- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!
บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!
บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!
"เด็กสาวผู้นั้น... สามารถหยั่งรู้เคล็ดวิชาจากรอยกระบี่ได้รึ?"
"ปรากฏการณ์ระดับนี้ เมื่อเทียบกับคราของไป๋จิงหงแล้ว…นับว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรมากกว่าสิบเท่า!"
"..."
ผู้คนเบื้องล่างต่างมองเห็นปรากฏการณ์อันเหนือธรรมชาตินี้ หากแต่มิได้มีผู้ใดล่วงรู้…ว่าบนยอดหอกำลังเกิดสิ่งใดขึ้น—ทุกคนต่างปรารถนาให้ตนมีปีกงอกออกมา จะได้โบยบินขึ้นไปประจักษ์แก่สายตาตนเอง
…
บนแท่นพิธี
ณ แท่นพิธีแห่งนั้น ไร้เงาของผู้อาวุสโสท่านอื่น เหลือเพียงผู้แทนจากสำนักวิหคเหินสวรรค์ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง
นัยน์ตาที่เคยเฉยชาดุจน้ำนิ่งของนาง พลันทอประกายเฉียบคม
"องค์หญิงน้อยผู้นั้น…ไม่ควรอยู่ที่นี่"
"และยิ่งมิควรได้เห็นรอยกระบี่หงเหวิน..."
สิ้นเสียงพึมพำ อักขระลี้ลับซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นบนนัยน์ตาของนาง…หากหลี่โม่อยู่ที่นี่ ย่อมต้องรู้สึกคุ้นเคยเป็นแน่—เพราะวิชาเนตรที่นางใช้นั้น คล้ายคลึงกับเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าของเขายิ่งนัก
เพียงไม่นาน ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ ซีดเผือด—นัยน์ตาที่เคยสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกสั่นระริก
ผิดคาดไปจากที่คำนวณไว้ทั้งหมด!
…
บนหอกระบี่
เป็นไปได้อย่างไร... เด็กสาวผู้นั้น จะหยั่งถึงวิชาระดับเทพจากรอยกระบี่นี้รึ?
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ ความคิดอันน่าเหลือเชื่อนี้ผุดขึ้นในใจพร้อมกัน
"นับตั้งแต่เจียงชูหลงเข้าใกล้รอยกระบี่…ศิลาก้อนนั้นก็ดูจะเปี่ยมด้วยชีวิตชีวามากขึ้น" ผู้อาวุโสเจิงราวกับตกอยู่ในภวังค์
หลี่โม่สัมผัสได้ถึงพลังงานอันเกรี้ยวกราดที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ราวกับบางสิ่งกำลังถือกำเนิดขึ้นจากแก่นของศิลา—จิตวิญญาณอันสูงส่ง ที่เกินกว่าสัมผัสรับรู้ของเขา…กำลังตื่นจากการหลับใหล
"นอกเหนือจากรอยกระบี่แล้ว แม้แต่ตัวศิลาที่เป็นฐานรองรับเอง…ก็หาใช่สิ่งไร้ชีวิตไม่" อิ๋งปิงเอ่ยขึ้นเสียงเบา
ดูเหมือนนางจะล่วงรู้แล้วว่า—เหตุใดในชาติก่อน หานเจินผู้มิได้ฝึกฝนเพลงกระบี่ ทั้งยังไม่ขาดแคลนสุดยอดวิชายุทธ์... ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแย่งชิงรอยกระบี่หงเหวิน
หลี่โม่รีบหยิบกระดาษและพู่กันออกมา
"เจ้าจะ...?"
"ข้าอยากลองดู ว่าจะสามารถจำลองภาพศิลาแห่งรอยกระบี่นี้ได้หรือไม่—หากสำเร็จ ต่อไปมิใช่ว่าจะสามารถเพ่งพินิจมันได้ทุกวันหรอกรึ?"
"..."
หากสามารถจำลองภาพนี้ได้จริง เช่นนั้นคงเป็นการรังสรรค์ภาพนิมิตขั้นรูปลักษณ์สุดยอดแล้ว…
อิ๋งปิงถึงกับพูดไม่ออก—ปกติแล้วเขาถือเป็นบุรุษที่พึ่งพาได้เสมอ แต่บางคราก็มีความคิดที่เพ้อเจ้อน่าเหลือเชื่อถึงขีดสุด... ทำให้นางรู้สึกทั้งเอ็นดู ระคนจนปัญญาไปพร้อมกัน
"ถือว่าเป็นการฝึกฝนฝีมือก็แล้วกัน" หลี่โม่คลี่ม้วนกระดาษออกอย่างกระตือรือร้น
เขากำลังจะหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝน แต่กลับถูกมือเรียวบางของใครบางคนฉวยไปเสียก่อน—สีดำขลับของแท่งหมึก ยิ่งขับเน้นให้มือขาวดุจหยกของเด็กสาวสะดุดตา เมื่อนางเริ่มฝนหมึกอย่างแช่มช้อย กลิ่นหมึกก็หอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ
"เหตุใดยังไม่เริ่มวาดอีก?"
อิ๋งปิงจัดปอยผมทัดหู พลันเพิ่งรู้ตัวว่าหลี่โม่กำลังจ้องมองนางราวกับต้องมนตร์สะกด
"อืม... วาดแล้วๆ..." ศิษย์น้องหลี่พลันได้สติคืนมา เขาก้มหน้าลงจรดพู่กันอย่างตั้งมั่น
สายตาของอิ๋งปิงหันไปมองตาม นัยย์ตาของนางก็กลับมาฉายแววสับสนอีกครั้ง
"เจ้ามิได้จะวาดศิลาหรอกรึ?"
"หืม?" หลี่โม่ก้มหน้าลงมอง
บนแผ่นกระดาษ ปรากฏภาพลายเส้นเพียงไม่กี่สาย ปรากฏภาพของเด็กสาวในชุดกระโปรงลายคราม ผู้กำลังใช้มือเรียวบางฝนหมึก... งดงามราวกับภาพของหงซิ่วเทียนเซียง นางในวรรณคดีผู้คอยบดหมึกเคียงข้างบัณฑิตหนุ่ม
นี่มันภาพหญิงงามอย่างชัดเจน
"แค่กๆ... ข้าเผลอไปหน่อย เอาใหม่ๆ"
หลี่โม่กระแอมเบาๆ พลางม้วนเก็บภาพนั้นไว้ จากนั้นจึงตั้งสมาธิใหม่และทอดสายตาไปยังอีกด้านหนึ่ง
ขณะนั้นเอง—เจียงชูหลงเดินกำลังเดินเข้าไปใกล้ศิลาประหลาดก้อนนั้น พร้อมเม้มริมฝีปากแน่น…
นี่เป็นของที่มีเจ้าของแล้ว จึงมิใช่ของไร้ค่าที่จะหยิบฉวยได้ตามใจ อีกทั้งนางเองก็ยังไม่มีปัญญาจะนำมันไปอยู่ดี
นางก็อยากจะลองสัมผัสดู... แต่ของผู้อื่น... จะแตะต้องตามอำเภอใจคงไม่เหมาะกระมัง...
องค์หญิงน้อยเจียงบังเกิดความลังเลใจ นางจึงหันกลับไป…ก่อนสบสายตากับหลี่โม่พอดี
หลี่โม่ส่งสายตาให้กำลังใจกลับมา
"อืม... ข้า... ข้ารู้แล้ว..."
ในเมื่อพี่หลี่คิดว่าทำได้ เช่นนั้นนางก็ต้องทำได้!—มือเล็กๆ ของนางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป
ขณะที่ผู้อาวุโสเจิงเพิ่งจะรู้สึกตัว ดวงตาก็พลันเบิกโพลง
"ระวัง! ศิลาแห่งรอยกระบี่มิอาจสัมผัสได้ตามใจชอบ!" แต่กล่าวยังมิทันจบ...
ครืน— ครืน— ครืน—
ท่ามกลางความพร่าเลือน พลันบังเกิดเสียงก้องกังวานสะท้านไปทั่วหล้า—ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงก้นบึ้งของจิตใจตน และสัมผัสได้ถึงตัวตนอื่น…ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก
น้ำตกและทิวทัศน์ที่ก่อกำเนิดจากลำธารนั้น แท้จริงแล้วก็คล้ายกับโลกภายในที่ปรากฏอสู่ภายนอก
ทันทีที่เจียงชูหลงสัมผัสมัน โลกใบเล็กนี้ก็เปี่ยมด้วยความรื่นเริงอย่างถึงขีดสุด! ปลาต่างกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างของพวกมันใหญ่ขึ้น เกล็ดแวววาวขึ้น ดอกบัวแลพืชพรรณนานาชนิดต่างก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว
หญ้าสีเขียวขจีได้แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วหอกระบี่โดยมีเจียงชูหลงเป็นศูนย์กลาง—สรรพชีวิตพลันถือกำเนิด!
สิ่งที่เจียงชูหลงเห็นนั้น มีมากกว่าผู้อื่น—ในสายตาของนาง…ปรากฏภาพเบื้องบนแห่งสรวงสวรรค์
มีเงาร่างสูงส่งเลือนรางผู้หนึ่งล่องลอยอยู่ราวกับเทพเซียน—ผมสีดำของเขาปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง เจตจำนงกระบี่ทะลวงขึ้นสู่ชั้นฟ้า
เขาค่อยๆ ยกมือที่มีหญ้าใบหนึ่งอยู่ ดูคล้ายกำลังถือกระบี่ที่มองไม่เห็น และตวัดมันออกไปอย่างสบายๆ
ฟากฟ้าและปฐพีราวกับถูกกรีดเป็นรอยเฉียบบาง หมู่เมฆาถูกทำลายล้าง แม้แต่มิติที่ปริแตกก็ยังถูกฟันเป็นพันๆ ชิ้น
"ข้า... ข้าต้อง...จดจำ...กระบี่นี้ไว้..."
ในสมองของเจียงชูหลง มีกระบวนท่ากระบี่นับไม่ถ้วนกำลังแปรเปลี่ยน—เคล็ดวิชากระบี่วัชพืชกำลังถูกพัฒนา...
"นางบรรลุวิชาใดกันแน่?"
"เป็นไปได้หรือไม่ว่าวันนี้... จะมีวิชาระดับเทพถือกำเนิดขึ้น!"
ทุกคน ณ ที่นั้น…ตราบใดที่เคยเข้าถึงรอยกระบี่หงเหวินมาก่อน ล้วนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในใจ—พวกเขาต่างเงยหน้ามอง และไม่อาจละสายตาได้เป็นเวลานาน
"ศิลานี้... จำลองภาพได้ยากยิ่งนัก..." หลี่โม่ถอนหายใจออกมา
แม้ตอนนี้จิตวิญญาณของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าการจะจำลองภาพตรงหน้าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง…เขาหยุดเพื่อพักฟื้นฟูจิตใจชั่วคราว
ไม่เป็นไร…เมื่อถึงตาที่เขาจะได้เพ่งพินิจศิลาประหลาดก้อนนี้ เขาก็จะได้สัมผัสใกล้ชิดยิ่งขึ้น การจำลองภาพในตอนนั้นก็ยังมิสาย
…
อีกด้านหนึ่ง
อินเหมียนเหมียนหรี่ตาลง จับจ้องไปยังเจียงชูหลงด้วยแววตาครุ่นคิด
เดิมทีนางจะลงมือในตอนที่หลี่โม่หรืออิ๋งปิงได้บรรลุเคล็ดวิชาแล้ว…แต่ตอนนี้โอกาสกลับมาถึงก่อนกำหนด
"องค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์ต้าอวี้... มิใช่ว่าถูกควักกระดูกกระบี่จนกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้วรึ? แล้วเหตุใดบัดนี้ถึง..."
สีหน้าของอินเหมียนเหมียนแปรเปลี่ยนไปหลายครา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ—ร่างเล็กๆ ของเจียงชูหลงทำให้นางนึกถึงสตรีประหลาดคนหนึ่งขึ้นมา
รอให้เจียงชูหลงบรรลุจนเสร็จสิ้นแล้วค่อยลงมือ ถือว่าเป็นการชดใช้ความเมตตาให้แก่สตรีประหลาดผู้นั้น...
…
ไม่นานหลังจากนั้น เจียงชูหลงก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
"ข้า... ข้าทำสำเร็จแล้ว" นางจับชายเสื้อของตนเองแล้ววิ่งออกมาจากม่านน้ำตก
กลิ่นอายและขอบเขตพลังงานเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรกับนาง ทำให้นางมิได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของหลี่โม่ นางจึงหยุดฝีเท้าลง…ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววขวยเขินราวกับลูกแมวที่รอคอยคำชื่นชมจากเจ้าของ
"เจ้า…ได้เข้าใจสิ่งใดบ้าง?" หลี่โม่ละสายตาจากศิลาก่อนยิ้มให้
"ข้า…รู้สึก…เหลือเชื่อ!"
องค์หญิงน้อยเจียงกล่าวออกมาเสียงใสอย่างมีความสุข ทำเอาผู้อาวุโสเจิงที่คอยจับตาดูอยู่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ทุกคน: "..."
หลี่โม่ "..."
องค์หญิงผู้น่ารัก... มิควรแสดงกิริยาตื่นเต้นเช่นนี้นะขอรับ…
"เอาเถอะ" เขารู้ความหมายของเจียงชูหลงดี—เคล็ดวิชากระบี่วัชพืขของนางได้พัฒนาขึ้นแล้ว
"ในหัวของข้า... เหมือน... เหมือนกับมีกระบี่..."
"จากนั้น... จากนั้นสิ่งที่อาจารย์สอน... ก็..." เจียงชูหลงพูดจาตะกุกตะกัก
"นางบอกว่าจิตวิญญาณและเจตจำนงของนางได้จดจำรอยกระบี่หงเหวินเอาไว้แล้ว"
"จากนั้น…วิชาที่ฝึกฝนมาตลอดก็พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังได้รับกระบวนท่าใหม่มาอีกสองกระบวน" หลี่โม่ช่วยแปลให้
"จดจำด้วยจิตวิญญาณและเจตจำนงรึ?"
"นางใช้รอยกระบี่หงเหวินเป็นดั่งคัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพ?!" ผู้อาวุโสเจิงตกตะลึงจนตาค้าง
"แล้วกระบวนท่ากระบี่ทั้งสองนั้นเล่า?" เขารีบถามต่อ
"มัน... มัน... มันยิ่งใหญ่กว่ากระบี่... ที่ท่านใช้ฟัน... ฟัน... น้ำตก..."
"หรือเป็นวิชาระดับเทพจริงๆ?!"
ผู้อาวุโสเจิงตกใจอย่างยิ่ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปหลายครา หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ตะโกนลงไปยังเบื้องล่าง
"ทุกคนมิต้องสงสัยอีกต่อไป! เด็กสาวผู้นี้ได้บรรลุยอดวิชากระบี่สองกระบวนท่าแล้ว!"
"สุดยอดวิชา?"
ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือความกังขา—ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงขวัญเช่นนั้น จะเป็นเพียงยอดวิชาได้อย่างไร?
ต่อให้เป็นยอดวิชาระดับสูง ก็มิน่าจะเป็นไปได้...
ผู้อาวุโสเจิงมิได้อธิบายต่อ เขาเพียงสบตากับหลี่โม่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไป และกวาดสายตามองไปยังอีกด้าน
"หูเหมย…เจ้าไปได้แล้ว"
นาม "หูเหมย" นั้น... คือชื่อปลอมของอินเหมียนเหมียนนั่นเอง