- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 227 นางตอบตกลงได้อย่างไร? เขาประเมินยัยก้อนน้ำแข็งผิดไปแล้ว
บทที่ 227 นางตอบตกลงได้อย่างไร? เขาประเมินยัยก้อนน้ำแข็งผิดไปแล้ว
บทที่ 227 นางตอบตกลงได้อย่างไร? เขาประเมินยัยก้อนน้ำแข็งผิดไปแล้ว
“ท่านธิดามารสวรรค์ ภารกิจสำเร็จหรือไม่เจ้าคะ?” แม่เล้าเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ไม่” อินเหมียนเหมียนยืนอยู่บนระเบียงเรือสำราญกลางสายน้ำ เส้นผมพลิ้วไหวไปตามสายลมยามค่ำคืน ดวงตาเหม่อมองไปไกลราวกับวิญญาณหลุดลอย
“พลาดอีกแล้วหรือเจ้าคะ?” แม่เล้าถึงถึงกับหน้าถอดสี นางรู้ดีว่าต่อให้เป็นอัจฉริยะอันดับสูงในทำเนียบ แต่หากถูกธิดามารสวรรค์จ้องเอาชีวิต ก็ยากนักที่จะรอดไปได้ และหลี่โม่ก็อยู่เพียงลำดับที่สิบเก้าเท่านั้น
“มีผู้อาวุโสจากสำนักเฝ้าอยู่ข้างกายเขารึเจ้าคะ?”
“ไม่มี” อินเหมียนเหมียนตอบเสียงเบา น้ำเสียงของนางเย็นเฉียบพอๆกับสายลมยามค่ำ
“ถ้าเช่นนั้น…เพราะเหตุใดกัน?” หญิงชรางุนงงจนเผลอถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงกลัวว่าจะล่วงเกิน
ความคิดอันว้าวุ่นของอินเหมียนเหมียนพลันถูกรบกวน นางขมวดคิ้วบางพร้อมเอ่ยด้วยเสียงขุ่น
“เพราะพลังของเขา… เหนือกว่าที่ทำเนียบบันทึกไว้เสียอีก”
“เหนือกว่าในทำเนียบ?” นางผงะ ใบหน้าที่แต่งแป้งหนาพลันแข็งค้าง
“เขาเพิ่งอายุสิบกว่าปีเองนะเจ้าคะ ข้าเคยคิดว่าลำดับที่สิบเก้ายังเกินจริงไปเสียด้วยซ้ำ…”
จู่ๆ อินเหมียนเหมียนก็หันมาถามขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ
“เจ้ารู้รึไม่… ว่าผู้ใดที่สามารถใช้ญาณแห่งเต๋าปล่อย ‘เจตจำนง’ จนทำให้ผู้ที่สัมผัสมิอาจโกรธหรือเกลียดเขาได้ ราวกับอารมณ์ด้านลบทั้งมวลล้วนสลายไปสิ้น?”
หญิงชรานิ่งงัน “นั่นคงเป็น… เจตจำนงของพระเถระสายพุทธะกระมัง?”
“เจ้าเห็นเขาเหมือนพวกภิกษุหัวโล้นอย่างนั้นหรือ?” อินเหมียนเหมียนเอ่ยประชดประชัน
“มิเช่นนั้นก็…” นางถึงกับกลืนน้ำลาย—หญิงชราคิดออกเรื่องหนึ่ง ก่อนทำหน้าแหยแล้วกล่าว
“บางคราในหอนางโลม ก็มีหญิงที่หลงรักลูกค้าของตนเข้า…”
“เจ้าจะสื่ออันใด พูดให้ชัดเจน!” อินเหมียนเหมียนเลิกคิ้ว
“เอ่อ…ข้าว่า อาจเป็นเพราะความรักกระมังเจ้าคะ?”
“ความรักบ้าบออะไรของเจ้า!” เสียงของอินเหมียนเหมียนแผดลั่นจนหญิงชราตัวสั่น
“ไป! ไปที่หอคลังสังหาร แล้วถอนชื่อของหลี่โม่ออกเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าค่ะ!” แม่เล้ารับคำราวคนได้รับการอภัยโทษ ก่อนรีบหนีหายออกไปจากระเบียง
บนดาดฟ้า ธิดามารสวรรค์ยังคงยืนอยู่เดียวดาย ดวงตาทอดมองผืนน้ำอันเงียบงันอีกครั้ง
หรือคำพูดของหลี่โม่… อาจจะมีความจริงอยู่บางส่วน?
….
อีกฟากของเมือง
ภายในห้องโถงอบอวลด้วยแสงตะเกียง อิ๋งปิงยกขาขาวเรียวขึ้นไขว้กันก่อนผ่อนลมหายใจแผ่วเบา
นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว—
ครั้งที่สามที่นางถูกอันดับของหลี่โม่ข่มไว้เหนือหัว แต่ความว้าวุ่นในใจกลับมิได้เกิดจากความพ่ายแพ้
อย่าลืมว่านางคือผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเก้าฟ้าสิบพิภพ—เพียงปรายตามอง… ผู้คนก็มิกล้าแม้แต่จะสบตา
ครั้งหนึ่งพลังของนางเคยยิ่งใหญ่จนหาใครเทียบมิได้ ทว่าหนทางที่นางเดินก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปด้วยรอยแผลแห่งการฝึกฝนและความพ่ายแพ้มานับครั้งไม่ถ้วน ผู้ที่ยอมแพ้เพียงครั้งเดียว… ก็คือผู้แพ้ตลอดกาล
บทลงโทษนี้ ไม่อาจเทียบได้เลยกับมิติมายาแห่งสวรรค์ หรือมหาภัยในขั้นกายธรรม แม้แต่เส้นทางสู่เซียนก็โหดหินยิ่งกว่า—จิตใจของอิ๋งปิงยามนี้กลับนิ่งสงบกว่าครั้งใด เพียงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ…
เมื่อรวบรวมเจตจำนงจิตวิญญาณได้ นางจึงลืมตาขึ้น—เปลือกตาเรียวยาวเผยให้เห็นดวงตาแดงระเรื่อดังโลหิต ริมฝีปากขยับเล็กน้อย พลางมองไปยังคนตรงหน้า
แววตาใสสงบของนาง… มีประกายเร้นลับบางอย่างเกิดขึ้น
“หืม?” หลี่โม่ขมวดคิ้วอย่างมึนงง—หรือว่าจะใช้พลังอะไรใส่ข้าอีกแล้ว?
ชายหนุ่มนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่เพื่อนรักเคยลากเขาไปนวดเท้า
วันนั้นเขาอุตส่าห์ล้างเท้าจนสะอาด แต่หญิงที่ให้บริการกลับเป็นคุณป้าอารมณ์วัยทอง ฝ่ามือหนักยิ่งกว่าก้อนหินมับ ถึงอย่างนั้นเขาก็ฝืนยิ้ม กลั้นเสียงไว้ไม่ให้ร้อง พร้อมพูดสวนกลับอย่างดื้อรั้นว่า
“แค่นี้เองเหรอป้า? รู้สึกยังไม่สุดเลยนะ?”
….
เป็นที่รู้กันดีว่ายัยก้อนน้ำแข็งก็มีนิสัยยอมใครไม่เป็นเช่นกัน—เมื่อสองสายตาสบกัน บรรยากาศในห้องราวกับถูกบีบอัด
“ดูท่าข้าคงต้องลงมือย่างจริงจังสียแล้ว” หลี่โม่เอ่ยเสียงเรียบ
“ตกลง” อิ๋งปิงตอบสั้นๆ ใบหน้ายังคงเย็นชาเช่นเดิม
“งั้น…เปลี่ยนชุดก่อนเถิด”
“หืม?”
หลี่โม่ก็ยกมือขึ้น เขาพลิกข้อมือราวกับเล่นกล หยิบของบางอย่างออกมาจากมิติ—เป็นชิ้นผ้าที่ดูคล้าย ‘เสื้อชั้นในของสตรี’ แต่กลับเปิดเผยกว่านั้นหลายส่วน เนื้อผ้าก็บางเบาจนแทบจะไม่ต่างจากม่านหมอก
“ถ้าไม่เปลี่ยนชุดเสียก่อน ก็ทำ ‘บริการครบวงจร’ ไม่ได้นะขอรับ~” ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปาก เห็นทีครานี้ยัยก้อนน้ำแข็งคงได้แต่ถอยเป็นแน่
แต่—นางกลับนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเย็นแผ่วลอดออกมาเบาๆ
“เจ้า… ออกไป”
“อืม ข้าก็ว่าอยู่…” หลี่โม่หัวเราะเบาๆ พลางลุกขึ้นเตรียมเดินออกจากห้อง
แต่ทันทีที่หันหลังกลับไป กลับได้ยินเสียงเรียกซ้ำ
“ชุดนั้น… ทิ้งไว้”
“!”
เสียงประตูปิดดัง ‘ปัง!’ แสงตะเกียงภายในดับวูบ เหลือเพียงความเงียบงันและกลิ่นหอมบางเบาในอากาศ
[ขณะนี้พื้นที่สัมผัส : 8%]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นชัดเจน ราวกับเกรงว่านางจะลืมบทลงโทษ
คงเป็นช่วงเมื่อครู่ที่เขานวดเท้า ระบบจึงนับรวมไปแล้ว—ใครจะไปคิดว่าของพรรค์นี้ก็จะถูกนับรวมด้วย ระบบนี้…ช่างละเอียดจริงๆ
นางก้มลงมองอาภรณ์ที่เขาทิ้งไว้ สีแดงอ่อนละเรื่อคล้ายหยาดโลหิต ผสมกลิ่นสุราบางเบา—จะว่าแปลกก็แปลก สิ่งนี้มิได้เหมือนรางวัลของระบบ แต่ฝีเย็บและเนื้อผ้ากลับดีกว่าหลายเท่า
เขา… ไปหามันมาจากที่ใดกัน? คนผู้นั้นภายนอกอ่อนโยนราวกับคุณชายผู้มีเมตตา แต่กลับพกพาของเช่นนี้ติดตัวอยู่ตลอด—ประหลาดยิ่งนัก…
ขนตานางสั่นระริก ก่อนถอนหายใจแผ่วเบา
“ใจสงบนิ่งดุจน้ำ… ปล่อยวาง… เป็นธรรม…”
เสียงผ้าเสียดสีกันเบา ๆ ดังขึ้นในห้องอันมืดสลัว
ขณะเดียวกัน หลี่โม่ก็กำลังยืนรอที่ด้านนอก—เขาเองก็ไม่คาดคิดเลยว่ายัยก้อนน้ำแข็งจะตอบรับคำพูดของเขาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ก่อนหน้านั้นสายตาของนางยังเย็นเยียบเข้ากระดูกอยู่เลย…
“ไม่ได้ ข้าต้องตั้งสติให้มั่น…” ขณะกำลังพึมพำ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากห้องข้าง ๆ
“ศิษย์น้องหลี่ เจ้าทำอันใดอยู่รึ?”
ประตูฝั่งตรงข้ามเปิดออก เผยให้เห็นถังเสี่ยวเป่าที่ถือขันน้ำอยู่ในมือ สายตาเต็มไปด้วยความงุนงงเมื่อเห็นเขาคาบพู่กันอยู่ในปาก
“ข้ากำลังคิดถึงปัญหาบางอย่าง เวลาครุ่นคิดก็อยากคาบอะไรไว้เท่านั้นเอง”
“อ๋อ…” เสี่ยวเป่าพยักหน้าหงึก ๆ
แม้ไม่เข้าใจนัก แต่ก็ดูเหมือนจะยอมรับอย่างเคร่งขรึม—เด็กหนุ่มเลียนแบบเขาในทันที หยิบยาโอสถเม็ดหนึ่งมาร้อยกับไม้ไผ่เล็กๆ แล้วคาบไว้ตรงมุมปาก… ทำหน้าตาจริงจังอย่างยิ่ง
“ศิษย์น้องหลี่ เจ้ากำลังกลัดกลุ้มเรื่องใดก็บอกข้ามาเถิด เดี๋ยวข้าจะช่วยคิดให้เอง”
“ข้ากำลังคิดว่า… บางทีข้าอาจจะมีเคราะห์โลหิตเสียแล้ว…”
“หา?! ถึงขั้นมีเคราะห์โลหิต เช่นนั้นต้องรีบไปกราบเรียนผู้อาวุโสแล้วสิ!” ยังไม่ทันพูดจบ ถังเสี่ยวเป่าก็ทำท่าจะวิ่งไป หลี่โม่รีบคว้าไว้ก่อนส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
“มิใช่เรื่องใหญ่อันใด อาจเป็นเพียง… แค่โลหิตพลุ่งพล่านก็เท่านั้น”
“เช่นนั้นก็กินยาเสียสิ”
“ยาใดเล่าจะรักษาได้?”
“ถ้าอย่างนั้น… ลองเลียข้าที่เป็นโอสถดูก่อน อาจจะดีขึ้นก็ได้”
“…”
หลี่โม่ทำหน้าแข็งก่อนถอนหายใจ “ปล่อยข้าไปเถิด ข้าคิดวิธีเองได้”
“อืม เช่นนั้นก็ดี” ถังเสี่ยวเป่าพยักหน้า เดินคาบไม้ไผ่กลับเข้าห้องอย่างภาคภูมิใจ
ครู่หนึ่งหลังจากนั้น เสียงหวานใสแต่ราบเรียบของยัยก้อนน้ำแข็งก็พลันลอยออกมาจากหลังประตู
“เข้ามาได้”
“อืม…” หลี่โม่รวบรวมสติ ทำลมหายใจให้สงบนิ่ง ก่อนค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป
ทันใดนั้นเอง เขากลับรู้สึกประหลาด เจตจำนงในจิตของตนซึ่งปกติแผ่กระจายได้ไกลดั่งใจนึก คืนนี้กลับไร้ผลโดยสิ้นเชิง—หัวใจเต้นแรงเสียยิ่งกว่าคราที่เข้าไปในมิติหงส์โลหิตเสียอีก
หากคืนนี้ข้าหวั่นไหว เกรงว่าคราต่อไป… คงยากที่จะสู้หน้ายัยก้อนน้ำแข็ง
เสียงประตูปิดลงเบาๆ เมื่อสายตาได้เห็นภาพตรงหน้า เขากลับนิ่งไปชั่วอึดใจ
มิใช่เพราะความเปิดเผยของชุดนั้น เพราะถึงแม้จะเป็น ‘ชุดว่ายน้ำ’ แต่รูปแบบยังคงเรียบง่ายไม่เกินงาม
แต่สิ่งที่เขาประเมินผิดนั้นคือ…
ตัว ‘อิ๋งปิง’ เองต่างหาก