- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 207 มือสังหารกระบี่คลั่ง และการลอบสังหารที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 207 มือสังหารกระบี่คลั่ง และการลอบสังหารที่ไม่คาดฝัน
บทที่ 207 มือสังหารกระบี่คลั่ง และการลอบสังหารที่ไม่คาดฝัน
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่ 85: จงเจิ้นเยว่】
【วรยุทธ์: ปราณญาณเทพห้าประตู ฝึกฝน ‘ทวนเจ็ดสังหารทำลายค่ายกล’ มาตั้งแต่เยาว์วัย อายุเพียงยี่สิบสองปีก็บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ เชี่ยวชาญเพลงยุทธ์สายสังหารในสนามรบ】
【ผลงาน: รอดชีวิตจากการไล่ล่าของสัตว์อสูรระดับหก ‘นกยูงมรณะ’ เคยต่อสู้กับสัตว์อสูรกึ่งระดับหก ‘วัวเกล็ดม่วง’ แต่พ่ายไปอย่างน่าเสียดาย ได้รับความช่วยเหลือจากยอดฝีมือจนหนีรอดจากเงื้อมมือของธิดามารสวรรค์ได้สำเร็จ ในงานชุมนุมยุทธ์แคว้นอวิ๋น บรรลุวรยุทธ์ชั้นเลิศอีกหนึ่งแขนง มีฝีมือการต่อสู้ซึ่งหน้าอันแข็งแกร่ง หากหมั่นขัดเกลาจิตใจ ในอนาคตมีโอกาสสืบทอดตำแหน่ง ‘อ๋องเจิ้นหนาน’ ของบิดา】
【ฉายา: เจียวน้อยแปดกร】
“คุณชายน้อยแห่งจวนโหวอันดับขยับขึ้นอีกสองขั้น ดูท่าจะได้รับประโยชน์จากงานชุมนุมยุทธ์ไปไม่น้อย”
“เรื่องที่เขาหนีรอดจากเงื้อมมือธิดามารสวรรค์ได้น่ะ ข้าได้ยินมากับหูตัวเองเลย”
“โอ้? หรือว่ามีอัจฉริยะห้าอันดับแรกของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นยื่นมือเข้าช่วย?”
“ท่านไม่รู้เรื่องนั้นรึ? วันที่เซียนกระบี่หลี่ใช้กระบี่เพียงเล่มเดียว สังหารนักฆ่าหอละอองฝนไปแปดพันคนน่ะ!”
“เท่าไหร่นะ? แปดพัน?!”
“ขนาดในนิยายยังไม่กล้าเขียนแบบนี้เลยนะ!”
“แม่นางอิ๋งก็ร่วมลงมือด้วย นางมารนั่นถูกทั้งสองคนรุมเล่นงานจนอ่วม ทำได้เพียงวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเท่านั้นแหละ!”
“ตอนที่แม่นางอิ๋งบรรยายวิถีกระบี่ พวกท่านได้ไปฟังหรือไม่?”
“ไปมาแล้ว! นางงดงามราวกับเทพธิดาบนสวรรค์ ไม่เหมือนคนบนโลกมนุษย์เลย”
ริมทะเลสาบมังกรมัจฉา เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่
แม้คนที่ติดอันดับคือจงเจิ้นเยว่อย่างชัดเจน แต่หัวข้อสนทนากลับถูกลากออกนอกเรื่องไปไกลตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
.....
ภายในโรงเตี๊ยม
“จงเจิ้นเยว่สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของยอดฝีมือขั้นใกล้เคียงกับภูมิทัศน์ภายในได้...”
หลี่โม่เริ่มคำนวณในใจ
หากเขาทุ่มพลังออกมาสักแปดส่วน เสริมด้วยพลังแห่งโลก ต่อให้ไม่มีศิษย์พี่เสี่ยวเป่าและยันต์วิญญาณศึก ก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับภูมิทัศน์ภายในได้เช่นกัน
แน่นอนว่า ต้องขึ้นอยู่กับว่ายอดฝีมือผู้นั้นเพ่งพินิจ ‘รูปลักษณ์เทพ’ แบบใด
แต่หากเป็นระดับสูงทั่วไปก็น่าจะไม่มีปัญหา ทว่ายังต้องคำนึงถึงว่าเมล็ดพันธุ์โลกไม่สามารถเสริมพลังได้เป็นเวลานาน...
“เจ้ากับเสี่ยวปิงร่วมมือกันถึงขั้นขับไล่ยอดฝีมืออันดับหกของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นได้เลยรึ?” เฉียนปู้ฟ่านเบิกตากว้าง
“นี่เป็นข้อมูลบนทำเนียบ มิน่าจะเป็นเท็จได้...” เซวี่ยจิงมองหลี่โม่สลับกับอิ๋งปิงด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ท่านอาวุโสเซวี่ย ตั้งสติหน่อย พวกเราเป็นผู้อาวุโสนะ”
“ท่านอาวุโสเฉียน มือท่านสั่นนะ น้ำร้อนจะลวกกางเกงอยู่แล้ว”
แม้อินเหมียนเหมียนจะไม่ใช่ยอดฝีมือระดับภูมิทัศน์ภายใน เป็นเพียงปราณญาณเทพแปดทวาร
ทว่าสิบอันดับแรกของทำเนียบมังกรซ่อนเร้นทุกคน ล้วนมีประวัติการต่อสู้ที่โดดเด่น สามารถสังหารยอดฝีมือระดับภูมิทัศน์ภายในได้ด้วยตนเอง
“วันที่อินเหมียนเหมียนวางแผนชิงรอยกระบี่ นางมีพลังเพียงระดับปราณญาณเทพขั้นสามเท่านั้น” อิ๋งปิงกล่าวเสียงเบา
อีกอย่าง... หากเป็นนางในตอนนี้แล้วได้พบกับอินเหมียนเหมียนอีกครั้ง และหากอีกฝ่ายยังคงมีพลังอยู่แค่ระดับสามทวาร นางก็มั่นใจว่าจะสามารถรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ได้แน่นอน
“นั่นก็ถือว่าร้ายกาจมากแล้ว”
เซวี่ยจิงสูดหายใจเข้าลึกๆ มองไปยังศิษย์หลานแล้วถามว่า
“วันนั้นพวกเจ้าร่วมมือกันอย่างไร?”
“หืม?” หลี่โม่เหลือบมองอาจารย์คนงามของตน ก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ข้าใช้วิชาเด็ดที่ท่านอาจารย์สอน มีพลังทำลายล้างมหาศาล ทันทีที่ใช้ออกไป ก็เปิดโอกาสให้ยัยก้อนน้ำแข็งชิงลงมือก่อน คว้าช่องโหว่ของอีกฝ่ายไว้ได้”
เฉียนปู้ฟ่านกับเซวี่ยจิงฟังแล้วไม่เข้าใจ
วิชาเด็ดของซางอู่?
“ใช่หรือไม่… ยัยก้อนน้ำแข็ง”
“อืม... ก็ทำนองนั้น”
“ข้าว่าแล้ว” หลี่โม่หัวเราะอย่างสดใส
“หึๆ ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์ข้า ไม่ได้สอนเจ้าไปเสียเปล่า” ซางอูยื่นฝ่ามือออกไป แปะมือกับศิษย์รักของนาง
นางดีใจมาก แม้จะไม่รู้เลยว่าตนเองเคยไปสอนวิชาอะไรแบบนั้นให้หลี่โม่ตั้งแต่เมื่อใดก็ตาม
อิ๋งปิงเหลือบมองหลี่โม่ที่กำลังดีใจจนออกนอกหน้า มุมปากยกยิ้มอย่างระคนเอ็นดู
คนเจ้าเล่ห์...
ครู่ต่อมา...
ตัวอักษรบนประตูมังกรก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
【ทำเนียบมังกรซ่อนเร้น อันดับที่ 83: สวีอี้】
【วรยุทธ์: ปราณญาณเทพแปดประตู, กระบี่เส้นเดียวขั้นสมบูรณ์, วิชาตัวเบาเงาแยกขั้นแตกฉาน, เพ่งพินิจจิตเทวะเร้นกาย】
【ผลงาน: ผู้ชนะเลิศการทดสอบไร้สิ้นสุดแห่งแคว้นอวิ๋น, ลอบสังหารยอดฝีมือปราณญาณเทพขั้นเก้า ‘พยัคฆ์คำรามวารี’ หลัวอู๋ปิ้ง, และลอบสังหารพ่อค้าใหญ่แห่งแคว้นอวิ๋นได้สำเร็จ ทั้งที่มีผู้คุ้มกันระดับกึ่งกายภาพภายนอกถึงสองคน วิชากระบี่ของคนผู้นี้ร้ายกาจอย่างยิ่ง ทว่าเนื่องจากจิตเทวะที่เพ่งพินิจ ดูเหมือนว่าความทรงจำจะมีปัญหาอยู่บ้าง เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ】
【ฉายา: มือสังหารกระบี่คลั่ง】
“มือสังหารของหอละอองฝน...”
หลี่โม่ยื่นถ้วยชาออกไป พลันเห็น เสี่ยวเอ้อถือกาพวยยาวแหลม รินน้ำชาเป็นสายเรียวเล็กตกลงในถ้วยอย่างแม่นยำ
“ยอดเยี่ยม” เจียงชูหลงตบมือแปะๆ
“ได้ยินมานานว่าคนของหอละอองฝนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนอยู่แล้วด้วยล่ะนะ”
ยอดฝีมือระดับกายธรรมของเมืองกระบี่หงเหวินเคยเตือนพวกเขาไว้แล้ว—การแย่งชิงศิลาประหลาดล้มเหลว หอละอองฝนคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
ศิษย์พี่โอวหยางคือตัวอย่างที่ดีที่สุด หลี่โม่เองก็กำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกันว่าจะรับมืออย่างไรดี
“ข้าพอจะได้ยินเรื่องของมันมาบ้าง” ศิษย์พี่โอหยางเอ่ย
หลังจากหลี่โม่บอกความจริง สองสามวันนี้โอวหยางก็ได้ไปสืบข่าวของหอละอองฝนมาไม่น้อย
“อย่างเจ้าสวีอี้คนนี้”
“พ่อค้าร่ำรวยแห่งแคว้นอวิ๋นที่ชื่อโจวกง เดิมทีเป็นนายจ้างของมัน ว่าจ้างให้ไปฆ่าพยัคฆ์คำรามวารีหลัวอู๋ปิ้ง”
“ทว่าหลังจากที่มันฆ่าหลัวอู๋ปิ้งแล้ว กลับหันไปฆ่านายจ้างของตนเองอย่างโจวกงด้วย”
“ที่แท้เป็นเพราะหลัวอู๋ปิ้งคิดจะใช้เงินซื้อชีวิตตนเอง แต่สวีอี้ไม่ตกลง ดังนั้นหลัวอู๋ปิ้งจึงเปลี่ยนใจ บอกว่าเขาจะใช้เงินซื้อชีวิตคนที่จ้างวานมาฆ่าเขาแทน”
“สุดท้ายทั้งนายจ้างและเป้าหมายจึงตายเรียบ ส่วนสวีอี้ก็ได้กินรวบทั้งสองทาง” โอวหยางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“คนอะไรกันนี่… ช่างไร้สัจจะในอาชีพเสียจริง” หลี่โม่ขมวดคิ้ว
ทว่าด้านข้างกลับมีเสียงของเสี่ยวเอ้อดังขึ้นมาว่า
“ข่าวลือในยุทธภพส่วนใหญ่ล้วนเลื่อนลอย หลายครั้งก็แตกต่างจากความจริงราวฟ้ากับเหว”
“โอ้? เจ้าได้ยินเรื่องอื่นมาด้วยรึ?” หลี่โม่จ้องมองท่วงท่าการรินชาของอีกฝ่าย แววตาขยับไหวเล็กน้อย
เสี่ยวเอ้อเก็บกาชา ก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ก็อาจเป็นไปได้ว่า กระบี่เส้นเดียวสวีอี้นั้น เพ่งพินิจจิตเทวะจนเกิดข้อผิดพลาด ทำให้จิตใจสับสนวิปลาส”
“ไม่เพียงแต่จะลืมสถานะของตนเองบ่อยครั้ง บางครายังถึงขั้นสับสนระหว่างนายจ้างและเป้าหมาย”
“ดังนั้นหลังจากที่พลั้งมือฆ่านายจ้างไปแล้ว จึงได้ไปฆ่าเป้าหมายตามเดิม” เสี่ยวเอ้อพูดอย่างออกรสออกชาติ ราวกับตนเองอยู่ในเหตุการณ์
“เฮ้... เรื่องเล่าฉบับของเจ้านี่ก็น่าสนใจดีแฮะ” โอวหยางพลันเข้าใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะข้าเห็นมากับตา” เสี่ยวเอ้อพลันยื่นกาชาออกมาอีกครั้ง
“เจ้าอยู่กับหลัวอู๋ปิ้งหรืออยู่กับโจวกง?”
“มิใช่... เพราะข้าคือสวีอี้” พวยกาแหลมคมพลันแหวกอากาศ!
สายน้ำชาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาดำวูบหนึ่ง ปราศจากจิตสังหารใดๆ ให้สัมผัสได้
ตำแหน่งที่พวยกามุ่งไปคือหัวไหล่ของหลี่โม่อย่างชัดเจน
ทว่า...
แม้ลอบโจมตีและชิงลงมือก่อนย่อนได้เปรียบ แต่กลับมีคนที่รวดเร็วยิ่งกว่า
กระบี่เพิ่งจะตวัดออกไปได้ครึ่งทาง ปกคอเสื้อด้านหลังก็ถูกใครบางคนคว้าไว้—ถูกหิ้วคอขึ้นมาราวกับลูกแมวโดนหนีบ
เป็นซางอู่นั่นเอง—ขณะที่นางกำลังจะตบอีกฝ่ายให้ตายคามือ หลี่โม่กลับร้องขึ้น
“ท่านอาจารย์ ช้าก่อน!” สหายหลี่โม่ขยิบตาให้โอวหยาง
โอวหยางจึงรีบคว้าเชือกพุ่งเข้าไปทันที
ดังนั้น... มือสังหารอันดับที่แปดสิบสามของทำเนียบมังกรซ่อนเร้น ก็ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างในพริบตา
เหล่าผู้อาวุโสมองดูเขาด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร ซางอู่กอดอก ถ่มน้ำลายเบาๆ ครั้งหนึ่ง
“เจ้าหนู คิดจะซ่อนจิตสังหารต่อหน้าข้ารึ จิตเทวะที่เจ้าเพ่งพินิจช่างน่าสนใจเสียจริง...”
“ใครส่งเจ้ามา?” หลี่โม่ถาม เพราะเขาสัมผัสได้ว่ากระบี่เมื่อครู่ของอีกฝ่าย มิได้มีเจตนาฆ่าฟันถึงชีวิต
“ท่านเถ้าแก่ มัดข้าทำไม?” ยามนี้แววตาของสวีอี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ราวกับว่าคนที่ลงมือเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
“จิตใจมีปัญหาจริงๆ ด้วย” หลี่โม่เห็นว่าความตื่นตระหนกนั้นไม่เหมือนการเสแสร้ง
ดังนั้น เงาจันทร์กระจ่างสายหนึ่งจึงปรากฏขึ้น สาดส่องลงบนร่างของอีกฝ่ายอย่างเยียบเย็น
เพียงชั่วพริบตา ร่างของเสี่ยวเอ้อที่สั่นเทิ้มก็พลันสงบนิ่ง ในดวงตาทั้งสองข้างปรากฏเจตสังหารอันอำมหิตขึ้นมา
พลันกลายเป็นมือสังหารกระบี่คลั่งอย่างแท้จริง…!
น่าสนใจ... ดูเหมือนสติของเขาจะกลับมาภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง กลับเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
นี่เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงสัมผัสจิตสังหารของอีกฝ่ายไม่ได้ในตอนแรก ต้องใช้เนตรทิพย์ลิขิตฟ้าเพ่งจึงจะมองเห็น
“พูดมา เรื่องราวเป็นอย่างไร” หลี่โม่ชี้ไปที่ซางอู่ข้างๆ พลางถอนหายใจ
“ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าจะปล่อยให้ท่านอาจารย์ของข้าจัดการเจ้า”
“ข้า...” สวีอี้เพิ่งจะคิดแข็งขืน ก็สัมผัสได้ถึงสายตาอำมหิตที่พร้อมจะฉีกร่างเขาเป็นชิ้นๆ
กลิ่นอายสังหารนั้นหนักหน่วงจนเขาแน่ใจว่าคืนนี้คงต้องฝันร้ายเป็นแน่
“ข้าพูดแล้วๆ!”