เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

23-24

23-24

23-24


บทที่ 23 ระฆังสั่นวิญญาณ เคล็ดวิชาหยินหยาง

ณ ป่าลึก กู้อันทนลูกตื๊อของหลี่หยาไม่ไหว จำต้องฝืนใจร่ายรำเพลงกระบี่เจ็ดกระบี่สกุลหลี่แบบขอไปที ทว่าเขากลับพบความจริงที่น่าปวดหัวว่า การแกล้งทำตัวให้กากนั้นยากยิ่งกว่าการแสดงฝีมือเทพเสียอีก

หลี่หยาขมวดคิ้ววิจารณ์ท่าร่างอันแข็งทื่อของกู้อันอยู่นานสองนาน ก่อนจะเริ่มสอนใหม่อย่างอดทน

จากท่วงท่าที่หลี่หยาแสดงออกมา กู้อันดูออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังฝึกฝนวิชา 'เก้ากระบี่สะท้านภพ' อยู่ นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง อย่างน้อยในวิถีแห่งกระบี่ หลี่หยาก็มีพรสวรรค์เหนือกว่ากู้อัน (ร่างปกติ) มากโข

เช้าวันถัดมา หลี่หยายังคงมุ่งมั่นจะลากกู้อันไปฝึกกระบี่อีก

กู้อันเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว!

"พี่หลี่ ข้าไร้พรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ ปล่อยข้าไปเถอะ ชีวิตคนเราสั้นนักแค่ไม่กี่สิบปี เอาเวลาไปทนทุกข์ฝึกกระบี่สู้เอาไปปลูกดอกไม้รดน้ำผักให้สบายใจไม่ดีกว่าหรือ?"

กู้อันกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ พร้อมแอบเดินลมปราณมังกรกระตุ้นให้ขอบตาแดงระเรื่อดูน่าสงสาร

หลี่หยาที่ถือกระบี่ค้างอยู่เห็นภาพนั้นก็รู้สึกจุกในอก

นี่เขากำลังทำอะไรอยู่?

ยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองชอบให้คนอื่น โดยคิดเอาเองว่าเป็นการตอบแทน?

นี่มันคือการทำร้ายจิตใจกันชัดๆ

หลี่หยาพลันนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก ที่เสด็จพ่อพยายามบีบบังคับให้เขาเรียนรู้วิชาการปกครองแข่งกับเหล่าพี่ชาย ทั้งที่เขาหัวทึบด้านนั้นอย่างที่สุด

เขาถอนหายใจยาว เดินเข้าไปตบไหล่กู้อันเบาๆ "ศิษย์น้องกู้ เป็นพี่เองที่คิดน้อยไป ขอโทษด้วย"

กู้อันฝืนยิ้มทั้งน้ำตาคลอเบ้า "ไม่เป็นไรขอรับ ข้ารู้ว่าศิษย์พี่หวังดี เป็นข้าเองที่ไม่ได้ความ ไร้วาสนาทางนี้"

ยิ่งกู้อันถ่อมตัว หลี่หยาก็ยิ่งรู้สึกผิด

ทั้งสองนั่งลงปรับทุกข์ พูดคุยถึงเรื่องราวในปีแรกที่เข้ามายังหุบเขา บรรยากาศตึงเครียดจากการฝึกวิชาจึงค่อยๆ มลายหายไป

หลายวันต่อมา หลี่หยาเลิกตอแยให้กู้อันฝึกกระบี่ แต่ยังคงเจียดเวลาวันละหนึ่งชั่วยามไปสอนพวกเสี่ยวชวน

สำหรับพวกเด็กๆ ที่ไฟฝันยังไม่มอดดับ การได้เรียนวิชากับศิษย์ฝ่ายนอกถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่

ห้าวันผ่านไป ถึงเวลาที่หลี่หยาต้องจากลา

กู้อันพาศิษย์น้องทุกคนมาส่งที่ปากทางหุบเขา เสี่ยวชวนและคนอื่นๆ ต่างอาลัยอาวรณ์ เพราะได้วิชาความรู้จากหลี่หยาไปไม่น้อย

"ศิษย์พี่ ที่นี่คือบ้านของท่านเสมอ ว่างเมื่อไหร่ก็กลับมาเยี่ยมพวกเรานะ" กู้อันตีหน้าเศร้า กล่าวด้วยน้ำเสียงอาดูร

บ้านรึ?

คำคำนี้กระแทกใจหลี่หยาอย่างจัง แต่ใบหน้าเขายังคงยิ้มละไม "อื้ม ข้าจะกลับมา"

พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป ชุดสีดำปลิวไสวในป่าใหญ่ราวกับเปลวเพลิงสีทมึน แม้ลมฤดูใบไม้ร่วงจะหนาวเหน็บเพียงใด ก็ไม่อาจดับไฟในใจเขาได้

กู้อันสัมผัสได้ว่าหลี่หยากำลังลุกโชนไปด้วยปณิธานบางอย่าง อาจเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บที่เขาเพิ่งรักษาหาย

รอจนแผ่นหลังของหลี่หยาหายลับไปในแมกไม้ กู้อันจึงหันกลับมาฉีกยิ้มให้เหล่าศิษย์น้อง "ตั้งใจฝึกฝนเข้าล่ะ รีบตามไปเข้าฝ่ายนอก ไปช่วยงานศิษย์พี่หลี่ สร้างชื่อเสียงให้หุบเขาเสวียนกู่ของเรา"

ลู่จิ่วเจี่ยตะโกนประกาศก้องว่าจะต้องเข้าฝ่ายนอกให้ได้ เสี่ยวชวนก็เออออไปด้วยแม้เสียงจะอ่อยกว่า ส่วนเย่หลานดูเหม่อลอยคล้ายมีเรื่องให้ขบคิด

ทันใดนั้น อู้ซินก็โพล่งขึ้นมา "ข้าไม่ไปฝ่ายนอกหรอก ข้าจะอยู่รับใช้ศิษย์พี่ใหญ่ตลอดไป!"

สิ้นเสียง ทุกสายตาหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว รวมถึงกู้อันด้วย

เจ้าเด็กนี่...

กู้อันรู้สึกตื้นตันใจแปลกๆ หรือเขาจะมองอู้ซินผิดไป?

ช่วงหลังมานี้อู้ซินทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่แอบย่องเบาตอนดึกๆ ของในหุบเขาก็อยู่ครบ บางทีเจ้าหมอนี่อาจจะกลับใจแล้วจริงๆ

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวแบ่งงานจิปาถะให้ทำเพิ่มหน่อยแล้วกัน

เย่หลานรู้สึกเสียดายที่โดนตัดหน้าพูดประโยคซึ้งๆ นางเริ่มตระหนักว่า แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะสำคัญ แต่เส้นทางอมตะสำคัญกว่า

ลู่จิ่วเจี่ยอดไม่ได้ที่จะแขวะอู้ซินว่าขี้ประจบ จนเกิดการโต้เถียงกันในหมู่ศิษย์น้อง

กู้อันพาพวกเขากลับเข้าหุบเขา แต่ใจลอยไปถึงเรื่องใต้ดิน

หลี่หยาไปแล้ว ถึงเวลาเคลียร์ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าสักที

...

ดึกสงัด ณ ถ้ำสวรรค์แปดทิศ

กู้อันกำฝักกระบี่เทียนซู่แน่น ยืนมองศพของเมิ่งลั่งที่ถูกดินอุดทวารทั้งเจ็ดยังคงนอนนิ่งอยู่ที่เดิม

"หญ้ารอบๆ มีรอยขยับ มีคนอยู่จริงๆ"

สายตาอันเฉียบคมของกู้อันจับสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของยอดหญ้ารอบศพเมิ่งลั่งได้ คนทั่วไปคงดูไม่ออก แต่เขาจดจำรายละเอียดได้แม่นยำตั้งแต่ครั้งก่อน

เขากระชับกระบี่เทียนซู่ในมือมั่น ก้าวเท้าเดินเข้าไปในอุโมงค์ที่เมิ่งลั่งเคยหนีออกมา

ความมืดกลืนกินร่างของเขา

อุโมงค์นี้ไร้แสงจากผลึกหิน ทำให้มืดสนิท แต่สำหรับญาณหยั่งรู้ระดับวิญญาณแรกกำเนิด ความมืดแค่นี้ไร้ผล

ลมเย็นยะเยือกพัดกรูเกรียวผ่านอุโมงค์ ชายเสื้อของกู้อันสะบัดไหว ญาณหยั่งรู้ของเขาพุ่งล่วงหน้าไปถึงปลายทางแล้ว

มันคือโถงถ้ำกว้างขวาง แม้ไม่ใหญ่เท่าโถงหลัก แต่ก็ไม่เล็ก กลางโถงเรียงรายไปด้วยโลงศพ เพดานถ้ำฝังผลึกหินสีเขียวแกมน้ำเงินขนาดเท่าโอ่งมังกร สาดแสงสลัวสร้างบรรยากาศวังเวงน่าขนลุก

นอกจากโลงศพ ก็ไม่มีสิ่งอื่นใด

ญาณของกู้อันจับสัมผัสสิ่งมีชีวิตได้ในโลงศพใบหนึ่ง ลมหายใจแผ่วเบานั้นไม่อาจรอดพ้นการตรวจสอบของระดับวิญญาณแรกกำเนิด

แม้สัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาฆ่าฟัน แต่เขาก็ไม่ประมาท

กู้อันเดินมาหยุดที่ปากทางเข้าโถง ชะโงกหน้าเข้าไปถามเสียงสั่น "มี... มีใครอยู่ไหมขอรับ?"

เงียบกริบ ไร้เสียงตอบรับ ราวกับเป็นสุสานร้าง

กู้อันหยิบก้อนหินปาเข้าไป

แปะ!

หินกระทบโลงศพเสียงดังฟังชัด แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยา กู้อันแสร้งทำตาโตด้วยความตกใจ ถอยหลังกรูดทำท่าหวาดกลัวสุดขีด

ทำไมเงียบจังวะ?

ถ้าต้องเล่นใหญ่นานกว่านี้จะเริ่มเขินแล้วนะ!

กู้อันร้อนใจ เขาต้องรู้ท่าทีของอีกฝ่ายให้ได้ เพราะฝ่ายนั้นไม่เคยทำร้ายเขา เขาไม่อยากเผลอฆ่าคนดี

อย่างน้อยก็ต้องหาเหตุผลให้ตัวเองรู้สึกดีก่อนลงมือ!

กู้อันกัดฟัน ตัดสินใจชักกระบี่วิ่งตะลุยเข้าไปฟันมั่วซั่ว

เคร้ง!

กระบี่เทียนซู่จามเข้าที่ฝาโลงศพใบหนึ่งจนติดแน่น เขาออกแรงดึงกระบี่จนตัวเซถลาไปด้านหลัง

"พรูด... ฮ่าๆๆ"

เสียงหัวเราะคิกคักของสตรีดังขึ้น ก้องสะท้อนบาดหูในโถงถ้ำ

ขนแขนกู้อันลุกซู่ เสียงเหมือนผีสาวพราวเสน่ห์ไม่มีผิด

เขากระชับกระบี่ หันรีหันขวางด้วยความตื่นตระหนก กลัวว่าจะมีตัวอะไรโผล่ออกมา

"เจ้าหนู เจ้าเป็นลูกศิษย์ของเฉิงเสวียนตานรึ?"

เสียงลึกลับถามขึ้น น้ำเสียงยั่วยวนชวนให้จินตนาการเตลิด

กู้อันรีบตอบ "ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์เฉิงเป็นอาจารย์ของข้า ท่านเป็นใคร ทำไมมาอยู่ที่นี่?"

"คนที่อยู่ที่นี่ได้ ย่อมต้องเป็นอาจารย์ปู่ของเจ้า เฉิงเสวียนตานเป็นศิษย์ข้า การที่เจ้าเข้ามาได้ แสดงว่ามันคงสิ้นอายุขัยแล้วสินะ?" เสียงหญิงสาวเปลี่ยนเป็นจริงจังเจือความเศร้า

กู้อันตอบรับ "ที่แท้ก็ท่านอาจารย์ปู่ คารวะท่านอาจารย์ปู่ขอรับ อาจารย์สิ้นแล้ว ท่านบอกว่าอยากเลียนแบบท่าน หาที่สงบๆ จบชีวิตเงียบๆ"

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง

กู้อันยังคงระวังตัวแจ ต่อให้เป็นอาจารย์ปู่ ถ้าคิดไม่ซื่อ เขาก็พร้อมเชือด

กระบี่เทียนซู่ในมือยังไม่เคยได้ลิ้มรสเลือดเลยสักครั้ง!

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก "แล้วเฉิงเสวียนตานได้บอกไหมว่าข้าเป็นใคร?"

กู้อันกระซิบตอบ "อาจารย์บอกหมดแล้ว ท่านมาจากหอพันฤดูสารท อาจารย์ยังสั่งให้ข้าคอยเตรียมตัวช่วยเหลือคนของหอพันฤดูสารท..."

"ดูท่าทางเจ้าสิ ขี้ขลาดตาขาว เข้ามาก็กล้าๆ กลัวๆ คงไม่ได้เต็มใจทำสินะ? รอจนอาจารย์เจ้ายกตำแหน่งเจ้าหุบเขาให้ ถึงเพิ่งรู้ความจริงล่ะสิ?" นางถามอย่างรู้ทัน

กู้อันถอนหายใจยาว แทนคำตอบนับพัน

คราวนี้ไม่ได้แสดง แต่เหนื่อยใจจริงๆ

"ในเมื่อกราบมันเป็นอาจารย์ ก็ถือเป็นศิษย์หลานข้า เจ้าช่วยเฝ้าที่นี่ให้ข้าอีกสักสิบปี ครบสิบปีข้าจะไปจากสำนักไท่เสวียน ไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนแน่"

กู้อันถามหยั่งเชิง "ขอทราบนามของท่านอาจารย์ปู่ได้ไหม?"

"ข้าแซ่เจียง นามว่าฉยง ส่วนฉายาในยุทธภพช่างมันเถอะ"

เจียงฉยง?

ชื่อเพราะดี แต่ไม่รู้ยายแก่อายุเท่าไหร่แล้ว

ทันใดนั้น ฝาโลงศพด้านหน้าก็เปิดผัวะ กู้อันสะดุ้งโหยงยกกระบี่ขึ้นกัน

ของสองสิ่งลอยออกมาจากโลง ตกตุ้บตรงหน้าเขา

ระฆังใบจิ๋วสีดำ และคัมภีร์เล่มหนึ่ง

"ถือเป็นของรับขวัญศิษย์หลาน ระฆังสั่นวิญญาณ ใช้ควบคุมวิชาหนอนกู่ได้ทุกแขนง แค่เขย่าทีเดียว ศพหนอนในถ้ำนี้จะฟังคำสั่งเจ้า"

"ส่วนคัมภีร์นั่นคือวิชาของข้า เคล็ดหยินหยาง ในนั้นมีวิธีหลอมรวมระฆังด้วย ของดีแบบนี้แม้แต่อาจารย์เจ้าก็ไม่ได้เรียนนะจะบอกให้"

เสียงของเจียงฉยงดูอ่อนแรงลง

กู้อันก้มเก็บของพร้อมคำนับขอบคุณ "ศิษย์หลานหัวทึบ ทำไมท่านอาจารย์ปู่ถึงดีกับข้านัก?"

"หึหึ หัวทึบ? เจ้าหนู แม้ไม่รู้ว่าเจ้าฝึกวิชาพิสดารอะไร แต่พลังจริงของเจ้าไม่ใช่แค่กลั่นลมปราณขั้นสี่แน่ น่าจะระดับสร้างรากฐานแล้วกระมัง อายุแค่นี้สร้างรากฐานได้ ถือว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว แถมยังรู้จักเก็บงำประกาย ยอมเป็นศิษย์รับใช้ ดูท่าเจ้าคงเกลียดสำนักไท่เสวียนไม่น้อย"

"พรสวรรค์เจ้าถูกใจข้า นิสัยเจ้ายิ่งถูกใจข้า ตั้งใจฝึกเข้าล่ะ ไว้ข้าจะสอนวิชาเพิ่ม ให้เจ้าสืบทอดวิชาข้า แล้วข้าจะพาไปเป็นศิษย์สายตรงที่หอพันฤดูสารท"

เจียงฉยงหัวเราะร่าเริง กู้อันหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกเหมือนโดนฉีกหน้ากาก

แต่ในใจกลับคิด... สร้างรากฐาน? แค่นั้นอะนะ? สายตาป้านี่เพี้ยนหรือข้าแสดงเก่งเกินไปวะ?

กู้อันสูดหายใจลึก "ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปู่ หากมีอะไรให้รับใช้ บอกข้าได้เสมอ"

พูดจบเขาก็รวบของแล้วรีบจูรดจากไป

กลับมาที่ต้นไม้ใหญ่ในถ้ำสวรรค์ กู้อันนั่งเปิดดูเคล็ดหยินหยาง พลางวิเคราะห์เจตนาของเจียงฉยง

แค่สิบปี ไม่ใช่ปัญหา เขาเป็นถึงระดับวิญญาณแรกกำเนิด แถมมีกระบี่เทพ

เจียงฉยงไม่ใช่คนดี นางแค่ระแวงพลังระดับ 'สร้างรากฐาน' ที่นางเข้าใจผิด นางตายมาเจ็ดสิบปี คงฟื้นฟูพลังไม่ได้มากในสิบปีนี้ จะเอาอะไรมาสู้กับเขาระดับวิญญาณแรกกำเนิด?

ใช้เวลาสิบปีนี้รีดไถวิชาจากนางให้หมด ถ้าครบกำหนดนางยอมไปดีๆ ก็แล้วไป

แต่ถ้านางตุกติก... คงต้องให้กระบี่เทียนซู่ได้เจิมเลือดศิษย์พี่หญิงของอาจารย์สักหน่อย

บทที่ 24 เจียงฉยง ระดับแก่นทองคำขั้น 9

ฤดูใบไม้ผลิผันผ่าน ฤดูใบไม้ร่วงเวียนมา ห้าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก

ตลอดห้าปีนี้ กู้อันยังคงคอนเซปต์ 'เติมทรูวันละปี' อย่างเคร่งครัด รวมแล้วเขาอัดฉีดอายุขัยไปกว่า 1,800 ปี ส่งผลให้ระดับพลังพุ่งทะยานสู่ ระดับวิญญาณแรกกำเนิด ขั้น 8

ยิ่งระดับสูง การเลื่อนขั้นยิ่งยากและกินเวลา การจำลองการฝึกฝนแต่ละครั้งกินเวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้เขามีอายุขัยคงเหลือ 10,200 กว่าปี การได้ถ้ำสวรรค์แปดทิศมาครอบครองช่วยเพิ่มรายได้อายุขัยต่อปีอย่างมหาศาล

ห้าปีมานี้ หุบเขาเสวียนกู่ต้อนรับศิษย์รับใช้เพิ่มอีกสามคน ทั้งหมดกราบกู้อันเป็นอาจารย์ มีนามว่า ถังอวี๋, ซูหาน และเจินฉิ้น

คราวนี้กู้อันเลิกคัดคนเก่ง เขาจิ้มเลือกพวก 'หัวปานกลาง' เพื่อตัดปัญหาดราม่า ทั้งสามคนมีอายุขัยขีดจำกัดแค่ราวๆ สองร้อยปี เขาเลือกคนที่ดูแล้วถูกชะตาที่สุด

วันนี้ ที่ปากทางหุบเขา เสี่ยวชวน เย่หลาน อู้ซิน และศิษย์ใหม่อีกสามคน กำลังล้อมหน้าล้อมหลังลู่จิ่วเจี่ย

"ศิษย์พี่ ขอให้โชคดีนะ!"

"ศิษย์อา ไปอยู่ฝ่ายนอกแล้วอย่าลืมพวกเรานะ"

"วางใจเถอะ หุบเขาโอสถข้าดูแลเอง"

"ถ้าสอบตก ข้าจะหัวเราะให้ฟันร่วงเลยคอยดู"

วันนี้เป็นวันที่ลู่จิ่วเจี่ยจะไปสอบเข้าฝ่ายนอก กู้อันใจป้ำ หั่นผลชางเถิงหนึ่งลูกแบ่งเป็นสี่ส่วนแจกจ่ายให้ศิษย์น้องสี่คนแรก ทำให้พลังของทุกคนพุ่งพรวด ลู่จิ่วเจี่ยถึงขั้นทะลวงสู่กลั่นลมปราณขั้น 9 ได้สำเร็จ

ที่น่าสนใจคือ หลังจากได้กินผลไม้วิเศษ อู้ซินก็กลายเป็นเด็กดีผิดหูผิดตา เลิกทำตัวลับๆ ล่อๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานและบำเพ็ญเพียรอย่างเดียว

ลู่จิ่วเจี่ยในวัย 23 ปี ยืนยืดอกด้วยความมั่นใจ เขามองขึ้นไปบนหอคอย เห็นกู้อันยืนมองลงมาจากหน้าต่าง ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลผ่านหัวใจ

"รอฟังข่าวดีได้เลย ข้าจะไม่ทำให้ศิษย์พี่ใหญ่ผิดหวัง!"

ลู่จิ่วเจี่ยยิ้มกว้าง หันหลังเดินจากไปอย่างองอาจ ด้วยวิชา 'บาทาวายุสลาย' ที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก เขามั่นใจว่าจะสร้างชื่อในฝ่ายนอกได้แน่

กู้อันในชุดคลุมสีขาวขลิบดำยืนมองส่งศิษย์น้องจนลับตา ในใจรู้สึกผสมปนเป

ทั้งภูมิใจและใจหาย

"ข้าเพิ่งจะ 27 ยังทำตัวเป็นตาแก่ขี้เหงาขนาดนี้ ถ้าอายุ 200, 2,000 หรือ 20,000 ปี ข้าจะกลายเป็นตาแก่ขี้บ่นขนาดไหนเนี่ย?" กู้อันยิ้มขื่น

เขากลับมานั่งที่โต๊ะ หยิบหนังสือ 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ขึ้นมาอ่านต่อ

นี่เป็นเล่มใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางแผงปีที่แล้ว กู้อันยกให้เป็นวรรณกรรมชิ้นเอก ผู้เขียนบรรยายฉากอีโรติก... เอ้ย ฉากโรแมนติกได้ลึกซึ้งกินใจสุดๆ

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

อู้ซินมาขอเข้าพบ ในวัย 21 ปี เขายังคงแต่งกายเป็นพระ กู้อันมักแซวเขาว่าเป็น 'พระถังซัมจั๋งหน้าหยก' ยิ่งใส่จีวรที่กู้อันสั่งตัดพิเศษจากฝ่ายนอก ยิ่งดูราศีจับ

"ศิษย์พี่ใหญ่ รดน้ำสวนบนเขาเสร็จแล้ว มีอะไรให้ทำอีกไหมขอรับ?" อู้ซินถามเสียงเบา สายตาเหลือบไปเห็นปกหนังสือในมือกู้อัน หน้าขาวๆ ก็แดงแปร๊ดขึ้นมาทันที

กู้อันไม่เงยหน้า "ไม่มีแล้ว ไปฝึกวิชาเถอะ"

อู้ซินยืนบิดไปบิดมา ไม่ยอมไปไหน

กู้อันเหลือบมอง "มีอะไรอีก?"

ในชุดคลุมดำ กู้อันดูมีอำนาจบารมีสมฐานะเจ้าหุบเขา เนื่องจากผลผลิตดีและเขาไม่โกงกินงบ เขาจึงเจียดเงินส่วนตัวซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ทุกคนใส่ จนตอนนี้ชาวไร่หุบเขาเสวียนกู่ดูดีมีสกุลกว่าศิษย์ฝ่ายนอกบางคนเสียอีก

อู้ซินกัดฟัน คุกเข่าลงดังตึ้บ

"ศิษย์พี่ ข้าขอพูดตรงๆ ชาตินี้ข้าคงไม่มีปัญญาเข้าฝ่ายนอก ข้าอยากอยู่ที่นี่รับใช้ท่านไปจนตาย"

กู้อันวางหนังสือ มองพิจารณา

พูดอ้อมโลก... สรุปคืออยากเลื่อนขั้นสินะ!

กู้อันขมวดคิ้วตีหน้ายุ่ง

อู้ซินเห็นท่าไม่ดีก็ลนลาน "ศิษย์พี่ ข้าแย่ตรงไหน? ข้าขยันกว่า เชื่อฟังกว่า แถมพวกนั้นอยากหนีไปฝ่ายนอกกันหมด มีแค่ข้าที่อยากอยู่" อู้ซินพูดเสียงสั่น น้ำตาเริ่มคลอ

กู้อันมองปราดเดียวก็รู้ว่าไอ้หมอนี่กำลังเดินลมปราณกระตุ้นต่อมน้ำตา

แหม่... ก๊อปเกรด A เลยนะเอ็ง!

กู้อันทำเสียงเข้ม "อู้ซิน สำหรับข้า ทุกคนเท่าเทียมกัน เหมือนผลชางเถิงที่ข้าแบ่งให้เท่าๆ กัน แต่ตำแหน่งศิษย์เอกมันสำคัญมาก อาจหมายถึงว่าที่เจ้าหุบเขาคนต่อไป ข้าแม้เป็นแค่ศิษย์รับใช้ แต่ความเป็นอยู่ดีกว่าศิษย์ฝ่ายนอก ข้าต้องสำนึกบุญคุณสำนัก"

"เจ้าเหมือนมีความลับปิดบังข้า แน่นอนว่าทุกคนมีเรื่องลำบากใจ ข้าไม่อยากซักไซ้ แต่ตำแหน่งศิษย์เอก..."

กู้อันถอนหายใจยาว แสดงความลำบากใจสุดขีด

อู้ซินชะงัก ไม่นึกว่ากู้อันจะรู้ทันมาตลอด ความกลัวแล่นพล่านก่อนจะเปลี่ยนเป็นความซาบซึ้ง

ห้าปีแล้ว... ศิษย์พี่รู้แต่ไม่พูด ไม่ลงโทษ

แปลว่าอะไร?

แปลว่าศิษย์พี่เห็นเขาเป็นคนในครอบครัวจริงๆ!

ถ้าเป็นเขา คงจับคนน่าสงสัยโยนบ่อจระเข้ไปนานแล้ว

ยิ่งคิดยิ่งละอายใจ อู้ซินทนหลอกลวงต่อไปไม่ไหวแล้ว

"ศิษย์พี่... ความจริงแล้ว..." อู้ซินตัดสินใจเด็ดขาด

"ความจริงข้ามาจากหอพันฤดูสารท พ่อข้าเป็นหนึ่งใน 72 เจ้าหอ ข้ามันหัวทึบ โดนพี่น้องกลั่นแกล้งเลยหนีออกมา ที่ข้าด้อมๆ มองๆ ตอนกลางคืนเพราะได้ยินเรื่องศิษย์พี่หลี่ อยากหาของวิเศษไปพิสูจน์ให้พ่อเห็น แต่ตอนนี้ข้าพอแล้ว อย่าว่าแต่เทียบพี่น้องเลย แค่ลู่จิ่วเจี่ยข้ายังสู้ไม่ได้..."

อู้ซินพรั่งพรูความในใจ ก้มหน้าไม่กล้าสบตา

กู้อันแสร้งทำหน้าช็อก ตาถลน

"เจ้า..."

เห็นเสียงสั่นเครือของศิษย์พี่ อู้ซินยิ่งรู้สึกผิด เอาหน้าผากโขกพื้น

กู้อันตกใจจริง แต่ตกใจที่ว่า... โลกมันกลมขนาดนี้เลยเหรอ?

เปลี่ยนชื่อหุบเขาเป็น 'สาขาหอพันฤดูสารท' เลยดีไหมเนี่ย! มีทั้งอาจารย์ปู่ ทั้งลูกเจ้าหอ!

กู้อันแอบกางม่านพลังกันเสียง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ... ลุกขึ้นมาคุยกันเถอะ"

อู้ซินโล่งอกจนแทบร้องไห้

พอลุกขึ้นเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของกู้อัน อู้ซินยิ่งซึ้งใจ

ศิษย์พี่รักข้าจริงๆ!

"ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องหอพันฤดูสารท ได้ยินว่าเป็นพรรคมาร?" กู้อันถาม

อู้ซินพยักหน้ารัวๆ "มารแท้ๆ เลยขอรับ ชั่วร้ายสุดๆ ทั้งเล่นศพ เลี้ยงหนอน ดูดวิญญาณ วางยาพิษ อะไรเลวๆ ทำหมด ข้าทนไม่ไหวถึงหนีมา..."

"แล้วพ่อเจ้าจะมาตามไหม? ข้าต้องห่วงความปลอดภัยคนอื่น"

"โอ๊ย เขาไม่มาหรอก เขาอยากให้ข้าตายๆ ไปด้วยซ้ำ ข้ามันจุดด่างพร้อยของตระกูล!"

กู้อันฟังแล้วสีหน้าผ่อนคลายลง เขาแกล้งดุ "อู้ซิน ห้ามดูถูกตัวเอง ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่พลังยุทธ์ เข้าใจไหม?"

อู้ซินเกาหัวเขินๆ "ทราบแล้วขอรับ แต่คนพรรคมารมันประสาทไม่ดีจริงๆ นะศิษย์พี่"

กู้อันพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนถามหยั่งเชิง "เอ้อ อยู่ที่นั่นเคยได้ยินชื่อ 'เจียงฉยง' ไหม?"

"เจียงฉยง?" อู้ซินนึกอยู่ครู่หนึ่ง

"อ๋อ! นึกออกแล้ว อัจฉริยะอันดับหนึ่งเมื่อร้อยปีก่อน ลูกสาวเจ้าหอที่สอง แต่ตายนานแล้ว พ่อข้าเคยบ่นเสียดาย อยากให้พี่ใหญ่ข้าแต่งงานด้วย"

กู้อันถามต่อ "พ่อเจ้าอายุเท่าไหร่?"

"เกือบห้าร้อยปีแล้วขอรับ ลูกหลานเป็นร้อย หายไปคนสองคนเขาไม่สนหรอก"

กู้อันเงียบ

วิถีมารนี่มันฮาเร็มชัดๆ

ถามไถ่อีกนิดหน่อย แต่อู้ซินรู้เรื่องเจียงฉยงไม่มาก

"ในเมื่อเจ้าสารภาพมา ข้าจะปั้นเจ้าเป็นศิษย์เอก การดึงมารกลับใจได้ถือเป็นกุศลแรงกล้า แต่เรื่องนี้เหยียบให้มิด ห้ามหลุดปากคำว่าหอพันฤดูสารทเด็ดขาด แม้แต่ตอนอยู่คนเดียว ที่นี่หูตาเยอะ" กู้อันกำชับเสียงเข้ม

อู้ซินรับคำแข็งขัน

หลังจากคุยสัพเพเหระอีกพัก อู้ซินก็รู้สึกผูกพันกับกู้อันมากขึ้น ดีใจที่ได้ระบายความลับดำมืดออกไป

...

ตกดึก กู้อันลงไปทำสวนที่ถ้ำสวรรค์แปดทิศ

เขาบรรจงหย่อนเมล็ดสมุนไพรลงดินอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไม เขาไม่ได้ปลูกผัก แต่ปลูก 'อายุขัย'

จิตวิญญาณชาวสวนในสายเลือดมันเรียกร้อง

พอมองแปลงผักที่เป็นระเบียบสวยงาม เขาก็ยิ้มอย่างพอใจ

"ศิษย์หลานที่รัก เข้ามานี่หน่อย"

เสียงหวานของเจียงฉยงเรียกเขา กู้อันเดินเข้าไปในโถงถ้ำ

หลายปีมานี้ เจียงฉยงมักเรียกใช้เขา ให้เก็บสมุนไพรบ้าง ให้ช่วยหลอมยาบ้าง

กู้อันไม่ได้ทำให้ฟรีๆ เขาได้วิชาปรุงยามาจากนางเพียบ

ต้องยอมรับว่าเจียงฉยงสอนเก่งกว่าเฉิงเสวียนตานคนละเรื่อง

ภายในโถงถ้ำ เตาหลอมยาตั้งอยู่กลางห้อง กองถ่านยังคุกรุ่น

กู้อันกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นโลงศพด้านในก็สั่นกึกกัก

ตึง!

ฝาโลงร่วงกระแทกพื้น ฝุ่นตลบ

มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากโลง ผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกดูเหมือนกรงเล็บผี กู้อันรีบสาดสกิล 'ตรวจสอบอายุขัย' ใส่ทันที

เจียงฉยง (ระดับแก่นทองคำ ขั้น 9): 185/304/2490

พระเจ้าช่วย!

ขีดจำกัดอายุขัยจริงปาเข้าไปเกือบ 2,500 ปี!

แต่เดี๋ยวนะ... ทำไมปัจจุบันเหลือแค่ 300 ปี? แล้วพลังแค่ แก่นทองคำ ขั้น 9?

คงเพราะบาดเจ็บสาหัสสินะ?

กู้อันยืนงง ก่อนที่ความกังวลในใจจะมลายหายไปจนหมดสิ้น

โธ่เอ๊ย... นึกว่าแน่ ที่แท้ก็แค่แก่นทองคำ!

จบบทที่ 23-24

คัดลอกลิงก์แล้ว