- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 209 จันทรากระบี่หงสา, ฝันร้ายของชูหลง
บทที่ 209 จันทรากระบี่หงสา, ฝันร้ายของชูหลง
บทที่ 209 จันทรากระบี่หงสา, ฝันร้ายของชูหลง
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่สิบแปด: อิ๋งปิง】
【วรยุทธ์: ปราณญาณเทพสองประตู, จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง, บรรลุวรยุทธ์ขั้นแก่นแท้, มีวิชาลับที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง, คาดว่ากำลังเพ่งพินิจเคล็ดวิชารูปลักษณ์เทพแห่งวิถี】
【ผลงานการต่อสู้: ศิษย์เอกแห่งสำนักชิงเยวียน, ผู้กล้ากระบี่แห่งแคว้นอวิ๋น, ในมิติหงส์โลหิต ร่วมมือกับหลี่โม่ขับไล่หานเจินและอินหัวเซวียนได้สำเร็จ, ที่ยอดหอกระบี่ได้เพ่งพินิจศิลาประหลาด บรรลุวิชาระดับเทพหนึ่งกระบวนท่า, ขณะอยู่ขั้นปราณญาณเทพขั้นที่สอง ใช้กระบี่ทะลายร่างมายาเทวมารของธิดามารสวรรค์ได้สำเร็จ】
【ฉายา: จันทรากระบี่หงสา, เซียนน้ำแข็ง】
ริมทะเลสาบมังกรมัจฉาพลันเงียบสงัดลงในบัดดล เสียงโห่ร้องที่เคยคิดจะเชิญสหายหลี่โม่ไปเป็นเขยตระกูลตนเมื่อครู่… พลันเงียบกริบ
มิเคยมีผู้ใดในวัยนี้ ได้รับการประเมินจากสำนักวิหคเหินสวรรค์สูงส่งถึงเพียงนี้มาก่อน—หากจะมีให้เห็นจริงๆ เกรงว่าคงต้องย้อนไปถึงเหล่าบุคคลในตำนานเมื่อครั้งอดีตกาล
ทุกคนตระหนักได้ว่า พวกเขาอาจกำลังเป็นประจักษ์พยานแห่งหน้าประวัติศาสตร์ใหม่
“ข้าอายุล่วงเข้าห้าสิบปีแล้ว ยังไม่เชี่ยวชาญสุดยอดวิชาแม้แต่แขนงเดียว แต่นางกลับบรรลุวรยุทธ์ถึงขั้นแก่นแท้แล้วรึ?”
“ข้าน้อยโชคดีได้ฟังนางบรรยายวิถีกระบี่—แค่ก้มลงไปเก็บพู่กัน เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็ฟังไม่เข้าใจแล้ว”
“นางเพิ่งจะอยู่ขั้นปราณญาณเทพขั้นที่สอง วันหนึ่งหากระดับพลังตามทันแล้ว มิใช่ว่าจะคว้าอันดับหนึ่งของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นมาได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ?”
“สามารถทำให้อินเหมียนเหมียน อันดับหกแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้นต้องพ่ายแพ้ติดต่อกัน ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ถึงฝีมือของนางแล้ว”
“ครั้งนี้หากมิใช่นางและนายน้อยหลี่ เกรงว่าทั้งเมืองกระบี่หงเหวินคงต้องเผชิญเภทภัยถึงขั้นสูญเสียสมบัติล้ำค่าไปแล้ว!”
“ข้านึกว่า «จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า» เป็นเพียงหนังสือภาพไร้สาระเสียอีก ไม่คิดว่ายังประเมินนางต่ำเกินไป”
“ใครมีหนังสือภาพฉบับล่าสุดบ้าง? ข้าน้อยหาซื้อไม่ได้มาสามวันแล้ว ร้อนรนราวกับมีมดไต่ทั่วร่าง”
“ซี๊ด... ช้าก่อน นายน้อยหลี่เป็นยอดบุรุษหนุนภรรยา เซียนอิ๋งก็มีพรสวรรค์ที่ในประวัติศาสตร์หาได้ยากยิ่ง หากว่าพวกเขาสองคน...”
สถานการณ์ริมทะเลสาบโกลาหลวุ่นวายอยู่พักใหญ่
......
บนยอดหอกระบี่
หอกระบี่สูงตระหง่านเสียดเมฆา จากที่แห่งนี้… เมื่อมองไกลออกไป ก็พอจะเห็นประตูมังกรได้อย่างเลือนราง ทว่าสำหรับยอดฝีมือบางท่าน ระยะห่างเพียงเท่านี้ยังคงสามารถเห็นประตูมังกรได้อย่างชัดเจน
ขณะนี้ เทียนเมี่ยวกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน นางรินซุปบำรุงโลหิตที่เคี่ยวจากหนังมังกรวารีออกมาถ้วยหนึ่ง ดื่มไปพลางครุ่นคิดไป
แม้นางจะมองไม่เห็นชะตากรรมของเด็กหนุ่มผู้นั้น แต่ช่องทางข่าวสารของสำนักวิหคเหินสวรรค์มิได้มาจากผู้แทนเป็นหลัก แต่ยังมีแหล่งที่มาอื่นอีกมากมาย
จากข้อมูลที่สำนักวิหคเหินสวรรค์สืบทราบมา—คำบรรยายของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นที่มีต่อหลี่โม่นั้น เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ได้ระบุคำว่า ‘อิ๋งฮั่ว’ ออกมาแม้แต่คำเดียว
การกระทำของท่านอาจารย์เช่นนี้ กำลังมีแผนการอันใดอยู่กันแน่?
“ขอบคุณท่านผู้แทนเทียนเมี่ยว” ผู้อาวุโสสวี—ชายชราผมขาว ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
คำว่า ‘กระบี่’ ถูกรักษาไว้ได้แล้ว
“ขอบคุณเรื่องอันใดรึ?” เทียนเมี่ยวเงยหน้าขึ้นถาม สีหน้าของนางดูดีขึ้นเล็กน้อย
ผู้อาวุโสระดับกายธรรมท่าทางชราภาพอีกท่านหนึ่งชะงักไปครู่หนึ่ง
“เอ่อ ก็เรื่องที่เจ้าหนุ่มนั่นทำความเข้าใจศิลาประหลาด...”
“.....”
เทียนเมี่ยวดูงุนงงอยู่บ้าง ตอนนั้นนางหมดสติไปเพราะผลกระทบย้อนกลับของวิชาเนตร จึงไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น
เขาบรรลุอะไรกัน?
นางยิ้มอย่างบางเบา “เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว มิต้องกล่าวให้มากความ”
.....
ภายในเรือสำราญ
มีเสียงเล่าลือว่าที่นี่มีคณิกาอันดับหนึ่งคนใหม่ปรากฏตัวขึ้น ท่วงท่างดงามยั่วยวน ทั้งยังมีกระดูกเสน่ห์ติดตัวมาแต่กำเนิด ด้วยเหตุนี้… จึงมีคนบางส่วนถึงกับไม่สนใจดูทำเนียบมังกรซ่อนเร้น แต่เลือกมาฟังดนตรีที่นี่แทน หวังว่าตนจะได้เป็นแขกคนพิเศษของนาง
เสียงดนตรีไพเราะน่าฟัง เสียงพิณและขลุ่ยบรรเลงประสานกันอย่างกลมกลืน ผู้คนที่ล้อมวงฟังดนตรีอยู่ในลานเล็กๆ ต่างมีสายตาเลื่อนลอย ราวกับได้เห็นธิดาเทพจุติลงมาบนโลกหล้า
หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือก่อน พวกเขาก็เริ่มต่อสู้กัน ตีรันฟันแทงกันจนหัวร้างข้างแตก
แม่เล้าเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็ดูจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี นางเดินเข้าไปยังหลังฉากกั้นโดยตรง
“ท่านธิดาเทพ สวีอี้ยังคงไม่ส่งข่าวกลับมาเลยเจ้าค่ะ”
“เขาอาจจะตายไปแล้ว ดูท่าเจ้าหนุ่มนั่น… คงจะตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะขีดเส้นแบ่งระหว่างเขา กับหอละองฝนของเรา”
คำพูดนั้นเงียบหายไปโดยไม่มีเสียงตอบกลับ แม่เล้าไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
ธิดามารสวรรค์ต้องมาเป็นฉากหลังให้คนสองคนติดต่อกัน และที่แคว้นอวิ๋น ชื่อเสียงของหอละองฝนก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แทบจะทำให้ผู้คนไม่รู้สึกยำเกรงได้อีก
สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด จำต้องมีข่าวดีมาช่วยพลิกสถารการณ์อย่างเร่งด่วน...
เป็นเวลานาน กว่าอินเหมียนเหมียนจะได้สติกลับคืนมา
“เช่นนั้นก็ไปแก้ไขรางวัลค่าหัวเสีย เพิ่มราคาขึ้นไปอีกสิบเท่า”
“เจ้าค่ะ”
.....
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่สิบเจ็ด: เฮ่อจินหวน】
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่สิบหก: ฮุ่ยคง】
....
บนทำเนียบมังกรซ่อนเร้น ยังคงปรากฏชื่อของเหล่าอัจฉริยะคนแล้วคนเล่าราวกับสายน้ำ
“ชิ... ดูฉายาของยัยก้อนน้ำแข็งนั่นสิ” สหายหลี่โม่หาได้ประหลาดใจกับอันดับของนางไม่
ห่างกันเพียงแค่อันดับเดียว เหตุใดฉายาจึงแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว? นี่มันคนละระดับชั้นกันเลยมิใช่หรือ?
ช่างเถอะ อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าพวกเต่าเขียวพิษเหินอะไรนั่นอยู่แล้ว
เมื่อนึกถึงฉายาของหวงตงไหล อารมณ์ของหลี่โม่ก็พลันดีขึ้นมาก เขาย่นจมูกยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า
“จันทรากระบี่หงสา?”
“.....”
แววตาอันเย็นเยียบของยัยก้อนน้ำแข็งเหลือบมองมาแผ่วเบา มือที่ถือถ้วยชาอยู่เกร็งขึ้นเล็กน้อย
นางเหลือบมองข้อความบนทำเนียบแต่ไม่เอ่ยคำใด
รอยยิ้มของหลี่โม่ยิ่งกว้างขึ้น เขาเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
“เซียนน้ำแข็ง?”
“.....” อิ๋งปิงกลืนน้ำชาลงคอ คิ้วเรียวงามเลิกขึ้นเล็กน้อย
“จิตยุทธ์ส่งเสริมภรรยา?”
“ซี๊ด.....”
หลี่โม่สูดลมหายใจเย็นเยียบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขานึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าหากในอนาคตจะมีคนมาท้าประลองถึงหน้าประตู แล้วเอ่ยฉายานี้ออกมา…
เรียกได้ว่าเป็นการหมดสิ้นศักดิ์ศรีในยุทธภพเลยทีเดียว...
ทว่ายัยก้อนน้ำแข็งกลับวางถ้วยชาลง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง
นางนิ่งไปหลายวินาที จ้องตรงเข้าไปในดวงตาของหลี่โม่แล้วกล่าวเสริมอีกประโยค
“ยอดบุรุษหนุนภรรยา?”
“......เมื่อครู่ข้าไม่รู้จักกาลเทศะเอง” คิดไม่ถึงเลยว่ายัยก้อนน้ำแข็ง… จะเรียนรู้การยอกย้อนผู้อื่นเป็นกับเขาด้วย
สหายหลี่โม่สงบเสงี่ยมเจียมตัวลงทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น มุมปากของอิ๋งปิงก็ปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจที่ยากจะสังเกตเห็นได้
ดูเหมือนนางจะดีใจเพราะเรื่องอะไรบางอย่าง?
นางเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก บางทีอาจจะเป็นเพราะ... ในที่สุดก็มีอันดับเหนือกว่าหลี่โม่ได้เสียที?
เช่นนั้นแล้วการจัดอันดับของระบบในครั้งต่อไป ก็คงจะ...
….
ผ่านไปสักพัก
ทั้งสองไม่ได้สนใจผู้อาวุโสเฉียนกับผู้เฒ่าเซวี่ยที่กำลังกดจุดให้กัน และก็ไม่ได้สนใจเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ยืนนิ่งราวกับไก่ไม้ที่สับสนในชีวิต
คนทั้งสองจึงทำสัญญาสงบศึกต่อกัน—ต่อไปนี้ห้ามเรียกฉายาของอีกฝ่ายโดยเด็ดขาด
“ชูหลง เจ้าเป็นพยานนะ ต่อไปนี้ห้ามใครเรียกฉายาของกันและกันโดยเด็ดขาด......ชูหลง?” หลี่โม่พูดพลางหันศีรษะกลับไป
แต่กลับพบว่าสีหน้าขององค์หญิงน้อยเจียงดูไม่ปกติ ใบหน้าเล็กๆ ของนางเหม่อลอย จ้องมองไปยังทำเนียบมังกรซ่อนเร้นที่ประตูมังกร ริมฝีปากแทบจะถูกกัดจนเลือดซิบ
หลี่โม่มองตามสายตาของนางไปยังใจกลางทะเลสาบ
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่สอง: เซี่ยเสวียน】
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่หนึ่ง: เจียงอวี้】
【วรยุทธ์: มีกายามังกรแท้แต่กำเนิด และยังได้กระดูกกระบี่จักรพรรดิมาครอบครอง, เกิดมาสูงส่งไม่ธรรมดา, สามารถเพ่งพินิจแผนที่ขุนเขาและสายน้ำได้แล้ว, สามารถแบกรับชะตาแห่งเก้าดินแดนหมื่นทิศา, ได้รับไอแห่งโชคชะตาราชวงศ์มาเสริมกาย, เชี่ยวชาญวิชาแปลงมังกร และวิชากระบี่จักรพรรดิซ่างฟาง....】
【ผลงานการต่อสู้: ในบรรดารุ่นเดียวกัน มิเคยลิ้มรสความพ่ายแพ้, ณ ทะเลเหนือ สามารถจับวาฬยักษ์ทะเลลึกได้ทั้งเป็น, เคยต่อสู้กับบุตรศักดิ์สิทธิ์ของพรรคอสูรปลุกวิญญาณ อดีตผู้เคยครองอันดับหนึ่งของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นนานหลายวัน ในที่สุดก็สามารถทะลวงขอบเขตพลังได้กลางศึก แล้วสังหารอีกฝ่ายลงได้ในที่สุด】
ใบหน้ารูปไข่ห่านของเจียงชูหลงพลันขาวซีดยิ่งกว่าหิมะ
นางเช็ดน้ำตาอย่างลนลาน พูดจาตะกุกตะกัก
“ข้า... ข้า... ข้าไม่เป็นไร.....”
“นั่นคือรัชทายาทแห่งต้าอวี้” เสียงข้างหูพลันดังขึ้น เป็นเสียงส่งกระแสจิตของอิ๋งปิง
อืม.... แซ่เจียงเหมือนกัน ทั้งยังเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบมังกรซ่อนเร้น
เป็นหนึ่งในบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดของชูหลง และก็เป็นฝันร้ายที่สุดของนางด้วยเช่นกัน