- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 186 บันไดสู่สวรรค์ฉบับพิเศษ?
บทที่ 186 บันไดสู่สวรรค์ฉบับพิเศษ?
บทที่ 186 บันไดสู่สวรรค์ฉบับพิเศษ?
เมื่อล่วงพ้นผ่านมื้อเช้า ขบวนรถม้าก็มุ่งสู่จุดหมายท่ามกลางแสงอรุณแรกของวัน
เบื้องหน้าจากระยะไกล พลันมองเห็นหอรูปร่างคล้ายกระบี่ยักษ์ทะลวงฟ้า สะท้อนประกายเจิดจ้านับหมื่นจากแสงตะวัน จนม่านหมอกโดยรอบเรืองรอง—มันตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน
อิ๋งปิงเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างของรถม้าอย่างเหม่อลอย
“หอกระบี่นี้ช่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ราวกับเป็นงานสร้างสรรค์อันน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเองโดยแท้จริง” เสียงของหลี่โม่ก็ดังขึ้นข้างกายนาง
เมื่อหันกลับไป ภาพสะท้อนในดวงตานางจึงเปลี่ยนเป็นเขา—แววประกายพลันไหววูบเล็กน้อย
“หอกระบี่หาใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
“เช่นนั้นหรือ?”
“หอกระบี่นี้ดำรงอยู่บนแผ่นดินแคว้นอวิ๋นมาเนิ่นนาน มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่ง…เคยมีสัตว์อสูรหายนะระดับสองนามว่า ‘ฉงฉี’ สร้างความเดือดร้อนแก่มวลมนุษย์มากมาย—ในขณะที่มันกำลังอาละวาดอยู่ในแคว้นอวิ๋น พลันก็มีกระบี่ยักษ์ที่ก่อตัวจากหินผาเล่มหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ ฟาดฟันสังหารมันอย่างเหี้ยมโหด”
“กระบี่เล่มนั้น...ก็คือหอกระบี่ในปัจจุบัน” อิ๋งปิงกล่าวเสียงแผ่ว
“เป็นฝีมือมนุษย์หรือ?”
หลี่โม่ทอดสายตาไปยังหอกระบี่ ราวกับจะซึมซับความยิ่งใหญ่ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินจนภูตผีร่ำไห้
“เก่งกาจยิ่งนัก” เจียงชูหลงกะพริบปริบๆ ปากเล็กๆ อ้าค้างเล็กน้อย
“ในอนาคต…พวกเจ้าต้องทำได้อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าหลังจากได้เห็นรอยกระบี่หงเหวินแล้ว อาจจะบรรลุวิชากระบี่เช่นนั้นออกมาก็เป็นได้”
หลี่โม่พยักหน้าอย่างหนักแน่น—เขาไม่เคยสงสัยในตัวจักรพรรดินีหงส์สวรรค์อย่างอิ๋งปิง หรือผู้ที่มีกายากระบี่โดยกำเนิดเช่นองค์หญิงเจียงเลย
'ข้า...ข้าจะทำได้หรือ?' เจียงชูหลงเม้มริมฝีปาก เมื่อเห็นสายตาของพี่หลี่ นางจึงกำหมัดแน่นเป็นกำลังใจให้ตนเอง
“วิถีกระบี่แห่งหงเหวิน...” แววตาของอิ๋งปิงไหววูบขึ้น
ชาติที่แล้วนางเคยเห็นเจียงชูหลงใช้วิชานี้โลดแล่นอยู่ในขอบเขตที่เจ็ด—ตามแผนการเดิม ในเวลานี้นางควรจะมีจิตกระบี่ที่กระจ่างแจ้งแล้ว แต่บัดนี้นั้น...
ภายในรถม้าพลันเงียบสงัด
“เอ่อ...” ในสายตาของหลี่โม่ บนใบหน้าของยัยก้อนน้ำแข็งกลับปรากฏสีหน้าสองรูปแบบที่ต่างกัน
อาจเป็นเพราะแสงอาทิตย์แบ่งครึ่งใบหน้าของนาง ครึ่งหนึ่งที่อาบไล้ด้วยแสงตะวัน ดูเจิดจรัสและสูงส่งดุจเทพเซียน—ส่วนอีกครึ่งที่อยู่ในเงามืด กลับดูซับซ้อนและเย็นชาดุจน้ำแข็งเหมันต์
แม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่สภาวะจิตใจของนางในเวลานี้ย่อมเกิดปัญหาขึ้นแล้วอย่างแน่นอน ถึงขนาดที่แม้แต่จะทำความเข้าใจรอยกระบี่หงเหวิน…นางก็ยังหมดความมั่นใจ
'จะทำอย่างไรดี...' อัจฉริยะน้อยหลี่เริ่มขบคิดหาหนทาง
เช้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทดสอบกระบี่ แม้หลายคนจะสูญเสียโอกาสขึ้นเวทีไปแล้วถึงสองครั้ง แต่เหล่าผู้กล้าแห่งแคว้นอวิ๋นที่มารวมตัวกันกลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น หาได้ลดลงไม่ บรรยากาศยังคงคึกคักอย่างยิ่ง
ที่เวทีของเซียนกระบี่หลี่ บนเวทียังคงวางป้ายแผ่นนั้นไว้ ส่วนใต้เวที...แม้เจ้าของจะยังมาไม่ถึง แต่ก็เริ่มมีแถวยาวเหยียดเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต่างจากภาพการต่อคิวซื้อตั๋วเข้าชมมหรสพชื่อดังเลยทีเดียว
“เซียนกระบี่หลี่มาแล้ว!” ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่ตะโกนขึ้น จากนั้นสายตานับไม่ถ้วนก็หันกลับมามอง
หลี่โม่ “...”
เมื่อถูกสายตานับไม่ถ้วนจับจ้อง ความรู้สึกแปลกใหม่ในช่วงแรกของหลี่โม่ได้จางหายไปแล้ว บัดนี้กลับรู้สึกถึงความกดดันมหาศาลเพียงอย่างเดียว
“นายน้อยหลี่ ท่านจะเป็นเจ้ายุทธจักรกระบี่อันดับหนึ่งของแคว้นอวิ๋นเมื่อใดกัน?”
“แม้แต่ธิดามารสวรรค์แห่งหอละอองฝน ก็ยังมาตกตายใต้คมกระบี่ของเซียนกระบี่หลี่!”
ผู้คนต่างกล่าวคำยกย่องไม่ขาดปาก สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ...มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่หลี่โม่คิดอยากจะยอมแพ้เสียด้วยซ้ำ
คำพูดเหล่านี้...ใครกันที่เป็นคนปล่อยข่าว? นี่มันคำสรรเสริญเยินยอให้ข้าตายไวชัดๆ!
เขายกมือคารวะไปทางฝูงชน “ธิดามารสวรรค์แห่งหอละอองฝนหาได้สิ้นชีพไม่ และก็มิได้ประลองกับข้าด้วย”
“ข้าโชคดีได้ผลงานเล็กๆ น้อยๆ มา ล้วนเป็นเพราะโชคช่วยทั้งสิ้น”
“เมื่อเทียบกับข้าแล้ว อิ๋งปิงและเจียงชูหลงต่างหาก ที่มีโอกาสจะรุ่งโรจน์ในวิถีกระบี่ได้มากกว่า”
สหายหลี่โม่กล่าวอย่างจริงใจ ทว่าคนใต้เวทีกลับคิดว่าเขาแสร้งถ่อมตน พากันสรรเสริญยกย่องต่อไปไม่หยุดหย่อน
หลี่โม่ถอนหายใจแผ่วเบา—เขาเปิดใช้งานเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าพร้อมกับประลองฝีมือ เพื่อสำรวจผู้คนทั้งหมดในบริเวณนั้น
ทันใดนั้น…สายตาของเขาก็พลันหยุดนิ่งลง—นั่นคือสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาธรรมดา นางอยู่บนเวทีประลองที่ไม่ไกลออกไปนัก เมื่อครู่เพิ่งเฉือนเอาชนะฝ่ายตรงข้ามไปได้ และกลายเป็นเจ้าเวทีคนใหม่
【ชื่อ: อินเหมียนเหมียน】
【อายุ: 23】
【รากฐานกระดูก: กายามารฟ้า】
【ขอบเขต: ปราณญาณเทพขั้นแปด】
【ลิขิตฟ้า: สีม่วง】
【คำประเมิน: ธิดามารสสรรค์แห่งหอละอองฝน อันดับหกแห่งทำเนียบมังกรซ่อนเร้น เคยสังหารอัจฉริยะในทำเนียบมังกรซ่อนเร้นมาแล้วหลายคน ถูกเจ้าหอละอองฝนใช้เป็นเตาหลอมมนุษย์โดยไม่รู้ตัว งานอดิเรกคือการดูบุรุษต่อสู้กันจนถึงแก่ความตาย】
【เหตุการณ์ล่าสุด: สั่งการให้นักฆ่าของหอละอองฝนจำนวนมากปะปนอยู่ในฝูงชน เพื่อโหมกระพือชื่อเสียงของเซียนกระบี่หลี่โม่】
หลี่โม่ “!”
ข้าล่ะอยากขอบคุณเจ้าจริงๆ!— ทั่วทั้งเมืองแคว้นอวิ๋น…กระทั่งเมืองกระบี่หงเหวินก็ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่เจ้ากลับยังกล้ามาปรากฏตัวเช่นนี้อีกหรือ?
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากของเขาก็ขยับ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา—ไป๋จิงหงที่อยู่บนเวทีอีกแห่ง ร่างกายพลันชะงักไปเล็กน้อย ขนลุกซู่ขึ้นมาโดยมิทราบสาเหตุ
ช่วงเวลาเช้าผ่านพ้นไป เมื่อยามเที่ยงตรงมาถึง การทดสอบกระบี่ก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย
…
บนแท่นพิธี
เหล่าผู้อาวุโสจ้องมองร่างทั้งสิบบนเวทีประลอง แววตาฉายแววความรู้สึกที่เข้มข้น—เป็นเพราะผู้ที่อยู่บนเวทีเหล่านี้ อาจจะเป็นอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุด…เท่าที่พวกเขาเคยพบเห็นมาตลอดชั่วชีวิตนี้ก็เป็นได้
“การทดสอบกระบี่ในครั้งนี้ เหล่าผู้กล้าเยาว์วัยทั้งสิบได้แสดงความสามารถที่โดดเด่นออกมาแล้ว” ผู้อาวุโสเจิงเก็บหนังสือภาพเล่มหนึ่งเข้าอก—ร่างของเขาร่อนลงกลางลานประลอง สายตากวาดมองไปทั่วทุกคน จากนั้นก็ประกาศชื่อของคนทั้งสิบตามธรรมเนียม
หลี่โม่, อิ๋งปิง และเจียงชูหลง—ย่อมไม่ต้องกล่าวถึง ยังมีเหล่าผู้กล้าแห่งเมืองหงเหวิน ซึ่งก็คือกลุ่มของไป๋จิงหงทั้งสามคน…ก็อยู่ในรายชื่อสิบคนนี้เช่นกัน
พวกเขาขึ้นเวทีเป็นครั้งที่สอง และสามารถรักษาสถานะของตนเองเอาไว้ได้ นอกจากหวงตงไหลกับจงเจิ้นเยว่แล้ว ก็ยังมีอีกสองคนที่ไม่คุ้นหน้า
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสเจิงก็ใช้นิ้วสร้างเคล็ดกระบี่ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย อาภรณ์โบกสะบัด ลมเมฆาพลันปั่นป่วน—หมู่เมฆบนท้องฟ้ามารวมตัวกันฉับพลัน เชื่อมต่อยอดหอกระบี่เข้ากับประตูภูเขา ก่อให้เกิดเป็นบันไดเมฆาลอยฟ้าขึ้นมา
บันไดเมฆแต่ละขั้นล้วนแฝงไว้ด้วยเจตจำนงกระบี่นานาชนิด—แต่ละชนิดราวกับจะพุ่งตรงเข้าไปยังก้นบึ้งของจิตใจผู้คน
“นี่มัน...” หลี่โม่ถึงกับผงะถอยหลังตามสัญชาตญาณ
'เหตุใดถึงดูคุ้นตานักนะ?'
สิ่งที่เขากังวล...ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้
“จงก้าวขึ้นไปตามขั้นบันได เพื่อไปยังยอดของหอกระบี่” ผู้อาวุโสเจิงกล่าวต่อ
“การก้าวขึ้นไปตามไอเมฆาแห่งหอกระบี่ที่ข้าได้ชักนำออกมา นี่เป็นวิธีการทดสอบสภาวะจิตใจของศิษย์ในสำนักเรา”
“ยิ่งได้รับการยอมรับจากเจตจำนของหอกระบี่มากเท่าใด พรสวรรค์ก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์สายตรงล้วนสามารถขึ้นไปถึงยอดได้”
นี่คือบททดสอบสำหรับศิษย์ชั้นในของเมืองกระบี่หงเหวิน ว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นศิษย์สายตรงหรือไม่—ผู้ที่สามารถเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของการประลองได้ โดยทั่วไปแล้วล้วนสามารถปีนขึ้นไปได้ทั้งสิ้น
นี่มันบันไดสู่สวรรค์ฉบับพิเศษชัดๆ…
“หากตกลงมา จะมีอันตรายหรือไม่ขอรับ?” หวงตงไหลเอ่ยถาม
“ไม่มี ผู้อาวุโสทั้งหลายคอยดูแลอยู่”
“แล้วถ้าหากผู้อาวุโสเสียสมาธิล่ะขอรับ?”
“ผู้อาวุโสจะเสียสมาธิได้อย่างไรกัน!”
“เมื่อครู่ ข้าก็เห็นท่านแอบ...”
“หืม?” ผู้อาวุโสเจิงเลิกคิ้วขึ้น หวงตงไหลจึงรีบหุบปากทันใด
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดถอยหนี—กลุ่มของไป๋จิงหงทั้งสามคนเคยขึ้นหอกระบี่เมื่อสองปีก่อน…จึงมีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่น พวกเขาจึงเริ่มเดินนำหน้า
“พี่...พี่หลี่...” ใบหน้าเล็ก ๆ ของเจียงชูหลงซีดเผือด นางกำชายแขนเสื้อของหลี่โม่ไว้แน่น
“เป็นอะไรไปหรือ?” หลี่โม่ไม่เข้าใจ
'องค์หญิงน้อยเจียงจะทนรับบททดสอบไม่ไหวได้อย่างไรกัน?' แต่ในเวลานี้นางกลับสั่นเทาด้วยความกลัว
“ข้า...ข้า...กลัว...ความสูง”
“เช่นนั้นก็พิงข้าไว้ มองไม่เห็นก็หายกลัวแล้ว แต่ตามข้ามาอาจจะช้าหน่อยนะ” หลี่โม่หัวเราะอย่างจนปัญญา
เขาให้องค์หญิงน้อยเจียงซบใบหน้าเล็ก ๆ ไว้ที่แผ่นหลัง ทั้งสองคนจึงเริ่มก้าวขึ้นไปบนบันไดเมฆา
ทันทีที่เหยียบขึ้นไป—หลี่โม่พลันรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล กลับกัน…ร่างของเจียงชูหลงเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“จริงสิ ยัยก้อนน้ำแข็งเล่า?”
“นางน่าจะเดินไปไกลมากแล้ว...” หลี่โม่เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับไม่พบร่างนั้น
'หืม?'
เขาหันกลับไป อิ๋งปิงกลับยังคงยืนอยู่ ณ จุดเดิมอย่างเดียวดาย…