คนอื่นฝึกต่อ
พอถึงตัวหลี่หยา ยังไม่ทันได้อ้าปาก หลี่หยาก็ชิงพูดก่อน "ขึ้นไปคุยบนห้อง"
หืม?
มีเรื่อง?
กู้อันเริ่มระแวง มีเรื่องอะไรถึงต้องถ่อมาด้วยตัวเอง?
เขาพาหลี่หยาขึ้นไปบนหอคอย ปิดประตูลงกลอนแน่นหนา
หลี่หยาเดินไปที่โต๊ะ สะบัดมือเรียกผลชางเถิงออกมาวางตึง ทำเอากู้อันสตั๊นไป 3 วินาที
"สี่ปีที่แล้ว หอโอสถฝ่ายนอกมีผลชางเถิงหลุดมาลูกหนึ่ง ข้าเลยรีบซื้อเก็บไว้ กะว่าจะเอามาให้เจ้า แต่ติดภารกิจยาวเพิ่งจะว่าง" หลี่หยายิ้มภูมิใจ
กู้อันทำหน้าไม่ถูก
หลี่หยาถาม "เป็นอะไรไป?"
กู้อันคิดว่าเรื่องนี้ปิดไม่มิดแน่ เลยกระแอมแก้เก้อ "เอ่อ... ผลไม้นั่น ข้าเป็นคนเอาไปขายให้หอโอสถเองแหละ"
เพื่อความเนียน เขาขายไปในราคาถูกแสนถูก จนผู้อาวุโสซึ้งใจน้ำตาไหลพราก ชมเปาะว่าเขารักสำนักยิ่งชีพ
กู้อันกล้าขายเพราะหลี่หยาเคยบอกว่าผลไม้นี้ในฝ่ายในมีเกลื่อน ที่ไหนได้...
หลี่หยาหน้าเหวอ "ขาย? ของดีขนาดนี้เจ้าขายทำไม? ขายไปเท่าไหร่?"
"ยี่สิบหินวิญญาณระดับกลาง..."
"อะไรนะ! ข้าซื้อมันมาสิบหินวิญญาณระดับสูง!" หลี่หยาตาถลนแทบหลุดจากเบ้า
1 หินสูง เท่ากับ 100 หินกลาง เท่ากับหลี่หยาซื้อแพงกว่าที่กู้อันขาย 500 เท่า!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ทั้งสองจ้องหน้ากันเลิ่กลั่ก
กู้อันไม่เสียดายหรอก เพราะการขายครั้งนั้นทำให้เขาซี้ปึ้กกับ 'จูชิงลู่' แห่งหอโอสถ ได้สิทธิพิเศษมาเพียบ แต่พอเห็นหน้าหลี่หยาแล้วมัน... จุกแทน
หลี่หยาถอนหายใจเฮือก "ช่างมันเถอะ ถือว่าทำบุญให้สำนัก นอกจากเรื่องนี้ ข้ามีอีกเรื่องจะวานเจ้า"
บทที่ 26 งานชุมนุมศิษย์ฝ่ายนอกทั่วหล้า
"เรื่องอันใดหรือ?" กู้อันถามกลับ ในใจภาวนาว่าอย่าเป็นเรื่องวุ่นวายเลย
เขาไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในวังวนการแก่งแย่งของฝ่ายนอก
หลี่หยายิ้ม "เจ้าชอบปลูกผักทำสวนไม่ใช่รึ? ข้าเคยได้ยินเจ้าบ่นว่าอยากหาลำไพ่พิเศษ ตอนนี้มีโอกาสแล้ว เพื่อนข้าคนหนึ่งต้องการคนไปดูแลถ้ำฝึกตน ค่าตอบแทนปีละหนึ่งหินวิญญาณระดับกลาง บวกกับยาเพิ่มปราณหนึ่งขวด"
กู้อันโล่งอก นึกว่าเรื่องอะไร
งานฟาร์มอายุขัยแบบนี้มีหรือจะปฏิเสธ วันๆ เขาก็ว่างอยู่แล้ว
หลังจากสอบถามรายละเอียด ทราบว่าเจ้าของถ้ำเป็นเพื่อนสนิทของหลี่หยา ถ้ำตั้งอยู่ใกล้เมืองศิษย์ฝ่ายนอก
เมื่อตกลงกันได้ หลี่หยาก็พากู้อันออกเดินทางทันที
หลี่หยาเรียกกระบี่บินออกมา กู้อันกระโดดขึ้นซ้อนท้าย ภาพการเหาะเหินเดินอากาศทำเอาพวกเสี่ยวชวนและเย่หลานมองตามตาละห้อย
การบินคือความฝันสูงสุดของผู้ฝึกตน!
ถังอวี๋ หนุ่มร่างยักษ์รำพึง "ถ้าอาจารย์เหาะได้แบบศิษย์ลุงหลี่ แล้วมาสอนพวกเราบ้างก็คงดี"
ซูหาน หนุ่มหน้ามนพยักหน้าเห็นด้วย แม้จะอยู่มาสี่ปี แต่ใจเขายังโบยบินไปที่ฝ่ายนอก
มีเพียงเย่หลานที่ไม่พูดอะไร ลากเจินฉิ้นกลับไปฝึกวิชาเงียบๆ
บนท้องฟ้าเหนือขุนเขา
กระบี่ของหลี่หยาพุ่งแหวกอากาศ รวดเร็วปราดเปรียว ชายเสื้อสะบัดไหวดูเท่ระเบิด
"ข้าสังเกตว่าคนงานในหุบเขาเยอะขึ้นนะ ศิษย์น้องกู้ เจ้าเพลาๆ เรื่องรับศิษย์บ้าง เอาเงินไปลงกับการฝึกตนของตัวเองดีกว่า" หลี่หยาเตือนด้วยความหวังดี
แม้ปากกู้อันจะบอกว่าหัวทึบ แต่หลี่หยาก็ยังหวังลึกๆ ว่าศิษย์น้องคนนี้จะก้าวหน้า ไม่อยากเห็นเพื่อนคนเดียวต้องแก่ตายไปต่อหน้าต่อตา
กู้อันคือเพื่อนแท้คนเดียวที่ไม่หวังผลประโยชน์ เขาไม่อยากเสียมิตรภาพนี้ไป
กู้อันตอบยิ้มๆ "วางใจเถอะศิษย์พี่ ที่รับคนเพิ่มเพราะสวนขยายขึ้น ผลผลิตส่งหอโอสถก็มากขึ้น รายได้ข้าก็มากขึ้นตาม ไม่ทิ้งการฝึกแน่นอน"
หลี่หยายิ้มออก
"ดีแล้ว คนขยันอย่างเจ้า สักวันสวรรค์ต้องเห็นใจ"
"จะไปเทียบกับศิษย์พี่ได้ไง ชื่อเสียงท่านดังกระฉ่อนไปทั่วฝ่ายนอกแล้ว"
ทั้งสองผลัดกันอวยไปมา ปกติหลี่หยาเกลียดการปั้นน้ำเป็นตัวที่สุด แต่พอเป็นคำชมจากกู้อัน เขากลับรู้สึกตัวลอยแปลกๆ
สองชั่วยามต่อมา
หลี่หยาส่งกู้อันกลับถึงหุบเขา แล้วรีบบินจากไปทำธุระต่อ
ซูหานกับเจินฉิ้นรีบวิ่งมารุมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น กู้อันเล่าพอสังเขปแล้วไล่ไปทำงาน
การจากไปของลู่จิ่วเจี่ยเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี ตอนนี้บรรยากาศในหุบเขาเงียบเหงาลง เพราะทุกคนต่างมุ่งมั่นฝึกวิชา หวังเจริญรอยตามศิษย์พี่
กู้อันกลับเข้าห้อง หยิบตำรา 'เคล็ดหยินหยาง' ขึ้นมาอ่าน คืนนี้เจียงฉยงจะเริ่มสอนวิชาอาคม เขาตื่นเต้นไม่น้อย
ใครจะรังเกียจที่มีวิชาติดตัวเยอะๆ กันล่ะ?
แถมเขายังขาดแคลนวิชาพื้นฐานอยู่พอดี
...
ดึกสงัด ถ้ำสวรรค์แปดทิศ
ใต้ต้นเถาวัลย์สวรรค์ เจียงฉยงในชุดขาว ปล่อยผมสลวย ยืนเท้าเอวด้วยความโมโห ใบหน้าที่งดงามบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด
"เจ้ามันโง่หรือแกล้งบ้า! แค่เคล็ดเดินพลังง่ายๆ สอนไปสิบรอบแล้วทำไมยังจำไม่ได้!" นางตะคอกใส่กู้อัน
นางกำลังสอน 'วิชาสะกดวิญญาณ' ซึ่งเป็นวิชาสายมารที่ร้ายกาจ
กู้อันทำหน้ามึน "อาจารย์ปู่... ท่านเพิ่งสอนข้าแป๊บเดียวเอง ใจเย็นสิขอรับ"
"ไม่ใช่... คือ..." เจียงฉยงพูดไม่ออก
นางเคยคาดหวังว่ากู้อันจะเป็นอัจฉริยะ แต่ความเป็นจริงมันช่างเจ็บปวด
ไอ้เด็กนี่มันแปลกประหลาด
ตอนสอนวิชาควบคุมกระบี่ สอนรอบเดียวมันทำได้คล่องปรื๋อ แต่พอสอนวิชาอาคมอื่น กลับหัวทึบยิ่งกว่าไม้กระดาน
ปัญหาคือ นางเก่งวิชาอาคม ไม่ได้เก่งกระบี่!
"ถ้าข้าเรียนรู้ง่ายปานนั้น ป่านนี้คงได้เป็นศิษย์สายตรงไปแล้ว จะมาจมปลักเป็นคนสวนทำไม" กู้อันบ่นอุบ
เจียงฉยงกัดฟัน "แต่มันก็ไม่น่าจะโง่ขนาดนี้นี่!"
กู้อันคิ้วกระตุก
ปากคอเราะร้ายสมเป็นนางมารจริงๆ!
เขาเริ่มหมั่นไส้ "ข้าก็มีดีของข้านะ ถ้าวัดกันที่พรสวรรค์ด้านกระบี่ เผลอๆ ท่านสู้ข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ!"
เจียงฉยงหัวเราะร่า "โอหัง! มาลองดูไหมล่ะ? ไม่ใช้ลมปราณ ใช้แค่กระบวนท่า?"
"จัดไป!"
กู้อันสลายพลังอาคมในมือ ลุกขึ้นยืนประจันหน้า
เจียงฉยงขยับถอยหลัง ชูสองนิ้วขึ้นประกบกัน "เพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อ ใช้สองนิ้วแทนกระบี่"
กู้อันพยักหน้า ไพล่มือซ้ายไปด้านหลัง ยื่นมือขวาออกมา
เจียงฉยงหรี่ตา ทันทีที่กู้อันตั้งท่า นางกลับรู้สึกขนลุกซู่
"เป็นบ้าอะไรเนี่ย? ข้ากลัวไอ้เด็กสร้างรากฐานนี่เหรอ?"
นางสะบัดความคิดฟุ้งซ่าน แทงนิ้วเข้าใส่ด้วยความเร็วระดับแก่นทองคำ
กู้อันใช้นิ้วปัดป้องเบาๆ เหมือนดีดสายพิณ เบี่ยงวิถีการโจมตีออกไปอย่างง่ายดาย
เจียงฉยงตาเป็นประกาย เปลี่ยนกระบวนท่า พลิกตัววูบวาบราวภูตพราย จิ้มไปที่ชายโครง
กู้อันหมุนตัวกลับหลัง แทงนิ้วสวนกลับจ่อเข้าที่หลังมือของนาง ทำเอานางต้องรีบชักมือกลับ
ทั้งสองแลกเพลงกระบี่กันใต้ต้นไม้
เจียงฉยงรุกหนักรวดเร็วปานพายุ แต่กู้อันกลับรับมือได้ลื่นไหลเหมือนสายน้ำ
ผ่านไปสามสิบเพลง เจียงฉยงเริ่มร้อนรน เปิดช่องโหว่ กู้อันเห็นโอกาส แต่แกล้งทำเป็นพลาด ปล่อยให้นิ้วของนางจิ้มเข้าที่ท้อง แล้วเขาก็แกล้งเซถลาถอยหลังไปกุมท้องร้องโอดโอย
เจียงฉยงไม่ซ้ำ นางยืนนิ่ง จ้องกู้อันเขม็ง
กู้อันที่แกล้งเจ็บอยู่เริ่มเหงื่อตก
มองแบบนั้นหมายความว่าไง?
จะจับกินตับรึไงป้า?
เจียงฉยงสูดหายใจลึก "เยี่ยม... เยี่ยมมาก! ข้าประเมินเจ้าต่ำไป กระบวนท่าของเจ้าไร้รูปแบบแต่เฉียบขาด ทุกท่าพุ่งเป้าไปที่จุดตาย เจ้ามันคืออัจฉริยะทางดาบในรอบร้อยปี! ถ้าได้อาจารย์ดี เจ้าจะต้องเป็นเซียนกระบี่เลื่องชื่อแน่!"
กู้อันส่ายหน้า "ไม่เอาหรอก ดังไปก็มีแต่คนมาท้าตีท้าต่อย ข้าเกลียดความรุนแรง"
เจียงฉยงอึ้ง ขำพรืดออกมา
เพิ่งเคยเจออัจฉริยะที่ขี้ขลาดขนาดนี้
"เอาล่ะ ข้าผิดเองที่ใจร้อน มา... มาฝึกวิชาสะกดวิญญาณต่อเถอะ ถึงเจ้าจะเก่งกระบี่ แต่วิชาอาคมก็ต้องรู้ไว้กันเหนียว" นางกวักมือเรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน
กู้อันรีบกลับไปนั่งเรียนต่อ
หลังจากการประลอง เจียงฉยงก็ดูจะเอ็นดูเขามากขึ้น พูดจาคะขาจนเขาขนลุก
กู้อันมาเรียนทุกคืน พอวิชาไหนขึ้นในหน้าต่างสถานะ เขาก็ขอเปลี่ยนวิชาทันที
เจียงฉยงนึกว่าเขาถอดใจเพราะหัวไม่ไป เลยตามใจสอนวิชาใหม่ให้เรื่อยๆ
หารู้ไม่ว่า... นั่นแหละคือเป้าหมายของกู้อัน! เก็บแต้มสกิลให้ครบทุกสาย!
นอกจากนี้ ทุกเดือนกู้อันจะแวบไปดูแลถ้ำของเพื่อนหลี่หยาด้วย
...
ปลายปี หิมะโปรยปรายปกคลุมขุนเขา
กู้อันสวมหมวกฟาง เดินฝ่าหิมะมาถึงหน้าถ้ำเพื่อนหลี่หยา กำลังจะหยิบป้ายผ่านทาง ก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง
ข้างในมีคน!
แถมมีตั้งสามคน!
กู้อันทำท่าจะชิ่ง แต่เสียงคุยข้างในเงียบลงกะทันหัน ถ้าหนีตอนนี้เท่ากับยอมรับว่าตัวเองมีวิชาตรวจสอบระดับสูงที่มองทะลุค่ายกลได้
ช่วยไม่ได้...
เขาเอาป้ายแตะประตู เดินก้มหน้าเข้าไป พอถึงโถงถ้ำเห็นคนสามคนนั่งอยู่ ก็รีบประสานมือโค้งคำนับ "ขออภัยขอรับ ไม่ทราบว่าท่านเซียนกลับมาแล้ว ข้าน้อยขอตัว..."
เขาหันหลังกลับเตรียมโกย
เจ้าของถ้ำคือชายวัยสี่สิบ หน้าตาเหมือนบัณฑิตคงแก่เรียน นามว่า เฉินลี่ เขายกมือห้าม "ไม่ต้องหรอก เจ้าทำงานของเจ้าไป พวกข้าแค่คุยกัน"
กู้อันจำใจหันกลับมา เดินเลี่ยงไปโซนปลูกสมุนไพร
เขาแอบชำเลืองมองแขกอีกสองคน หญิงสาวคือ หลี่เสวียนอวี้ ที่เขาเคยประมือด้วย (ตอนปลอมตัว)
ส่วนชายหนุ่มอีกคน... หล่อวัวตายความล้ม หน้าตาดีราวกับเทพบุตรจุติ ขนาดผู้ชายด้วยกันยังต้องตะลึง
หลี่เสวียนอวี้จำกู้อันได้ แต่นางแค่มองนิ่งๆ ไม่พูดอะไร
กู้อันแอบส่องอายุขัยพ่อหนุ่มหน้าหยก
เซียวเฉินจวิน (ระดับแก่นทองคำ ขั้น 1): 58/621/1508
แก่นทองคำ ขั้น 1!
ศิษย์ฝ่ายในงั้นรึ?
เฉินลี่เห็นกู้อันก้มหน้าก้มตาทำงาน ก็หันกลับไปคุยกับเพื่อนต่อ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "งานชุมนุมศิษย์ฝ่ายนอกทั่วหล้าใกล้จะเริ่มแล้ว ปีนี้ไท่เสวียนเป็นเจ้าภาพ กดดันชะมัด"
เซียวเฉินจวินหัวเราะเบาๆ "กลัวอะไร ศิษย์ฝ่ายนอกเก่งๆ เรามีถมเถ ต่อให้พวกสำนักกู่ฮ่าว หรือพรรคเทียนเจวี๋ยจะจับมือกัน ก็กดเราไม่ลงหรอก ในอาณาจักรไท่ชาง เราคือที่หนึ่ง"
เฉินลี่ส่ายหน้า "ได้ข่าวว่าพวกนั้นแอบซ่อนไพ่ตายไว้ มีพวก 'รากวิญญาณคู่' ที่จงใจกั๊กพลังไม่ยอมเลื่อนขั้น เพื่อมารอกวาดรางวัลงานนี้โดยเฉพาะ"
เขาหันไปมองเซียวเฉินจวินด้วยสายตาตัดพ้อ "ศิษย์น้องเซียว ทำไมเจ้าไม่รออีกหน่อยค่อยเลื่อนขั้น อาจารย์เจ้าคงรู้เรื่องนี้ดี"
เซียวเฉินจวินยิ้มบางๆ "ศิษย์พี่เฉิน งานประลองจัดขึ้นตั้งหลายครั้งในร้อยปี ผู้ฝึกตนอย่างเราจะมายึดติดกับแพ้ชนะแค่ครั้งเดียวทำไม? อีกอย่าง ไท่เสวียนไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ ภาระไม่ตกมาถึงบ่าพวกท่านหรอก"
ทั้งสามคุยเรื่องงานประลองกันอย่างออกรส ส่วนใหญ่เป็นเซียวเฉินจวินกับเฉินลี่ที่คุยกัน หลี่เสวียนอวี้แค่นั่งฟังเงียบๆ
กู้อันหูผึ่ง ฟังเพลินเลยทีนี้