- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 206 ผู้กล้ากระบี่?, หรือภาพลักษณ์จะพังทลาย!
บทที่ 206 ผู้กล้ากระบี่?, หรือภาพลักษณ์จะพังทลาย!
บทที่ 206 ผู้กล้ากระบี่?, หรือภาพลักษณ์จะพังทลาย!
ชายกระโปรงสีแดงของนางปลิวไสวราวกับดอกโบตั๋นแรกแย้ม เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องวับแวมยามเคลื่อนไหว
นางเลิกคิ้วเรียวดั่งใบหลิว สายตากวาดมองไปทั่วลานอย่างท้าทาย ราวกับมือไม้คันอยากจะหาเรื่องจนทนไม่ไหว
นางมิได้มาคนเดียว ด้านหลังยังตามมาด้วยใบหน้าที่คุ้นเคยอีกหลายคน
หืม? สายตาของนางหยุดนิ่ง
“ศิษย์รัก?”
“.....ท่านอาจารย์”
พอได้ยินน้ำเสียงนั้นหลี่โม่ก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า...
“อาจารย์ ท่านไปเอาเงินจากที่ไหนมาเหมาโรงเตี๊ยมหรือขอรับ?”
“ก็ต้องเงินสำนักน่ะสิ”
เฉียนปู้ฟ่านและเซวี่ยจิงก็เดินขึ้นมาจากทางบันไดเช่นกัน ถังเสี่ยวเป่าโบกไม้โบกมือทักทายหลี่โม่อีกด้วย
“ที่แท้ก็เป็นพวกเจ้ารึ” ซางอู่ขมวดคิ้ว ดูท่าจะผิดหวังอยู่ไม่น้อย
“.....” หลี่โม่เมินอาจารย์คนสวยที่ดูจะไม่สบอารมณ์นัก(เพราะไม่มีเรื่องให้สู้) แล้วหันไปทักทายคนอื่นๆ
“ท่านผู้อาวุโสเฉียน ท่านผู้เฒ่าเซวี่ย แคว้นจื่อหยางกับแคว้นอวิ๋นห่างไกลกันนัก เหตุใดพวกท่านจึงมาถึงได้รวดเร็วเพียงนี้?”
เซวี่ยจิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนกล่าวว่า
“มีเด็กน้อยสองคนสร้างชื่อเสียงให้สำนักถึงเพียงนี้… แม้นสำนักชิงเยวียนเราไม่มีรากฐานในแคว้นอวิ๋น หรือต่อให้เมืองกระบี่หงเหวินจะอยู่ไม่ไกล ผู้เฒ่าเช่นข้าก็ยังวางใจไม่ลงอยู่ดี”
“พวกข้าขับรถม้าศึก เดินทางทั้งวันทั้งคืน เผาผลึกเร้นลับไปสองก้อนเต็มๆ กว่าจะมาถึงเมื่อเช้านี้” เฉียนปู้ฟ่านดูเหมือนจะเจ็บใจอยู่บ้าง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ในใจของหลี่โม่และเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องพลันบังเกิดความอบอุ่น รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
ในยามคับขัน เหล่าผู้ใหญ่ก็ยังคงพึ่งพาได้เสมอ—สำนักชิงเยวียนของเราแม้จะไม่ใช่สำนักใหญ่โตเช่นเมืองกระบี่ แต่ก็มีความผูกพันที่คนพวกนั้นไม่มี!
“ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้บอกว่ายังมีอีกเหตุผลหนึ่งหรอกรึ?” ถังเสี่ยวเป่าดูไม่เข้าใจอยู่บ้าง
“ท่านบอกว่าสำนักชิงเยวียนเราไม่ได้มีหน้ามีตาเช่นนี้มานานหลายปี ในโอกาสที่ได้มีชื่อเสียงสั่นสะเทือนใต้หล้า ได้แสดงฝีมือต่อหน้าผู้คน จะพลาดการมาสร้างบารมีถึงที่ได้อย่างไร...”
ป้าบ—
ผู้อาวุโสเซวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย ใช้สันมือสับลงไปบนศีรษะของถังเสี่ยวเป่าทีหนึ่ง
เจ้าตัวกุมศีรษะอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ นี่มันคำพูดของท่านอาจารย์ตอนออกเดินทางชัดๆ
'สงสัยต้องรอให้ข้าทะลวงประตูสุดท้ายให้สำเร็จก่อนกระมัง? ปัญญาถึงจะแตกฉาน...' ถังเสี่ยวเป่ารู้สึกว่าโลกของผู้ใหญ่นั้นซับซ้อนดีแท้
หลี่โม่ “.....”
ทุกคน “.....”
นานๆ จะซาบซึ้งใจสักครั้งแท้ๆ
เหล่าผู้อาวุโสนั่งลง ทุกคนต่างก็แสร้งลืมความกระอักกระอ่วนเล็กๆ น้อยๆ เมื่อครู่อย่างรู้กัน—บรรยากาศพลันกลับมากลมเกลียวกันอีกครั้ง
หลังจากจิบชาไปสองสามอึก เซวี่ยจิงก็เอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ ว่า “เดิมทีข้าผู้เฒ่าคิดจะให้เสี่ยวเป่าไปแจ้งข่าว ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะเลือกตำแหน่งที่ดีเลิศเช่นนี้”
“ข้าเองก็ใช้เงินไปไม่น้อย ถึงจะได้เหมาโรงเตี๊ยมนี้มา” เฉียนปู้ฟ่านมองดูทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับ เห็นประตูมังกรได้อย่างเต็มตา ก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินอีกต่อไป
“อยู่บ้านจะสมถะเพียงใดก็ได้ แต่ออกนอกบ้านหน้าตาต้องมาก่อน! ศิษย์ของเรากำลังจะติดทำเนียบมังกรซ่อนเร้น จะให้เสียบารมีได้อย่างไร”
พูดพลางก็ส่งเสียงฮึ่มขึ้นมาอีกครั้ง “เพียงแต่เจ้าของที่นี่ไม่ค่อยจะซื่อสัตย์เท่าใดนัก.......”
“นั่นสิ!” ซางอู่พยักหน้า เรียกเสี่ยวเอ้อมา
“ให้เถ้าแก่ของพวกเจ้ามานี่!”
เสี่ยวเอ้อเกาหัวแล้ววิ่งมาเบื้องหน้าหลี่โม่ “เถ้าแก่ สตรีท่านนั้นเรียกท่านขอรับ”
ซางอู่ “?”
เฉียนปู้ฟ่าน “......”
ย้อนนึกไป... เหตุใดตอนนั้นเขาจึงไม่รับหลี่โม่เป็นศิษย์กัน? เพราะศิษย์สายตรงเต็มแล้วรึ? แล้วทำไมไม่รู้จักเตะใครสักคนทิ้งไปเล่า!
ในขณะนั้นเอง
ริมทะเลสาบมังกรมัจฉาที่คึกคัก พลันเกิดเสียงอุทานเซ็งแซ่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลี่โม่มองตามเสียงไป ก็เห็นประตูมังกรที่ยิ่งใหญ่อลังการกำลังส่องประกายแสงสีแดงอ่อนออกมา
แสงนั้นนุ่มนวลไม่แสบตา อักขระโบราณในนั้นยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนทุกเส้นสาย ก่อนจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นม่านแสง
ความเจิดจรัสของมันไม่ด้อยไปกว่าดวงอาทิตย์ทั้งสามดวงบนฟากฟ้าเลยแม้แต่น้อย
“นี่ไม่ใช่วิชาที่ผู้ฝึกยุทธ์จะทำได้แล้ว” หลี่โม่กล่าวอย่างทอดถอนใจ
มิน่าเล่า—เก้าฟ้าสิบพิภพที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ ล้วนยึดถือข่าวสารของสำนักวิหคเหินสวรรค์เป็นหลัก
ฉากเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกเชื่อถือและศรัทธา
ทันทีที่ประตูมังกรปรากฏแก่สายตา อิ๋งปิงกลับไม่รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่อลังการอีกต่อไป นางจ้องมองอักขระโบราณบนนั้น ในความสงบนิ่งแฝงไว้ด้วยความครุ่นคิด
ดูเหมือนจะคุ้นตาอยู่บ้าง?
เจียงชูหลงขยำชายเสื้อ สายตาเลิ่กลั่กอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้ามองออกไปในที่สุด
เหล่าผู้อาวุโสและคนอื่นๆ ต่างก็กังวล
ถึงจะรู้ว่าเจ้าเด็กน้อยสองคนนั้นต้องติดอันดับอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อันดับที่เท่าใด?
ไม่นานนัก—บนม่านแสงก็มีตัวอักษรปรากฏขึ้น ทุกตัวอักษรล้วนตวัดปลายพู่กันดุจมังกรเหินและหงส์ร่ายรำ
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่หนึ่งร้อย: หวงตงไหล】
【วรยุทธ์: ปราณญาณเทพห้าประตู, วิชาเพลงเตะวายุเมฆาขั้นแตกฉาน, คัมภีร์ห้าพิษขั้นแตกฉาน, บรรลุวิชาตัวเบาทะยานเมฆาของเมืองกระบี่หงเหวิน, และฝึกฝนเคล็ดวิชากายาระดับสูง—กายาเต่าดำเร้นลับ ถึงขั้นสมบูรณ์, มีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ กายเนื้อแข็งแกร่ง และใช้พิษได้อย่างร้ายกาจ】
【ผลงานการต่อสู้: เคยประมือกับยอดฝีมือปราณญาณเทพแปดและเก้าประตูจำนวนมาก เช่น ทวนเหอเจียน, อินทรีหมื่นลี้.... ล้วนถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย, ไม่รู้ผลแพ้ชนะ, เคยสังหารคู่ต่อสู้ที่ขอบเขตต่ำกว่าตนเองมาไม่น้อย, และมีหลายสถานะ....】
【ฉายา: เต่าพิษเหินฟ้า】
“......”
ริมทะเลสาบที่เคยจอแจพลันเงียบสงัดลงในบัดดล
เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ที่สามารถติดอันดับทำเนียบมังกรซ่อนเร้นได้ล้วนเป็นอัจฉริยะ
แต่เมื่อเห็นฉายาของหวงตงไหล ทุกคนก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่าการมีอยู่ของเขาทำให้ทำเนียบมังกรซ่อนเร้นดูด้อยค่าลงไปถนัดตา
แต่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ... คนผู้นี้แข็งแกร่งจริงๆ ขนาดปราณญาณเทพขั้นเก้ายังทำอะไรไม่ได้
แต่จุดที่แข็งแกร่งนั้น…. มันดูแปลกๆ ไปเสียหน่อย...
หลี่โม่ “.....”
เต่าพิษเหินฟ้าบ้าบออะไรกัน!
“ฮ่าๆๆๆๆ......” ซางอู่หัวเราะจนตัวสั่น พลางถามเขา
“ศิษย์รัก เจ้าเคยเจอคนผู้นี้ในงานชุมนุมจอมยุทธ์หรือไม่?”
“เคยเจอขอรับ แถมยังเคยประมือกันด้วย” หลี่โม่หวนนึกถึงร่างที่ลื่นไหลของอีกฝ่าย
“ประเมินแล้วเป็นอย่างไร” ซางอู่กล่าว
“ถึกเป็นบ้า แถมยังวิ่งเร็วอีกด้วย ส่วนพลังโจมตี... แม้ในงานชุมนุมจะห้ามใช้พิษ แต่ข้าเกือบจะอดใจไม่ไหวใช้ค้อนทุบเขาเลยทีเดียว” หลี่โม่กล่าวอย่างจริงจัง
“เจ้าใช้เพียงกระบี่ก็เอาชนะยอดฝีมือปราณญาณเทพห้าประตูได้แล้วรึ?” เซวี่ยจิงกับเฉียนปู้ฟ่านสบตากัน
เรื่องที่เกิดขึ้นในมิติหงส์โลหิต พวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร—แม้วิชากระบี่ของหลี่โม่จะล้ำเลิศ แต่ก็มิน่าจะเอาชนะอัจฉริยะในทำเนียบมังกรซ่อนเร้นระดับนี้ได้หรอกกระมัง?
เช่นนั้นแล้ว… หากนับรวมศาสตราวุธเทพเข้าไปด้วยเล่า?
เซวี่ยจิงพลันนึกขึ้นได้ว่า พวกเขายังไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วหลี่โม่บรรลุอะไรออกมาจากเมืองกระบี่หงเหวิน พวกเขายังคิดจะไปเยี่ยมเยียนเพื่อขอบคุณอยู่เลย
“เสี่ยวโม่ เจ้าเพ่งพินิจรอยกระบี่ เรื่องบรรลุวรยุทธ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
“.....” หลี่โม่กระพริบตา คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“เกือบแล้วขอรับ จริงๆ แล้วก็แค่เกือบเท่านั้น ข้าก็จะได้เป็นผู้กล้ากระบี่แล้ว” น่าเสียดายที่เหล่าผู้อาวุโสและปรมาจารย์ของเมืองกระบี่หงเหวินไม่เห็นด้วย
“หึๆ ผู้กล้ากระบี่ไม่ใช่เสี่ยวปิงหรอกรึ?” ซางอู่รู้สึกว่าศิษย์รักกำลังขี้โม้
“เจ้าเป็นผู้กล้ากระบี่ประเภทไหนกัน?”
“ผู้กล้ากระบี่อะไรกัน น่าละอายจะตาย—เพียงแต่ตอนนี้… ผู้คนในเมืองเรียกข้าว่า ‘เซียนกระบี่’ กันหมดแล้ว”
“เจ้าเนี่ยนะ... เซียนกระบี่...?” ในดวงตางามของซางอู่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เฮ้อ... ศิษย์ข้าเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแล้วนี่นะ ที่นี่น่าจะมีสุราชั้นดีอยู่ไม่น้อย...” ซางอู่ยิ้มจนตาหยี
“แต่ว่ากันตามตรง ชื่อเซียนกระบี่นั่น ก็เหมาะกับเจ้าดีจริงๆ”
นี่แหละน่า—กินของเขาก็ปากอ่อน รับของเขาก็มือสั้น
ความน่าเกรงขามของท่านอาจารย์...พังทลายลงอย่างง่ายดาย
หลี่โม่ยิ้มไปยิ้มมา ทันใดนั้นสีหน้าก็แข็งค้าง
เดี๋ยวก่อน—ทำเนียบมังกรซ่อนเร้นนี้ละเอียดถึงเพียงนี้ จะต้องประกาศจุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของผู้ติดอันดับออกมาด้วย
จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของเขาไม่ใช่วิชากระบี่
นี่หมายความว่าภาพลักษณ์อันสูงส่งของข้า... สุดท้ายก็คงไม่รอดแล้วใช่หรือไม่?!
ระหว่างที่แสงบนประตูมังกรสว่างวาบ การประกาศก็ไปถึงอันดับที่แปดสิบห้าแล้ว