เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 225 นางก็แค่คล้าย... อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้า

บทที่ 225 นางก็แค่คล้าย... อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้า

บทที่ 225 นางก็แค่คล้าย... อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้า


ณ ห้องชั้นสาม

ทันทีที่ 'ภาพมายาเทพธิดา' ถูกทำลายลง สติของหลี่โม่ก็กลับคืนมา—แม้จะฟื้นแล้ว แต่ร่างกายและจิตใจก็ยังอ่อนล้าอย่างหนัก พลังแห่งเจตจำนงนี้ไม่อาจรับมือได้โดยง่าย

อินเหมียนเหมียนเองก็ถูกกดดันไม่น้อยเช่นกัน

“หึ… เจตจำนงประหลาดของเจ้า คงมิอาจใช้ต่อเนื่องได้อีกกระมัง?” สีหน้าของนางซีดลงเล็กน้อย ทว่าฝ่ามือกลับยกขึ้นอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง

'ฝ่ามือแพรไหมไร้ลักษณ์'—

เงาร่างของนางพริ้วไหวราวภูตผี เคลื่อนเข้าประชิดอย่างรวดเร็วจนยากจะมองทัน ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่อยู่สิบอันดับแรกของทำเนียบมังกรซ่อนเร้น ก็ยากที่จะรับฝ่ามือนี้ได้

หลี่โม่ข่มสติให้สงบ ค้อน 'สี่สิบ' อยู่ในมือ โอสถลึกลับทั้งเจ็ดในตันเถียนพลันหมุนอย่างรุนแรงเขาไม่คิดที่จะถอยพุ่งเข้าใส่พร้อม 'ค้อนสะบั้นดารา'

หมู่ดาวภายในเมล็ดพันธุ์โลกที่เรียงเป็น ‘เจ็ดดารามหาโคจร’ สว่างจ้าในทันใด!

แม้ค้อนจะดูเล็ก ทว่าพลังกลับบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด—แรงกดทับราวกับจะทลายท้องนภาให้ยุบลงมาตรงนั้น

ตู้ม—!

กระแสพลังอัดแน่นเต็มพิกัดจนไร้การรั่วไหล เพราะวิชาค้อนของหลี่โม่บัดนี้บรรลุถึงขั้น ‘แก่นแท้’ แล้ว แรงทุกส่วนไม่สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาของอินเหมียนเหมียนเบิกกว้าง ร่างของนางปลิวละลิ่วดั่งใบไม้กลางพายุ

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

เงามายาเริ่มแตกพรากจากกายทีละน้อย ก่อนจะจางหายไปดั่งละอองฝน

‘วิชาเงามายา’—เป็นท่วงท่าของ 'วิชาระดับเทพ' ด้วยเหตุนี้นางจึงยังรอดจากค้อนเมื่อครู่ไปได้—วิชานี้ยังพอฝืนต่อกรกับระดับภูมิทัศน์ภายนอกได้ชั่วคราว ขณะที่ภูมิทัศน์ภายในโดยส่วนใหญ่ทำอะไรนางมิได้เลย

“อัจฉริยะสิบอันดับแรกของทำเนียบมังกรซ่อนเร้น… ไม่มีใคร ‘จัดการ’ ง่ายสักคน”

“ต่อให้เจตจำนงของข้าจะทำอันตรายนางได้บ้างก็เถิด…” หลี่โม่กำด้ามค้อนพลางคิดคำนวณในใจ—ตนยังเหลือแรงจะที่ ‘ทุบ’ ได้อีกกี่ครั้ง

“แค่ปราณญาณเทพสามประตู… ไม่คิดว่าจะทำให้ข้าต้องเอาจริงได้” น้ำเสียงอินเหมียนเหมียนเย็นเฉียบ

“นอกเหนือสิบอันดับแรก เจ้าเป็นคนแรกที่บังคับข้าได้ถึงเพียงนี้”

ในที่สุด คลื่นลมหายใจของปราณญาณเทพขั้นเก้าประตูก็แผ่ออกมาเต็มกำลัง ไม่ปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป—ร่างของนางพลิ้วไปตามแพรยาวรอบกายคล้ายจะ ‘พันธนาการ’ หนุ่มน้อยให้เป็นบ๊ะจ่าง

หลี่โม่ปลุกพลัง 'กายาศาสตราสังหาร' ขึ้นทั้งตัวในพริบตา

แอ๊ด—

ลมเย็นพัดผ่านจนผลักประตูให้แง้มออก

...

ก่อนหน้านั้นไม่นาน

ถังเสี่ยวเป่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ตัวหอมสะอาดเรียบร้อย เขาอุ้มถังน้ำขึ้นมาที่ชั้นสาม ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาร่างคุ้นตายืนอยู่หน้าประตู

“ศิษย์น้องอิ๋ง?” ดวงตาเขาเบิกโพลงอย่างงุนงง

…ทำไมมี ‘อิ๋งปิง’ อีกคน?

หลังจากนั้น 'กระบี่น้ำค้างสวรรค์' ก็ชักออกจากฝัก—คมกระบี่ขาวพุ่งออกสว่างไสวราวจันทร์เสี้ยวบนฟากฟ้า ฟาดฉับลงมาโดยมิสามารถหลบเลี่ยงได้

ฉัวะ—

แพรยาวที่คลุมทั่วห้องถูกแสงกระบี่แทงทะลุ

กริ๊ง—!

ประกายไฟกระเด็น—เสียง 'กระบี่น้ำค้างสวรรค์' ปะทะปลายมีดสั้นของศัตรู!

อินเหมียนเหมียนสะบัดร่างหลบหลีกอย่างรวดเร็วก่อนพุ่งถทะลุถอยออกไปทางหน้าต่าง

“หลี่โม่… ข้าจะกลับมาหาเจ้าอีกครั้ง!” เสียงนางคล้ายดังจากแดนมรณะ พริบตาเดียวร่างก็หลอมเลือนไปกับความมืด

“หากนางไปเป็น 'โจรยามวิกาล' คงเข้าท่ากว่า” หลี่โม่ไม่ได้เสียดายอะไรนัก รอบนี้ถือว่าได้ประลองฝีมือกับหนึ่งในอัจฉริยะแห่งเก้าฟ้าสิบพิภพแล้ว

หากพูดกันตามตรง—หากไม่มีข้อจำกัดในการต่อสู้ และเขาสามารถอัญเชิญพลังจากเมล็ดพันธุ์โลกได้ ก็ยากที่จะปิดบัญชีอีกฝ่ายอยู่ดี

หากปะทะกันตรงๆ เขาย่อมบดขยี้นางได้อย่างง่ายดาย ทว่าจุดแข็งของอินเหมียนเหมียนคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ร่างมายา’ เมื่อสู้กัน เขาก็เปรียบดั่งคนที่ตบยุงอย่างไรก็ไม่โดน…

ขณะที่คิดทบทวนไปเรื่อยเปื่อย เสียงกระบี่สวมเข้าฝักก็ดังขึ้น

ซึ่บ—

หลี่โม่หันไปเห็นอิ๋งปิงยืนท่ามกลางลมราตรี อาภรณ์แนบเรือนกายราวกับถูกไอหมอกพรมร่าง เส้นผมเปียกชื้นแนบลำคอขาวผ่อง แม้แต่ลมหายใจของนางก็ยังผิดจังหวะเล็กน้อย

“มิใช่ว่าไปรับคำท้ามาหรอกหรือ?”

“อืม…”

พอไปถึงกลางทะเลสาบ นางก็รู้สึกผิดสังเกต—ไป๋หลี่มิได้มาคนเดียว จังหวะและวิธีเคลื่อนไหวก็ดูราวกับ ‘จะถ่วงเวลา’ มากกว่าจะประลองกันเสียด้วยซ้ำ พอเห็นเค้าลางของแผนการ… นางก็เข้าใจในทันที

“แล้วเหตุใดถึงกลับมาไวขนาดนี้” หลี่โม่ประหลาดใจเล็กน้อย

อิ๋งปิงละสายตาจากซาลาเปาสองลูกที่ตกอยู่บนพื้น เงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง

“ข้าไม่ออมมือ”

มีเพราะเหตุผลเดียวเท่านั้น… ที่จำเป็นต้องดึงนางออกจากโรงเตี๊ยม—คืออินเหมียนเหมียนใช้ ‘วิชาแปลงรูปมารสวรรค์' มาแทนที่ นางนั้นถนัดเรื่องปลอมตัวล่อลวงผู้คนเป็นที่สุด

ระหว่างเร่งเดินทางกลับ ความคิดในใจของอิ๋งปิงก็พลุ่งพล่านผิดวิสัย สมองที่ควรเย็นดั่งน้ำแข็งกลับเต็มไปด้วยความคิดมากมาย—ปราณญาณเทพเก้าประตู, อันดับหกทำเนียบมังกรซ่อนเร้น ต่อให้เป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว ตอนนี้นางก็ยังมิกล้ารับประกันว่าจะชนะขาด

หากกลับมาไม่ทัน หลี่โม่อาจจะโดนลักพาตัวไป… หรือกระทั่ง—กลับมาแล้วเห็นเพียงร่างอันเย็นเยียบของเขา…

ยิ่งคิดก็ยิ่งหนาวลึก นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสถึงความหวั่นไหวในอารมณ์ของตนเองอย่างถึงที่สุด บัดนี้ได้เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้า นางจึงรู้สึกโล่งใจแบบที่ไม่เคยเป็น

“…ไม่ออมมือสินะ”

หลี่โม่พอเดาได้ว่าพวกนั้นจะอยู่ในสภาพอย่างไรบ้าง—แต่โดยปกติแล้ว หากอิ๋งปิงรับคำท้า… นางไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเปียกปอนขนาดนี้ ถึงขนาดไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วยซ้ำ…

“เมื่อครู่… เหตุใดอินเหมียนเหมียนจึงทิ้งท้ายว่า ‘จะกลับมาหาเจ้า’?”

ดวงตาใสเย็นของอิ๋งปิงจ้องมองมาตรงๆ หลี่โม่จึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

“นางแปลงเป็นเจ้า ข้าเกือบเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าจริงๆ ทว่าระหว่างนั้นข้าจับความผิดแปลกได้…”

“จับได้อย่างไร?” นางสงสัยอย่างจริงจัง

แม้หลี่โม่จะไม่ได้ใช้ 'เนตรทิพย์ลิขิตฟ้า'—หรือก่อนที่ระบบจะแจ้งเตือนมา เขาก็สัมผัสได้แล้ว

คิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบสั้น ๆ ว่า

“นางก็แค่ ‘คล้าย’ เท่านั้น—อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้า”

ขนตาของอิ๋งปิงสั่นไหวเล็กน้อย ลมหายใจที่ยังไม่ทันปรับให้เรียบก็เหมือนจะยิ่ง… แปรปรวน

เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเขา กลางใจของยัยก้อนน้ำแข็งก็เหมือนมีเมล็ดพันธุ์บางอย่างที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ กำลังแตกหน่อผลิใบแหวกผืนผิวอันแข็งกระด้างขึ้นมา

“ลำบากเจ้าแล้ว… เจ้านั่งก่อนเถิด” หลี่โม่กลับทำหน้าขรึมยิ่งขึ้น

เขาสังเกตได้ว่านอกจากลมหายใจนางไม่สม่ำเสมอ ใบหูยังขึ้นสีระเรื่อ และจังหวะหัวใจก็เร็วผิดปกติ

ก็แน่ละ—เมื่อกี้นางเพิ่งส่งทั้งอัจฉริยะแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นกับมือสังหารของหอละอองฝนไป ‘ลงนรก’ อีกทั้งยังปะทะกับอินเหมียนเหมียนโดยตรง จะให้ไม่สะท้านได้อย่างไร

อิ๋งปิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็ทรุดกายนั่งบน ‘เก้าอี้นวด’ ที่เพิ่งติดตั้งเสร็จ

แต่พอเห็นแววตาของหลี่โม่ที่กวาดสำรวจร่างกายของตน… นางพลันชิดปลายเท้าเข้าหากัน ยกแขนป้องอกโดยสัญชาตญาณ—สีหน้ากลับไปเย็นสนิททันใด

“เจ้าจะทำอันใด?”

“หา ‘จุดชีพจร’ น่ะ”

“หืม?”

“ใช่สิ—ข้าเพิ่งปรับปรุง 'วิชากดจุดบำบัด' สำเร็จ ตั้งใจจะเอาไว้ใช้กับลูกค้าในอนาคต”

"แล้วก็ยินดีด้วย!—เจ้าคือผู้ได้สิทธิ์ทดลองก่อนใคร!”

“ไม่จำเป็น…”

“ลองสักนิดก็มิเสียหายหรอก… ครั้งก่อนเจ้าก็ยังช่วยข้าขัดตัวอยู่เลยนี่”

หลี่โม่คิดในใจ—นี่ก็ถือเป็นการ ‘การลงทุน’ ได้เหมือนกัน

...

ณ มุมกำแพงหน้าห้องนวดระดับวีไอพี

“ข้าจะมาเพื่อเหตุอันใดละเนี่ย!!”

“นึกว่าลูกศิษย์จะเป็นอะไรเลยแวะมาดู—สรุป… ให้ข้ามาดู ‘ฉากนี้’ งั้นรึ?”

“ไปเถอะ! โอ๊ย คืนนี้นอนไม่หลับเป็นแน่”

บรรดาผู้อาวุโสทั้งสามแห่งสำนักชิงเยวียนบ่นงึมงำ ก่อนจะแยกย้ายกลับไปทำธุระของตน

จบบทที่ บทที่ 225 นางก็แค่คล้าย... อย่างไรก็ไม่ใช่เจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว