9-10
9-10
บทที่ 9 ชะตากรรมของศิษย์พี่ใหญ่
จางชุนชิวมองกู้อันที่กำลังทำหน้าวิตกกังวลด้วยความรู้สึกปลื้มปริ่มในหัวใจ
ใกล้จะได้เวลาลงเขาแล้ว สิ่งที่เขารู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่สุดไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นศิษย์น้องผู้นี้
เขาช่างว่านอนสอนง่ายและซื่อสัตย์เหลือเกิน
จางชุนชิวมีความรู้สึกคล้ายกับหลี่หยา คือเป็นห่วงว่ากู้อันจะถูกคนอื่นรังแกในภายภาคหน้า
"ข้าอยู่ที่หุบเขาโอสถมาสี่สิบปี ถึงเวลาต้องลงเขาเสียที พรสวรรค์ข้านั้นธรรมดา ชาตินี้คงไร้วาสนาจะสร้างรากฐาน สู้ลงไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขดีกว่า ศิษย์น้องกู้อัน เจ้าจงรับตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ต่อจากข้าเถอะ เจ้าเมิ่งลั่งมันขี้เกียจสันหลังยาว ฝากผีฝากไข้ไม่ได้หรอก" จางชุนชิวตบไหล่กู้อัน กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
กู้อันทำท่าอึกอัก "แต่ว่า... ถ้าไม่มีศิษย์พี่ใหญ่คอยดู ข้ากลัวว่าข้า..."
เฉิงเสวียนตานเอ่ยแทรกขึ้นมา "ถ้าเจ้าไม่กล้า ก็ให้เจ้าเมิ่ง..."
"ข้าทำได้ขอรับ!" กู้อันรีบโพลงออกมาทันควัน
จางชุนชิวที่กำลังจะเอ่ยปลอบใจถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ
เฉิงเสวียนตานจ้องมองกู้อันเขม็งด้วยสายตาลึกล้ำ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
กู้อันแกล้งกระแอมแก้เก้อ "ข้าไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาดีของศิษย์พี่ใหญ่ได้... เอาเถอะ ความจริงข้าแค่กลัวว่าถ้าเมิ่งลั่งได้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ เขาจะโขกสับข้าเช้าเย็น"
ได้ยินเหตุผลตอนท้าย จางชุนชิวก็หลุดขำออกมา
บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที จางชุนชิวเริ่มสั่งเสียและให้กำลังใจกู้อัน ซึ่งกู้อันก็ตั้งใจฟังอย่างดี
คุยกันพักใหญ่ จางชุนชิวก็ถลกชายเสื้อ คุกเข่าโขกศีรษะคารวะเฉิงเสวียนตานสามครั้ง แล้วลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งให้กู้อันอยู่กับเฉิงเสวียนตานตามลำพัง
"เห็นแล้วใช่ไหม หุบเขานี้รั้งคนไว้ไม่ได้หรอก หากเจ้าไม่อยากจมปลักอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ก็บอกข้ามาตรงๆ ข้าอาจจะพอช่วยเจ้าได้" เฉิงเสวียนตานเอ่ยขึ้น แววตาเรียบเฉย
กู้อันรีบตอบ "ศิษย์ยินดีอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตขอรับ"
"อย่าเพิ่งรีบตอบ เพราะมันอาจหมายถึงชั่วชีวิตจริงๆ"
"ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่กล้าโกหก ศิษย์อยากอยู่ที่นี่จริงๆ ในสายตาคนอื่น งานในหุบเขาโอสถอาจจะต่ำต้อยและหนักหนา แต่สำหรับศิษย์ ที่นี่คือสวรรค์ ท่านอาจารย์เมตตา ศิษย์พี่ศิษย์น้องก็เป็นกันเอง ศิษย์เต็มใจอยู่ที่นี่ไปจนวันตายขอรับ"
กู้อันยืนยันเสียงหนักแน่น นาทีนี้ต้องแสดงความจริงใจให้ถึงที่สุด
เฉิงเสวียนตานกล่าวเสียงเย็น "เจ้าคงมีภูมิหลังไม่ธรรมดาสินะ การที่เจ้ารอดมาจากเงื้อมมือปีศาจแห่งความโลภและราคะได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ แถมเมื่อวานที่พลังฟ้าดินปั่นป่วน ต้นตอก็มาจากเรือนพักของเจ้า"
กู้อันร้อนรน "อาจารย์ ข้าไม่มีภูมิหลังอะไรเลยขอรับ ถ้าจะมีก็แค่คุณหนูสามตระกูลจี จีเซียวอวี้ แต่ข้าก็เป็นแค่บ่าวรับใช้ของนางเท่านั้น"
"ตระกูลจี?"
เฉิงเสวียนตานสะดุ้งเฮือก นี่เป็นครั้งแรกที่กู้อันเห็นสีหน้าอาจารย์เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ใบหน้าของชายชราฉายแววหวาดระแวง โกรธแค้น และหวาดกลัว อารมณ์ลบทั้งมวลผสมปนเปจนทำให้ใบหน้าดูบิดเบี้ยวน่ากลัว
ซวยแล้ว!
ตาแก่นี่มีเรื่องบาดหมางกับตระกูลจีหรือเปล่าเนี่ย!
กู้อันใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยน
"อย่างนี้นี่เอง... นับจากนี้ไป เจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งหุบเขาโอสถ" เฉิงเสวียนตานสูดหายใจลึก แล้วประกาศออกมา
พลิกล็อกเฉย!
กู้อันถอนหายใจโล่งอก ไม่ว่าตาแก่นี่จะคิดอะไรอยู่ ขอแค่ได้ตำแหน่งมาก็พอ!
ต่อให้เฉิงเสวียนตานคิดไม่ซื่อ ก็คงอยู่สร้างปัญหาได้อีกไม่นานหรอก
กู้อันไม่กลัวโดนลอบกัด เพราะต่อให้โดนทุบ ร่างกายเขาก็ทนทายาดกว่าปีศาจตนนั้นเยอะ
"ศิษย์จะขยันหมั่นเพียร จะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังขอรับ" กู้อันรับคำแข็งขัน
เฉิงเสวียนตานโบกมือ "ไปเรียกเมิ่งลั่งกับเสี่ยวชวนมา"
กู้อันคำนับแล้วรีบเดินออกไป
หนึ่งก้านธูปต่อมา
กู้อันเดินนำเมิ่งลั่งและเสี่ยวชวนลงมาจากหอคอย เสี่ยวชวนตื่นเต้นหน้าแดง ร้องเรียกศิษย์พี่ใหญ่ไม่ขาดปาก
ส่วนเมิ่งลั่งหน้าบูดบึ้ง โวยวายลั่น "ทำไมต้องเป็นเจ้า! ทำไมไม่ใช่ข้า! ข้าพลังเยอะกว่าเจ้า ชาติตระกูลก็ดีกว่าเจ้า!"
กู้อันไม่โกรธ หันไปยิ้มให้ "เมิ่งลั่ง ตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ เป็นแล้วเป็นเลยตลอดชีวิต อาจารย์ท่านเห็นว่าเจ้ายังมีไฟในการบำเพ็ญเพียร ท่านเลยไม่อยากตัดอนาคตเจ้า ให้ข้ารับภาระนี้แทน"
"จริงดิ?" เมิ่งลั่งเริ่มคล้อยตาม
"จริงแท้แน่นอน ดูศิษย์พี่จางสิ อยู่มาสี่สิบปี! ชีวิตคนเราจะมีสี่สิบปีสักกี่ครั้งกันเชียว?"
เมิ่งลั่งเงียบไป แววตาเปลี่ยนจากริษยาเป็นเวทนาทันที
เขาตบไหล่กู้อันเบาๆ "กู้อัน... ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ"
เสี่ยวชวนเองก็เงียบกริบ
ลึกๆ แล้วเขาก็ฝันอยากเป็นเซียน ไม่อยากมาจมปลักอยู่ที่นี่ไปจนตายเหมือนกัน
กู้อันตีหน้าเศร้า แต่ในใจขำจนท้องเกร็ง
เจ้าเมิ่งลั่งนี่มันหลอกง่ายชะมัด
และแล้ว ชีวิตการเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของกู้อันก็เริ่มต้นขึ้น
เฉิงเสวียนตานยกอำนาจดูแลหุบเขาให้เขาหมด กู้อันเลยจัดการแบ่งงาน โยนหน้าที่เพาะปลูกดูแลสวนให้เมิ่งลั่งกับเสี่ยวชวน ส่วนตัวเองจองหน้าที่เก็บเกี่ยว
เมิ่งลั่งอาจจะรู้สึกผิด เลยก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่บ่นสักคำ
งานเก็บเกี่ยวมีแค่เดือนละไม่กี่ครั้ง เวลาที่เหลือกู้อันจึงทุ่มให้กับการฝึกวิชา โดยยังคงปิดบังระดับพลังที่แท้จริงไว้อย่างมิดชิด
สามเดือนผ่านไป
กู้อันทะลวงเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าโดยไม่มีใครรู้ระแคะระคาย
วิชาเทพพฤกษาบริสุทธิ์ขั้นเตาหลอมพิสุทธิ์นี่มันของจริง!
กู้อันใช้เวลาฝึกน้อยกว่าเมิ่งลั่งเสียอีก เวลาที่เหลือเขาเอาไปนอนอ่านหนังสือสบายใจเฉิบ
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน หุบเขาและขุนเขาโดยรอบถูกย้อมด้วยสีเหลืองทอง ดูสวยงามแต่แฝงความเหงาจับใจ
กู้อันยืนพิงรั้วไม้ มองดูสมุนไพรระดับสามที่ใกล้สุกงอม มือลูบหัวเจ้าหนูวิญญาณขาวเล่นเพลินๆ
หูเขาแว่วเสียงฝีเท้า หันไปมองก็เห็นเฉิงเสวียนตานเดินเข้ามาจากปากทางหุบเขา ด้านหลังมีเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินตามมา อายุอานามราวสิบสี่สิบห้าปี
กู้อันกดใช้เนตรหยั่งรู้ทันที
[เย่หลาน (กลั่นลมปราณขั้น 1): 14/110/130]
[ลู่จิ่วเจี่ย (กลั่นลมปราณขั้น 2): 15/140/190]
แจ๋ว!
แรงงานทาส... เอ้ย ศิษย์น้องใหม่มาเพิ่มแล้ว!
กู้อันยิ้มมุมปาก รีบเดินเข้าไปหาเฉิงเสวียนตาน ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
ลู่จิ่วเจี่ยและเย่หลานมองกู้อันด้วยความอยากรู้อยากเห็น กู้อันที่โตเป็นหนุ่มเต็มตัว เครื่องหน้าหล่อเหลา บวกกับราศีที่ได้จากการฝึกวิชาเทพ ทำให้เขาดูโดดเด่นสมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในจินตนาการของเด็กทั้งสอง
"อันเอ๋อร์ นี่คือศิษย์น้องใหม่ของเจ้า พาไปหาที่พักเสีย" เฉิงเสวียนตานทิ้งคำสั่งสั้นๆ แล้วเดินจากไป
อันเอ๋อร์?
กู้อันขนลุกเกรียว แต่ก็ยังค้อมตัวส่งอาจารย์
เขาหันกลับมาหาเด็กใหม่ทั้งสอง ทั้งคู่รีบคารวะเขาทันที ท่าทางนอบน้อมน่าเอ็นดู
ใช้ได้!
มีมารยาทกว่าไอ้สองตัวบาทเมื่อปีก่อนเยอะ ตอนนั้นพวกมันแทบจะขี่คอจางชุนชิวอยู่แล้ว
กู้อันรู้สึกถูกชะตากับเด็กใหม่ทันที เขาแนะนำตัวและให้ทั้งสองแนะนำตัวบ้าง
ลู่จิ่วเจี่ยผิวคล้ำ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ดูเหมือนลูกชาวนา แต่แววตาสดใสมุ่งมั่น
เย่หลานตัวเล็กผอมบาง เสื้อผ้าดูดีมีราคา หน้าตาจิ้มลิ้มพอใช้ได้
"ไปกันเถอะ เดี๋ยวศิษย์พี่พาไปดูห้องพัก" กู้อันยิ้มต้อนรับ ท่าทีเป็นกันเองทำให้เด็กทั้งสองคลายความเกร็ง
ระหว่างเดิน เย่หลานถามเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับศิษย์คนอื่นๆ ในหุบเขา
กู้อันก็เล่าให้ฟังตามจริง
จากนั้นเขาก็ไปเรียกเมิ่งลั่งกับเสี่ยวชวนมาทำความรู้จักกัน
ต่างจากจางชุนชิว กู้อันตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่คณะ เพราะนี่คืออาณาจักรในอนาคตของเขา
การมาของเย่หลานและลู่จิ่วเจี่ยทำให้กู้อันนึกถึงเรื่องจูมั่วหยากับปีศาจขึ้นมาอีก
ไม่ได้การ!
ต้องรีบจัดการเรื่องนี้ ไม่งั้นเด็กพวกนี้อาจซวยไปด้วย
กู้อันเก็บความกังวลไว้ในใจ เริ่มสอนงานเด็กใหม่ด้วยความตั้งใจ
คืนนั้น
เขาปิดประตูลลงกลอน หยิบหินสื่อสารของฉู่จิงเฟิงออกมา ส่งพลังปราณเข้าไปกระตุ้น หินเริ่มอุ่นขึ้นในมือ
กู้อันเพิ่งเคยใช้อุปกรณ์ไฮเทคแบบนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกตื่นตาตื่นใจพิลึก
ไม่กี่อึดใจ เสียงฉู่จิงเฟิงก็ดังออกมา "ใคร?"
ถามแบบนี้ แสดงว่าแจกเบอร์ไปทั่วเลยสินะ?
กู้อันกลืนคำแซวลงคอ ตอบกลับไป "ผู้อาวุโส ข้าคือกู้อันจากหุบเขาโอสถขอรับ"
ฉู่จิงเฟิงเงียบไป
ความเงียบทำเอากู้อันเริ่มเลิ่กลั่ก โชคดีที่อีกฝ่ายตอบกลับมา "เจ้ามีเบาะแสเรื่องปีศาจแห่งความโลภและราคะ?"
"มีขอรับ!"
กู้อันตอบเสียงหนักแน่น แล้วร่ายยาวเรื่องที่เขาไปเจอมา
พอเล่าจบ ฉู่จิงเฟิงถามเสียงเข้ม "จริงรึ?"
"จริงแท้แน่นอนขอรับ ถ้ำของมันอยู่ไม่ไกลจากหุบเขาเรา ข้ากลัวว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเรา"
"ดี ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ข้าจะไปสืบหาตำแหน่งถ้ำของมันที่สำนักฝ่ายนอก จะไม่รบกวนเจ้าอีก"
"ขอบพระคุณผู้อาวุโสขอรับ หากเรื่องนี้จบลงด้วยดี ขอความกรุณาอย่าพาดพิงถึงข้า ข้าเป็นแค่คนธรรมดา ไม่อยากหาเหาใส่หัว ขอแค่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขก็พอ"
"อืม ข้ารู้แล้ว"
ฉู่จิงเฟิงตัดการเชื่อมต่อ
กู้อันวางหินลงบนโต๊ะ ทบทวนบทสนทนาและเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อหาจุดโหว่
ยุ่งยากชะมัด
หวังว่าจะจบสวยนะ
ข้าแค่อยากทำสวนโว้ย
กู้อันบ่นในใจ เทียบกับการฆ่าฟัน เขาชอบชีวิตชาวสวนที่ได้ดูดอายุขัยเงียบๆ มากกว่าเยอะ
...
หลังจากแจ้งเบาะแส กู้อันก็เริ่มเดินตรวจตราความเรียบร้อยทุกวัน คอยจับตาดูไม่ให้ศิษย์น้องออกนอกลู่นอกทาง
ผ่านไปสามวันเหตุการณ์ยังปกติ
จนกระทั่งดึกคืนที่สี่ กู้อันสัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของลมปราณจากภายนอกหุบเขา แว่วเสียงอาวุธปะทะกันดังกึกก้อง
บวกกันแล้ว!
เขาแอบย่องไปที่ปากทางหุบเขา ตั้งใจจะเฝ้าระวังไม่ให้มีใครหลุดเข้ามาทำร้ายเด็กๆ ในสังกัด
การต่อสู้ในระยะไกลดุเดือดเลือดพล่าน กู้อันไปถึงปากทางแล้วก็ยังไม่จบ
เทือกเขาบังสายตา เขาจึงได้แต่ใช้หูทิพย์ประเมินสถานการณ์
ทันใดนั้น
กู้อันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หันขวับกลับไปมองในหุบเขา
สายตาปะทะเข้ากับร่างของเฉิงเสวียนตานที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างหอคอย กำลังจ้องมองมาที่เขา
ภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าของอาจารย์ในเงามืดดูราวกับวิญญาณอาฆาต ทำเอากู้อันขนหัวลุก
ซวยแล้ว!
โดนจับได้!
กู้อันขมวดคิ้ว ทำตัวไม่ถูก
ขณะที่กำลังลังเล เฉิงเสวียนตานก็ค่อยๆ ปิดหน้าต่างลง ทิ้งสายตาเย็นเยียบดั่งปีศาจไว้ให้กู้อันหนาวเล่น
กู้อันไม่ได้กลัวเฉิงเสวียนตาน แต่กลัวตาแก่จะเอาเรื่องนี้ไปโพทนา
แต่คิดดูอีกที ก็ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าเฉิงเสวียนตานเป็นพวกเดียวกับตัวบงการปีศาจ จะไปจ้างฉู่จิงเฟิงมาคุ้มกันทำไม?
นั่นมันแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ!
ชีวิตพวกศิษย์รับใช้อย่างพวกเขามันไร้ค่า ตายไปก็แค่หาใหม่ ไม่เห็นต้องลงทุนสร้างฉากบังหน้าขนาดนั้น
บทที่ 10 วิชาปรุงยา และสัญญาหนึ่งหยก
กู้อันพยายามสลัดความคิดเรื่องเฉิงเสวียนตานทิ้งไป เพ่งสมาธิไปที่ปากทางหุบเขา เตรียมพร้อมรับมือศัตรู
เขายืนเฝ้าอยู่จนรุ่งสาง
เมื่อฟ้าเริ่มสาง กู้อันถึงได้ย่องกลับเข้าห้อง
เขาอยากจะไปดูลาดเลาที่สนามรบ แต่กลัวโดนลูกหลงหรือติดกับดัก เลยเลือกที่จะซุ่มต่อไป
การมาของเย่หลานและลู่จิ่วเจี่ยทำให้หุบเขามีสีสัน ทั้งสองลากเสี่ยวชวนวิ่งเล่นไปทั่ว ปลุกความสดใสของวัยรุ่นให้กลับมาสู่หุบเขาอันเงียบเหงา
กู้อันยืนพิงรั้วไม้ มือถือหนังสือ "จอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า" อ่านเพลินๆ รับลมฤดูใบไม้ร่วง
สายตาเขาแอบชำเลืองมองหอคอยของอาจารย์เป็นระยะ
สายตาเมื่อคืนยังตามมาหลอน เขาอยากจะไปคุยให้รู้เรื่อง แต่ก็กลัวจะไปกระตุ้นต่อมอะไรเข้า
ตอนนั้นเอง ลู่จิ่วเจี่ยเดินเข้ามาหาด้วยแววตาเป็นประกาย "ศิษย์พี่ใหญ่ ได้ยินศิษย์พี่เมิ่งบอกว่าท่านมีวิชาขาที่ร้ายกาจมาก สอนข้าหน่อยได้ไหม? ข้ายินดีเหมางานเก็บสมุนไพรแทนท่านทั้งหมดเลย!"
กู้อันละสายตาจากหนังสือ ยิ้มตอบ "ไม่ถึงกับร้ายกาจหรอก ถ้าเจ้าอยากเรียน ข้าสอนให้ได้ ส่วนเรื่องเก็บสมุนไพรให้ข้าทำเถอะ ข้าชอบงานนี้"
ลู่จิ่วเจี่ยยิ่งเคารพกู้อันเข้าไปใหญ่
ศิษย์พี่ใหญ่ช่างเป็นคนดีประเสริฐแท้!
เขาดีใจจนเนื้อเต้น
กู้อันเก็บหนังสือเข้าอกเสื้อ เริ่มสอนวิชาบาทาวายุสลายให้ลู่จิ่วเจี่ย
ไม่นาน เสี่ยวชวนกับเย่หลานก็วิ่งมาขอแจมด้วย ส่วนเมิ่งลั่งน่ะเหรอ... ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ แถมที่เขาปูดเรื่องนี้เพราะอยากไล่ลู่จิ่วเจี่ยไปให้พ้นๆ ต่างหาก
เพลงเตะของกู้อันรวดเร็วรุนแรง แม้จะออมแรงไว้เยอะแล้ว แต่ก็ยังทำให้เด็กทั้งสามอ้าปากค้าง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป กู้อันกำลังหาช่องทางชิ่งหนี เสียงเรียกก็ดังลอยลมมา
"อันเอ๋อร์ มานี่หน่อย"
กู้อันหันไปเห็นเฉิงเสวียนตานกวักมือเรียกอยู่ที่หน้าต่าง
โดนเรียกตัวแล้ว!
กู้อันเดินตรงไปที่หอคอย ทิ้งให้เด็กๆ ฝึกกันต่อ
เขาเดินเข้าห้องอาจารย์ ปิดประตู แล้วเดินไปคารวะอย่างนอบน้อม
เฉิงเสวียนตานนั่งอยู่หน้าเตาปรุงยา ชี้ไปที่เบาะรองนั่งฝั่งตรงข้าม "นั่งสิ"
กู้อันนั่งขัดสมาธิ ในหัวกำลังเรียบเรียงคำแก้ตัว
"เจ้าเป็นคนไปตามฉู่จิงเฟิงมาใช่ไหม?" เฉิงเสวียนตานยิงคำถามตรงเป้าไม่อ้อมค้อม
เล่นไม้นี้เลยเหรอ!
กู้อันเลิกเล่นละคร ตอบตามตรง "ใช่ขอรับ เขาเคยบอกให้ข้าแจ้งเบาะแสถ้าเจอปีศาจ ศิษย์พี่จางแนะนำให้ข้าไปทำงานที่ถ้ำของจูมั่วหยา ข้าไปเห็นปีศาจซ่อนตัวอยู่ที่นั่น แถมถ้ำมันอยู่ใกล้เราแค่นี้ ข้าเลยจำใจต้องแจ้งฉู่จิงเฟิง"
เฉิงเสวียนตานพยักหน้า "เจ้าทำถูกแล้ว เรื่องนี้มีแต่ฉู่จิงเฟิงที่จัดการได้ เขาไม่ใช่แค่ศิษย์ในธรรมดา แต่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง ไม่งั้นคงเป็นศิษย์ในที่ระดับสร้างรากฐานไม่ได้หรอก"
ตระกูลใหญ่หนุนหลัง?
มิน่าถึงกล้าชนกับผู้มีอิทธิพล!
กู้อันโล่งใจ อย่างน้อยก็มีคนคุ้มกะลาหัว
"ฉู่จิงเฟิงตามสืบเรื่องนี้มาตลอด นี่เป็นศึกระหว่างพ่อเขากับผู้ยิ่งใหญ่ในสำนัก... แต่ข้าสงสัย เจ้ากลับมาจากถ้ำจูมั่วหยาตั้งหลายเดือน ทำไมเพิ่งมาแจ้งเอาป่านนี้?" เฉิงเสวียนตานจ้องตาเขม็ง
กู้อันยิ้มแห้ง "อาจารย์ ท่านก็รู้ข้าเป็นคนยังไง ข้ากลัวตาย ไม่อยากหาเรื่อง เมิ่งลั่งใช้งานข้า ข้ายังไม่เถียงเลย ตอนแรกข้ากะว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่พออาจารย์รับศิษย์น้องใหม่เข้ามา... ข้าเลยต้องทำ"
คำพูดนี้ออกมาจากใจจริง
เฉิงเสวียนตานจ้องลึกเข้าไปในดวงตากู้อัน แล้วเบนสายตาไปที่เตาปรุงยา "เจ้าทำดีแล้ว จากนี้ไปเจ้าคือศิษย์สืบทอดของข้า ข้าจะถ่ายทอดทุกอย่างที่ข้ารู้ให้เจ้า"
"ส่วนเรื่องนี้ ลืมมันไปซะ ทั้งพ่อของฉู่จิงเฟิง และคนที่อยู่เบื้องหลังปีศาจ ไม่ใช่คนที่มดปลวกอย่างเราจะไปยุ่งได้"
กู้อันชะงัก มองเสี้ยวหน้าของอาจารย์แล้วรู้สึกว่าตัวเองมองคนผิดไป
"ท่านอาจารย์!"
กู้อันลุกขึ้นคารวะอาจารย์ด้วยความซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง
เฉิงเสวียนตานหันมายิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"อยากรู้อะไร อยากเรียนอะไร มาถามข้าได้ตลอด ข้าแก่แล้ว คงอยู่สอนเจ้าได้อีกไม่นาน" น้ำเสียงของชายชรานุ่มนวลลงจนน่าใจหาย
กู้อันนั่งลง ถามด้วยความเกรงใจ "อาจารย์ ท่านปรุงยาคงโฉมเป็นไหมขอรับ?"
พระเอกนิยายเขาต้องกินยาหน้าเด็กกันทั้งนั้น กู้อันไม่อยากแก่ตายคาหุบเขา
เฉิงเสวียนตานหัวเราะร่า กวักมือเรียกขวดยาขวดหนึ่งลอยมาเข้ามือ เทเม็ดยาออกมาส่งให้กู้อัน
กู้อันโยนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ โดยไม่ลังเล
เขามั่นใจในสกิลต้านพิษของตัวเอง กินยาพิษยังเหมือนกินขนม
เห็นลูกศิษย์เชื่อใจขนาดนี้ เฉิงเสวียนตานก็ยิ้มปริ่ม
ยาคงโฉมรสชาติเหมือนน้ำตาลก้อน ละลายในปาก
"สนใจวิชาปรุงยาไหม?" เฉิงเสวียนตานถาม
กู้อันตาลุกวาว "สนใจสิขอรับ! ข้าอยากเรียนมานานแล้ว แต่ไม่กล้าบอก"
เฉิงเสวียนตานหัวเราะชอบใจ บรรยากาศในห้องอบอุ่นขึ้นทันตา เขาเริ่มสอนวิชาปรุงยา เริ่มตั้งแต่การคุมไฟ ซึ่งกู้อันที่มีพื้นฐานวิชาคุมไฟเรียนรู้ได้ไวมาก จนอาจารย์เข้าใจผิดว่ามีพรสวรรค์
แต่พอเริ่มเข้าทฤษฎียา กู้อันก็เริ่มตาละห้อย ทำเอาอาจารย์ถึงกับกุมขมับ
...
หลังจากเปิดใจกัน หุบเขาโอสถก็คึกคักขึ้น เฉิงเสวียนตานออกมาสอนงานบ่อยขึ้น เด็กๆ รักอาจารย์มาก มีแต่เมิ่งลั่งที่เบะปากมองบน
หลังคืนแห่งการต่อสู้ ทุกอย่างก็สงบลง
ฉู่จิงเฟิงและจูมั่วหยาหายเงียบไป กู้อันไม่กล้าออกไปสืบข่าว ได้แต่เก็บความสงสัยไว้
วันเวลาหมุนเวียน
หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก
กู้อันอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ อายุขัยสะสมกลับมาแตะที่สองพันแปดร้อยปี
เที่ยงวันหนึ่ง กู้อันนอนเอกเขนกอ่านหนังสืออยู่บนหน้าผา มองลงไปเห็นเสี่ยวชวนกับลู่จิ่วเจี่ยซ้อมเตะกันอยู่ข้างล่าง
หลังจากหน้าต่างสถานะขึ้นคำว่า 'วิชาปรุงยา' เขาก็เลิกตื๊ออาจารย์
การปรุงยามันน่าเบื่อจะตายชัก
แต่ข้อดีคือเขาขอให้อาจารย์เบิกเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ มาปลูกเพิ่มได้เพียบ
กู้อันนอนหนุนแขน พ่นลมหายใจพลิกหน้ากระดาษ
จู่ๆ เขาก็เด้งตัวขึ้นมา ตาโต
นิยายเล่มใหม่มีรูปประกอบด้วยเว้ยเฮ้ย!
แจ่มแมว!
กู้อันกำลังพิจารณารูปประกอบอย่างตั้งอกตั้งใจ เสียงร้องแหลมสูงก็ดังมาจากฟากฟ้า เขาเงยหน้าขึ้น แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบ
อินทรีขาวตัวมหึมาร่อนลงมา พอห่างจากเขาไปสองวา มันก็ทิ้งจดหมายลงมาให้เขาคว้าไว้อย่างแม่นยำ
แล้วมันก็บินวนกลับไปอย่างสง่างาม
เท่ชะมัด!
กู้อันนึกถึงหนูอ้วนของตัวเองแล้วถอนหายใจ ไร้ประโยชน์สิ้นดี
เขาเปิดซองจดหมาย นอกจากกระดาษแล้วยังมีหยกพกสลักคำว่า "ฉู่"
เขาเก็บหยกพก ยัดหนังสือเข้าอก แล้วเปิดอ่านจดหมาย
ลายมือของฉู่จิงเฟิง
เนื้อความบอกสั้นๆ ว่า จูมั่วหยาตายด้วยคมดาบของเขาแล้ว ตลอดหนึ่งปีเขาตามเก็บหลักฐานจนโค่นล้มผู้อยู่เบื้องหลังได้สำเร็จ บอกกู้อันไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก
ส่วนหยกพกนั้นเป็นของตระกูลฉู่ หากมีเรื่องเดือดร้อน ให้เอาหยกนี้ไปขอความช่วยเหลือได้
ตระกูลฉู่ยึดถือคำสัญญา เห็นหยกเหมือนเห็นคน
ความนิยมในตัวฉู่จิงเฟิงของกู้อันพุ่งปรี๊ด ไม่นึกว่าคนขี้เก็กแบบนั้นจะรักษาสัจจะขนาดนี้
อ่านจบ กู้อันฉีกจดหมายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยลงพื้น แล้วกระทืบเท้าเบาๆ พลังปราณอัดกระแทกจนเศษกระดาษกลายเป็นผงธุลี
พลังของระดับกลั่นลมปราณขั้นแปดนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ!
กู้อันยิ้มมุมปาก กระโดดลงจากหน้าผา ร่างกายเบาหวิวดุจนกนางแอ่น เหยียบยอดไม้ร่อนลงพื้นอย่างนิ่มนวล
ลู่จิ่วเจี่ยและเสี่ยวชวนเห็นจนชินตาแล้ว
กู้อันกดพลังไว้ที่ขั้นสอง แต่โชว์เทพด้วยวิชาตัวเบา ทำเอาทุกคนเข้าใจว่าเขาเป็นจอมยุทธ์สายกายภาพที่เก่งกาจ
กู้อันชอบทำตัวจืดจาง แต่บางทีก็ต้องโชว์ของบ้าง เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต
พอเท้าแตะพื้น เจ้าหนูวิญญาณขาวก็วิ่งจู๊ดขึ้นมาเกาะไหล่
"ห่างหายไปหลายวัน มาประลองกันหน่อย สองรุมหนึ่ง เข้ามาเลย!" กู้อันกวักมือเรียก
เด็กหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน แล้วพุ่งเข้าใส่ทันที
สามคนประลองวิชาขากันฝุ่นตลบ ลมพัดหวีดหวิว เศษหญ้าปลิวว่อน
กู้อันรับมือสองคนด้วยขาข้างเดียวอย่างสบายๆ
เสี่ยวชวนยังดูเก้งก้าง แต่ลู่จิ่วเจี่ยมีแววรุ่ง ท่าทางดุดันคล้ายกู้อันเข้าไปทุกที
ผ่านไปครึ่งถ้วยชา เด็กทั้งสองลงไปนอนหอบแฮกๆ ยอมแพ้แต่โดยดี
กู้อันลดขาลง ยิ้มร่า "พัฒนาขึ้นเยอะนี่ อีกไม่นานคงแซงหน้าข้าได้แน่"
"อีกไม่นานคือนานแค่ไหน?" เสี่ยวชวนถามเสียงหอบ
กู้อันปัดฝุ่นที่ขากางเกง "ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าขยันแค่ไหน"
เจ้าหนูขาวบนไหล่ส่งเสียงจี๊ดๆ เหมือนกำลังหัวเราะเยาะ