เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 ภาพวาดมีชีวิต, บรรลุถึงญาณเทพแล้ว ยังจะคิดเรื่องวิชาโอสถภายนอกอีกหรือ?

บทที่ 210 ภาพวาดมีชีวิต, บรรลุถึงญาณเทพแล้ว ยังจะคิดเรื่องวิชาโอสถภายนอกอีกหรือ?

บทที่ 210 ภาพวาดมีชีวิต, บรรลุถึงญาณเทพแล้ว ยังจะคิดเรื่องวิชาโอสถภายนอกอีกหรือ?


“ใครรังแกเจ้า?”

ซางอู่เหลือบไปเห็นเจียงชูหลงที่หยาดน้ำตาเม็ดโต คิ้วเรียวดุจใบหลิวของนางพลันขมวดมุ่น

“เป็นข้า...ข้าร้องไห้เอง....” เจียงชูหลงกำชายเสื้อพลางเอ่ยเสียงแผ่ว

“สารเลวหน้าไหนบังอาจมารังแกเด็กน้อยน่าเอ็นดูเช่นนี้!”

ความรู้สึกรักอย่างเป็นธรรมของซางอู่พลันลุกโชน นางเท้าสะเอวก่อนกล่าวว่า

“มิต้องกังวล พูดมาตามตรง พี่สาวคนนี้จะช่วยเจ้าจัดการมันเอง”

“ท่านอาจารย์”

“หืม?”

“นั่นอย่างไรขอรับ” หลี่โม่ชี้ไปยังอันดับหนึ่งของ ‘ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น’ ที่ปรากฏเด่นหราบนประตูมังกร

ซางอู่ “......” นางเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยก่อนเบ้ปาก

“เหอะ หากเป็นการประลองซึ่งหน้า ข้าย่อมสั่งสอนมันได้สบายๆ อยู่แล้ว....แต่ก็นับว่ารังแกผู้น้อยเกินไปหน่อย ศิษย์ข้า...เรื่องนี้มอบให้เจ้าจัดการ!”

“?” หลี่โม่ชี้มาที่ตนเอง

เอาจริงหรือ?

“ยามที่เหล่าอัจฉริยะแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นมาชุมนุมกันที่เมืองหลวง เจ้าก็แค่ไปท้าประลองกับมันเสียก็สิ้นเรื่อง”

“เพียงเจ้าเอาชนะมันได้ ถึงเวลานั้นเจ้าจะซัดมันอย่างไรก็ย่อมมีเหตุผล ถูกต้องชอบธรรมทุกประการ” ซางอู่ยกนิ้วโป้งให้ เป็นสัญญาณว่า ‘ศิษย์รัก ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า’

“ถือโอกาสซัดเผื่อข้าไปด้วยไงเล่า!”

“.....แล้วถ้าข้าสู้ไม่ได้ล่ะขอรับ?” มุมปากของหลี่โม่กระตุกเล็กน้อย

“หากสู้ไม่ได้ก็.....ม่องเท่ง~”

ซางอู่ทำท่าใช้มือปาดคอตัวเอง พลางเหลือกตาขาวแล้วแลบลิ้นออกมา

เจียงชูหลง “!”

องค์หญิงน้อยเจียงที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ พอจินตนาการว่าพี่หลี่จะถูกซัดจนมีสภาพน่าสยดสยองเช่นเดียวกับซางอู่ ก็หวาดกลัวจนน้ำตาไหลพรากอีกครา

“.....”

หลี่โม่ลูบศีรษะของเจียงชูหลงอย่างปลอบโยน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลันนึกหาทางออกได้

เขาเดินไปหาโอวหยาง กระซิบกระซาบอยู่ครู่หนึ่ง

ดวงตาของโอวหยางพลันสว่างวาบ “ศิษย์น้องหลี่ ท่านช่างเป็นยอดอัจฉริยะโดยแท้!”

ดังนั้นทั้งสองจึงนำกระดาษออกมาแล้วลงมือวาดภาพ

….

ไม่นานนัก

“นี่”

“นี่....นี่คือ....” เบื้องหน้าของเจียงชูหลงมีสมุดภาพเล่มหนึ่งถูกยื่นมาให้

แม้ไม่มีปก แต่ขอบมุมก็ถูกเย็บเล่มไว้อย่างดี ไม่มีทางหลุดออกจากกัน

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพวาดหนึ่งภาพ ในภาพคือเด็กสาวผู้น่ารัก สะพายตะกร้าใบเล็ก ในมือถือกิ่งท้อ—แม้ลายเส้นจะดูเรียบง่าย แต่ด้วยฝีมือการวาดภาพอันยอดเยี่ยม กลับขับเน้นให้เด็กสาวในภาพดูมีชีวิตชีวา อ่อนโยน และน่ารักจับใจ

“คือ.....คือข้า....” เจียงชูหลงเช็ดน้ำตาที่บดบังจนพร่ามัว ในที่สุดพายุอารมณ์ในใจจึงสงบลง

“ลองเปิดดูสิ” หลี่โม่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

องค์หญิงน้อยเจียงจึงวางสมุดภาพไว้บนตัก ค่อยๆ พลิกเปิดดูทีละหน้า ภาพแต่ละภาพล้วนเป็นนางที่กำลังเดินท่องไปตามท้องถนน คอยเก็บสิ่งของที่ถูกทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ

ดวงตาภายใต้ผ้าคาดของเจียงชูหลงค่อยๆ ทอประกายขึ้น

วาดได้งดงามยิ่ง....

“ใช้นิ้วโป้งกดตรงขอบมุม… แบบนี้”

“แล้วกรีดนิ้วเร็วๆ ก็จะทำให้มันเคลื่อนไหวได้แล้ว” หลี่โม่จับมือนางสอนวิธีเล่นสมุดภาพเคลื่อนไหว

“ยัง.....ยังทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ...เจ้าคะ” เจียงชูหลงทำตามอย่างว่าง่าย

พลันตัวละครบนสมุดภาพก็เคลื่อนไหวขึ้นมาจริงๆ!

นางในภาพวาด หาตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปพี่หลี่ฉบับจิ๋วสุดน่ารักเจอตัวหนึ่ง แล้วนำกลับบ้านไปฝังไว้ในดิน

จากนั้นวสันต์ผันผ่าน สารทฤดูมาเยือน—ตุ๊กตาที่ฝังไว้… กลับงอกเงยออกมาเป็นพี่หลี่ตัวเป็นๆ!

พี่หลี่ที่ดูทื่อๆ ในภาพวาด กำลังอุ้มนางแล้วหมุนตัวเป็นวงกลม…. จบอย่างมีความสุข~

เจียงชูหลงหัวเราะทั้งน้ำตา จากนั้นจึงกล่าวเสียงแผ่วว่า

“ทั้งๆ ที่....เป็นพี่หลี่....ที่เก็บข้ามาแท้ๆ.....”

“พวกเราไปทำอาหารกันเถอะ”

“อื้ม อื้ม!”

....

ณ ลานบ้านเล็กๆ 

บ้านที่ทุกคนเช่าไว้เดิมทีใกล้จะครบกำหนด แต่แผนการย่อมไม่อาจตามทันการเปลี่ยนแปลงเสมอ ตอนที่เช่าลานบ้านนั้น มิได้คาดคิดว่าศิษย์น้องอิ๋งปิงจะกลายเป็นยอดฝีมือแห่งเมืองกระบี่หงเหวิน และจำเป็นต้องไปบรรยาที่ริมสระกระบี่—หลี่โม่เองก็มิได้คาดคิดว่าตนจะต้องไปคัดลอกศิลาประหลาดทุกวัน

ดังนั้น… ทุกคนจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปพักที่โรงเตี๊ยมแทน

แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องเต็มทะเลสาบมังมัจฉา เมื่อมองจากภายในประตูมังกร จะเห็นดวงตะวันกำลังค่อยๆ ลับขอบฟ้าอยู่ตรงกลางพอดี

บนดาดฟ้า อิ๋งปิงเฝ้ารอการมาเยือนของจันทราอย่างเงียบงัน

“อันดับหนึ่งแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้น” นางมองชื่อของเจียงอวี้ในประตูมังกร แสงสว่างบนนั้นค่อยๆ หม่นลง

อิ๋งปิงอดนึกคิดขึ้นมามิได้…

องค์รัชทายาทแห่งต้าอวี้ผู้นี้ หลังจากพ่ายแพ้ให้นางภายในสามกระบวนท่า จักรพรรดิอวี้จิ่งไท่ก็พลันสละราชสมบัติ ปล่อยให้เจียงอวี้สืบทอดราชบัลลังก์แทน—หลังจากนั้นอุปนิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

มีคนกล่าวว่าเดิมทีเจียงอวี้ก็เป็นคนโหดเหี้ยมอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้รู้จักอดทนอดกลั้น—บ้างก็ว่าเป็นเพราะการฝึกปรือวิชาของเขาเกิดความผิดพลาด

คำกล่าวขานมีมากมาย แต่โดยรวมแล้วนับตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ เก้าฟ้าสิบพิภพก็ยิ่งวุ่นวายโกลาหล ราชวงศ์ต้าอวี้ที่ยิ่งใหญ่ ตกอยู่ในสภาวะใกล้ล่มสลายลงหลายครา

เรื่องราวเบื้องลึกเป็นเช่นไร แม้แต่นางเองก็มิอาจล่วงรู้ได้

อิ๋งปิงสงบจิตใจ สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป—กำลังจะเริ่มเข้าสู่การเพ่งพินิจปราณญาณเทพประจำวั

【ติ๊งต่อง!】

【ระยะเวลานับถอยหลังสู่การจัดอันดับครั้งถัดไป: สี่วัน】

ระบบจะแจ้งเตือนตรงเวลาทุกวัน... จากนั้นก็จะแจ้งเนื้อหาการลงทัณฑ์ซ้ำอีกครั้ง

ช่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับกลัวว่านางจะลืมเลือนไป

“ทำเนียบมังกรซ่อนเร้นครั้งนี้ เทียนเมี่ยวเป็นผู้ตรวจสอบด้วยตนเอง” อิ๋งปิงลดสายตาลงต่ำพลางครุ่นคิด

ในเมื่อมีการดำรงอยู่ของสิ่งที่เหนือจินตนาการเช่นระบบ การสามารถช่วงชิงรางวัลย่อมเกิดขึ้นได้

สิ่งที่ควรจะช่วงชิง… ก็ยังคงต้องช่วงชิง

ครั้งนี้นางมีความเข้าใจต่อ ‘จิตกระบี่’ และ ‘เจตจำนงเทพ’ ที่หลี่โม่ใช้ในการเข้าญาณแล้ว

‘ศาสตราวุธเทพ’ ก็มีขนนกเพลิงมาต่อต้าน ส่วน ‘วิชาระดับเทพ’ นั้น....

กระบวนท่าที่ถูกขนานนามว่า ‘เซียนเหินนภา’ อย่างน้อยต้องบรรลุถึงระดับจึงจะสามารถใช้ออกได้—นี่เป็นสิ่งที่นางยังทำไม่ได้ในตอนนี้

หากวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล.. ผลลัพธ์ในครั้งนี้ อย่างไรก็ไม่ควรจะเกินความคาดหมาย

ความคิดไหลผ่านในใจ อิ๋งปิงเริ่มเข้าฌานระลึกถึงจันทรา

......

ภายในเรือนอีกหลังของโรงเตี๊ยม

ทั่วทั้งเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นโอสถ ทว่ากลับถูกขอบเขตพลังของเซวี่ยจิงจำกัดไว้ มิให้เล็ดลอดออกไปภายนอก

ภายใน ‘เตาหลอมโอสถมังกรพยัคฆ์’ อสรพิษเพลิงกำลังพวยพุ่งพันเกี่ยว ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของกลิ่นโอสถนั่นเอง

“ท่านผู้อาวุโสเซวี่ย ท่านนี่พกพาเตาหลอมโอสถไปทุกหนทุกแห่งจริงๆนะขอรับ” วันนี้หลี่โม่หยุดการบำเพ็ญคู่ชั่วคราว

《ค้อนสังหารพลิกฟ้าคว่ำปฐพี》 คือวิชาระดับเทพแขนงแรกที่เขาควรฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ—แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นหลอมรวมแล้ว เขาก็มิอาจใช้ ‘กระบวนท่าสะท้านฟ้า’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าแรกของเคล็ดนี้ออกมาได้เลย

ยังขาด ‘โอสถลึกลับ’ อีกสี่เม็ด

ดังนั้นสหายนักศึกษาหลี่จึงนึกถึงอัจฉริยะที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาในวิถีแห่งการทำอาหาร...เอ๊ย...การหลอมโอสถ—ผู้อาวุโสเซวี่ย

ไม่ไกลออกไปนัก การหลอมโอสถดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องใช้ไฟแรงแล้ว

“ท่านอาจารย์ โอสถหลอมเสร็จแล้ว!”

เตาหลอมโอสถดับลง ถังเสี่ยวเป่ากระโดดออกมาจากข้างใน บนมือน้อยๆ ถือโอสถระดับห้าอักษรอยู่หนึ่งเม็ด

“วิชาหลอมโอสถของข้า… หาได้ก้าวหน้าขึ้นไม่” เซวี่ยจิงรับยาโอสถมา ลูบเคราพลางถอนหายใจ

“เฮ้อ ข้ายังคงห่างจาก ‘ปรมาจารย์แห่งวิถีโอสถ’ อยู่อีกหนึ่งก้าว”

“นั่นก็ยังนับว่าเป็น ‘ปรมาจารย์หลอมโอสถ’ อยู่มิใช่หรือขอรับ” ถังเสี่ยวเป่าเงยหน้าขึ้น เก็บยาโอสถใส่ขวด

หลี่โม่ส่ายหน้า กล่าวกับศิษย์พี่เสี่ยวเป่าอย่างจริงจัง

“ไม่เหมือนกันเลย นี่เรียกว่ากึ่งปรมาจารย์แห่งวิถีโอสถ”

“ซับซ้อนจัง....” ถังเสี่ยวเป่ากระพริบตา พยายามทำความเข้าใจอย่างยากลำบาก

“ก็คือ ไม่พอใจกับขั้นปรมาจารย์หลอมโอสถ แต่ก็ยังไปไม่ถึงขั้นปรมาจารย์แห่งวิถีโอสถ เลยติดอยู่ตรงกลางอย่างนั้นรึ?”

หลี่โม่ “......” ดูเหมือนว่า...สติปัญญาของศิษย์พี่เสี่ยวเป่าคงจะขาดหายไปส่วนหนึ่งจริงๆ

เงียบไปครู่ใหญ่ เซวี่ยจิงแหงนหน้ามองฟ้าก่อนถอนหายใจยาว

“เฒ่าผู้นี้จะทุ่มเทความสามารถทั้งหมด เพื่อทำให้เสี่ยวเป่ามีเก้าประตูที่สมบูรณ์”

“ท่านอาจารย์ดีต่อข้าจริงๆ” ภาพความเมตตาของอาจารย์ และความกตัญญูของศิษย์ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก

เซวี่ยจิงรู้สึกว่าดูอย่างไรศิษย์หลานก็ยังน่ามองกว่า ยิ่งรู้สึกว่าตนเองในตอนนั้นช่างเลอะเลือนเสียจริง

“เสี่ยวโม่ ตอนนี้เจ้าเป็นถึงอัจฉริยะแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นแล้ว คงมิได้มาหาข้าเพื่อหลอมโอสถหรอกกระมัง”

เขาเห็นกับตาว่าศิษย์หลานคนนี้กินโอสถระดับหกเจ็ดอักษรราวกับกินข้าว

“ท่านผู้เฒ่าเซวี่ย สายตาท่านแหลมคมดั่งศาสตราวุธ” หลี่โม่พยักหน้า

“เช่นนั้นเจ้ามาหาข้าเพื่อเรียนวิชาหลอมโอสถรึ?” เซวี่ยจิงมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี รอยยิ้มเปี่ยมด้วยความเมตตา

เป็นดังคาด หลี่โม่มิได้ปฏิเสธ เขาคิดไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว

“ถูกต้อง ข้าอยากจะมาหารือกับท่าน เกี่ยวกับวิชาหลอมโอสถภายนอกนั่น” เขากล่าวอย่างจริงจัง

“?” ความทรงจำที่ไม่สู้ดีนักผุดขึ้นมาในใจ รอยยิ้มของเซวี่ยจิงพลันแข็งค้าง

คาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง

ศิษย์หลานคิดตกแล้วก็จริง…. แต่ดูเหมือนสิ่งที่คิดตกจะไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องสักเท่าใดนัก

เจ้าบรรลุถึงระดับปราณญาณเทพแล้วนะ ยังจะมามัวคิดเรื่องวิชาหลอมโอสถภายนอกบ้าบออันใดอีก?!

จบบทที่ บทที่ 210 ภาพวาดมีชีวิต, บรรลุถึงญาณเทพแล้ว ยังจะคิดเรื่องวิชาโอสถภายนอกอีกหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว