- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 190 เซียนสวรรค์ปะทะธิดาเทพจอมปลอม, กระบี่เดียวทะลายม่านมายา!
บทที่ 190 เซียนสวรรค์ปะทะธิดาเทพจอมปลอม, กระบี่เดียวทะลายม่านมายา!
บทที่ 190 เซียนสวรรค์ปะทะธิดาเทพจอมปลอม, กระบี่เดียวทะลายม่านมายา!
“เอาล่ะ ในเมื่อมีหยกงามอยู่เบื้องหน้า สตรีชั้นต่ำเช่นข้าก็ขอขายหน้าสักคราหนึ่ง”
‘หูเหมย’ ย่อกายคารวะแผ่วเบาท่ามกลางสายตาของผู้คน—จากนั้นจึงเยื้องย่างออกจากฝูงชน มุ่งตรงไปยังศิลาแห่งรอยกระบี่
เมื่อย่างเท้าเข้าใกล้ศิลาประหลาด พลันบังเกิดเสียงพิณและขลุ่ยบรรเลงประสานแว่วมาในความมืด—เสียงขลุ่ยสะอื้นครวญ โหยหวนบาดลึกไปตามสายลม ดุจท่วงทำนองจากสรวงสวรรค์ สะกดตรึงจิตใจของผู้คนยิ่ง
“เสียงพิณและขลุ่ยนี้มาจากที่ใดกัน?”
“ย่อมเป็นเพราะสตรีนางนั้น…กำลังเข้าถึงแก่นแท้ของศิลาประหลาดอยู่”
“สหาย... ท่านเคยได้ยินตำนานของอสูรพิณ—อันดับสองแห่งทำเนียบสวรรค์เมื่อพันปีก่อนหรือไม่? ว่ากันว่านั่นคือยอดฝีมือผู้ใช้เสียงเข้าสู่มรรคา สามารถแปรเปลี่ยนท่วงทำนองเป็นวิชาสังหารได้”
“บทเพลงหนึ่ง…สามารถบีบคั้นผู้คนให้เจ็บปวดรวดร้าวปานตาย—อีกบทเพลงหนึ่ง กลับชักเชิดผู้คนให้กลายเป็นศพเดินได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว! สตรีผู้นี้ชำนาญในวิถีแห่งเสียงดนตรี!”
ผู้คนเพิ่งคลายความตกตะลึงที่เจียงชูหลงแสดงปรากฏการณ์ราวกับบรรลุวิชาเทพ…พอได้ยินเสียงพิณและขลุ่ยอันไพเราะนี้ จิตใจก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาอีกรอบ
“โชคดีที่นายน้อยหลี่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า” ผู้อาวุโสเจิงพยักหน้าแผ่วเบา
มืออันเรียวงามของอิ๋งปิงกุมกระบี่น้ำค้างสวรรค์ไว้แน่น
“ดูเหมือนว่าจะอดรนทนไม่ไหวแล้วสินะ” หลี่โม่เอ่ยขึ้น
เขาเก็บภาพที่เพิ่งวาดได้เพียงหนึ่งในสิบส่วน และกำลังจะเตือนคนอื่นๆ…กลับพบว่าหวงตงไหลขมวดคิ้วมุ่น ถอยไปอยู่ด้านหลังของทุกคนแล้ว
ส่วนจงเจิ้นเยว่ก็มีสีหน้าเคร่งขรึม…เตรียมพร้อมเต็มที่—เคยถูกงูกัดหนหนึ่ง ย่อมผวาเชือกไปสิบปี เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประเภทเดียวกับนางมารผู้นั้นตั้งแต่แรก
ส่วนพวกของไป๋จิงหงยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หลี่โม่ “.....”
บัดซบ... กลายเป็นว่าเขาคิดจะเตือน แต่กลับเสียแรงเปล่าเสียแล้ว
ทันใดนั้น เสียงพิณและขลุ่ยพลันดังกระหึ่มกึกก้อง รอบกายนางปรากฏเงามายาของเหล่าธิดาเทพขึ้นมาร่ายรำอย่างงดงาม…ราวกับเป็นสัญญาณบางอย่าง
ครืนนน—
ทั่วเมืองกระบี่หงเหวิน พลันปรากฏปราณอันแข็งแกร่งหลายสายปะทุขึ้นอย่างไม่ปิดบัง—ปราณเหล่านั้นกำลังพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า!
หลี่โม่ขมวดคิ้วมองไป ก็เห็นว่าเป็นร่างเงาของคนสองสาย—เป็นบุรุษหนึ่งและสตรีหนึ่ง
บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์ฟางทั่วร่าง ในมือถือคันเบ็ด ทว่าคันเบ็ดนั้นกลับไร้ซึ่งสายเกี่ยว
เพียงการปรากฏตัวของพวกเขา ก็ทำให้ฟ้าดินทั่วเมืองกระบี่หงเหวินพลันปลี่ยนสี! เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นบดบังดวงดาราและอาทิตย์ คลื่นพายุฝนโหมกระหน่ำ มุ่งหมายจะเปลี่ยนเมืองแห่งนี้ให้จมดิ่งสู่ห้วงน้ำ—ม่านฝนทำให้ทุกสิ่งในสายตาพร่าเลือนไปในทันที
เขาแกว่งคันเบ็ดเบาๆ สายฝนที่โปรยปรายพลันเรียงร้อยกันเป็นเส้นด้าย! ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดอยู่ในม่านฝนล้วนมิอาจขยับกาย…ดุจหุ่นเชิดที่ถูกควบคุมโดยผู้อื่น
ขอบเขตของมัน…กำลังขยายออกไปเรื่อยๆ
เขาไม่ได้มาคนเดียว ยังมีอีกสองคนที่ซุ่มซ่อนรอคอยจังหวะสังหาร
ในดวงตาของหลี่โม่ฉายแววตื่นตะลึงอย่างห้ามมิได้
ทั้งสาม(บวกหนึ่ง)... ล้วนเป็นมือสังหารระดับเทวะแห่งหอละอองฝน! ยอดฝีมือขอบเขตกายภาพภายนอก!
นักพรตอาภรณ์ฟาง... น้ำเต้าโลหิต... และฝาแฝดบัวคู่!
ยอดฝีมือระดับกายภาพภายนอกลงมือฉับพลัน ก็ราวกับเกิดภัยพิบัติจากสวรรค์โดยแท้! ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตนี้ ก็ไม่ต่างอันใดกับมดปลวกที่รอวันถูกบดขยี้อย่างอับจน
“ขอบเขตภายนอก...” หลี่โม่โคจรพลังกายาศาสตราสังหารอย่างเงียบเชียบ—มือซ้ายที่ซ่อนในแขนเสื้อ กำลังจับค้อนสะบั้นดาราแน่น
จิตใจจมดิ่งสู่ความสงบลึก พร้อมที่จะดึงพลังจากเมล็ดพันธุ์โลก และเรียกค้อนอุกกาบาตบรรลัยกัลป์ออกมาได้เมื่อจำเป็น
เขาสูดหายใจเข้า—บัดนี้ต่อให้เขาทุ่มใช้ทุกกระบวนท่าที่มี ก็เกรงว่าจะมิอาจเป็นคุกคามยอดฝีมือเหล่านี้ได้เลยแม้แต่น้อย
ภาระยังหนักหนา หนทางยังอีกยาวไกล... หากเมืองกระบี่หงเหวินไม่ทันได้ระวังตัว วันนี้เกรงว่าคงต้องตั้งรับไว้ไม่อยู่เป็นแน่
แน่นอนว่า นั่นเป็นเพียงแค่ ‘หาก’
“ในที่สุดพวกเจ้าก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ”
เคร้ง—!
เสียงกระบี่ร่ำร้องดังสนั่นไปทั่วผืนฟ้า
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดบนแท่นสูง ปรากฏกายอยู่กลางอากาศตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้—ธารปราณกระบี่สายหนึ่งพลันตวัดพาดผ่านอากาศ!
พลังกระบี่ที่บ้าคลั่งดุจสายน้ำโหมบ่าถาโถมไปทั่วทั้งแปดทิศ ดุจทางช้างเผือกที่ร่วงหล่นจากเก้าชั้นฟ้า สาดซัดเมฆาให้มลายหายไปกว่าครึ่ง! และยังปลดปล่อยผู้คนทั้งหมดที่ติดอยู่ในพันธนาการของม่านฝนให้เป็นอิสระ
การต่อสู้ของขอบเขตกายภาพภายนอก…ได้เริ่มขึ้นแล้ว!
ทว่าการต่อสู้ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินของพวกเขานั้น กลับดูเหมือนจะมิได้สร้างแรงกดดันแก่คนภายนอกเท่าใดนัก…ตามหลักเหตุผลแล้ว การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับนี้ ย่อมทำให้แผ่นดินในรัศมีร้อยลี้ถูกย้อมด้วยเลือดจนแดงฉาน—นี่มิใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด
แต่ในยามนี้ กลับไม่รู้ว่าถูกสิ่งใดขวางกั้น…พลังส่วนเกินมิได้ไหลรั่วออกมาแม้แต่น้อย
“เมืองกระบี่หงเหวิน... มิใช่ว่ามีเพียงยอดฝีมือระดับกายภาพภายนอกเท่านั้น” หลี่โม่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
การเตือนของเขาในครานี้ ก็นับว่าได้ขัดขวางแผนการขโมยรอยกระบี่ได้สำเร็จ—ทั้งยังช่วยเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนนับไม่ถ้วนในเมืองกระบี่หงเหวินได้...
ถึงเวลานั้น มิรู้ว่าจะได้รางวัลตอบแทนมหาศาลขนาดไหน...
“นางมารน้อย! ถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ยอมสำนึกอีกหรือ?”
ผู้อาวุโสเจิงไขว้มือไว้ด้านหลัง ร่างของเขาพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอินเหมียนเหมียน
“คาราวะผู้อาวุโส…ที่แท้พวกท่านก็ทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าข้าจะมา” อินเหมียนเหมียนดูประหลาดใจเล็กน้อย แต่รอยยิ้มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
รอยยิ้มอันยั่วยวนที่แฝงความมั่นใจนี้ ทำให้ผู้อาวุโสเจิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“อุ๊ยตาย!” อินเหมียนเหมียนอุทานขึ้นมาเบาๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มหวานหยด
“ศิลาประหลาดแห่งรอยกระบี่นี้...บ่าวเพิ่งจะทำความเข้าใจไปครู่เดียว เหตุใดจึงหายวับไปแล้วล่ะเจ้าคะ?”
“ท่านเป็นถึงยอดฝีมือระดับกายภาพภายนอก คงไม่คิดจะมารังแกสตรีตัวเล็กๆ เช่นบ่าวหรอกกระมัง?”
นางยิ้มอย่างอ่อนหวาน พลางมองไปยังหลี่โม่อย่างท้าทาย
หืม? หลี่โม่ชะงักไป…
เมื่อเพ่งสมาธิมอง ก็พลันพบว่าศิลาประหลาดที่เมื่อครู่ยังตั้งตระหง่านอยู่…บัดนี้กลับหายไปไร้ร่องรอย!—ตำแหน่งที่เคยเป็นที่ตั้งของมัน บัดนี้กลับว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง!
หายไปแล้ว? อินเหมียนเหมียนเอาก้อนหินก้อนนั้นไปตั้งแต่เมื่อใด?
นางอยู่ใต้จมูกของยอดฝีมือมากมายมาโดยตลอด...นี่จะเป็นไปได้อย่างไร! หรือเป็นวิชามายาของภูตผี?
หลี่โม่ขมวดคิ้ว เปิดใช้งานเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าอีกครั้ง
แคร่ก—
ทันใดนั้น ปราณของยอดฝีมือกว่าสิบสายก็ปะทุขึ้นพร้อมกัน! อาณาเขตพลังของพวกเขาปะทะกันจนสั่นสะเทือน ปั่นป่วนไปทั่วทั้งห้วงมิติ
อินเหมียนเหมียนพลันโยนห่อผ้าห่อหนึ่งออกมา—มันถูกรับไว้โดยร่างพิสดารของสองพี่น้อง!
นั่นคือผู้ที่เหมือนดั่งแฝดสยาม…ใช้ร่างกายท่อนล่างร่วมกัน แต่กลับมีลำตัวท่อนบนแยกจากกันถึงสองร่าง! พวกนางทั้งสองล้วนเป็นยอดฝีมือระดับกายภาพภายนอก ทั้งยังส่งเสริมพลังซึ่งกันและกัน ทำให้แข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือในระดับเดียวกันมากนัก!
ฝาแฝดบัวคู่!
พวกนางแยกตัวออกจากสนามรบหลัก มาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด…ไม่มีใครรู้ได้เลย—ห่อผ้าที่นางรับไปนั้น ดูเหมือนว่าข้างในจะเป็นศิลาประหลาด...
ในชั่วพริบตา ยอดฝีมือของเมืองกระบี่หงเหวินทุกคนต่างก็เดือดดาลจนดวงตาแดงก่ำ! ไหนเลยจะมีเวลาไปสนใจอินเหมียนเหมียน ต่างพากันไล่ล่าฝาแฝดบัวคู่ไปอย่างบ้าคลั่ง
แม้แต่ผู้อาวุโสเจิงก็กำลังจะไล่ตามไป…
หากรอยกระบี่ต้องมาหายไป พวกเขาก็จะเป็นคนบาปของเมืองกระบี่หงเหวินไปชั่วกาลนาน!
“รอยกระบี่!” กลุ่มของไป๋จิงหงเองก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าปะทะสุดชีวิต
“เดี๋ยวก่อน!” ทันใดนั้น เสียงอันแจ่มใสของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้น
“รอยกระบี่ยังอยู่ที่เดิม! อย่าได้ตกหลุมพรางของวิชามายานางมารนั่น!”
ยังอยู่ที่เดิม? จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเขามิได้ตาบอดเสียหน่อย—ขณะที่ทุกคนกำลังประหลาดใจอยู่…
“เจ้าเด็กเหลือขอนี่...”
อินเหมียนเหมียนกัดฟันกรอด ร่างของนางพลันสลายกลายเป็นเงามายาธิดาเทพหลายสาย พุ่งทะยานไปยังตำแหน่งที่ศิลาเคยตั้งอยู่!
พลันเดียวกันนั้นเอง…ยัยก้อนน้ำแข็งก็เริ่มลงมือ!
ประกายกระบี่อันมิใช่ของโลกมนุษย์พลันสว่างวาบ!—นั่นคือความเกรี้ยวกราดของเพลงกระบี่เทวะเมฆา!
ทว่าความเย็นชาที่เมินเฉยต่อสรรพสิ่งแต่เดิม ได้แปรเปลี่ยนเป็นความกระจ่างแจ้งและสงบนิ่งแทน
หนึ่งกระบี่...สาดส่องทะลวงสิ้นซึ่งมายา ประกายแห่งแสงพลันพุ่งตรงเข้าสู่แก่นแท้!—จิตกระบี่กระจ่างแจ้ง!
ชายกระโปรงพลิ้วสะบัด ใบหน้าสงบนิ่งงดงาม ดุจดวงจันทร์นวลใยในทะเลสาบ ที่แม้แต่สายลมก็มิอาจทำให้เกิดริ้วคลื่น—ช่างราวกับเซียนสวรรค์จุติลงมาประทับบนโลกหล้าโดยแท้
นัยน์ตาของอินเหมียนเหมียนพลันหดเล็กลง…
“ไม่ต้องให้ข้าลงมือแล้ว” หลี่โม่พีมพัมเบาๆ
เขาเองก็ประหลาดใจในความแข็งแกร่งของจิตกระบี่กระจ่างแจ้งเช่นกัน—จึงค่อยๆ เก็บค้อนสะบั้นดาราลงอย่างเงียบงันก่อนถอนหายใจ
ดูยัยก้อนน้ำแข็งนั่นสิ…พลังฝีมือกับรูปโฉมอันงดงาม ล้วนเป็นสัดส่วนที่ผันตรงต่อกัน—ยิ่งแข็งแกร่ง…ก็ยิ่งงดงามเหนือสรรพสิ่ง
แล้วเหตุใดเขากลับถนัดใช้แต่ค้อนกันนะ...
อิงปิ๋งราวกับเซียนสวรรค์อย่างแท้จริง นางตวัดกระบี่เดียวสะบั้นธิดาเทพจอมปลอมจนสิ้น! เงามายาอันยั่วยวนนับพันสลายหายไปในพริบตา
กระบี่นี้ยังไม่จบ!
แคร่ก—
ดูเหมือนจะมีบางสิ่งแตกสลาย
นั่นคือม่านมายาอันแปลกประหลาดที่ใช้ปกคลุมศิลาแห่งรอยกระบี่เอาไว้!
ใช่แล้ว ศิลานี้... อยู่ที่เดิมมาโดยตลอด มิเคยเคลื่อนย้ายไปไหน
เป็นเพียงภาพมายาที่อินเหมียนเหมียนใช้ออกมาปกคลุมมันไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง
การสร้างภาพมายาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าอาณาเขตพลังนี้…น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อินเหมียนเหมียนอ่อนแอกว่ายอดฝีมือปราณญาณเทพขั้นแปดทั่วไป