เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!

บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!

บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!


"เด็กสาวผู้นั้น... สามารถหยั่งรู้เคล็ดวิชาจากรอยกระบี่ได้รึ?"

"ปรากฏการณ์ระดับนี้ เมื่อเทียบกับคราของไป๋จิงหงแล้ว…นับว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรมากกว่าสิบเท่า!"

"..."

ผู้คนเบื้องล่างต่างมองเห็นปรากฏการณ์อันเหนือธรรมชาตินี้ หากแต่มิได้มีผู้ใดล่วงรู้…ว่าบนยอดหอกำลังเกิดสิ่งใดขึ้น—ทุกคนต่างปรารถนาให้ตนมีปีกงอกออกมา จะได้โบยบินขึ้นไปประจักษ์แก่สายตาตนเอง

บนแท่นพิธี

ณ แท่นพิธีแห่งนั้น ไร้เงาของผู้อาวุสโสท่านอื่น เหลือเพียงผู้แทนจากสำนักวิหคเหินสวรรค์ที่ยืนอยู่เพียงลำพัง

นัยน์ตาที่เคยเฉยชาดุจน้ำนิ่งของนาง พลันทอประกายเฉียบคม

"องค์หญิงน้อยผู้นั้น…ไม่ควรอยู่ที่นี่"

"และยิ่งมิควรได้เห็นรอยกระบี่หงเหวิน..."

สิ้นเสียงพึมพำ อักขระลี้ลับซับซ้อนก็ปรากฏขึ้นบนนัยน์ตาของนาง…หากหลี่โม่อยู่ที่นี่ ย่อมต้องรู้สึกคุ้นเคยเป็นแน่—เพราะวิชาเนตรที่นางใช้นั้น คล้ายคลึงกับเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าของเขายิ่งนัก

เพียงไม่นาน ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ ซีดเผือด—นัยน์ตาที่เคยสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกสั่นระริก

ผิดคาดไปจากที่คำนวณไว้ทั้งหมด!

บนหอกระบี่

เป็นไปได้อย่างไร... เด็กสาวผู้นั้น จะหยั่งถึงวิชาระดับเทพจากรอยกระบี่นี้รึ?

ทุกคนต่างกลั้นหายใจ ความคิดอันน่าเหลือเชื่อนี้ผุดขึ้นในใจพร้อมกัน

"นับตั้งแต่เจียงชูหลงเข้าใกล้รอยกระบี่…ศิลาก้อนนั้นก็ดูจะเปี่ยมด้วยชีวิตชีวามากขึ้น" ผู้อาวุโสเจิงราวกับตกอยู่ในภวังค์

หลี่โม่สัมผัสได้ถึงพลังงานอันเกรี้ยวกราดที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน

ราวกับบางสิ่งกำลังถือกำเนิดขึ้นจากแก่นของศิลา—จิตวิญญาณอันสูงส่ง ที่เกินกว่าสัมผัสรับรู้ของเขา…กำลังตื่นจากการหลับใหล

"นอกเหนือจากรอยกระบี่แล้ว แม้แต่ตัวศิลาที่เป็นฐานรองรับเอง…ก็หาใช่สิ่งไร้ชีวิตไม่" อิ๋งปิงเอ่ยขึ้นเสียงเบา

ดูเหมือนนางจะล่วงรู้แล้วว่า—เหตุใดในชาติก่อน หานเจินผู้มิได้ฝึกฝนเพลงกระบี่ ทั้งยังไม่ขาดแคลนสุดยอดวิชายุทธ์... ถึงกับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแย่งชิงรอยกระบี่หงเหวิน

หลี่โม่รีบหยิบกระดาษและพู่กันออกมา

"เจ้าจะ...?"

"ข้าอยากลองดู ว่าจะสามารถจำลองภาพศิลาแห่งรอยกระบี่นี้ได้หรือไม่—หากสำเร็จ ต่อไปมิใช่ว่าจะสามารถเพ่งพินิจมันได้ทุกวันหรอกรึ?"

"..."

หากสามารถจำลองภาพนี้ได้จริง เช่นนั้นคงเป็นการรังสรรค์ภาพนิมิตขั้นรูปลักษณ์สุดยอดแล้ว…

อิ๋งปิงถึงกับพูดไม่ออก—ปกติแล้วเขาถือเป็นบุรุษที่พึ่งพาได้เสมอ แต่บางคราก็มีความคิดที่เพ้อเจ้อน่าเหลือเชื่อถึงขีดสุด... ทำให้นางรู้สึกทั้งเอ็นดู ระคนจนปัญญาไปพร้อมกัน

"ถือว่าเป็นการฝึกฝนฝีมือก็แล้วกัน" หลี่โม่คลี่ม้วนกระดาษออกอย่างกระตือรือร้น

เขากำลังจะหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝน แต่กลับถูกมือเรียวบางของใครบางคนฉวยไปเสียก่อน—สีดำขลับของแท่งหมึก ยิ่งขับเน้นให้มือขาวดุจหยกของเด็กสาวสะดุดตา เมื่อนางเริ่มฝนหมึกอย่างแช่มช้อย กลิ่นหมึกก็หอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ

"เหตุใดยังไม่เริ่มวาดอีก?"

อิ๋งปิงจัดปอยผมทัดหู พลันเพิ่งรู้ตัวว่าหลี่โม่กำลังจ้องมองนางราวกับต้องมนตร์สะกด

"อืม... วาดแล้วๆ..." ศิษย์น้องหลี่พลันได้สติคืนมา เขาก้มหน้าลงจรดพู่กันอย่างตั้งมั่น

สายตาของอิ๋งปิงหันไปมองตาม นัยย์ตาของนางก็กลับมาฉายแววสับสนอีกครั้ง

"เจ้ามิได้จะวาดศิลาหรอกรึ?"

"หืม?" หลี่โม่ก้มหน้าลงมอง

บนแผ่นกระดาษ ปรากฏภาพลายเส้นเพียงไม่กี่สาย ปรากฏภาพของเด็กสาวในชุดกระโปรงลายคราม ผู้กำลังใช้มือเรียวบางฝนหมึก... งดงามราวกับภาพของหงซิ่วเทียนเซียง นางในวรรณคดีผู้คอยบดหมึกเคียงข้างบัณฑิตหนุ่ม

นี่มันภาพหญิงงามอย่างชัดเจน

"แค่กๆ... ข้าเผลอไปหน่อย เอาใหม่ๆ"

หลี่โม่กระแอมเบาๆ พลางม้วนเก็บภาพนั้นไว้ จากนั้นจึงตั้งสมาธิใหม่และทอดสายตาไปยังอีกด้านหนึ่ง

ขณะนั้นเอง—เจียงชูหลงเดินกำลังเดินเข้าไปใกล้ศิลาประหลาดก้อนนั้น พร้อมเม้มริมฝีปากแน่น…

นี่เป็นของที่มีเจ้าของแล้ว จึงมิใช่ของไร้ค่าที่จะหยิบฉวยได้ตามใจ อีกทั้งนางเองก็ยังไม่มีปัญญาจะนำมันไปอยู่ดี

นางก็อยากจะลองสัมผัสดู... แต่ของผู้อื่น... จะแตะต้องตามอำเภอใจคงไม่เหมาะกระมัง...

องค์หญิงน้อยเจียงบังเกิดความลังเลใจ นางจึงหันกลับไป…ก่อนสบสายตากับหลี่โม่พอดี

หลี่โม่ส่งสายตาให้กำลังใจกลับมา

"อืม... ข้า... ข้ารู้แล้ว..."

ในเมื่อพี่หลี่คิดว่าทำได้ เช่นนั้นนางก็ต้องทำได้!—มือเล็กๆ ของนางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป

ขณะที่ผู้อาวุโสเจิงเพิ่งจะรู้สึกตัว ดวงตาก็พลันเบิกโพลง

"ระวัง! ศิลาแห่งรอยกระบี่มิอาจสัมผัสได้ตามใจชอบ!" แต่กล่าวยังมิทันจบ...

ครืน— ครืน— ครืน—

ท่ามกลางความพร่าเลือน พลันบังเกิดเสียงก้องกังวานสะท้านไปทั่วหล้า—ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงก้นบึ้งของจิตใจตน และสัมผัสได้ถึงตัวตนอื่น…ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

น้ำตกและทิวทัศน์ที่ก่อกำเนิดจากลำธารนั้น แท้จริงแล้วก็คล้ายกับโลกภายในที่ปรากฏอสู่ภายนอก

ทันทีที่เจียงชูหลงสัมผัสมัน โลกใบเล็กนี้ก็เปี่ยมด้วยความรื่นเริงอย่างถึงขีดสุด! ปลาต่างกระโจนขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างของพวกมันใหญ่ขึ้น เกล็ดแวววาวขึ้น ดอกบัวแลพืชพรรณนานาชนิดต่างก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว

หญ้าสีเขียวขจีได้แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วหอกระบี่โดยมีเจียงชูหลงเป็นศูนย์กลาง—สรรพชีวิตพลันถือกำเนิด!

สิ่งที่เจียงชูหลงเห็นนั้น มีมากกว่าผู้อื่น—ในสายตาของนาง…ปรากฏภาพเบื้องบนแห่งสรวงสวรรค์

มีเงาร่างสูงส่งเลือนรางผู้หนึ่งล่องลอยอยู่ราวกับเทพเซียน—ผมสีดำของเขาปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง เจตจำนงกระบี่ทะลวงขึ้นสู่ชั้นฟ้า

เขาค่อยๆ ยกมือที่มีหญ้าใบหนึ่งอยู่ ดูคล้ายกำลังถือกระบี่ที่มองไม่เห็น และตวัดมันออกไปอย่างสบายๆ

ฟากฟ้าและปฐพีราวกับถูกกรีดเป็นรอยเฉียบบาง หมู่เมฆาถูกทำลายล้าง แม้แต่มิติที่ปริแตกก็ยังถูกฟันเป็นพันๆ ชิ้น

"ข้า... ข้าต้อง...จดจำ...กระบี่นี้ไว้..."

ในสมองของเจียงชูหลง มีกระบวนท่ากระบี่นับไม่ถ้วนกำลังแปรเปลี่ยน—เคล็ดวิชากระบี่วัชพืชกำลังถูกพัฒนา...

"นางบรรลุวิชาใดกันแน่?"

"เป็นไปได้หรือไม่ว่าวันนี้... จะมีวิชาระดับเทพถือกำเนิดขึ้น!"

ทุกคน ณ ที่นั้น…ตราบใดที่เคยเข้าถึงรอยกระบี่หงเหวินมาก่อน ล้วนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในใจ—พวกเขาต่างเงยหน้ามอง และไม่อาจละสายตาได้เป็นเวลานาน

"ศิลานี้... จำลองภาพได้ยากยิ่งนัก..." หลี่โม่ถอนหายใจออกมา

แม้ตอนนี้จิตวิญญาณของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าการจะจำลองภาพตรงหน้าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง…เขาหยุดเพื่อพักฟื้นฟูจิตใจชั่วคราว

ไม่เป็นไร…เมื่อถึงตาที่เขาจะได้เพ่งพินิจศิลาประหลาดก้อนนี้ เขาก็จะได้สัมผัสใกล้ชิดยิ่งขึ้น การจำลองภาพในตอนนั้นก็ยังมิสาย

อีกด้านหนึ่ง

อินเหมียนเหมียนหรี่ตาลง จับจ้องไปยังเจียงชูหลงด้วยแววตาครุ่นคิด

เดิมทีนางจะลงมือในตอนที่หลี่โม่หรืออิ๋งปิงได้บรรลุเคล็ดวิชาแล้ว…แต่ตอนนี้โอกาสกลับมาถึงก่อนกำหนด

"องค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์ต้าอวี้... มิใช่ว่าถูกควักกระดูกกระบี่จนกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้วรึ? แล้วเหตุใดบัดนี้ถึง..."

สีหน้าของอินเหมียนเหมียนแปรเปลี่ยนไปหลายครา สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ—ร่างเล็กๆ ของเจียงชูหลงทำให้นางนึกถึงสตรีประหลาดคนหนึ่งขึ้นมา

รอให้เจียงชูหลงบรรลุจนเสร็จสิ้นแล้วค่อยลงมือ ถือว่าเป็นการชดใช้ความเมตตาให้แก่สตรีประหลาดผู้นั้น...

ไม่นานหลังจากนั้น เจียงชูหลงก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา

"ข้า... ข้าทำสำเร็จแล้ว" นางจับชายเสื้อของตนเองแล้ววิ่งออกมาจากม่านน้ำตก

กลิ่นอายและขอบเขตพลังงานเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรกับนาง ทำให้นางมิได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของหลี่โม่ นางจึงหยุดฝีเท้าลง…ใบหน้าเล็กๆ ฉายแววขวยเขินราวกับลูกแมวที่รอคอยคำชื่นชมจากเจ้าของ

"เจ้า…ได้เข้าใจสิ่งใดบ้าง?" หลี่โม่ละสายตาจากศิลาก่อนยิ้มให้

"ข้า…รู้สึก…เหลือเชื่อ!"

องค์หญิงน้อยเจียงกล่าวออกมาเสียงใสอย่างมีความสุข ทำเอาผู้อาวุโสเจิงที่คอยจับตาดูอยู่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ทุกคน: "..."

หลี่โม่ "..."

องค์หญิงผู้น่ารัก... มิควรแสดงกิริยาตื่นเต้นเช่นนี้นะขอรับ…

"เอาเถอะ" เขารู้ความหมายของเจียงชูหลงดี—เคล็ดวิชากระบี่วัชพืขของนางได้พัฒนาขึ้นแล้ว

"ในหัวของข้า... เหมือน... เหมือนกับมีกระบี่..."

"จากนั้น... จากนั้นสิ่งที่อาจารย์สอน... ก็..." เจียงชูหลงพูดจาตะกุกตะกัก

"นางบอกว่าจิตวิญญาณและเจตจำนงของนางได้จดจำรอยกระบี่หงเหวินเอาไว้แล้ว"

"จากนั้น…วิชาที่ฝึกฝนมาตลอดก็พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังได้รับกระบวนท่าใหม่มาอีกสองกระบวน" หลี่โม่ช่วยแปลให้

"จดจำด้วยจิตวิญญาณและเจตจำนงรึ?"

"นางใช้รอยกระบี่หงเหวินเป็นดั่งคัมภีร์รากฐานปราณญาณเทพ?!" ผู้อาวุโสเจิงตกตะลึงจนตาค้าง

"แล้วกระบวนท่ากระบี่ทั้งสองนั้นเล่า?" เขารีบถามต่อ

"มัน... มัน... มันยิ่งใหญ่กว่ากระบี่... ที่ท่านใช้ฟัน... ฟัน... น้ำตก..."

"หรือเป็นวิชาระดับเทพจริงๆ?!"

ผู้อาวุโสเจิงตกใจอย่างยิ่ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปหลายครา หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ตะโกนลงไปยังเบื้องล่าง

"ทุกคนมิต้องสงสัยอีกต่อไป! เด็กสาวผู้นี้ได้บรรลุยอดวิชากระบี่สองกระบวนท่าแล้ว!"

"สุดยอดวิชา?"

ปฏิกิริยาแรกของทุกคนคือความกังขา—ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงขวัญเช่นนั้น จะเป็นเพียงยอดวิชาได้อย่างไร?

ต่อให้เป็นยอดวิชาระดับสูง ก็มิน่าจะเป็นไปได้...

ผู้อาวุโสเจิงมิได้อธิบายต่อ เขาเพียงสบตากับหลี่โม่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไป และกวาดสายตามองไปยังอีกด้าน

"หูเหมย…เจ้าไปได้แล้ว"

นาม "หูเหมย" นั้น... คือชื่อปลอมของอินเหมียนเหมียนนั่นเอง

จบบทที่ บทที่ 189 หงซิ่วเทียนเซียง, เหลือเชื่อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว