- หน้าแรก
- จ้าวกระบี่สะท้านฟ้า
- 156 - อยู่ในรายชื่อแล้ว
156 - อยู่ในรายชื่อแล้ว
156 - อยู่ในรายชื่อแล้ว
156 - อยู่ในรายชื่อแล้ว
วังเทียนเหยียน ซูซินพึ่งปรากฏตัวขึ้นในลานประลอง
"ดูนั่นสิ ซูซิน!"
สายตาของเหล่าศิษย์วังเทียนเหยียนมากมาย หันไปมองซูซินพร้อมกันในทันที
"ได้ยินมาว่าเจ้าซูซินผู้นี้ไล่ล่าเนี่ยจิ่วโหยวติดต่อกันถึงสามวันสามคืน วิ่งพล่านไปทั่วแดนจิ่วโจว สุดท้ายยังสามารถสังหารเนี่ยจิ่วโหยวได้ต่อหน้าซือถูป๋อเล่ยผู้เป็นผู้บ่มเพาะระดับเนี่ยผาน บนฟ้าของคฤหาสน์ตระกูลซือถูอีกด้วย"
"เพียงแค่ระดับกลางของขั้นโพซวีแล้วกลับสังหารยอดฝีมือระดับไร้เทียมทานของขั้นโพซวี ทั้งยังทำต่อหน้าผู้บ่มเพาะระดับเนี่ยผานอีก ซูซินผู้นี้...ทำได้อย่างไรกัน?"
"แทบจะเป็นสัตว์ประหลาดแล้ว!"
"ได้ยินมาว่าที่ศาลาภารกิจ การสังหารเนี่ยจิ่วโหยวถูกนับเป็นภารกิจธรรมดา แต่รางวัลของภารกิจนั้นสูงถึงหนึ่งแสนแต้มไฟเลยทีเดียว!"
"หนึ่งแสน? สวรรค์!"
ศิษย์วังเทียนเหยียนจำนวนมากพากันพูดคุยกันอื้ออึง เต็มไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชม
พวกเขาต่างก็รู้ว่าซูซินมีพรสวรรค์วิปริต แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะวิปริตถึงเพียงนี้
บุคคลที่อยู่แค่ระดับกลางของขั้นโพซวี กลับกล้าไปสังหารผู้บ่มเพาะระดับไร้เทียมทานของขั้นเดียวกัน
"ซูซิน!"
เงาร่างหนึ่งวิ่งเข้ามา คือ ต้วนอวิ๋นเฟิง
"น้องชาย เจ้านี่ทำเรื่องใหญ่โตไม่น้อยเลยนะครานี้"
ดวงตาของต้วนอวิ๋นเฟิงส่องประกายแปลกประหลาด ขณะมองไปที่ซูซิน "ได้ยินว่าภารกิจธรรมดาในการสังหารเนี่ยจิ่วโหยวนั้น มีรางวัลถึงหนึ่งแสนแต้มไฟ อีกทั้งเนี่ยจิ่วโหยวก็เป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานที่มักจะออกปล้นภายนอก เจ้าสังหารเขาไป ผลประโยชน์ที่ได้คงไม่น้อยใช่หรือไม่?"
"ก็พอใช้ได้" ซูซินกล่าวยิ้มๆ
"อะไรคือพอใช้ได้ เจ้าคงร่ำรวยยิ่งใหญ่แล้วละ ไว้ทีหลังเจ้าต้องเลี้ยงข้าเหล้าสักกรึ๊บละนะ" ต้วนอวิ๋นเฟิงกล่าว
"ไม่มีปัญหา" ซูซินยิ้ม "ข้าขอไปส่งภารกิจก่อน"
ซูซินรีบเดินทางไปยังศาลาภารกิจ เพื่อส่งภารกิจ
เมื่อส่งภารกิจเสร็จ แต้มไฟในเหรียญประจำตัวของซูซินก็เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งแสนแต้มพอดี
"หนึ่งแสนแต้มไฟ!"
ในใจของซูซินก็ตื่นเต้นไม่น้อย
นี่คือจำนวนที่มากโข ภารกิจทดสอบก่อนหน้าของเขาที่มีสามช่วงรวมกัน ยังได้แค่สองหมื่นสามพันแต้มไฟเท่านั้น
และภารกิจทดสอบนั้นก็เป็นภารกิจที่ศิษย์วังเทียนเหยียนแต่ละคนสามารถรับได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
"หนังสือการวิเคราะห์แก่นแท้แห่งเจตกระบี่ภาคปลาย ในศาลาร้อยสมบัติใช้แต้มไฟแลกพอดีที่หนึ่งแสน…"
ซูซินครุ่นคิดอยู่ในใจ
การวิเคราะห์แก่นแท้แห่งเจตกระบี่มีประโยชน์กับเขาอย่างมาก
เพราะเข้าใจถึงแก่นแท้ของเจตกระบี่อย่างละเอียด เขาถึงสามารถก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้ ส่วนภาคปลายของหนังสือเล่มนี้ เขาย่อมต้องแลกมาในอนาคตแน่นอน
แต่ไม่จำเป็นต้องแลกในตอนนี้
"ยังไม่ต้องรีบ ข้าในตอนนี้มีภาคกลางของการวิเคราะห์แก่นแท้แห่งเจตกระบี่แล้ว สามารถใช้ฝึกฝนเจตกระบี่แก่นแท้ทั้งหกสิบสี่ชนิดได้อย่างราบรื่น สำหรับภาคปลาย เอาไว้รอให้ข้าเข้าใจทั้งหมดถึงขั้นที่สามของเจตกระบี่ก่อน ค่อยแลกก็ไม่สาย" ซูซินคิดอยู่ในใจ
หลังส่งภารกิจเสร็จเรียบร้อย ซูซินเพิ่งจะเดินออกมาจากศาลาภารกิจ ก็ถูกจ้าวตำหนักตี้เยว่เรียกตัวไปหา
การเรียกตัวในครานี้ก็เป็นการสอบถามหลายสิ่งหลายอย่าง
เช่น ขั้นตอนต่างๆ ที่เขาลงมือกับเนี่ยจิ่วโหยว รวมถึงพลังฝีมือของตน ทำไมถึงสามารถสังหารเนี่ยจิ่วโหยวได้เป็นต้น
ซูซินก็เล่าในสิ่งที่สมควรกล่าวไปหมด
เมื่อจ้าวตำหนักตี้เยว่ได้รู้ว่าซูซินเข้าใจแก่นแท้ของเจตกระบี่ถึงยี่สิบเอ็ดชนิดแล้ว ก็นิ่งอึ้ง ตกใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเหลือเชื่ออย่างที่สุด
หลังจากสอบถามเล็กน้อย จ้าวตำหนักตี้เยว่ยังตำหนิซูซินอยู่เล็กน้อย
แน่นอนว่า การตำหนินี้ก็สมควร เพราะในสายตาของนาง การกระทำของซูซินในครั้งนี้ถือว่าเกินไปอยู่บ้าง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงอยู่ด้วย
อย่างเช่นการไล่ล่าถึงหน้าประตูตระกูลซือถูแล้วก็ยังไม่หยุด
แม้ว่าซือถูป๋อเล่ยจะเกรงใจวังเทียนเหยียน ไม่กล้าลงมือฆ่าเขาจริงๆ แต่ถ้าเกิดซือถูป๋อเล่ยหุนหันพลันแล่น ไม่คิดถึงสิ่งใดขึ้นมาเล่า?
ต่อคำตำหนิของจ้าวตำหนักตี้เยว่ ซูซินก็ฟังอย่างนอบน้อม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงมือครั้งนี้เขาวางแผนมาอย่างรอบคอบแล้ว
ประการแรก เนี่ยจิ่วโหยวมีความแค้นเลือดกับตระกูลซูของเขา เมื่อตนมีพลังแล้ว แน่นอนว่าต้องฆ่า
ประการต่อมา ตามที่ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินกล่าวไว้ ผู้ตรวจการณ์จากเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ได้มายังจักรวรรดิเทียนเหยียนเป็นการยาก ครานี้ตนต้องแสดงผลงานให้ดี แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์แท้จริงของตน
ในเมื่อจะต้องแสดงพรสวรรค์และศักยภาพของตนออกมา แล้วมีสิ่งใดจะแสดงออกได้เด่นชัดเท่ากับผู้ฝึกขั้นโพซวีระดับกลางไล่ล่าสังหารผู้บ่มเพาะไร้เทียมทานอีกเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ของตนในครานี้ก็คือให้เรื่องนี้กลายเป็นที่โจษจัน ยิ่งเป็นที่กล่าวถึงมากเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้ตรวจการณ์ผู้นั้นจะสนใจตนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนเรื่องความเสี่ยงในการต่อสู้ครานี้...
ความเสี่ยงย่อมมี แต่ซูซินรู้ดีว่าตราบใดที่เริ่มการไล่ล่า ต่อหน้าสายตาของคนทั้งโลก วังเทียนเหยียนก็จะจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขา แม้แต่จวนฉีอ๋อง ก็ไม่อาจสังหารเขาได้ในสายตาของวังเทียนเหยียน
ยิ่งไปกว่านั้น ในมือของเขายังมีไพ่ตายซุกซ่อนไว้อีก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ การรักษาชีวิตของตนเองย่อมไม่ใช่ปัญหา
หลังจากตำหนิเล็กน้อย จ้าวตำหนักตี้เยว่ก็ปล่อยให้ซูซินกลับไป
ไม่นานนัก ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินก็เดินทางมายังที่พักของเขา
"ซูซิน ข่าวดี" ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินกล่าว "ผู้ตรวจการณ์ซึ่งอยู่ในอาณาจักรเทียนเหยียนได้สังเกตเห็นตัวเจ้ากับตาแล้ว และได้ใส่ชื่อเจ้าลงในบัญชีเฝ้าดูเรียบร้อยแล้ว"
"บัญชีเฝ้าดู?" ซูซินขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์มีผู้ตรวจการณ์อยู่หกคน พวกเขาจะออกตรวจทั่วราชอาณาจักรต่างๆ เป็นเวลายาวนาน หากพวกเขาพบเห็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะใส่ชื่อบุคคลผู้นั้นไว้ในบัญชีเฝ้าดู ต่อจากนั้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง บุคคลนั้นก็จะตกอยู่ในสายตาของผู้ตรวจการณ์ทั้งหก" ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินกล่าว
"และมีเพียงเมื่อบุคคลนั้นยังคงแสดงความสามารถและความก้าวหน้าที่น่าตกตะลึงออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ตรวจการณ์ถึงจะปรากฏตัวและรับเข้าสู่ชั้นกลางของเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์"
"เป็นเช่นนี้เองหรือ?" ซูซินพยักหน้าเบาๆ ในใจ
เขาเองก็รู้ว่าครั้งนี้ตนเองแสดงฝีมือออกมาได้อย่างโดดเด่น แม้จะสามารถสั่นสะเทือนผู้คนทั้งหลายในโลกได้ แต่เก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์จะรับผู้ที่อยู่ขั้นโพซวีเข้าสู่ชั้นกลางได้เพียงแค่หนึ่งคนทุกๆ ไม่กี่ปี หรือกระทั่งสิบกว่าปี ภายใต้เขตแดนกว้างใหญ่และหลายสิบราชอาณาจักรเช่นนั้น มาตรฐานที่ใช้คัดเลือกย่อมสูงจนเหลือเชื่อ
การที่การต่อสู้ครั้งนี้สามารถทำให้ผู้ตรวจการณ์สนใจเขาและใส่ชื่อเขาลงในบัญชีเฝ้าดูได้นั้น ก็ถือว่านับเป็นเรื่องดีมากแล้ว
…………