- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 185 เจ้ากำลังสับสนในตนเองรึ?
บทที่ 185 เจ้ากำลังสับสนในตนเองรึ?
บทที่ 185 เจ้ากำลังสับสนในตนเองรึ?
วันต่อมา
ยามดึกสงัด—เมื่อชี้แนะวิชาให้องค์หญิงน้อยเจียงเสร็จสิ้น หลี่โม่จึงเริ่มตรวจสอบผลตอบแทนการลงทุนจากเวทีประลองตลอดสองวันที่ผ่านมา
หลังจากยืนหยัดบนเวทีประลองมาสองวันเต็ม มีผู้ท้าทายหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
เหล่าจอมยุทธ์ผู้กล้าที่มาร่วมชุมนุมยอดฝีมือ…ล้วนมีระดับพลังที่ไม่ธรรมดา แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ลิขิตฟ้าของแต่ละคนกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว—ส่วนใหญ่เป็นเพียงสีคราม และน้อยคนนักที่จะมีสีน้ำเงิน
ทว่าหลี่โม่ก็ยังไม่ถึงกับขาดทุน เพราะสิ่งที่เขาต้องจ่ายออกไปมีเพียงทองคำและการชี้แนะเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
【ผลตอบรับการลงทุน: ดอกโบตั๋นห้าปราณ สามดอก】
【ผลตอบรับการลงทุน: พระธาตุหยกขาว】
【ผลตอบรับการลงทุน: น้ำมันร้อยผลากลิ่นสวรรค์】
.....
"ก่อนอื่น ต้องเลือกของที่เป็นประโยชน์ต่อเจตจำนงวิญญาณออกมา"
บนฝ่ามือของหลี่โม่ปรากฏกล่องไม้ขึ้นกล่องหนึ่ง—เมื่อเปิดออก…ภายในคือดอกโบตั๋นที่งดงามเปล่งประกาย แม้ว่าจะไร้ก้านและรากแล้ว แต่ตัวดอกกลับไม่เหี่ยวเฉา
ของสิ่งนี้เขาเคยเห็นในตารางแลกเปลี่ยนของตำหนักฝ่ายในมาก่อน ราคาของมันนับว่าไม่น้อยเลย ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณญาณเทพเองก็ต้องทำภารกิจที่ยากพอสมควร กว่าจะแต้มเพื่อนำมาแลกมันได้
แต่กลิ่นอายของดอกกลับด้อยกว่าพระธาตุหยกขาวอยู่เล็กน้อย
น่าเสียดายที่ตนไม่ได้แตกฉานในพระธรรม ความหมายลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในพระธาตุ ซึ่งเป็นของพระเถระผู้ทรงคุณธรรมเม็ดนี้ จำเป็นต้องใช้หลักพุทธธรรมเป็นเครื่องนำทาง จึงจะสามารถดูดซับพลังทั้งหมดได้ เช่นนั้นแล้ว ก็นับว่าไร้ประโยชน์สำหรับเขา
การพกมันติดตัวไว้ ได้ผลเพียงแค่ทำให้จิตใจสงบ และขับไล่สิ่งชั่วร้ายเท่านั้น ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระธาตุเพื่อสิ่งเหล่านั้นเลย
"พี่มู่หรงกำลังศึกษาทางสายธรรมอยู่พอดี... เก็บไว้ให้เขาก็แล้วกัน" หลี่โม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมันเข้าที่
จากนั้น เขาก็หยิบขวดแก้วผลึกอีกชิ้นขึ้นมาด้วยความสงสัย
น้ำมันร้อยผลากลิ่นสวรรค์?
ฟังจากชื่อ…ก็มิอาจหยั่งรู้ได้เลยว่าของสิ่งนี้ใช้ทำอะไรกันแน่—สำหรับทาภายนอกหรือรับประทาน? หรือมีสรรพคุณอะไร?
ในด้านนี้ หลี่โม่ไม่เคยคาดเดาเอาเอง เขากดดูคำอธิบายของระบบโดยตรงทันที
【น้ำมันร้อยผลากลิ่นสวรรค์】: "ขจัดมลทินชำระมัวหมอง บำรุงร่างกายและจิตใจ ผลิตจากหอเมฆาธารแห่งนครหลวงในจงเสินโจว เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างลุ่มหลงมัน เมื่อใช้ควบคู่กับศาสตร์การนวด จักมอบประสบการณ์อันมิอาจลืมเลือน"
หลี่โม่ "?"
เป็นที่ทราบกันดีว่าตัวเอกในนิยายมักจะมีอาชีพเสริมอยู่บ้าง อาทิเช่น การตีเหล็ก, การปรุงยา, หรือการสร้างค่ายกล...
มันจะมีตัวเอกคนใดที่มีอาชีพเสริมเป็นหมอนวดกันเล่า…เส้นทางสายอาชีพนี้มันเฉพาะกลุ่มเกินไปแล้วกระมัง?
"ช่างเถอะ ทำเป็นมองไม่เห็นก็แล้วกัน" หลี่โม่โยนขวดแก้วผลึกเข้าไปในมิติของระบบอย่างไม่ใส่ใจ
อืม... เมื่อวานเขาก็ได้ลงทุนในตัวจงเจิ้นเยว่ไปด้วย แต่ยังมิได้ไปรับรางวัลเลย—จากเหตุการณ์เมื่อคืนวาน…น่าจะถือว่าเป็นการส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อชะตาชีวิตของเขา...
【ยินดีด้วยที่ท่านได้ลงทุนใน ‘จงเจิ้นเยว่’ สำเร็จ ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการควบคุมของอินเหมียนเหมียน】
【ผลตอบรับจากการลงทุน: ยาเม็ดวิญญาณอสูรร่ำไห้】
【ยาเม็ดวิญญาณอสูรร่ำไห้】: "แก่นพลังของอสูรวิเศษระดับห้า ‘อสูรลมร่ำไห้’ ผ่านการหลอมสกัดให้บริสุทธิ์โดยปรมาจารย์แห่งวิถีปรุงยา เป็นของวิเศษชั้นยอดสำหรับเสริมสร้างเจตจำนงวิญญาณ"
"ก็ไม่เลว ไม่ได้ด้อยไปกว่ายาเม็ดอิ๋งซีเจ็ดอักษรเลย" หลี่โม่ได้แต่ร่ำร้องในใจ
อันที่จริง ของวิเศษเกี่ยวกับเจตจำนงวิญญาณที่ระบบมอบให้ก็มีไม่น้อย แต่ก็มิอาจทนทานอัตราการใช้พลังอันมหาศาลของเขาได้—โดยพื้นฐานแล้ว พอได้มาถึงมือ ก็ใช้จนหมดแทบจะในทันที
หรือจะกล่าวได้ว่า... เขาอุทิศพวกมันให้กับภาพ ‘โมนาบิงซา’ จนหมดสิ้น
หากไม่ใช่เพราะสองวันนี้ที่ได้มาเพิ่ม เสบียงในการบำเพ็ญเพียรปราณญาณเทพของเขาคงได้ขาดแคลนเป็นแน่
"มิได้ทะลวงระดับพลังมานาน…ชักจะไม่ชินเสียแล้ว"
"อืม... สิ่งที่ข้าเพ่งพินิจคือรูปลักษณ์เทพแห่งวิถี ความเร็วนี้นับว่าไม่ช้าแล้วจริงๆ" หลี่โม่เตือนสติตนเองว่าอย่าได้รีบร้อน
จากการที่ได้ประลองกับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ก็เพ่งพินิจเพียงรูปลักษณ์ระดับกลางเท่านั้น หากที่นี่ไม่ใช่เมืองกระบี่หงเหวิน เกรงว่าแม้แต่รูปลักษณ์ระดับกลางก็คงมิได้พบเห็น
หลายคนในหมู่พวกเขาก็อายุสามสิบกว่าปีแล้ว แต่กลับเดินบนเส้นทางแห่งปราณญาณเทพมิถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ หลายคนก็ติดอยู่ที่ประตูเดียวเป็นเวลาหลายปี
หลี่โม่จึงตัดสินใจตรวจสอบทรัพย์สินของตนเองเพื่อสงบสติอารมณ์—เขาใช้เวลาตรวจสอบไปเกือบครึ่งชั่วยาม
ทรัพย์สมบัติของเขาในตอนนี้ เกรงว่าอาจเทียบได้กับทรัพย์สินในคลังของแคว้นอวิ๋นรวมกันหลายปีเลยทีเดียว...
"ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย"
หลี่โม่รับประทานยาเม็ดอิ๋งซีเจ็ดอักษรลงไปด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน และเริ่มต้นการเพ่งพินิจของวันนี้
….
สองชั่วยามต่อมา
พลังยาของยาเม็ดอิ๋งซีเจ็ดอักษรได้มลายสิ้นไป เขาก็หยิบยาเม็ดวิญญาณอสูรร่ำไห้ออกมา
เวลาในตอนนี้ ก็ได้ล่วงเลยไปจนหมดคืนแล้ว—แสงอรุณรุ่งสายแรกสาดส่องลอดผ่านกระดาษหน้าต่างเข้ามา ระลอกคลื่นแห่งการเพ่งพินิจจิตเทวะค่อยๆ สงบลง
ร่างเล็กๆ ในตันเถียนของเขายิ่งดูเหมือนจริงมากขึ้น อักขระเทวะบนร่างก็ซับซ้อนขึ้นทุกขณะ
"เวลาไม่พอแล้ว มิเช่นนั้นคงต้องลองทะลวงประตูที่สองเลย"
เงาจันทราในดวงตาทั้งสองข้างของหลี่โม่สลายไป เขาบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นยืน
ไม่รู้ว่าจะต้องเปิดประตูชีพจรอีกสักกี่รอบ เขาจึงจะสามารถวาดรูปลักษณ์เทพแห่งวิถีออกมาได้อย่างสมบูรณ์?
หลี่โม่มุดเข้าไปในห้องครัว—เมื่อทำอาหารเช้าเสร็จ ก็พอดีกับที่เสียงระฆังอันแผ่วเบาดังขึ้นสามครั้ง ก้องกังวานไปทั่วฟ้า ชำระล้างหมู่เมฆาให้สลายไป…นั่นคือระฆังยามเช้าของเมืองกระบี่หงเหวิน
…
"ถึงแม้จะไม่ได้ยืนหยัดจนถึงวันสุดท้าย แต่ก็ถือว่ามาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวแล้ว" ศิษย์พี่เสินอวิ๋นเฟยลงจากเวทีประลองไปนานแล้ว แต่ก็มีความก้าวหน้าไม่น้อย
"ยินดีที่ศิษย์พี่ทะลวงขอบเขตได้" หลี่โม่ยื่นจานปาท่องโก๋ให้เขา พร้อมกับกล่าวแสดงความยินดีด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้น เขาก็พลันชะงักไป เมื่อเห็นศิษย์พี่โอวหยางที่อยู่ไม่ไกลกำลังเดินออกมา—เขามีขอบตาดำคล้ำราวกับหมีแพนด้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนรังไก่ แต่ใบหน้ากลับแผ่กลิ่นอายของความเป็นเซียนออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
"ศิษย์พี่โอวหยาง…ท่านไปทำอะไรมา ถูกภูตผีตนใดเข้าสิงหรือ?"
"ข้าไม่เป็นไร แค่ปัญหาเล็กน้อย เพิ่งจะส่งต้นฉบับทันในวันสุดท้ายพอดี"
เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า—เนื่องจากเวทีทดสอบกระบี่จัดขึ้นเพียงสามวัน และในวันที่สามหลังจากยืนยันตำแหน่งได้แล้ว หอกระบี่ก็จะเปิดออก
"ทางร้านหนังสือคาดว่าศิษย์น้องหลี่และศิษย์น้องอิ๋ง จะต้องบรรลุวรยุทธ์อันเหนือสามัญจากรอยกระบี่หงเหวินได้อย่างแน่นอน…ถึงเวลานั้นชื่อเสียงจะต้องโด่งดังไปทั่วหล้า"
"หากเป็นเช่นนั้น หนังสือภาพต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน"
"ข้าจึงไม่ได้นอนมาสามวันสามคืน—เพื่อเร่งวาด ‘จอมจักรพรรดินีผู้หลงรักข้า’ ให้เสร็จ" โอวหยางเกาหัวที่เหมือนรังไก่ของตน ก่อนหาวออกมาไม่หยุด
หลี่โม่ “.....”
พวกนักเขียนนิยายผู้ดองงานทั้งหลาย…ท่านควรจะเอาศิษย์พี่ข้าเป็นแบบอย่างเสียจริง
แต่ว่า... ชื่อเสียงโด่งดังน่ะแน่นอนอยู่แล้ว แต่หนังสือภาพจะขายดีหรือไม่นั้น ยังบอกได้ยาก—หากเขาหยั่งรู้รอยกระบี่หงเหวินสำเร็จ ภาพลักษณ์เซียนกระบี่อันสูงส่งคงได้พังครืนลงมาเป็นแน่
ส่วนยัยก้อนน้ำแข็งน่ะหรือ...
"กระบี่ของพี่หญิง... ดูเหมือนจะ... มีความคมกล้า... ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว..." เจียงชูหลงพับแขนเสื้อขึ้น ล้างจานไปพลางกระซิบเสียงเบาไปพลาง
"เจ้าก็คิดเช่นนั้นรึ?" ก่อนหน้านี้หลี่โม่ยังนึกว่าตนคิดไปเองเสียอีก
เหตุใดกัน ยิ่งทดสอบกระบี่ สภาพของนางกลับยิ่งย่ำแย่ลงเล่า?
เฮือก... ! หรือว่านางจะได้รับบาดเจ็บตอนที่สู้กับอินเหมียนเหมียนเมื่อสองวันก่อน?!
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากชั้นบนของอาคาร
"เจ้าอยากดื่มชาหรือไม่?" หลี่โม่ตะโกนถาม
อิ๋งปิง “….”
"อืม..." อิ๋งปิงดูเหมือนจะเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง รออยู่หลายอึดใจจึงค่อยพยักหน้า
"มิใช่ว่าจะดื่มชารึ?"
"ข้าก็หยิบ..." แววตาของอิ๋งปิงพลันชะงักงัน
นางเพิ่งจะสังเกตว่าในมือคือตุ๊กตาหัวโตรูปหลี่โม่—เมื่อครู่นางได้บิดหัวของตุ๊กตาออกโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังจะยกขึ้นจรดริมฝีปากเพื่อดื่ม...
ยัยก้อนน้ำแข็งผิดปกติไปจริงๆ…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หลี่โม่ชงชาไปพลาง เปิดใช้งานเนตรทิพย์ลิขิตฟ้าไปพลาง
【ชื่อ: อิ๋งปิง】
【อายุ: 16】
【รากฐานกระดูก: กายาจันทราหงส์ไท่อิน】
【ขอบเขต: ปราณญาณเทพขั้นหนึ่งประตู】
【ลิขิตฟ้า: สีแดง (กระดูกจักรพรรดิ, ชีวิตดุจเหมันต์นิรันดร์, จิตวิญญาณดุจวารีสารท, รูปลักษณ์แห่งหงส์สวรรค์)】
【คำประเมิน: แม้ชะตาจะพบภัยพิบัติมากครั้ง แต่นางก็พลิกร้ายกลายเป็นดีได้เสมอ ตอนนี้ปีกยังมิผลิบานเต็มที่ รอเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป นางจะโบยบินขึ้นสู่เก้าฟ้าสิบพิภพ เป็นหงส์ผู้ปกครองทั่วหล้าแปดทิศอย่างแท้จริง】
【เหตุการณ์ล่าสุด: กำลังสับสนว่าควรจะยึดมั่นในวิถียุทธ์ของตนเอง และตัดสิ้นพันธะทั้งปวงหรือไม่—ภายในใจกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง】
อืมมมม...
หากพูดตามประสาชาวบ้านล่ะก็...
ยัยก้อนน้ำแข็งกำลังสับสนในตนเองอยู่รึ?